[Super Junior] :: Problem Child :: (SJ-KangTeuk feat. All members)

ตอนที่ 68 : Problem Child 26 #Reup

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 121
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    11 ต.ค. 61

Chapter 26




สายลมโชยพัด พาเอากลิ่นอายสดชื่นของฤดูใบไม้ผลิมาสู่ผู้สัญจรไปมา ร่างสูงสง่ากระชับผ้าพันคอให้ขึ้นมาบดบังส่วนปลายคางมากขึ้นขณะที่อีกมือก็ดึงหมวกแก๊ปใบใหญ่ลงต่ำ  ส่งให้ใบหน้าคมคายกลายเป็นเพียงเงาดำๆในสายตาคนรอบข้าง ฮันกยองเร่งฝีเท้าให้เร็วยิ่งขึ้นเมื่อเห็นว่าเด็กสาวสองสามคนหันมามองทางเขาด้วยทีท่าไม่แน่ใจในอะไรบางอย่าง ชายหนุ่มไม่ต้องการให้ความสงบสุขส่วนตัวถูกทำลายเอาง่ายๆแบบนี้ ใครจะรู้ว่าคนพวกนี้แค่คุ้นหน้าเขาหรือเป็นหนึ่งในเหล่าแฟนคลับช่างตื๊อที่น่ารำคาญอย่าบอกใคร



จะเป็นประเภทไหนเขาก็ไม่อยากยุ่งด้วยทั้งนั้น  



ชายหนุ่มสัญชาติจีนผ่อนฝีเท้าลงอีกครั้งเมื่อเดินผ่านช่วงถนนที่มีผู้คนพลุกพล่านมาแล้ว ดวงตารีเรียวตามแบบฉบับทายาทแดนมังกรกวาดมองรอบกาย  ซึมซับบรรยากาศของคนเดินดินปกติที่ไม่ได้สัมผัสมานานแสนนานหลังจากเหยียบย่างเข้ามาในดินแดนโสมขาวแห่งนี้     



ช่วงต้นปี 2007 มาซูเปอร์จูเนียร์มีโปรแกรมโปรโมตแยกยูนิต บางส่วนก็แยกไปทำหน้าที่ดีเจและแคสติ้งละครทำให้สมาชิกต่างชาติเพียงคนเดียวดูเหมือนจะถูกลอยแพกลายๆ



กลายเป็นซูเปอร์จูเนียร์คนที่ว่างที่สุดในวง



“ขอโทษนะพ่อหนุ่ม  ขอทางหน่อยเถอะ” 



ฮันกยองหลีกทางให้หญิงวัยกลางคนที่หอบถุงใบใหญ่เดินแทรกตัวผ่านไปอย่างรีบเร่ง พึมพำขอโทษเบาๆหากได้รับแววตาประหลาดใจตอบกลับมา  ชายหนุ่มเพียงหันหน้ากลับเหมือนไม่เห็น ชินเสียแล้วกับคนที่ทำหน้าประหลาดเมื่อเจอเข้ากับสำเนียงเกาหลีเพี้ยนๆที่พัฒนาได้ยากเย็นของเขา  


“ขอโทษค่ะ” 



ร่างสูงสง่าเบี่ยงตัวหลบอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงขอทางเป็นครั้งที่สอง คราวนี้ดังมาจากกลุ่มเด็กสาวในชุดนักเรียนที่เดินกันมาเป็นแพ เสียงหัวเราะร่าเริงบ่งชัดถึงความสดใสแห่งวัยที่ทำให้คนฟังอดคิดไปถึงใบหน้าของเพื่อนร่วมชั้นเรียนของตนเองที่ไม่ได้พบมานานมากไม่ได้ สุดท้ายเมื่อการเดินโต๋เต๋ไปมาที่ถนนสายหลักดูจะถูกรบกวนมากกว่าที่คิดเอาไว้ มังกรจีนจึงตัดสินใจหักเลี้ยวซ้ายเมื่อถึงทางแยก  เบนทิศทางฝีเท้าของตนเองเข้าไปสู่ถนนสายเล็กขนาดพอให้รถวิ่งสวนทางกันได้ จำนวนคนบางเบาเป็นที่สบใจของนักร้องหนุ่มวงดังเป็นอย่างมาก ฮันกยองสาวเท้าขึ้นไปตามฟุตบาทถนนที่ลาดชันขึ้นเนินเขาโดยไม่ลังเล 




เส้นทางเดินขึ้นที่เหมือนจะไม่ไกล พอใช้การเดินเท้าแทนรถโดยสารก็กลับกลายเป็นไกลกว่าที่คิด ทว่าไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มที่ฝึกกำลังปอดและกำลังแขนขาอยู่แทบทุกวันได้เหงื่อ  สองข้างทางคือต้นไม้สูงเพรียวที่ตั้งตระหง่าน  กิ่งก้านผอมบางประดับไปด้วยใบไม้บางเบา ใบจิ๋วๆสีเขียวสดที่กำลังเตรียมจะผลิบานต้อนรับฤดูแห่งการเริ่มต้นใหม่หลังจากต้องตกอยู่ภายใต้กองหิมะหนาวเย็นมาเป็นเวลากว่าสามเดือน  




ประมาณเกือบสิบนาทีกว่าที่ทางถนนโล่งจะเริ่มเปลี่ยนไปเป็นบ้านเรือนกระจายตัวกัน  แม้จะอยู่บนเนินเขา หากความใหญ่ของบ้านแต่ละหลังทำให้พอจะรู้ชัดว่าต้องเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของกลุ่มคนที่ค่อนข้างมีอันจะกินพอสมควรทีเดียวในเกาหลี  



ใครๆก็รู้ ที่ดินในดินแดนโสมขาวแห่งนี้แพงเสียยิ่งกว่าทอง 




ดวงตาคู่คมเหม่อลอย  ภาพเบื้องหน้าค่อยๆแปรเปลี่ยนไปเป็นภาพซ้อนทับของบ้านหลังเล็กอบอุ่นที่ตั้งอยู่บนเนินเขาเช่นเดียวกัน  หากมิได้ตั้งอยู่บนผืนแผ่นดินนี้ ความรู้สึกโหยหาแล่นเข้าจับหัวใจจนต้องรีบสะบัดหน้าแรงเร็วขับไล่ความคิดอ่อนแอเหล่านั้นออกไป  ป้ายบอกทางชี้ให้เห็นว่ามีโบสถ์ในศาสนาคริสต์ตั้งอยู่ไม่ไกลจากนี้ อะไรบางอย่างดลใจให้ชายหนุ่มตัดสินใจเดินไปทางนั้น 


 

ลองเข้าโบสถ์ดูบ้างก็อาจจะดีเหมือนกัน



กำแพงล้อมรอบโบสถ์ไม่ได้ใช้ปูนซีเมนต์หนาแต่กลับใช้รั้วต้นไม้ขนาดเทียบเท่าเอว  ดูปลอดโปร่งงดงามราวกับดินแดนในเทพนิยาย  ตัวโบสถ์สร้างจากหินอ่อนสีขาวสะอาด  ทำเป็นทรงกอธิค แม้จะยังยืนอยู่เพียงแค่ปากรั้วทว่าเสียงดนตรีขับกล่อมก็ดังกังวานออกมาอย่างรื่นรมย์  บานประตูโบสถ์มีผู้คนค่อยๆทยอยกันออกมาเป็นระยะบ่งชี้ว่าคงเพิ่งเสร็จจากศาสนกิจรอบเช้ามาไม่นาน รถยนต์ที่จอดเรียงรายบางคันเริ่มเคลื่อนตัวออกไป  เพิ่มพื้นที่บริเวณโบสถ์ให้ดูว่างขึ้นเรื่อยๆ ฮันกยองขยับหมวกให้ปรกลงต่ำอีกครั้งก่อนจะเดินดุ่มๆเข้าไป  สวนทางกับผู้คนเหล่านั้น


      

โบสถ์ของศาสนาคริสต์ก็เป็นเช่นเดียวกับศาสนาพุทธของเขา  คือเปิดกว้างสำหรับคนทุกศาสนา ฉะนั้นการที่เขาจะเดินเข้าไปโต้งๆก็ไม่ได้ทำให้เกิดปัญหาอะไรขึ้นมา  ถ้าหากว่า... 



“นายมาทำอะไรที่นี่!!” 



เสียงคุ้นเคยดังมาจากด้านหลังก่อนที่ลำตัวหนาแข็งแรงจะถูกกระชากจนต้องหยุดเดิน  ฮันกยองผ่อนลมหายใจยาว ยอมหยุดฝีเท้าตามแรงรั้งแล้วจึงหันหลังกลับไปมองคนที่แค่ฟังเสียงก็รู้แล้วว่าเป็นใครช้าๆ  สีหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์



“ซีวอน” เสียงทุ้มราบเรียบไม่ต่างกัน



ใช่  ทุกอย่างจะดีกว่านี้มากถ้าหากว่าเขาไม่ บังเอิญ’ เจอกับซูเปอร์จูเนียร์ซีวอนที่นี่...ทั้งที่เป็นวันอาทิตย์พักผ่อนซึ่งมีขึ้นเพื่อให้ได้สมาชิกหยุดฟื้นฟูร่างกายรวมถึงให้แยกย้ายกันไปใช้ชีวิตตามอัธยาศัย  หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากันเองนอกตารางงานแท้ๆ  



ดูเหมือนพระเจ้าจะอยากให้เขากับเจ้าเด็กหัวสิงโตปะทะกันบ่อยเกินไปแล้ว  

 





 

ทายาทธุรกิจตระกูลชเวหรี่ตามองคู่อาฆาตที่อยู่ในชุดไปรเวทสบายๆพร้อมหมวกและผ้าพันคอปิดบังหน้าตาอย่างไม่ไว้ใจนัก เขาเพิ่งเสร็จจากมิสซาเช้าวันอาทิตย์พร้อมครอบครัวไม่นาน  เมื่อเดินออกมาจากโบสถ์ก็แยกทางกับบิดา  มารดาและน้องสาวที่จะขับรถตรงกลับบ้านเลยในขณะที่เขามีธุระต้องไปต่อจึงมาเองด้วยรถอีกคันหนึ่ง กำลังจะเปิดประตูขึ้นรถอยู่แล้วแต่ตาเจ้ากรรมมันดันเหลือบไปเห็นร่างคุ้นตาของใครบางคนเข้าเสียก่อน  



แม้ไม่อยากจะยอมรับทว่าซีวอนก็ต้องจำใจบอกกับตัวเองว่าเป็นเพราะใช้เวลาอยู่ร่วมกันมานานกว่าสองปี  ทำให้ถึงจะไม่อยากจดจำมากเพียงใด รูปลักษณ์ของซูเปอร์จูเนียร์ทุกคนมันก็ประทับอยู่ในความทรงจำของเขาอย่างสนิทแนบแน่นไปเสียแล้วไม่ว่าคนเหล่านั้นจะซ่อนตัวอยู่ภายใต้เสื้อผ้าอาภรณ์แบบใดก็ตาม  และในวันนี้ เขาก็จำซูเปอร์จูเนียร์ฮันกยองได้ตั้งแต่แวบแรกที่หันไปเห็น  ถึงได้ตาลีตาเหลือกปิดประตูล็อกรถแล้วรีบแล่นมารั้งอีกฝ่ายไว้ก่อนที่จะได้มีโอกาสเข้าไปยังโบสถ์ประจำของครอบครัวชเว   



คนพุทธอย่างมันมาทำอะไรอยู่แถวนี้  หรือคิดจะตามมาหาเรื่อง?  



“นายมาทำอะไรที่นี่” คนอายุน้อยกว่าเริ่มบทสนทนาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงไม่เป็นมิตรนัก  ภายในแววตากร้าวเต็มไปด้วยความหวาดระแวงจนคนมองจับได้  ทว่าความบริสุทธิ์ใจรวมถึงไม่เคยแคร์อีกฝ่ายอยู่แล้วก็ทำให้ฮันกยองยักไหล่  ตอบเสียงราบเรียบตามปกติ 


“เดินเล่นแล้วผ่านมา”


“ผ่านมาเข้าโบสถ์เนี่ยนะ” ไม่มีความเชื่อถืออยู่ในกระแสเสียง


“ก็งั้นสิ  ได้ยินเสียงเพลงเพราะดีเลยเดินเข้ามา  ไม่ได้หรือไง” 



ถ้าหากเป็นเมื่อก่อนสิงโตตัวใหญ่คงได้ถลันเข้ามากระชากคอเสื้อเขาแล้วที่บังอาจใช้วาจาอวดดีท้าทาย ทว่าชเวซีวอนในวันนี้กลับทำเพียงแค่ถลึงตาใส่ฮันกยองเท่านั้น  ไม่รู้เป็นเพราะนิสัยดีขึ้นหรือเพราะสำนึกได้ว่าอยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์กันแน่


            “ฉันไม่เชื่อน้ำหน้านายหรอก”


            “ก็ตามใจสิ  ไม่ได้ขอให้เชื่อนี่” 



            ซีวอนขมวดคิ้วมุ่นกับคำตอบเหมือนขอไปทีของคนที่ไม่อยากนับว่าเป็นพี่ ขณะที่กำลังลังเลไม่รู้จะทำอะไรต่อไปก็ต้องเบิกตาโตเมื่อเห็นอีกฝ่ายเอามือล้วงกระเป๋า  เดินเบี่ยงตัวหลบไปอีกทางโดยไม่ยอมเสวนาด้วยอีก  ร่างสูงหนาถลันตัวตาม  ร้องทักอย่างลืมตัว 



            “เฮ้ย อย่าเดินหนีกันสิวะ แล้วนั่นนายจะไปไหน” 


“ข้างหน้านั่นคืออะไรล่ะ  ฉันก็ไปที่นั่นแหละ” คุณชายผู้มั่งคั่งแทบเต้น ก็เพราะมันเป็นโบสถ์น่ะสิโว้ยไอ้เวรนี่ ไม่ใช่ห้างสรรพสินค้า ถึงได้ถาม  



ด้วยความที่เพิ่งเสร็จสิ้นพิธีมิสซาและการแก้บาปมาหมาดๆซีวอนจึงยังมีสติยั้งคิด  คงความสำรวมของกิริยาวาจาไว้ได้พอสมควร ถึงจะไม่ชอบหน้ามันเท่าไหร่แต่เด็กหนุ่มไม่อยากมาทำบาปหน้าวัด  ต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้า แถมยังเคยสัญญากับพี่อีทึกไว้แล้วด้วยว่าจะไม่มีเรื่องกับใครง่ายๆ คิดได้ดังนั้นสิ่งที่ออกมาจากริมฝีปากหยักหนาจึงมีเพียง 



“จะเข้าไปทำอะไร  คนคริสต์ก็ไม่ใช่  ไปไกลๆเลย” 



ฮันกยองชะงัก ดวงตาคมตวัดมองคนอายุน้อยกว่านิ่งก่อนจะยักไหล่  ยกยิ้มบางที่แปลความหมายไม่ออก 



            “โบสถ์ศาสนานายคงไม่ถึงกับขับไล่คนต่างศาสนาที่อยากจะเข้าไปหาที่พักใจหรอกใช่ไหม?”



ปล่อยให้อีกฝ่ายงุนงงกับคำว่า ที่พักใจ’ ไปแล้วร่างสูงจึงดันไหล่สมาชิกรุ่นน้องที่ชักจะสูงเกินหน้าเกินตาเข้าไปทุกทีออกเบาๆ เดินดุ่มๆตรงเข้าไปที่ตึกขนาดกลางตรงหน้าตามความตั้งใจเดิม  กว่าที่ชเวซีวอนจะสำนึกได้อีกที แผ่นหลังกว้างก็หายลับเข้าประตูโบสถ์ประจำย่านนี้ไปเสียแล้ว   ใบหน้าหล่อคมตามแบบฉบับพระเอกบึ้งตึง  เด็กหนุ่มเม้มริมฝีปาก ลังเลอยู่สักพักก่อนจะตัดสินใจเก็บกุญแจรถใส่กระเป๋ากางเกง สาวเท้ายาวๆเดินตามพี่ชายชาวจีนกลับเข้าไปยังที่เดิมที่เพิ่งก้าวออกมาไม่ถึงยี่สิบนาทีในที่สุด



ซีวอนบอกตัวเองว่าที่ตามมาเป็นเพราะกลัวว่าไอ้คนหน้าตายมันจะก่อเรื่องโง่ๆไม่รู้ความตามประสามันในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ประจำศาสนาเขาหรอก ไม่ได้เป็นเพราะแววตาอ้างว้างเหมือนคนไร้บ้านที่จับสังเกตได้ในแวบหนึ่งก่อนที่มันจะถูกความเย็นชาห่อหุ้มทับไว้เลยสักนิด



ฮันกยองย่างเท้าเข้าไปในโบสถ์สีขาวแม้จะรู้ว่ามีใครเดินตามมาคุมแจก็ตาม  ภายในโบสถ์จัดองค์ประกอบเช่นเดียวกับโบสถ์ศาสนาคริสต์ทุกที่คือทางเดินยาวโล่ง  ตรงไปถึงแท่นบูชาขนาดใหญ่ตรงกลาง  สองข้างทางเป็นเก้าอี้ยาววางเรียงราย  ชายหนุ่มเดินลึกเข้าไปอีกนิดพอให้แสงแดดจากหน้าประตูใหญ่สาดส่องมาไม่ถึงก่อนจะทรุดตัวลงนั่งประสานมือไว้ที่ตักอย่างสำรวมที่เก้าอี้ไม้ตัวยาวหนึ่งในหลายๆตัวสำหรับให้ผู้คนมาประกอบศาสนกิจ ในหูยังแว่วเสียงเครื่องดนตรีกระหึ่มและเสียงขับร้องสรรเสริญแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมงที่แล้ว  



ถึงจะต่างศาสนาแต่ฮันกยองก็มีโอกาสไปโบสถ์หลายครั้งอยู่เหมือนกัน  ทั้งที่ไปร่วมพิธีแต่งงาน  พิธีมิสซา หรือที่ไปตอนร้างไร้ผู้คนดังเช่นวันนี้ ทว่านั่นเกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้วในประเทศบ้านเกิด นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเคยเข้าโบสถ์ที่เกาหลี ที่สำคัญยังจำเพาะเจาะจงเป็นโบสถ์ประจำของสมาชิกลำดับที่สิบเสียด้วย  ก็ไม่รู้จะเรียกว่าดวงหรืออะไรที่ทำให้เขาเลือกเลี้ยวเข้าถนนสายนั้น  และเดินเรื่อยเปื่อยมาจนกระทั่งอยู่ตรงนี้



ริมฝีปากเฉียบยกยิ้มที่ทำให้ใบหน้าคมคายดูสว่างจับตาขึ้นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆดังตามมาใกล้ก่อนจะหยุดลงเมื่อห่างกันไม่มาก ไม่เข้ามาหาเรื่องชวนทะเลาะหรือขับไล่อีกอย่างที่คิด  เป็นเรื่องน่ายินดีที่ชเวซีวอนเองก็รู้จักคำว่าเคารพสถานที่เป็นเหมือนกัน



ฮันกยองมองซ้ายขวาสำรวจสถานที่อย่างไม่รู้จะทำอะไรไปมากกว่านั้น  อาจเป็นเพราะเป็นโบสถ์ในย่านคนรวย  จึงได้รับเงินบริจาคมากมายตามไปด้วย  และได้รับการตกแต่งอย่างงดงาม  โบสถ์ขนาดกลางประดับประดาทุกสัดส่วนอย่างวิจิตรละเมียดละไม ทว่าก็ไม่มีสิ่งใดตรึงสายตาเขาได้มากเท่ากับรูปปั้นพระเยซูตรงกลางอีกแล้ว



ดวงตาเรียวคมแหงนเงยขึ้นมองรูปปั้นชายหนุ่มกึ่งเปลือยที่มีผ้าเก่าสกปรกพันปกปิดเฉพาะส่วนล่าง ความละเอียดบรรจงส่งให้รูปปั้นดูเสมือนจริงแม้กระทั่งรอยจีบยับย่นตามเนื้อผ้า ข้อมือและข้อเท้าของพระเยซูถูกตอกไว้ด้วยตะปูแนบติดกับไม้กางเขนอันยาว ใบหน้าอ่อนโยนแม้จะมีเลือดไหลออกมาจากบาดแผลทั้งที่ข้อมือข้อเท้าที่สีข้าง  สื่อให้เห็นทั้งความสงบนิ่งและความรักอันไร้ขีดจำกัดเท่าที่คนๆหนึ่งจะมอบให้โลกใบนี้ได้  พินิจอยู่พักใหญ่ด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกระหว่างชื่นชม  ขมขื่น หรือว่าสมเพชเวทนา ลูกแก้วสีนิลจึงค่อยเบนเบือนไปทางอื่น 



บุรุษที่น่านับถือ  ยอมทนรับความเจ็บปวดเจียนตาย เพื่อไถ่บาปให้กับกลุ่มคนที่ไม่เคยเห็นคุณค่าของเขาเลยในเวลานั้น  



ฮันกยองไม่ใช่คนคริสต์  จึงไม่รู้ว่าสำหรับคนในศาสนามีมุมมองต่อศาสดาพระองค์นี้อย่างไร  แต่สำหรับเขาแล้ว  ประวัติของพระเยซูที่พอรู้มาบ้างทำให้เขาเผลอไผลนึกไปถึงเรื่องราวเกี่ยวกับตนเอง ข้างตัวเขาก็มีใครอีกคนที่ดูจะรับเอาหัวใจแห่งการให้และการเสียสละเข้าไปเช่นนี้  



ปาร์คจองซู...หัวหน้าวงซูเปอร์จูเนียร์ที่ชอบทำให้ตัวเองขาดทุนไม่แพ้กัน


  

บางทีเขาก็อยากจะรู้  คนเหล่านี้คิดอะไรอยู่







 

 

ตอนนี้อีทึกกำลังคิดว่าตัวเองเป็นบุคคลที่มีความสุขที่สุดในโลก



ผลการประชุมกับบอร์ดใหญ่เรื่องอัลบั้มฤดูร้อนของเอสเอ็มทาวน์เป็นไปด้วยดีทำให้ตัวแทนจากซูเปอร์จูเนียร์ยิ้มร่าโชว์ลักยิ้มสวยได้อย่างต่อเนื่องแม้จะเดินออกจากห้องประชุมมาแล้วก็ตาม  ในอัลบั้มนี้ซูเปอร์จูเนียร์จะได้ร้องเพลงรวมร่วมกับศิลปินทั้งหมดในค่ายหนึ่งเพลงและเพลงเดี่ยวของตัวเองอีกหนึ่งเพลงเช่นเดียวกับอัลบั้มฤดูหนาวที่แล้ว แถมสมาชิกบางคนอาจจะได้ร้องเพลงรวมอื่นในอัลบั้มอีกสองถึงสามเพลงด้วย  ถือเป็นก้าวที่น่ายินดีสำหรับซูเปอร์จูเนียร์เลยทีเดียว คงต้องรีบกลับไปบอกให้น้องๆเตรียมวอร์มเสียงกันตั้งแต่เนิ่นๆ



            “แฮปปี้  แฮปปี้” พี่ใหญ่ของคนอีกสิบสองคนพึมพำเป็นท่วงทำนองสดใส



เดินต่อไปได้อีกไม่นานอีทึกก็ต้องชะงักเท้าเมื่อเห็นว่าคนที่กำลังเดินสวนมาเป็นใครบางคนที่เขารู้จักดี และยินดีที่ได้มีโอกาสรู้จักด้วย   ชายหนุ่มโค้งตัวต่ำ เปิดรอยยิ้มกว้างรออีกฝ่ายที่เร่งฝีเท้าเดินเข้ามาหาด้วยความยินดีเช่นเดียวกัน



“ทึกกี้  เป็นยังไงบ้างไม่ได้เจอกันนานเลยนะ  สวยขึ้นหรือเปล่านายน่ะ” ชินดงยอบ  พิธีกรรายการวาไรตี้ระดับแนวหน้าทักทายหัวหน้าวงซูเปอร์จูเนียร์อย่างเป็นกันเอง  ชายวัยกลางคนค่อนข้างคุ้นเคยกับปาร์คจองซูเพราะเคยร่วมงานกันมาก่อน  ทว่าด้วยตารางงานยุ่งเหยิงทำให้ช่วงนี้ไม่ค่อยได้พบกันเท่าไหร่นัก


“สวัสดีครับ  สบายดีนะครับดงยอบฮยองนิม  ทำไมฮยองนิมมาอยู่ที่นี่ได้” 


รุ่นพี่ผู้คร่ำหวอดในวงการพิธีกรหัวเราะร่า  


“ก็เรื่อยๆแหละ ต้องทำมาหากินไม่งั้นไอ้พวกเด็กรุ่นใหม่ๆมันก็แซงหมด  นี่วันนี้ว่าจะมาคุยกับซูมาน  ไม่ได้เจอกันนาน”อีซูมาน โปรดิวเซอร์ใหญ่ของเอสเอ็มเอ็นเตอร์เทนเมนท์เคยเดบิวต์เป็นศิลปินมาก่อนเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว  การที่จะรู้จักกับชินดงยอบที่เริ่มทำงานในช่วงเวลาใกล้เคียงกันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก


“อ่อ  ครับ ซอนแซงนิมเพราะเพิ่งประชุมกับผมเสร็จ คงอยู่ที่ห้องตอนนี้” 


“อย่างนั้นเหรอ  ไม่เป็นไร คุยกับนายก่อนดีกว่า เป็นไงบ้างล่ะช่วงนี้ เริ่มดังแล้วนี่” 


“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ  พวกเรายังต้องฝึกกันอีกมาก” ดวงตาเรียวรีของชินดงยอบเต็มไปด้วยแววเอ็นดู 



พวกเขาหลายคนที่เคยทำงานกับทึกกี้ทึกกี้หรืออีทึกแห่งซูเปอร์จูเนียร์ชอบหัวหน้าวงร่างบางคนนี้ก็เพราะนิสัยหนักเอาเบาสู้แต่รู้จักถ่อมตัวกับรุ่นพี่นี่แหละ  เห็นหน้าหวานๆตัวเล็กๆแบบนี้อีทึก แกร่งพอดูเลยทีเดียวในเรื่องการทำงาน สมาชิกคนอื่นในวงเองก็เช่นเดียวกัน แม้จะเจนสนามไม่เท่าคนเป็นพี่ใหญ่ทว่าก็หน่วยก้านดีกันหลายคน  โดยเฉพาะคังอิน  ชินดง และอึนฮยอก



อีกไม่นานวงการวาไรตี้ของเกาหลีคงจะได้พบกับคลื่นลูกใหม่ที่มีกำลังแรงไม่แพ้เก่า



“ไม่ต้องถ่อมตัวหรอกน่า  เก่งก็คือเก่ง เออ จะบอกว่าเจ้าพวกน้องๆในวงนายน่ะ ใช้ได้เลยนะ วันก่อนที่มาออกรายการกันก็ทำได้ดีเลยทีเดียว  ขยัน ตั้งใจทำงาน แล้วก็ไม่ชักสีหน้าเลย เป็นเด็กดีกันจริงๆ ตั้งใจทำงานกันต่อไปล่ะ” 



ในใจคนฟังพองฟูเมื่อได้ยินดังนั้น  ชมเขาเองยังไม่น่ายินดีเท่ากับชมน้องๆ  ไม่มีอะไรน่าชื่นใจอีกไปกว่านี้อีกแล้ว  ดวงหน้าหวานบานกว้างยิ่งกว่าเดิมจนคนพูดอดที่จะหัวเราะไม่ได้  



มือใหญ่ตบเบาๆที่ไหล่บอบบางเป็นเชิงให้กำลังใจ



“นายทำดีมาก  พี่ไปละ ไว้ค่อยเจอกันใหม่” 


“ครับ  รักษาสุขภาพด้วยนะครับฮยองนิม” ดงยอบยกมือขึ้นโบกรับทราบก่อนจะเดินจากไป ทิ้งความอุ่นซ่านเอาไว้ในใจชายหนุ่มรุ่นน้องอีกเป็นหลายเท่า    


ทำงานดี พี่ดงยอบชมว่าเจ้าพวกนั้นทำงานดี โอย  ใครก็ได้ดึงหางเขาไว้ที  กำลังจะลอยได้อยู่แล้ว ให้มันได้อย่างนี้สิน้องๆของเขา



อารมณ์ของปาร์คจองซูยังคงสดชื่นรื่นเริงไปจนกระทั่งก้าวขึ้นรถออกจากบริษัทแล้วก็ยังไม่หายไป พี่ใหญ่ที่ชอบทำอะไรเกินตัวเปิดกระจกออกมาโบกมือทักทายแฟนเพลงบางส่วนที่ปักหลักรออยู่หน้าบริษัทด้วยรอยยิ้มกว้าง  ไม่ว่าอะไรแม้จะเห็นว่าโทรศัพท์มือถือเกือบสิบเครื่องถูกยกขึ้นตรงหน้าเพื่อถ่ายรูประรัว บางส่วนถึงขั้นถ่ายเป็นวิดีโอคลิป อีทึกเปิดหน้าให้ถ่ายกันตามสบายอยู่เกือบห้านาทีก่อนจะปิดกระจกรถในที่สุด


วันนี้เขามีความสุข  แล้วก็อยากให้เอลฟ์มีความสุขไปด้วย 


ดวงตาสีน้ำตาลพราวพรายเมื่อนึกถึงน้องๆที่คงจะนอนเอกเขนกอยู่บ้านกันเนื่องในโอกาสวันหยุด  


เขากำลังอยากทำอะไรสักอย่างเพื่อสมาชิกในวง



สำหรับอีทึกแล้ว มันเป็นทั้งการขอบคุณแล้วก็เป็นตัวล่อให้เด็กๆอยากทำดีกันต่อไปเรื่อยๆนานๆ เขาจะได้ไม่ต้องเหนื่อยกายเหนื่อยใจจนจะเป็นบ้าอีก  รอยยิ้มสวยจืดจางลงเล็กน้อยเมื่อนึกไปถึงท่าทีแปลกประหลาดของคิมฮีชอลกับคิมคิบอมเมื่อวานแต่แล้วก็ปัดมันออกไปจากใจอย่างไม่ยากเย็น  


มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะให้ทุกคนปรองดองกันหรืออยู่ในอารมณ์ที่ไม่เขม่นใส่กันเลย เทียบกับสมัยก่อนแล้วเรื่องแค่นี้ไม่ถือเป็นปัญหาเลยสักนิด  ขนาดคนอื่นยังชม  สมควรจะต้องฉลองที่สุดแล้ว


            ว่าแต่ เอาอะไรดี...? 


            ภายในสมองอีทึกวิ่งวุ่นถึงเหตุการณ์น่าประทับใจต่างๆที่เคยได้พบมาและดูมีขีดความสามารถที่พอจะดัดแปลงเอามาทำกับวงของตัวเองได้


            แท่งไฟ...เอาไปทำไม


            ชูป้าย...ได้โดนด่าว่างี่เง่าแน่ๆ


            กอด...ธรรมดาไป แล้วมันก็คงวิ่งหนีกัน


            วันหยุด...อันนี้นอกเหนือที่เขาจะให้ได้ ต้องติดต่อผู้จัดการเดี๋ยวยุ่งยาก 



            อืมมม คิดยากจังเว้ย



            ไม่มีอันไหนที่ดูจะเรียบง่ายและดูน่าประทับใจในความคิดของคนตัวบางเลยแม้แต่อันเดียว ชายหนุ่มทำปากบู้ขัดใจ แนบหน้าผากเข้ากับกระจกรถเย็นเฉียบ กวาดสายตามองออกไปยังทัศนวิสัยด้านนอกเผื่อจะได้ไอเดียดีๆมาเป็นต้นทุน



ถนนในโซลก็ยังคงคึกคักไปด้วยผู้คนด้วยเป็นเมืองที่นิยมการเดินเท้าและโดยสารรถไฟมากกว่าใช้ยานยนต์ สองข้างทางเต็มไปด้วยตึกสำนึกงานและร้านรวงรวมถึงร้านสะดวกซื้อมากมาย ต่างก็ติดป้ายโฆษณาสถานที่ของตัวเองกันอย่างไม่มีใครน้อยหน้า คนที่ห่างหายจากการเดินดินแบบปกติชนมาค่อนข้างนานเลิกคิ้วขึ้นเมื่อเห็นว่าที่กลางอาคารสูงแห่งหนึ่ง ปรากฏป้ายโฆษณาลดราคาของซูเปอร์มาร์เก็ตชื่อดังที่มีสาขามากมายอยู่คู่กับรูปบิบิมบับและแกงกิมจิหน้าตาน่ากิน เหมือนจะเป็นการบอกกลายๆว่าถ้าต้องการความสดใหม่และอร่อยเฉกในรูป ก็จงไปซื้อที่ซูเปอร์แห่งนี้เสียแต่โดยดี 



แล้วอาหารในนั้นก็หน้าตาเชิญชวนจริงๆเสียด้วยสิ



รอยยิ้มกระหยิ่มปนซุกซนปรากฏขึ้นบนใบหน้าสวยเกินชาย ในห้วงความคิดจินตนาการไปถึงตัวเองในชุดสีขาวและสวมหมวกใบโตเป็นเชฟใหญ่ วุ่นวายอยู่หน้าเตาไฟด้วยท่าทางคล่องแคล่ว 



ดูดีเป็นที่สุด!!



เขานึกออกแล้ว สิ่งที่แสนจะธรรมดาแต่จะออกมาไม่ธรรมดาเมื่อคนที่ลงมือทำคือซูเปอร์จูเนียร์อีทึก...ทำอาหารให้พวกนั้นกินดีกว่า  



ไวเท่าความคิด



            “ขอโทษนะครับ” คนตัวบางยืดตัวขึ้นไปเกาะพนักพิงของเบาะด้านหน้าซึ่งเป็นของคนขับ ชี้มือตรงไปข้างหน้าซึ่งพอจะมองเห็นป้ายไฟสว่างจ้าบอกที่ตั้งซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ที่อยู่อีกไม่ไกลนักแล้วกล่าวว่า “ช่วยแวะซูเปอร์ให้หน่อยนะครับ ผมอยากซื้อของกินนิดหน่อย” 



            ชายหนุ่มร่างใหญ่พยักหน้าพลางยกไฟเลี้ยวเปลี่ยนทิศทางตามที่บอกทันควัน



“จะแวะ GS25 เหรอครับ เดี๋ยวผมลงไปซื้อให้ก็ได้ครับจะได้ไม่ลำบาก  คุณอีทึกเขียนมาเลยว่าจะเอาอะไรบ้าง” คนฟังส่ายหน้าปฎิเสธความหวังดีนั้นด้วยรอยยิ้ม

 

            “อย่าเลยๆ ผมอยากลงไปซื้อเองมากกว่า ว่าจะทำของกินให้พวกตัวยุ่งที่บ้านน่ะครับ ไปไม่นานหรอก ไม่ต้องเป็นห่วง” 



            คนขับรถที่ทำงานให้กับซูเปอร์จูเนียร์มานานทำสีหน้าลังเลนิดหน่อยก่อนจะพยักหน้าในที่สุดเมื่อรถเลี้ยวเข้าไปในบริเวณที่จอดรถของซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งนั้นเรียบร้อยแล้ว ชายวัยสามสิบต้นเลือกจอดในที่ๆไม่ไกลจากประตูทางเข้ามากหากไม่ใกล้จนคนที่เดินออกมาขึ้นรถจะดูโดดเด่นสะดุดตา  



            “เอาแบบนั้นก็ได้ งั้นถ้ามีอะไรหรือโดนแฟนคลับรุมโทรหาผมนะครับ เดี๋ยวลงไปช่วย ผมรออยู่ในรถนี่แหละ” 



            อีทึกหัวเราะเสียงดังกับคำกล่าวเชิงล้อเลียนนั้นก่อนจะกระโดดลงจากรถ  ตกปากรับคำแล้วจึงเดินจากไปด้วยรอยยิ้ม 




            GS25 เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีสาขามากมายทั่วทั้งเกาหลี บางแห่งก็ใหญ่โตเทียบเท่ากับชั้นหนึ่งของห้างสรรพสินค้าขณะที่บางแห่งก็เล็กจนเป็นเพียงร้านสะดวกซื้อ สำหรับสาขาที่เขาเข้ามานี้เป็นสาขาใหญ่ มีทั้งของใช้ ของแห้งและของสดขายไม่ต่างอะไรกับพวกที่อยู่ในห้าง ณ เวลานี้ในซูเปอร์กำลังเต็มไปด้วยผู้คนมากมายที่ต่างก็ออกมาจับจ่ายเพื่อกลับไปทำอาหารเย็น คนดังของสังคมบันเทิงแอบผ่อนลมหายใจโล่งอกเมื่อโซนของสดดูจะไม่เป็นที่นิยมนักสำหรับบรรดาเด็กสาวจึงมีแฟนคลับที่ยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปหรือทำท่าตกตะลึงอ้าปากค้างน้อยมาก โดยมากคนที่เดินอยู่จะเป็นเหล่าคุณป้าแม่บ้านเสียมากกว่า ซึ่งก็ไม่ได้สนใจอะไรปาร์คจองซูมากไปกว่าเขม้นมองแล้วพยักหน้ารับรู้ว่าเคยเห็นใบหน้าแบบนี้ในโทรทัศน์มาก่อน



            ขาเรียวยาวภายใต้กางเกงยีนส์เข้ารูปค่อยๆเดินไล่ไปตามชั้นของแช่เย็น ทั้งเนื้อและผักเรียงรายจนอดตาลายไม่ได้ ไม่รู้ว่ารยออุกกับฮันกยองชอบทำอาหารเข้าไปได้ยังไง จองซูเองถ้าเข้าตาจนจริงๆก็ไม่เกี่ยงแต่ถ้าเลือกได้ก็อยากจะอยู่ห่างๆครัวให้มากที่สุด ซื้อของแช่แข็งกินเอาง่ายกว่าเยอะ 



“อืม ว่าแต่ สปาเก็ตตี้มันทำกันยังละเนี่ย แล้วต้องใส่อะไรบ้าง” คนหน้าหวานพึมพำ หันซ้ายขวาล้วงโทรศัพท์เครื่องบางของตนเองขึ้นมากดค้นหาสูตรอาหารจากอินเตอร์เน็ตเป็นการใหญ่

            “อืมๆ ไม่ยากมาก เอาทั้งซอสครีมแล้วก็ซอสมะเขือเทศเลยแล้วกัน” 



            คนที่อยากอัพเกรดตัวเองจากหัวหน้าวงขึ้นเป็นพ่อบ้านยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ขณะเดินเข้าช่องโน้นออกช่องนี้ไล่หยิบเครื่องปรุงและวัตถุดิบทั้งหลายใส่ตะกร้าอย่างมีความสุข ถึงจะไม่ใช่พ่อครัวใหญ่ที่กุมชะตาชีวิตปากท้องของวงแต่กะไอ้แค่ สปาเก็ตตี้อัลเฟรโด้กับโบโลเนสมันคงไม่ยากเกินความสามารถของทึกกี้ทึกกี้หรอกน่า สมัยก่อนก็เคยเห็นแม่ทำออกบ่อย 



            รอยยิ้มเจิดจ้าพร้อมกับดวงตาเป็นประกายทำเอาพนักงานแคชเชียร์สาวถึงกับตาพร่าเมื่อเห็นหัวหน้าวงไอดอลดังเดินมาต่อแถวจ่ายเงินค่ากับข้าวด้วยตัวเอง แล้วนางฟ้าของแฟนๆก็อารมณ์ดีมากพอที่จะจัดเต็มเซอร์วิสชุดใหญ่ไปให้ด้วยรอยยิ้มหวานและลายเซ็นต์เน้นๆเต็มพื้นที่ถุงกระดาษแปะโลโก้GS25 บ่งบอกให้รู้ว่าครั้งหนึ่งซูเปอร์จูเนียร์อีทึกเคยมาเยือน

 






 

            สมาชิกหลายคนมองไปยังหัวหน้าวงของตนเองด้วยสายตาแปลกประหลาดเมื่อจู่ๆร่างบางก็เดินเข้าบ้านมาพร้อมกับหอบหิ้วของสดพะรุงพะรังอย่างกับอาจุมม่าลูกสี่ ตัวเพรียวบางเอียงกะเท่เร่เมื่อรักษาสมดุลระหว่างถุงสองถุงได้ไม่ดีนักจนรุ่นน้องตัวอ้วนอดไม่ได้ต้องลุกขึ้นไปฉวยมาถือไว้เองปากก็ว่าเสียงห้วนห้าว 



            “ซื้อบ้าอะไรมาเยอะแยะเนี่ย พี่จะเอามาไหว้เจ้าหรือไง” 


            “เปล่าซะหน่อย” อีทึกตอบชินดงด้วยเสียงที่เจตนาให้ได้ยินเผื่อแผ่ถึงคนอื่นด้วย “เอามาทำให้พวกนายกินนั่นแหละ”    


“ห๊ะ!!!” เสียงหลายเสียงประสานกันขึ้นก่อนที่สามหนุ่มตระกูลอีจะแลกสายตากันด้วยสีหน้าตื่นตระหนกปนสยอง


            อย่างปาร์คจองซูเนี่ยนะจะทำกับข้าว ให้โลกแตกตายเถอะ

 

            “เอ่อ พี่จะทำเองเหรอ คือพี่ซื้อมาให้รยออุกทำใช่ไหม” 


            “เอ๊ะ พี่ว่าพี่พูดชัดแล้วนะซองมิน อาหารเย็นมื้อนี้พี่จะทำสปาเก็ตตี้ให้พวกนายกินกัน”ใบหน้าสวยยังคงประดับรอยยิ้มอารมณ์ดีไม่นำพาต่อท่าทางไม่ไว้เนื้อเชื่อใจของสมาชิก อีทึกเดินละลิ่วไปทางห้องครัวด้วยความกระตือรือร้นอยากแสดงฝีมือทว่าร่างสูงหนาของใครคนหนึ่งเดินอาดๆมาขวางทางเอาไว้เสียก่อน คังอินพิงแผ่นหลังกว้างกับประตูห้องครัวด้วยท่าทางแบดบอย ยกมือกอดอก ก้มหน้าลงเล็กน้อยมองใบหน้าสดใสของคนเป็นพี่ก่อนจะหรี่ตา กระตุกรอยยิ้มสบประมาทเต็มที่


            “มั่นใจนะว่ากินได้ ไม่ใช่พรุ่งนี้ถูกหามส่งโรงพยาบาลกันหมดล่ะ”


            “ปากเสียน่ะคิมยองอุน เดี๋ยวเหอะแล้วนายจะมาขอร้องให้ฉันทำให้กินทุกวัน หลบไปได้แล้ว เกะกะขวางทาง” คนฟังสวนฉับ ยกมือดันร่างใหญ่ๆออกไปให้พ้นทางอย่างไม่เกรงกลัว 



            นับจากวันที่คืนดีกันที่สวนหน้าบ้าน ความสัมพันธ์ที่มองจากภายนอกระหว่างคิมยองอุนและปาร์คจองซูก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก คนตัวโตยังคงปากร้ายและทำตัวหัวแข็งส่วนคนตัวเล็กที่อายุมากกว่าก็ยังคงพร่ำพูดปากเปียกปากแฉะเรื่องการวิวาทกันของสมาชิก ทว่าทั้งสองก็รู้อยู่แก่ใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแค่ความเคยชินที่จะต่อล้อต่อเถียง หาได้มีเจตนาร้ายอีกต่อไป ช่องว่างบางอย่างกำลังค่อยๆถูกถมให้เต็มทีละนิด มันค่อยๆเปิดเปลือยความอ่อนโยนในบางแง่มุมของคนเป็นน้องที่เจ้าของฉายานางฟ้ามั่นใจว่ามีเพียงตัวเองที่ได้รับมัน


            “ทำไม่ได้ขึ้นมาอย่ามาเรียกหาลูกมือนะ”


            “อร่อยขึ้นมาก็อย่ามาฝากตัวเป็นศิษย์ล่ะ”


            คนหน้าสวยตอบเสียงเชิดก่อนจะเบี่ยงกายเล็กน้อย พาตัวเองเคลื่อนเข้าไปปักหลักในห้องครัวเตรียมตัวเป็นเชฟใหญ่ได้อย่างสวยงาม ดวงตาสีน้ำตาลพราวระยับยามที่หันมายักคิ้วเป็นเชิงท้าทาย คังอินหัวเราะหึ ส่ายหน้ากับท่าทางเป็นเด็กๆของคนที่โตกว่าถึงสองปีแถมยังเป็นหัวหน้าของสมาชิกอีกสิบสองชีวิตก่อนจะหมุนตัวกลับ ก้าวยาวๆออกห่างจากครัวตรงกลับห้องนอนของตน 

            ก็แค่เด็กอยากเล่นทำอาหาร  ตามใจเขาหน่อยก็แล้วกัน

 

 




            กลิ่นอาหารหอมฉุยอบอวลไปทั่วบ้านพักชั้นล่างทำให้คนที่เพิ่งกลับมาจากการสำรวจกรุงโซลแบบเต็มวันทำจมูกฟุดฟิดอย่างประหลาดใจ   



ไม่มีกลิ่นอาหารปรุงสุกใหม่ๆจากเตาในบ้านพักซูเปอร์จูเนียร์มานานพอดูรยออุกไม่ทำอาหารมาสักระยะแล้วหลังจากรับไม่ได้กับอากัปกิริยาพูดคำตีกระทบคำของสมาชิกตัวอ้วนและอีกบางคน  ขณะที่ตัวฮันกยองเองก็ทำบ้างไม่ทำบ้างตามแต่อารมณ์ในวันนั้นจะพัดพาไปทางไหน  ดังนั้น เมื่อพิจารณาระดับความเป็นแม่ศรีเรือนของคนที่เหลือแล้วหัวหน้าวงจึงลงข้อสรุปว่าการพึ่งพาโภชนาการจากภายนอกดูจะเป็นอะไรที่เข้าท่าที่สุด  



ร้านอาหารโฮมเมดเล็กๆแห่งหนึ่งได้รับการติดต่อให้เซ็นสัญญาเป็นพิเศษโดยทุกเช้า  เที่ยง และเย็นที่มีสมาชิกอยู่ติดบ้าน  อาหารจำนวนหนึ่งจะถูกนำมาส่งให้ที่หน้าประตูพร้อมกับคิดค่าบริการเป็นแบบเหมาจ่ายรายเดือน อร่อยบ้างไม่อร่อยบ้างก็พอจะทนๆกินกันเข้าไป ใครไม่อยากอยู่ก็ออกไปหากินเอาข้างนอกเองตามอัธยาศัย      



            แล้ววันนี้  สมาชิกคนไหนมันอุตริอยากจะแสดงฝีมือขึ้นมา...? 



            “อ้าว ฮันกยองกลับมาแล้วเหรอ  พอดีเลย ไปช่วยพี่จัดโต๊ะทีสิ ทำกับข้าวกำลังจะเสร็จแล้วจะได้ออกมากินกัน” 


            คนที่เป็นหัวข้อความสงสัยใหญ่หลวงของชายหนุ่มชาวจีนโผล่ใบหน้าเป็นมันย่องออกมาทักทายพร้อมรอยยิ้มแจ่มใส  ตะหลิวยังคาอยู่ที่มือข้างหนึ่ง  มีเศษอาหารติดประปรายพอให้รู้ว่าเพิ่งหยิบออกมาจากกระทะหมาดๆ


            “พี่อีทึก...ทำอาหารเหรอ”ไม่รู้จะกล่าวอะไรสร้างสรรค์ไปมากกว่านั้นเมื่อคนอุตริที่ว่าคือหัวหน้าวงของตัวเอง...คนที่เขายังหาคำตอบไม่ได้มาตั้งแต่เมื่อตอนเช้าว่าคิดอะไรอยู่  และตอนนี้ คำถามนั้นก็กลับมารบกวนใจฮันกยองอีกครั้ง 


            ทำอาหารเนี่ยนะ...พี่อีทึกกำลังคิดอะไรอยู่


            “ใช่แล้ว ทำสปาเก็ตตี้ทั้งสองหน้าเลยนะ คาโบนาร่ากับโบโลเนส  แล้วนายจะรู้ว่ามันสูสีกับข้าวผัดของนายขนาดไหน” ดูท่าว่าพ่อครัวคนใหม่จะยังอารมณ์ดีจัดจึงได้กล่าวล้อเล่นกับน้องได้โดยไม่นำพาต่อสีหน้าพิศวง  


            อีทึกกลั้นหัวเราะกับหน้าตาประหลาดๆของมังกรหน้าคมจากแผ่นดินใหญ่ ไม่มีใครทำหน้าปกติสักคนตอนที่เขาบอกว่าจะทำอาหารให้กิน แม้แต่เยซองที่เดินหน้าตายลงมาจากชั้นสองยังเผลอคิ้วกระตุกเมื่อเห็นว่าใครกำลังวิ่งวุ่นวายอยู่ในครัว เป็นปฏิกิริยาที่ตลกดีและน่าถ่ายรูปเก็บไว้ไม่น้อย  เขารอเวลาที่น้องๆจะชิมสปาเก็ตตี้จานยักษ์แล้วทำหน้าตกตะลึงในความอร่อยของมันไม่ไหวแล้ว  


“พี่  แน่ใจเหรอว่ามัน...กินได้” อีทึกเท้าเอวหมับ แยกเขี้ยวกับคำกล่าวด้วยสีหน้าไม่มั่นใจของคนเป็นน้อง 


มาอีกคนแล้ว  ไอ้พวกดูถูก 


“แหงสิ  กินได้แล้วก็อร่อยด้วย” 


“...........................”


“ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นเลยฮันกยอง  ไป ไปจัดโต๊ะ  วันนี้สิบสามที่  เดี๋ยวซีวอนมากินด้วย” 



พี่ใหญ่เอสเจรุนหลังน้องชายตัวสูงให้ตรงไปทางห้องกินข้าวโดยไม่ได้สังเกตอาการชะงักเล็กน้อยของหนุ่มชาวจีนแม้แต่น้อย  เขาเพิ่งโทรศัพท์บอกน้องชายเจ้าของฉายาซิมบ้าให้เข้ามาที่บ้านเพื่อรับประทานอาหารด้วยกัน  คำนวณว่าน่าจะใช้เวลาไม่เกินยี่สิบนาที  ส่วนคนอื่นก็อยู่กันครบถ้วนหมดแล้ว  เหลือแต่ต้องไปเคาะเรียกจิกให้ลงมารายคนเท่านั้น  



“จัดสวยๆล่ะ  พี่ไปทำกับข้าวต่อแล้ว  อย่าเพิ่งหิวเป็นลมกันไปเสียก่อนล่ะ” สั่งงานตบท้ายแล้วพ่อครัวเอกก็เดินกระย่องกระแย่งกลับเข้าครัวต่อทิ้งให้คนที่เพิ่งกลับมาถึงยืนมองโต๊ะอาหารสลับกับพี่ชายที่หายเข้าห้องครัวไปแล้วอย่างตัดสินใจไม่ถูกว่าควรจะทำตามดีหรือตีหน้ามึนไม่เข้าใจภาษาเกาหลีแล้วเดินขึ้นห้องไปทั้งอย่างนั้น  

       

สุดท้าย  ฮันกยองก็เลือกเดินเข้าไปในครัว  ตรงไปที่ตู้เก็บของก่อนจะเปิดหยิบเอาจานกระเบื้องสีครีมออกมาสิบสามใบ     

 




 

“โห  พี่เอาจริงนะเนี่ย” ซองมินว่าหลังจากมาด้อมๆมองๆที่กระทะใบใหญ่อยู่ได้ระยะหนึ่ง โดยที่ข้างหลังมีเด็กหนุ่มอีกสองคนเกาะหลังหนึบอยู่เป็นรถไฟราวกับลูกลิงติดแม่  



ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง  ตอนนี้สภาพห้องครัวดูเหมือนเพิ่งผ่านศึกสงครามครั้งใหญ่มาอย่างไรอย่างนั้น  เขียงวางอยู่ทาง  ผักกระจายอยู่อีกทาง  ถุงเส้นที่แกะแล้ววางแหมะอยู่กับพื้นอีกทาง  ข้าวของส่วนประกอบถูกวางทิ้งเกลื่อนไปหมดจนคนที่พอจะทำครัวเป็นบ้างอย่างซองมินรู้สึกสลดใจเล็กน้อยกับเหล่าผักน่าสงสารที่ถูกใช้งานอย่างทิ้งขว้าง  หากเมื่อคิดว่าคนทำเป็นมือใหม่ไร้ความเชี่ยวชาญเช่นปาร์คจองซูก็พอจะอนุโลมกันได้บ้าง



ผู้ปวารณาตัวเข้ายึดครองห้องครัวเบี่ยงตัวให้ฝาแฝดตระกูลอีทั้งสามได้เห็นหน้าสปาเก็ตตี้สูตรเด็ดทั้งสองหน้าของตนเองมากขึ้น  



“หน้าตาดูดีใช้ได้เลย”


“ก็งั้นสิ  ทำสุดฝีมือเลยนะ  เตรียมตัวพุงกางกันได้เลย” ระหว่างที่พูด มือเรียวก็ใช้ทัพพีกวนน้ำซอสในกระทะไปไม่หยุดยั้ง  ความร้อนจากเตาแก๊สทำให้คาโบนาร่าสีขาวสวยเริ่มจะเดือดปุดๆ  อีทึกแอบยิ้มเมื่อเห็นว่าน้องๆทำท่าตื่นตาตื่นใจ


เห็นไหม  บอกแล้วว่าไอเดียของจองซูน่ะไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆด้วย


“น่ากินล่ะสิ” 


“เฮอะ” รถไฟขบวนที่สองต่อจากอีซองมินทำเสียงในลำคอ “หน้าตามันก็ส่วนหน้าตา  ถ้ามันไม่อร่อยเราไม่กินให้หรอกนะ”



ท่าทางปัดความรับผิดชอบตั้งแต่เริ่มของอัญมณีแห่งเอเชียยั่วยุอารมณ์หัวหน้าวงจนโดนลงโทษไปหนึ่งโป๊กที่หน้าผาก  ทว่ายังไม่ทันจะได้โวยวายกลับช้อนเหล็กที่พูนไปด้วยน้ำครีมซอสสีขาวดูนุ่มละมุนก็ยื่นมาจ่อตรงหน้า อารามไม่ทันตั้งตัวทำให้ฮยอกแจเผลอหดคอหนีกลับไปซ่อนตัวอยู่หลังซองมิน  โผล่แต่ลูกตามามองคนที่ถือช้อนอยู่อย่างประหลาดใจ  



“มองอะไร  เอ้า กินเข้าไปเดี๋ยวนี้ แล้วก็หยุดบ่นได้แล้ว อร่อยไม่อร่อยพวกนายก็ต้องกินอยู่ดี เพราะพี่ใช้ของหมดตู้เย็นแล้ว” อีทึกจัดการยัดช้อนคาโบนาร่าเข้าปากสมาชิกลำดับแปดโดยไม่ฟังอีร้าค่าอีรม  



แน่นอนถ้าเป็นสมัยก่อนมีหรือผู้เป็นพี่จะกล้า แต่เดี๋ยวนี้เขาเรียนรู้แล้วว่าสามแฝดสูตรโมดิฟายมาอยู่ร่วมกันนั้นลดระดับพิษสงลงมามากจนไม่น่าเชื่อ  ออกจะน่ารักน่าเอ็นดูด้วยซ้ำ  เหมือนแก๊งเด็กซนๆกวนๆที่ไม่มีพิษมีภัยอะไรถ้าหากไม่ไปหาเรื่องใครในสามคนนั้นก่อน  ทำให้อีทึกสามารถทำตัวกร่างสมเป็นพี่ใหญ่ได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะโดนสวนกลับ อีกทั้งดูเหมือนอาการเจ็บไข้ครั้งรุนแรงของชายหนุ่มจะส่งผลกระทบต่อจิตใจของซองมิน  ทงเฮ และฮยอกแจพอสมควร


“เป็นไง”


“คะ เค็มอะ” อีทึกยิ้มกริ่ม  จี้ซ้ำเมื่อเห็นท่าทางอ้อมแอ้มตอบไม่ยอมสบตา


“เค็มตรงไหน”


“ทุกตรง”


“แล้วอร่อยหรือไม่อร่อย” 


“...ก็...อร่อยดี...” 


“ฮิๆ อย่างนั้นเหรอ” 


“หยุดทำเสียงนะพี่ น่าเกลียด”



ปาร์คจองซูมองหน้าแดงๆแบบเด็กเสียเส้นของน้องชายแดนซิ่งสตาร์อยู่พักหนึ่งแล้วก็หัวเราะคิกคักกับตัวเอง  ตัดสินใจดับไฟ ยกเอากระทะน้ำซอสร้อนควันฉุยออกมาวางไว้ข้างๆเตรียมถ่ายเทลงสู่ชามหลุมขนาดใหญ่  ถัดจากนั้นจึงบัญชาการให้อีซองมินจัดการยกหม้อเส้นสปาเก็ตตี้ที่ต้มเตรียมไว้ถึงเจ็ดห่อออกไปข้างนอก  บอกอีทงเฮให้ยกชามซอสโบโลเนสออกไป  ก่อนจะส่งชามซอสคาโบนาร่าสีขาวให้อีฮยอกแจเป็นอย่างสุดท้าย ตบบ่าปุๆแล้วจึงผลักเบาๆเหมือนโค้ชที่กำลังจะส่งนักกีฬาออกสู่สนามแข่ง



“เอ้า ถือไปโลด เดี๋ยวพี่เอากระทะแช่น้ำก่อนแล้วจะตามออกไป  ไปเรียกคนอื่นลงมาด้วยล่ะ”


“สั่งจังเลยนะ”


“ไม่ทำก็ได้นะ ไม่ได้ว่าอะไร” ลองเชิงก่อนจะปล่อยหมัดฮุกพร้อมรอยยิ้มเป็นต่อว่า “แต่ห้ามตักกินเด็ดขาดเลย  คำเดียวก็ไม่ได้” 


คนฟังหน้าหงิก หันรีหันขวางจะหาเพื่อนเพื่อนก็ยกชามตามกันออกไปข้างนอกหมดแล้ว  ทำเอาคนมองแอบหัวเราะในใจ 


“เอายังไงล่ะฮยอกแจ จะยกออกไปวางดีๆหรือจะยอมอดกิน”


“เอาแต่ใจ!!  พี่บ้าอำนาจ!!” สุดท้ายเมื่อรู้ตัวว่าสู้ไม่ได้ขาแร๊ปตัวขาวจึงตะโกนใส่หน้าหวานๆทิ้งทวนก่อนจะยอมถือชามเดินกระแทกส้นเท้าปังๆออกไปจากห้อง ไม่รู้ว่าขัดใจที่โดนสั่งหรือขัดใจที่ทั้งซองมินและทงเฮยอมถือออกไปแต่โดยดีทำให้ถ้าตัวเองจะโวยวายอยู่คนเดียวก็จะไม่มีพวกกันแน่



คนเป็นพี่ที่ชักจะรู้สึกว่าเป็นพ่อด้วยกลายๆส่ายหน้า



“ใครกันแน่เอาแต่ใจ เด็กพวกนี้นี่น้า”



เมื่ออีทึกเดินออกไปก็พบว่ามีใครสักคนไปตามสมาชิกที่เหลือให้ลงมาพร้อมหน้าพร้อมตากันที่โต๊ะอาหารตัวยาวหมดแล้ว  จำนวนสมาชิกดูเต็มจนจะล้นอย่างที่ไม่ได้เห็นมาสักพักหนึ่ง  ทางขวามือคือฮีชอล  ซีวอน เยซอง  ซองมิน  ทงเฮ และชินดงขณะที่ทางซ้ายมือไล่จากคังอิน รยออุก  คยูฮยอน  ฮยอกแจ ฮันกยองและปิดท้ายด้วยคิบอม เมื่อเห็นดังนั้นชายหนุ่มจึงเดินไปนั่งที่ประจำของตัวเองบ้างเป็นคนสุดท้าย...ที่นั่งตรงหัวโต๊ะสำหรับหัวหน้าวง



“นี่เราไม่ได้กินข้าวในบ้านครบๆแบบนี้นานมากแล้วนะ  ตั้งแต่ก่อนพี่เข้าโรงพยาบาลอีกใช่ไหมเนี่ย”นางฟ้าไร้ปีกของบ้านเริ่มเปิดประเด็นด้วยรอยยิ้ม  แสนจะสุขีที่เห็นใบหน้าส่วนใหญ่อยู่ในอารมณ์คงที่  มียิ้มในหน้าบ้าง  หน้าเฉยบ้าง แต่ไม่มีหน้าบูดหน้าบึ้งให้ต้องปวดใจจนกินข้าวไม่ลงอีก


“เมื่อสองสามวันก่อนก็เพิ่งออกไปกินมาเอง  เป็นอัลไซเมอร์หรือเปล่า” 


“ก็นั่นมันกินนอกบ้าน” อีทึกลากเสียงยาว  หรี่ตามองหมีจอมนักเลงทางซ้ายมือ “ฉันหมายถึงที่ทำอาหารกินกันเองต่างหาก”


“อ้าว แล้วก็ไม่บอกตั้งแต่แรก” คังอินแสร้งพูดลอยๆ


“ฉันว่าฉันพูดไปแล้วนะ”


“มั่วจังเลย”


“นายก็ไม่ต้องไปพูดอะไรมากหรอกจองซู  พูดไปมันก็หาทางแถกลับมาได้อยู่ดี  รีบๆกินเถอะฉันหิวแล้ว” นางพญาตาโตในชุดอยู่กับบ้านสีแดงสดตัดบท  



ความที่อยู่ห้องเดียวกับปาร์คจองซูทำให้พอจะรู้เรื่องความสัมพันธ์ที่ดีวันดีคืนระหว่างผู้เป็นพี่ใหญ่กับน้องชายลำดับที่ห้าอยู่บ้าง  ฮีชอลมองหน้าคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามอย่างเบื่อหน่ายระคนหมั่นไส้  ก่อนจะเริ่มต้นใช้ตะเกียบจ้วงเส้นสปาเก็ตตี้เข้ามาใส่จานตัวเองแบบพูนๆ  พาให้คนอื่นรีบทำตามบ้างด้วยกลัวว่าหากชักช้าจะไม่ทันการณ์



เรื่องแบบนี้มันต้องใครดีใครได้  ไอ้ที่จะหวังให้คนก่อนหน้าเหลืออาหารเก็บไว้ให้นั้นพับเก็บไปได้เลย  คงได้ไปกินเอาในฝันเท่านั้นล่ะ



อีทึกมองฝูงมือที่จ้วงเอาๆอย่างปลาบปลื้มพอๆกับที่เพลียใจนิดหน่อย  ดีที่เขารอบคอบพอที่จะตักแบ่งเส้นออกเป็นสองหม้อใหญ่ๆทำให้จำนวนตะเกียบในแต่ละหม้อไม่มากมายจนวิกฤตนัก  ชินดงฮี น้องชายร่างอ้วนนั้นว่องไวยิ่งกว่าใครเพราะเป็นคนแรกที่เริ่มยื่นมือไปที่ชามน้ำซอสแล้ว ไม่ถึงนาทีเส้นสีเหลืองนวลที่หัวหน้าวงอุตส่าห์ตั้งอกตั้งใจต้มก็หายวับ  เหลืออยู่ไม่ถึงครึ่งโดยที่คนทำแท้ๆยังไม่ได้หยิบตะเกียบขึ้นมาไว้ในมือด้วยซ้ำ  



มื้ออาหารเย็นเริ่มต้นขึ้นง่ายๆพร้อมเสียงพูดคุยกันเบาๆเป็นหย่อมๆโดยไม่ได้ชโลมเลือดเฉกทุกครา



 “พี่ดีใจนะที่พวกนายไม่ทะเลาะกันมากเหมือนเมื่อก่อน  อย่างน้อยเราก็กินข้าวร่วมโต๊ะเดียวกันได้แล้ว” อีทึกพูดเสียงเบาไม่ได้หวังจะให้ใครได้ยิน  ลูกแก้วสีน้ำตาลสวยทอประกายจัดจ้าดุจจะจารจำภาพตรงหน้าเอาไว้  



อีทึกเอาแต่มอง มอง  และมองไปข้างหน้า  ไม่ได้ใส่ใจที่จะตักอาหารใส่จานตนเองแม้แต่น้อยจนกระทั่งเส้นสีเหลืองนวลกระจุกหนึ่งถูกวางแหมะลงในจานกระเบื้อง  มันถูกแบ่งมาจากกองเส้นสปาเก็ตตี้ของคิมยองอุนที่พูนแทบจะล้นจาน  ตอนแรกที่ชายหนุ่มตัวใหญ่ตักเขายังแอบคิดว่าถ้ามันกินไม่หมดจะต้องโดนเขายีหัว



แล้วนี่มันอะไรกัน?



กำลังจะเอ่ยปากถามก็มีน้ำสปาเก็ตตี้สีแดงสดราดพรวดตามลงมา แต่คราวนี้มาจากสมาชิกลำดับที่สองที่นั่งอยู่อีกข้าง  จากที่งงน้อยๆคนได้รับส่วนปันอาหารมาอย่างละนิดละหน่อยก็กลายเป็นงงเต้ก  อีทึกหันมองทางซ้ายและขวาคนละที



“ยองอุน ฮีชอล  อะไร...” 


“กินๆเข้าไป  ไม่ต้องพล่ามมาก  ฉันหนวกหู” ฮีชอลเอ่ยโดยไม่มองหน้า


“ผอมจนจะตายอยู่แล้วยังมาทำซึ้งจนเกือบอดกินอีก  ซึ้งมันกินไม่ได้  มันไม่ได้ทำให้อิ่มรู้ไหม” คังอินเสริมหลังจากหันไปเอาตะเกียบตีช้อนของฮยอกแจที่ข้ามฟากมาตักอาหารจากฟากที่นั่งด้านอีทึก  สกัดกั้นการรุกรานมาขอส่วนแบ่งอาหารสุดฤทธิ์


“ฉัน...”


“กินซะจองซู  ก่อนที่ฉันจะเอามันยัดปากนายเอง” ใบหน้าหวานเกินชายเชิดขึ้นอย่างดื้อดึง ทว่าก็ต้องชะงักกับดวงตาเรียวเล็กที่วาววับบ่งชัดว่าเจ้าตัวพูดจริงทำจริง  สัญญาณอันตรายบางอย่างสื่อผ่านมาทำให้อีทึกเลิกคัดค้าน  ชายหนุ่มเริ่มหยิบตะเกียบขึ้นมาบ้างแล้วจัดการกับสปาเก็ตตี้โบโลเนสในจานด้วยความรู้สึกจำใจนิดๆ  แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันอร่อยกว่าตอนที่ชิมในห้องครัวอีกเป็นร้อยเท่า


อาหารที่สมาชิกตักให้เขา 


“ขอบใจนะ มัน...อร่อยมากๆเลยล่ะ”


“ประสาทหรือเปล่า นายทำเองนี่  ชมตัวเองก็เป็นด้วย” ฮีชอลกัดซ้ำหากคนเป็นเพื่อนก็หัวเราะเบา  ม้วนเส้นเข้าปากอีกคำ


“ก็พอนายตักให้มันเลยอร่อยขึ้นนี่นา”


“โรคจิต” 


“มันอร่อยจริงๆนะพี่อีทึก  อร่อยกว่าที่แม่บ้านที่บ้านผมทำอีก” 



รอยยิ้มอีทึกยิ่งขยายกว้างเมื่อชเวซีวอนตัดสินใจยื่นหน้าเข้ามาร่วมวงด้วย ไม่นำพาต่ออาการฮึดฮัดขัดใจของพี่ชายหน้าสวยที่นั่งอยู่ข้างๆ  เขารู้ดีว่าฝีมือการทำอาหารของเขายังไม่ถึงขั้นนั้น อันที่จริงมันแค่พอกินได้ตามรสชาติของมันหากการที่น้องอุตส่าห์พูดเพื่อถนอมน้ำใจเขาก็เป็นสิ่งที่น่าชื่นใจเหลือเกิน  ต่อให้สมาชิกจะกินเสร็จแล้วทิ้งให้เขาล้างจานเองโดยไม่ช่วยอีทึกคิดว่าเขาก็คงไม่มีแก่ใจจะไปบ่นว่าอะไรแน่ๆ



หลังๆมานี้  การกินข้าวร่วมโต๊ะพร้อมกันกับซูเปอร์จูเนียร์ทั้งสิบสามคนไม่ได้เป็นความหนักใจสำหรับปาร์คจองซูอีกแล้ว  แต่มันกลับกลายเป็นความหวังที่มาคู่กับความฝันอันแพรวพราย



หวังเหลือเกิน...ว่าช่วงเวลาเช่นนี้จะคงอยู่กับอีทึกต่อไปตราบนานเท่านาน  




TBC

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,034 ความคิดเห็น

  1. #1034 Rose_Ps (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564 / 07:08
    ตอนนี้อ่านไปแล้วก็เอ็นดูพี่ทึกมากเลย อบอุ่นหัวใจมากๆด้วย ㅠㅠ สงบสุขนุ่มฟูแบบนี้ต่อไปนานๆเลยนะะ
    #1,034
    0
  2. #1022 little-ship (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2561 / 17:56
    แงงงงง สุขใจ สุขไปนานนานนนนน้าาา
    #1,022
    0