[Super Junior] :: Problem Child :: (SJ-KangTeuk feat. All members)

ตอนที่ 69 : Problem Child 27 #Reup

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 114
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    12 ต.ค. 61

Chapter 27         



                มื้อเย็นแบบตะวันตกจบลงไปด้วยดีภายใต้เวลาเกือบห้าสิบนาทีเต็ม  ในฐานะคนอิ่มก่อน  เจ้าของร่างโปร่งบางที่นั่งอยู่หัวโต๊ะจึงผุดลุกขึ้น  เตรียมตัวจะเก็บจานชามช้อนตะเกียบรวมไว้เพื่อยกออกไปทำความสะอาดทีเดียว ทว่าก็เป็นคิมฮีชอลเจ้าเก่าอีกนั่นแหละที่ห้ามเอาไว้ มือขาวบางเกินชายคว้าข้อมือที่แบบบางไม่แพ้กันของคนเป็นเพื่อนหมับ  เอ่ยเสียงดุ



            “ไม่ต้องเอาไปล้างเลยนะ  นายจะล้างทำไม เป็นคนทำก็เหนื่อยพอแล้ว ให้คนอื่นมันเก็บล้างบ้าง นายไม่ใช่คนใช้เสียหน่อย” น้ำเสียงฮีชอลดังพอที่จะให้สมาชิกบางส่วนซึ่งเตรียมจะลุกออกจากโต๊ะไปชะงัก  แล้วยังพาลให้ความเงียบในรูปแบบอึดอัดมากกว่าสงบโรยตัวไปทั่ว  


            อีทึกขยับตัวอึดอัด ใจหายวูบว่าบรรยากาศที่เริ่มดีจะถูกแทนที่ด้วยการทะเลาะเบาะแว้งอีกครั้ง


            “มะ ไม่เป็นไรหรอกฮีชอล ฉันไม่ได้เหนื่อยเท่าไหร่ อีกอย่างฉันเป็นคนคิดอยากทำกับข้าวเอง จะไปโทษน้องๆก็ไม่ถูกหรอก”


            “นายคิดทำ  แล้วใครหน้าไหนมันเป็นคนกินเข้าไป” ประโยคง่ายๆทว่าปักฉึกลงไปกลางใจทั้งคนทำและคนกิน         


“ฮีชอลอา....” คนพูดไม่ใส่ใจแม้ดวงตาคู่สวยของเพื่อนจะฉายประกายขอร้อง  


“ถ้าพวกแกกล้ายืนยันว่าไม่ได้กินสปาเก็ตตี้ที่จองซูทำก็ลุกออกไปได้เลย  ฉันจะไม่ว่าสักคำ  จะขึ้นไปนอนตีพุงตายที่ไหนก็ตามสบายไม่ต้องรับผิดชอบ”


            “..........................” เงียบ ทว่าก็ไม่มีใครเดินออกไปแม้สักคน



คนรั้งตำแหน่งพี่ใหญ่เผลอกวาดสายตามองรอบโต๊ะ  เขาเห็นชินดง คยูฮยอน  ซีวอนทำหน้าไม่พอใจ  ขณะที่เยซอง ฮันกยอง  คิบอมไม่มีสีหน้าใดๆทั้งสิ้นทว่าแววตาไหววูบ  ส่วนสามแฝดปลากระต่ายไก่นั้นสีหน้าสีตาออกชัดว่าอึดอัดใจและทำตัวไม่ถูก  และยังรยออุกที่ก้มหน้านิ่งจนมองไม่เห็นว่าคิดอย่างไรอีก  ชายหนุ่มตัดสินใจจะเอ่ยบางอย่างทว่าแรงจิกแน่นที่ข้อมือข้างเดิมก็ยับยั้งเอาไว้  เขาก้มลงมอง ดวงตาคู่โตของฮีชอลเยือกเย็น หากไร้ซึ่งความหวังร้าย  มันบอกอีทึกว่าให้ปิดปากให้สนิท  


อะไรบางอย่าง...อาจจะเป็นความใคร่รู้...บอกเขาเช่นกันให้ทำตามนั้น 



“ว่าไงล่ะ  ลุกออกไปสิถ้าไม่ได้กิน  ไม่ต้องเก็บไม่ต้องล้าง” คนพูดเอนตัวเอาหลังพิงพนักเก้าอี้ วางมือทั้งสองข้างประสานกันไว้บนอกอย่างสบายอารมณ์ 


“............................”


“เลยเป็นใบ้กันไปหมด”


“ไอ้คนที่มันเอาแต่พูดแต่ไม่คิดจะขยับตัวเหมือนกันก็ห่วยพอกันแหละวะ”



ฮีชอลตาลุกวาบ ใบหน้าสวยคมสะบัดมองไปทางที่ชินดงฮีนั่งอยู่ก่อนจะเอ่ยเสียงเย็น 



“ถ้าฉันไม่บังเอิญแกะกล่องอาหารของใครไม่รู้เมื่อวันก่อนเป็นสิบๆกล่องจนขอบพลาสติกมันบาดนิ้วแล้วล่ะก็ฉันคงเป็นคนแรกที่ลุกไปล้างให้จองซูมันเลยล่ะ” นิ้วชี้กับนิ้วกลางข้างขวาที่พันปลาสเตอร์ทบหนาแสดงหลักฐานรับรองคำพูดได้เป็นอย่างดี  



สองสามวันก่อน  ตอนเที่ยงเขาช่วยไอ้คนที่ชอบทำตัวขาดทุนมันแกะกล่องอาหารกลางวันของซูเปอร์จูเนียร์ที่ร้านนำมาส่งให้เนื่องจากเห็นว่ามันทำอยู่คนเดียวโดยไม่มีใครช่วย ไอ้หมีตัวใหญ่ซึ่งปกติจะมาพันแข้งพันขาคอยเป็นลูกมือบ้างเป็นตัวอุปสรรคบ้างก็หายหัวจ้อย  แกะไปแกะมาอีท่าไหนไม่รู้แวบเดียวขอบกล่องก็บาดเอานิ้วชี้กับนิ้วกลางของเขาเลือดไหลเป็นทาง  



แผลไม่ได้ลึกอะไรมากมายทว่าสำหรับคนที่มีจุดฝังใจกับเลือดจากอุบัติเหตุรถยนต์เมื่อปีก่อนก็ถือเป็นเรื่องหนักพอสมควร ฮีชอลจำได้ว่าเผลอทำหน้าซีดเผือดจนคนเป็นเพื่อนแทบจะเป็นลมตาม  จากนั้นจึงกุลีกุจอวิ่งหายาฆ่าเชื้อแล้วก็พลาสเตอร์มาให้เขาเป็นการใหญ่


นั่นเป็นครั้งแรกที่ปาร์คจองซูได้รู้ถึงสาเหตุอันแท้จริงของการหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะทำให้เจ็บตัวทุกชนิดของคิมฮีชอล



พี่ใหญ่ลำดับสองของบ้านโยนอดีตอันไม่น่าอภิรมย์ออกไปจากสมอง  เงยหน้าขึ้นสบตาคนถามร่างอ้วนอย่างท้าทาย 



“นายพอจะบอกได้ไหมล่ะว่าไอ้กล่องอาหารที่ฉันแกะแทบตายเมื่อวานมันลงไปอยู่ในท้องใครบ้างแล้ว  ฉันจะได้ตามไปคิดบัญชี ไอ้ห่วยพวกนั้นถูก” อีกครั้งที่คำถามของฮีชอลไร้ซึ่งคนตอบ ทว่าคนถามก็รู้อยู่แก่ใจดี  


มันก็ไม่ต่างจากคำถามแรก  ไม่กล้าตอบเพราะก็กินกันทุกคนที่นั่งหน้าสลอนอยู่ที่นี่นั่นแหละ



ใจหนึ่งชายหนุ่มก็พอรู้ว่าเด็กพวกนี้ไม่ได้ตั้งใจจะทิ้งให้ปาร์คจองซูต้องเหนื่อยเก็บล้างอยู่คนเดียวหรอก เพียงแต่ความเคยชินที่จะไม่ใส่ใจสิ่งใดๆเกี่ยวกับคนอื่นทำให้กลายเป็นการละเลยไปมากกว่า  ในเมื่อตัวเองกินเสร็จแล้วก็แล้วกัน  ต่อไปใครจะเป็นอย่างไรก็ช่าง  เขาเองก็เคยเป็นแบบนั้นทำไมจะไม่เข้าใจ   



ทว่าเวลาเปลี่ยนคนก็เปลี่ยน  มุมมองของฮีชอลเปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง เขาคิดว่าอีทึกไม่ควรจะต้องเหนื่อยมากขนาดนั้นอีกและเด็กๆทั้งหลายก็ควรจะต้องมีจิตสำนึกของความเป็นน้อง  จิตสำนึกของความเป็นคนมากกว่านี้  จะรักไม่รัก สงสารไม่สงสารเขาไม่รู้ แต่อย่างน้อยก็ต้องทำให้ติดเป็นนิสัย เป็นหน้าที่ให้ได้ในยามไม่มีแม่บ้านเข้ามาช่วย  มันหมดยุคของนางซินที่ต้องมาตามล้างตามเช็ดรวมถึงตามรับใช้พวกมันทุกฝีก้าวแล้ว



ฮีชอลเบือนสายตาไปสบกับอีกหนึ่งตัวร้ายของบ้านที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก่อนจะลอบยิ้มแสยะให้แก่กัน  อันที่จริงเขาไม่ได้คิดจะปฏิวัติขึ้นมาคนเดียว  คิมยองอุนเองก็เป็นแนวร่วมคนสำคัญของความคิดนี้  คนทั้งสองญาติดีกันได้ด้วยสนธิสัญญาที่มีข้อตกลงเพียงประโยคเดียวว่าเพื่อปาร์คจองซู’  หลังจากปรึกษากันลับหลังทุกคนในบ้าน  ทั้งฮีชอลและคังอินก็เห็นไปในทางเดียวกันว่าให้เขาซึ่งเป็นพวกโวยวายไม่เลือกอยู่แล้วเป็นคนออกโรงดูจะเหมาะสมกว่า



“ไม่มีสินะ ไม่มีคนกิน  มีแต่คนทำ ของมันหายไปหมดผีกินเข้าไปมั้ง  ไม่เป็นไร  ฉันไปช่วยนายล้างเองก็ได้  เป็นบาดทะยักก็ช่างมันปะไร” 



ฮีชอลเปรยกับอากาศที่รู้ดีว่ามีคนอีกสิบสองคนร่วมแชร์หายใจอยู่  เงียบกันไปพักใหญ่ราวกับวัดใจกว่าที่ขาแร็ปของวงจะยอมเอ่ยขึ้นมาช้าๆ  



            “พี่...ไม่ต้องล้างหรอก  ทั้งพี่ทั้งพี่อีทึกนั่นแหละ  เดี๋ยวผมเก็บไปล้างให้เอง” 


“นายกินกับเขาด้วยเหรออีฮยอกแจ  เห็นนั่งเงียบมาตั้งนาน” เด็กหนุ่มเม้มริมฝีปาก กระชากเสียง


“ใช่  ผมกินเองแหละ” ด้านข้าง สองแฝดที่เหลือแม้จะไม่ได้เสนอตัวทว่าก็เตรียมขยับเก้าอี้ลุกขึ้น บ่งชัดว่างานครั้งนี้ของฮีชอลตกเบ็ดไปเพียงหนึ่งแต่ได้ปลากลับมาถึงสาม 


            แต่ยังหรอก  ยังไม่พอ 


            “อ้อ ซองมินกับทงเฮก็ด้วย  ว่าแต่พวกนายกินกันอยู่แค่สามคนหรือยังไง” อย่างไอ้พวกกะโหลกหนาพวกนี้มันต้องกระตุ้นเข้าไปอีก “จานพวกนี้มันมีตั้งกี่ใบกัน  นายสามคนใช้มันหมดเลยงั้นสิ”


            “เดี๋ยวผมไปช่วยล้างด้วย” คราวนี้เป็นคิบอมพูดขึ้นมาเสียงเบา  ชนักที่ติดหลังอยู่กดดันจิตใจจนเด็กหนุ่มอยากจะลุกมาทำอะไรเพื่อพี่ชายบ้าง  ลบล้างความผิดแสนสาหัสซึ่งเขา...อาจจะ...กระทำในเร็วๆนี้



            การที่สมาชิกยอมลุกขึ้นมาถึงสี่คนทำให้คนที่เหลือเริ่มมีปฏิกิริยา รยออุก ฮันกยอง และคยูฮยอนหยิบจานและแก้วน้ำของตัวเองขึ้นมาก่อนจะตามไปสมทบกับสามหนุ่มที่จัดการกับจานบางส่วนอยู่ในครัว  ฮีชอลยกยิ้มอย่างพึงพอใจ  คนตัวบางเน้นย้ำเข้าไปอีกทีละนิดทีละหน่อย  ใครว่าอะไรก็สวนกลับไปจนหมด สุดท้ายแล้วผู้ที่ยังเหลือนั่งเฝ้าโต๊ะก็มีเพียงสามหนุ่มที่มุมสุดของโต๊ะเท่านั้น...ปาร์คจองซู  คิมยองอุน และคิมฮีชอล  เสียงน้ำจากก๊อกดังซู่ซ่า  



            รอยยิ้มร้ายจากสองคนหลังทำเอาอีทึกต้องส่ายหน้า  นึกรู้ในทันทีว่าเบื้องหน้าเบื้องหลังรายการอาละวาดในวันนี้ไม่ได้มีต้นคิดเพียงหนึ่ง ก็ในเมื่อมันไม่ลุกไปช่วยคนอื่นก็แสดงว่ามันนั่นแหละตัวต้นคิด



            “ความคิดนายด้วยล่ะสิที่ให้ฮีชอลว้ากเจ้าพวกนั้นออกมา”


            “แล้วมันไม่ดีหรือยังไง” ร่างสูงสง่าเลิกคิ้ว


            “ก็ไม่ใช่ไม่ดี  แต่ว่าไปบีบบังคับน้องเอามากๆเข้าเดี๋ยวก็ได้ทะเลาะกันอีกหรอก  ฉันอยากให้พวกเขาทำด้วยความเต็มใจกันมากกว่า  แค่เรื่องล้างจานฉันไม่มีปัญหาอยู่แล้ว  ก็ทำให้มาตลอด” อีทึกกดเสียงเบา ไม่อยากให้สมาชิกอีกสิบคนที่บัดนี้คงแออัดกันเต็มห้องครัวได้ยิน 


            อันที่จริงเขาค่อนข้างแปลกใจมากทีเดียวที่คำพูดของคนเป็นเพื่อนสามารถกระตุ้นจิตสำนึกซูเปอร์จูเนียร์กันได้เรียกว่ายกโต๊ะแบบนี้  แม้แต่คนอย่างเยซอง ชินดงหรือกระทั่งคุณชายทุกกระเบียดนิ้วอย่างซีวอนก็ยังยอมลุกไปช่วยกันกับเขาด้วย  ปาร์คจองซูเองยังทำไม่ได้ถึงขนาดนี้ด้วยซ้ำ



“ก็เพราะทำให้มาตลอดน่ะสิถึงต้องเลิกได้แล้ว  กว่ามันจะบรรลุได้ว่ามันควรจะต้องช่วยนายทำบ้างก็คงตอนที่นายแก่ตายไปต่อหน้านั่นแหละ กับไอ้พวกหัวแข็งแบบนี้มันก็ต้องมีกะเทาะกันบ้าง  ไม่งั้นไม่มีทางเข้าใจหรอก”


            “โธ่ฮีชอล  น้องไม่ได้แย่ขนาดนั้นเสียหน่อย”


            “นายสิมองโลกในแง่ดีเกินไปจองซู  ถ้าอยากทำตัวเป็นนางฟ้านักก็หุบปากซะ  อยู่เฉยๆไป เดี๋ยวฉันกับไอ้หมีควายจัดการเอง” ประโยคแรกๆก็ฟังดูดีอยู่หรอกทว่าพอมาถึงประโยคหลังๆคังอินก็เริ่มตากระตุก  


            “ใครเป็นหมีควาย  แม่มดหนังเหี่ยว” จะได้แตกคอกันก็เพราะไอ้ปากแบบนี้ของนางพญานี่แหละ


            “แกจะหาเรื่องฉันเหรอ”


            “ใครหาเรื่องใครก่อนกันแน่” 


            “อย่าคิดว่ามีจองซูให้ท้ายแล้วฉันจะไม่กล้านะคิมยองอุน” คนฟังยิ้มเย็น


            “เข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า  จะมีหรือไม่มีฉันก็ไม่เคยกลัวนายอยู่แล้ว” 



            การโต้เถียงค่อยๆออกทะเลไปเรื่อย ต่างคนต่างสรรหาถ้อยคำออกมาก่นด่ากันมากมาย เมื่อทั้งเพื่อนทั้งน้องทำท่าจะไม่ยอมจบกันแต่โดยดีทำเอาคนกลางทนไม่ไหวต้องยื่นมือมาแทรกว่า



“โอ๊ย  หยุดเดี๋ยวนี้เลยยองอุน  ฮีชอล จะมากัดกันเองทำไมนะ คันปากฟันเพิ่งขึ้นหรือยังไง” 


ได้ผล  เมื่อสองหนุ่มหน้าสวยหนึ่งหน้าเข้มหนึ่งหันขวับ


            “ฟันพ่อนายสิเพิ่งขึ้น!


            “ฟันแม่นายสิเพิ่งขึ้น!


“ทีอย่างนี้ละญาติดีกันหันมาด่าฉันเลยนะไอ้พวกบ้า”


อีทึกยกมือท้าวสะเอว  ทั้งฉิวทั้งขำจนไม่รู้จะทำหน้าบึ้งหรือยิ้มออกมาดีเมื่อคู่อริกลับสามารถสวนกลับมาได้ด้วยประโยคที่แทบจะเหมือนกันเป๊ะๆ


“ชิ” ทั้งคังอินและฮีชอลยักไหล่แล้วจึงหันไปกันคนละทาง  



คนมองส่ายหน้าระอา  ไม่อยากจะเข้าไปยุ่งด้วยให้เสียตัวอีก  ฮีชอลกับคังอินนิสัยคล้ายกันเกินไป  อยู่นิ่งเป็นไม่ได้ปากต้องพาไปฉะกับใครเขาเสียเรื่อย  อันที่จริงถึงเขาไม่ห้ามปล่อยให้ทะเลาะกันไปเดี๋ยวเดียวพอเหนื่อยก็คงแยกย้ายกันเอง  อีทึกเงยหน้าขึ้น  พ่นลมหายใจออกมาก่อนฟู่ใหญ่จะชะงักกึก  ตระหนักได้ในบัดดลว่าจริงๆแล้วยังมีอีกเรื่องที่น่าเป็นห่วงมากกว่าหมีควายกับแม่มดทะเลาะกัน...มากด้วย



“ยองอุน  ฮีชอล” น้ำเสียงคนพูดไม่มั่นใจนัก


“หือ” 


“นายมีอะไร” 


“คือ...” คนเริ่มบทสนทนาแลบลิ้นเลียริมฝีปาก ลำคอแห้งผากขึ้นมาทันควันเมื่อนึกถึงว่าน้องชายบังเกิดเกล้าทั้งสิบคน...ที่ดีกรีความร้ายกาจไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเท่าไหร่ถูกส่งเข้าไปไว้รวมกันในห้องแคบๆขนาดไม่ถึงยี่สิบตารางเมตร แถมยังเพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์อันตรายที่สามารถหยิบฉวยมาฟาดฟันกันได้แทบทุกอย่าง


“คือ?” 


“พวกนาย...คิดแผนสองเอาไว้แล้วใช่ไหมถ้าหากเจ้าพวกนั้นมันเข้าไปฟัดกันต่อในห้องครัวน่ะ  ในนั้นน่ะ อุปกรณ์เยอะเลยนะ”


“.....................”


“.........................”


ต่างคนต่างเงียบ  ผู้ถามเองก็รอลุ้นคำตอบด้วยหัวใจระทึกเมื่อเห็นคิมคนพี่และคนน้องมองสบตากัน  ก่อนที่คิมฮีชอลจะเผยอรอยยิ้มปุเลี่ยน  กล่าวด้วยข้อความที่ทำให้คนฟังแทบทรุดว่า


“เอาน่ะ ถ้ามันขว้างแตกหมดเดี๋ยวฉันออกเงินค่าซื้อจานใหม่ให้เอง” 


ปาร์คจองซูอยากจะร้องไห้ จานแตกยังไม่เท่าไหร่แต่ถ้าเป็นหัวสวยๆของใครสักคนแตกแทนนี่ล่ะ  บรรลัยแน่




 

 

มันไม่ได้จบลงด้วยหายนะอย่างที่อีทึกคิดไว้แต่ดูจากใบหน้าบูดบึ้งของบางคนที่เดินกระแทกเท้าออกมาก็ทำให้พอจะเดาได้ว่ามันก็อาจจะไม่ได้สงบราบเรียบนักเช่นกัน  



หลังจากมื้ออาหารในตำนานแล้วสมาชิกได้มารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียงอีกครั้งในห้องนั่งเล่นตามคำขอร้องกึ่งบังคับจากผู้เป็นพี่ชายใหญ่  ร่างสูงบ้างเตี้ยบ้างนั่งๆนอนๆตามมุมต่างๆตามแต่ว่าใครจะจับจองถิ่นฐานตรงไหนภายในห้องได้ก่อน  อีทึกไล่ต้อนน้องทุกคนเข้าไปก่อนจะปิดประตูห้องตามหลัง เดินตรงไปนั่งแหมะอยู่ที่โซฟากลางห้องพร้อมแฟ้มปึกหนาในมือ 



“กินอิ่มแล้วก็มาดูงานกันต่อซะ เดือนหน้าเราจะเริ่มไปคุยกับคนคิดท่าเต้นเพลงเอสเอ็มทาวน์แล้วก็มีรายการทีวีใหม่ๆที่อาจจะต้องไปร่วมตารางงานมันเลยจะเยอะๆหน่อย  ต้องขยันๆกันเข้าไว้รู้ไหม” 



ชายหนุ่มเอ่ยเจื้อยแจ้วขณะที่มือเริ่มพลิกแฟ้มอันใหญ่เปิดออก ภายในยังแบ่งเป็นแฟ้มย่อยๆที่ติดชื่อของแต่ละคนเอาไว้เรียบร้อย  แน่นอนว่าทั้งหมดเป็นฝีมือของหัวหน้าวงเอง  เพราะเป็นวันหยุดทำให้เขาไม่อยากเอาเรื่องงานหนักๆไปโปะลงกับน้องตั้งแต่มื้อเช้าแบบที่ทำเป็นประจำ จึงปล่อยผ่านให้เวลาล่วงเลยมาจนถึงช่วงดึกของวันก่อนจะแจกจ่ายตารางงานให้แต่ละคนสำหรับวันพรุ่งนี้  



“จริงๆอาทิตย์นี้มันก็ยังไม่หนักเท่าไหร่นะ  จะมีหนักหน่อยก็วันศุกร์ที่เรามีอัดทอล์คโชว์กันยาวห้าชั่วโมงรวด  แล้วหลังจากนั้นพี่กับฮีชอลจะต้องไปอัดรายการอื่นต่ออีก  พวกนายอยู่ด้วยกันก็อย่าเผลอไปแง่งๆใส่กันให้ใครเขาเห็นล่ะ”


“รู้แล้วน่า  ย้ำซ้ำซากจริงพี่นี่” น้องเล็กสุดของวงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงรำคาญใจ ดูท่าว่าศึกในห้องครัวคยูฮยอนจะไม่ได้อยู่ฝ่ายชนะถึงได้หงุดหงิดค้างมาจนถึงตอนนี้


คนเป็นพี่ส่ายหน้าเมื่อเด็กอายุสิบแปดกำลังทำหน้าตาท่าทางเหมือนเด็กอายุห้าขวบไม่มีผิด


“รู้แล้วทำกันหรือเปล่า” 


“แล้วอยากให้ทำไหมล่ะ  ถ้าอยากก็เลิกพูดได้แล้ว  หนวกหู” ชินดงฮีตะโกนสมทบมาจากมุมห้อง  โดยมีซองมิน ทงเฮ อึนฮยอกพยักหน้ากันหงึกหงักเป็นเชิงว่าเห็นด้วยเต็มที่  


“พี่บ่นจนผมจะเอาไปฝันอยู่แล้ว” กระต่ายน้อยพึมพำหน้ายู่ ใช้ปลายนิ้วเขี่ยเอาแฟ้มที่แปะชื่อตัวเองหราออกไปไกลๆ ก่อนจะเอาคางไปเกยไหล่ทงเฮที่นั่งกับพื้นหลังพิงโซฟาอยู่ข้างๆ  ไม่นานฮยอกแจก็กระดืบตัวมาทิ้งหัวลงกับตักนุ่มๆของคนชอบสีชมพูอีกต่อหนึ่ง  นอนเหยียดยาวสบายใจ  ไม่มีใครสนใจตารางงานของตนเลย สมาชิกคนอื่นในห้องเองก็เช่นเดียวกันไม่เว้นแม้กระทั่งคิมฮีชอลและคิมยองอุน 



ว่ากันตามตรง  บางทีพวกเขาก็ไม่รู้จะอ่านมันไปทำไมในเมื่ออย่างไรเสียปาร์คจองซูก็จะร่ายยาวตารางงานวันต่อวันให้ฟังกับหูอยู่ดี  ดูไปก็เสียเวลาเปล่า  อีกประการหนึ่งตารางงานของซูเปอร์จูเนียร์ช่วงนี้ไม่ค่อยจะต่างกันมากอยู่แล้ว หลังจากจบการโปรโมตยูนิตย่อยเคอาร์วายและซูเปอร์จูเนียร์ทีทุกคนก็เหลือแต่งานย่อยๆจำพวกออกรายการวาไรตี้นิดหน่อย และเป็นแขกรับเชิญไปแสดงตามคอนเสิร์ตเล็กๆที่ถ้าไปก็ไปเหมือนๆกันหมด  



ถ้าหากจะหาคนที่ตารางงานแปลกที่เยอะที่สุดก็หนีไม่พ้นคนเป็นหัวหน้าวงนั่นแหละ มีทั้งรายการวิทยุและงานพิธีกรรอจ่อคิวอยู่เต็มไปหมดจนน่ากลัวว่าจะได้ล้มเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอเข้าอีกครั้งหนึ่ง



“เออๆๆ  ไม่พูดแล้วก็ได้  ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นกันนะ  เดี๋ยวเถอะ” อีทึกถลึงตาใส่หน้าสมาชิกเรียงตัว  แม้จะรู้ว่าไม่ได้ทำให้ใครกลัวเกรง “ที่เตือนก็เพราะเป็นห่วงหรอก”


“เลิกห่วงไร้สาระแล้วไปนอนเถอะพี่” ฮยอกแจว่าเสียงเกียจคร้านก่อนที่เยซองจะรับลูกทั้งที่ทำหน้าตาย


“นอนน้อยแก่เร็วนะ  ยิ่งเหี่ยวๆอยู่ไม่ใช่เหรอ” 


 “ไว้ผมจะซื้อมาส์คหน้าของเนเชอรัลรีพับลิกมาฝากนะครับ  แม่ผมใช้แล้วบอกว่าดี  รับรองพี่หน้าตึงขึ้นทันตาเลยล่ะ” ตบท้ายด้วยชเวซีวอนที่มาอย่างเจตนาดีแต่ผิดเวล่ำเวลาจนกลายเป็นประสงค์ร้ายในที่สุด


“ไอ้...ไอ้...” วาจาแสบสันต์ที่ประดังประเดกันเข้ามาทีละดอกสองดอกทำเอาคนรั้งตำแหน่งพี่ใหญ่แทบจะพ่นไฟใส่ เด็กนิสัยไม่ดี  เด็กแก่แดด  เด็กบ้า เขาจะหน้าแก่ก่อนวัยก็เป็นเพราะพวกมันนั่นแหละ  ฤทธิ์มากนัก


“หุบปากไปเลย!


“รับความจริงไม่ได้ล่ะสิ”  


“มันไม่มีความจริงอยู่ในนั้น  พี่ไม่รับ!” ประกาศจุดยืนเป็นครั้งสุดท้ายแล้วหัวหน้าวงซูเปอร์จูเนียร์ก็สะบัดหน้าพรืด  การกระทำที่มาจากความงอนส่วนบุคคลส่งให้ลูกแก้วสีน้ำตาลจับสังเกตบางอย่างที่ตอนแรกอยู่นอกสายตา



อีทึกขมวดคิ้ว



ตลอดระยะเวลาที่สมาชิกผลัดกันตอดนิดตอดหน่อย  มีแต่ฮันกยองและคิบอมที่ไม่ปริปากพูดอะไรเลย  สำหรับคนแรกชายหนุ่มยังพอเข้าใจได้เพราะตามปกติฮันกยองก็ไม่พูดอะไรกับใครมากอยู่แล้ว  แต่สำหรับคิมคิบอมนั้นอะไรบางอย่างทำให้เขารู้สึกเป็นห่วงบอกไม่ถูก 



คิบอมดู...เปราะบางกว่าที่เคยเป็นมาก


“คิบอม  ไม่สบายหรือเปล่า  หน้าตาไม่ดีเลย” 


เพียงแค่อีทึกเอ่ยปากเด็กหนุ่มตัวโตก็ถึงกับสะดุ้ง  สีหน้างงๆเลื่อนลอยบ่งชัดว่าตลอดเวลาที่เข้ามานั่งหลบมุมอยู่ในห้องนั่งเล่น เจ้าของฉายาแก้มป่องไม่ได้รับรู้เรื่องราวอะไรกับใครทั้งสิ้น  


“นายดูแย่มากเลย  ไม่สบายเหรอ หรือปวดท้องเพราะอาหารที่พี่ทำ” ประโยคหลังเรียกเสียงหัวเราะในลำคอได้จากหลายๆคนในห้องทว่าอีทึกไม่สนใจ  


“ผมไม่ได้เป็นอะไรครับ  ไม่ได้ปวดท้องด้วย” คิบอมตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบก่อนจะขยับตัวเปลี่ยนท่านั่ง  พยายามเบนหน้าออกจากสายตาห่วงใยของปาร์คจองซู  รวมไปถึงสายตาเย้ยหยันจากพี่ชายคนรองด้วย 



เรื่องที่ก่อเอาไว้เมื่อวานทำให้เด็กหนุ่มไม่กล้าสู้หน้าพี่ชายทั้งสองคน  ทั้งยังไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไรกับอนาคตของตัวเองดี



            “มีอะไร...บอกกันได้นะคิบอม  พี่พร้อมจะฟังนายตลอด”


“ผมไม่เป็นไรจริงๆ”


            “แต่นายดูไม่ดีเลย  พี่เป็นห่วง”


            “มันจะมีอะไรล่ะจองซู ปกติมันพูดอะไรกับใครเสียที่ไหน  ก็เงียบแบบนี้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ” ฮีชอลเอ่ยแทรกเมื่อเห็นว่าพี่น้องชักจะพูดกันยืดเยื้อเกินควร   ร่างโปร่งปรายดวงตากลมโตมองไปยังน้องชายหัวนอกอย่างเย็นชา  กึ่งจะเตือนกลายๆถึงข้อตกลงที่มีร่วมกันอยู่ 



“ง่วงก็ขึ้นไปนอนไป อย่ามานั่งเกะกะแถวนี้”  


            คนฟังสะอึกกับคำสำทับซ้ำจากพี่ชายคนที่สอง  ที่บ่งชัดถึงกระแสขับไล่ไสส่ง  ไม่อยากให้เขาอยู่รวมกลุ่มด้วย  


            “ง่วงเหรอคิบอม  ไปนอนไหม” 


“ผม...” แต่เขาก็แก้อะไรไม่ออก


หน้าตาซึมๆทำให้พี่ใหญ่ของวงหลงเข้าใจไปว่าอาการทั้งหลายทั้งแหล่เกิดจากความอ่อนเพลียจริงๆ  อีทึกกุลีกุจอเดินเข้ามาเอาหลังมือทาบกับหน้าผากแคบ ความร้อนจางๆที่แผ่ออกมายิ่งตอกย้ำให้นางฟ้าไร้ปีกเข้าใจผิดไปในทางนั้นมากยิ่งขึ้น


ชายหนุ่มยิ้มอารี


“ง่วงก็ไปเถอะ  ไม่มีอะไรแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าจะไม่ไหวเอานะ นายตัวรุมๆอยู่ด้วย จะนอนก็อย่าลืมกินยากันไว้ ห่มผ้าอุ่นๆ” ความปรารถนาดีที่หลั่งรินออกมาจากถ้อยคำและสัมผัสอ่อนโยนทำเอาคนฟังอยากจะร้องไห้  


ไม่มีใครมาแตะหน้าผากวัดไข้เขาแบบนี้มา...กี่ปีแล้วนะ


คิบอมก้มหน้านิ่ง ซึมซับความอบอุ่นที่ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้รับไปจนถึงเมื่อไหร่เข้าไปหล่อเลี้ยงหัวใจอันแห้งผาก  เด็กหนุ่มเกือบจะปล่อยน้ำตาหยดเล็กให้ไหลลงมาในยามที่มือไม่เล็กไม่ใหญ่มือหนึ่งตบหนักๆลงที่ไหล่  เจ้าของฉายาแก้มป่องเงยหน้าขึ้นมองเมื่อรู้สึกได้ว่าเจ้าของสัมผัสนั้นไม่ใช่พี่ชายคนโตอย่างที่เคย


“ทงเฮ” เขาเอ่ยเสียงแทบไม่หลุดออกมาจากลำคอ


ปลาทะเลยักคิ้ว  แต่แววตาเอาเรื่อง


“ยังนอนไม่ได้  นายยังไม่ได้ส่งคลิปอัดรายการอาทิตย์ที่แล้วให้ฉันเลย  สต๊าฟบอกว่านายใช้มือถือถ่ายเอาไว้ไม่ใช่เหรอ  มานี่” 



ทงเฮอาศัยช่วงเวลาที่ทุกคนในห้องยังมึนงงว่าซูเปอร์จูเนียร์ทงเฮกับซูเปอร์จูเนียร์คิบอมไปญาติดีและรู้จักมักจี่กันมาตอนไหนลากเอาตัวเด็กโข่งมีแต่ปัญหาออกจากห้องไปโดยไม่ร่ำลาใครแม้แต่เพื่อนสนิทนามสกุลเดียวกัน  ซึ่งซองมินกับฮยอกแจก็ไม่ทักท้วงนอกจากมองตามแผ่นหลังบางไปจนลับสายตาเท่านั้น สามแฝดรู้ใจกันดีจนไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีก กระต่ายสีชมพูกับลูกไก่ขาวผ่องเข้าใจว่าอีกไม่นานพวกเขาก็จะได้รับรู้เรื่องทั้งหมดเองเมื่อถึงเวลา  



ที่สำคัญ ทงเฮไม่ใช่คนเก็บความลับเก่งนักหรอก...กับคนสนิท



“ทงเฮ  ทำอะไร” คิบอมเอ่ยเมื่อก้าวตามขึ้นมาถึงบันไดขั้นสุดท้าย  


ใครๆอาจจะหาว่าเขาเป็นบ้า แต่หลังๆมานี้อารมณ์อยากกวนประสาทอยากหาเรื่องสมาชิกคนอื่นมันเหือดหายไปจนหมดสิ้น คิมคิบอมไม่เหลือความคิดอยากจะทำอะไรนอกจากใช้ชีวิตตามตารางงานไปวันๆ เวลาที่เหลืออยู่จากนั้นเขาแค่อยากนั่งเฉยๆ...หรือทำให้ตัวเองหายไปจากโลกเลยได้ก็ยิ่งดี


“นายนั่นแหละ  ทำอะไร” ไม่ตอบแต่กลับย้อนถาม  


เด็กหนุ่มจากมกโพจัดการเหวี่ยงเอาร่างหนาๆของน้องชายร่วมวงเข้าไปในห้องส่วนตัวของตัวเองกับเพื่อน  หวาดเสียวนิดหน่อยว่าคิบอมเด็กเวรคนเดิมอาจจะหวนกลับมาทุกเมื่อทว่าหลังจากเห็นทีท่าซังกะตาย  หมดอาลัยตายอยากในชีวิตของฝ่ายตรงข้ามก็เลยเลิกคิด  ทงเฮแทรกตัวเองตามเข้ามาในห้อง  ปิดประตูเสร็จสรรพก่อนจะหันหลังพิงดุจกีดขวางไม่ให้คนออก  ยกมือขึ้นกอดอก


“ว่าไง” 


อีกฝ่ายก็ยังยืนเซ่อเซื่องเสียจนคนปราดเปรียวชักหงุดหงิด  ทงเฮกระชากเสียง 


“คิมคิบอม  นายลากฉันเข้ามารู้เรื่องของนายแล้วจะให้ฉันทำเฉยๆต่อไปน่ะมันไม่ได้หรอกนะ  เป็นอะไร นายคิดจะทำอะไรถึงได้ทำหน้าแบบนี้” 


ไม่ได้ตั้งใจจะแหย่ แต่เห็นคนที่เคยเกลียดเขาจนเข้ากระดูกดำมาทำท่าเหมือนจะเป็นห่วงคิบอมจึงอดไม่ได้


“ไหนตอนนั้นทงเฮว่าไม่อยากรู้” 


“ตอนนั้นฉันไม่อยากรู้  แต่ตอนนี้ฉันอยากรู้แล้ว  มีอะไรคายออกมาให้หมด” 



ไม่หรอก  มันยังไม่ใช่ความเป็นห่วงเป็นใย เพียงแต่การที่รับรู้ประวัติและปัญหาของเด็กหนุ่มตรงหน้ามากับหูกับตาตัวเองแล้วยังมาเห็นหน้าตาที่นั่งยันนอนยันก็ยังได้คำตอบเดียวกันว่ากำลังมีเรื่อง  ทงเฮเลยรู้สึกว่าเขาต้องทำอะไรสักอย่าง  จุดอ่อนของคิบอมใหญ่และเสี่ยงต่อการทำให้วงล่มได้ถ้าหากไม่มีคนดึงรั้งเอาไว้  



บอกตามตรง  ทงเฮยังไม่อยากให้ชื่อซูเปอร์จูเนียร์สิ้นสุดในเร็วๆนี้  เขาเพิ่งค้นพบมิตรภาพใหม่  เพิ่งจะได้เพื่อนที่ดีและคุ้มค่าต่อการเรียกว่าเป็นเพื่อนร่วมวงจริงๆ  เขายังอยากลองสู้ต่อไปอีกสักหน่อย



            “ทงเฮพูดง่ายดีจังนะ” คอเสื้อคนพูดถูกกระชากหมับ


            “ฉะนั้นแกก็อย่ามาทำตัวพูดยากสิ” สมาชิกลำดับเก้าจ้องตาน้องชายเพียงปีเดียวเขม็ง “เอาล่ะ  หยุดโยกโย้แล้วก็พูดออกมาได้แล้ว  จดหมายจากแม่นายนั่นใช่ไหมที่ทำให้เป็นแบบนี้  ฉันเห็นตั้งแต่ที่ร้านอาหารวันนั้นละ  เขาเรียกร้องอะไรหรือยังไง”


“เปล่า”


“ไม่เชื่อ ถ้าเปล่าแล้วนายจะทำหน้าตาสิ้นโลกทำไม มันต้องมีสิ” 


ตาประสานตา  คิบอมมองแววตาที่แฝงแววอยากรู้จริงจังหากไม่มีเจตนาร้ายแล้วจึงเป็นฝ่ายหลบออกก่อน  



น่าแปลกและน่าหัวร่อ ทั้งที่เขาโหยหาความรักความห่วงใย...หรือแม้กระทั่งเศษเสี้ยวเล็กๆเพียงแค่ความเอาใจใส่รับรู้ว่าเขามีตัวตนในบ้านพักซูเปอร์จูเนียร์มาโดยตลอด  แต่กลับมาได้รับมันเอาอย่างท่วมท้นในเวลาสุดท้ายตอนที่ตัดสินใจว่าจะไปเสียอย่างนั้น  



            “ผมคิดว่าผมจะกลับอเมริกา  ไม่เป็นซูเปอร์จูเนียร์แล้ว” จู่ๆคิบอมก็พูดขึ้น


            “อะไรนะ” ดวงตาคู่สวยเบิกกว้าง  กล่าวเสียงกระซิบ


            “แม่ติดต่อมาบอกว่าเขากลับมาแล้ว  เรา...จะกลับมาเป็นครอบครัวอีกครั้ง” หลังจากนั้นคือคำอธิบายเนิ่นนานและยืดยาว คำอธิบายที่แฝงไปด้วยความใฝ่ฝันและความหวังของเด็กอายุสิบเก้า  จินตนาการถึงอนาคตอันเพริดพรายงดงาม



            น่าเสียดายแต่ว่าอีทงเฮมองไม่เห็นอนาคตอย่างที่คิมคิบอมเห็น



            “บ้า” ผู้เป็นพี่ไม่รู้จะเอ่ยอะไรออกมานอกจากคำนั้น เด็กหนุ่มผลักคออีกฝ่ายให้ออกห่างอย่างรวดเร็วจนคนถูกกระทำไม่ทันตั้งตัว  เซล้มลงบนเตียงนอนนุ่ม


“แกมันบ้า  แล้วก็สิ้นคิดที่สุด  สมควรแล้วที่จะโดนพี่ฮีชอลด่าเข้าให้  เป็นฉันฉันก็จะด่า” คิบอมผงกหัวขึ้นมอง 


“ทงเฮก็กำลังด่าอยู่ไม่ใช่เหรอ” 


“นี่มันยังไม่เรียกว่าด่าโว้ย” 



ในใจคนก่อเรื่องไม่รู้จะรู้สึกอย่างไรดี  ปฏิกิริยาของอีทงเฮคล้ายกับที่เขาคิด  แต่ก็ไม่เหมือนเสียทีเดียว  ปลาทะเลโวยวายและไม่เห็นด้วยชัดเจน ทว่าไร้ซึ่งแววตาเกลียดชังผิดหวังแบบที่คิดว่าจะมี  อันที่จริง ทงเฮดูสงบยิ่งกว่าฮีชอลตอนรู้เรื่องด้วยซ้ำ



“หยุด  หุบปากไปเลยนะ ยังไม่ต้องพูด” เอสเจลำดับที่เก้ารีบยกมือห้ามเมื่อเห็นคู่สนทนาทำท่าจะอ้าปาก “ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ห้ามบอกออกมาว่าจะออกจากวงอีกด้วย ที่สำคัญ ห้ามให้รู้ถึงหูพี่อีทึกเด็ดขาด”


“พูดเหมือนพี่ฮีชอลอีกแล้ว”


“ฉันบอกไม่ให้นายพูดไง!!


            สถานการณ์ดูจะกลับกับเมื่อหลายเดือนก่อนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อคนที่เคยตกเป็นลูกไล่กลายๆผงาดขึ้นมายืนต่อว่าอีกฝ่ายฉอดๆ  ทงเฮรู้สึกว่าตัวเองตัวใหญ่แล้วก็โตเป็นผู้ใหญ่เหลือเกินในเวลานี้  เทียบกับใครบางคนที่เอาแต่ไล่ตามความฝันไร้เงาจนยอมละทิ้งความเป็นจริงที่มีอยู่ในกำมือ

            “เงียบแล้วฟังฉัน ฉันเองก็ให้ความสำคัญกับครอบครัวมาเป็นอันดับหนึ่งเหมือนกันทำไมจะไม่รู้  แต่นายมันก็วู่วาม  ใครบอกนายเหรอว่าเป็นนักร้องแล้วจะอยู่กับพ่อแม่ไม่ได้  เป็นนักร้องแล้วพ่อแม่จะทิ้งนายอีกรอบ” 


            “...............................”


            “ไม่มีใครบอก นายคิดไปเองคนเดียวทั้งนั้น” ที่สำคัญคนที่กล้าถึงขนาดทิ้งลูกชายย้ายบ้านหนีไปไม่ดูดำดูดีไม่รู้ตั้งกี่ปีจะยังเชื่อได้หรือเปล่าก็ไม่รู้


            ประโยคหลังนั้นทงเฮได้แต่เก็บเอาไว้ในใจ


            “แต่ถ้าผมไม่ไป ผมจะเจอพ่อกับแม่ได้ยังไง” คนเป็นพี่ทำเสียงขึ้นจมูก


            “ถึงแต่ก่อนนายจะจนแต่ตอนนี้ฉันคิดว่าไม่นะ  เงินมีก็ซื้อตั๋วเครื่องบินไปเยี่ยมสิ หรือขี้เกียจก็ซื้อตั๋วให้พ่อแม่น้องนายบินมา  แม่นายก็เขียนไว้ไม่ใช่หรือไง”


            คิบอมหรุบตาลงต่ำ


            “แต่มันก็ได้แค่แป๊บเดียว”


            “แล้วแม่งจะเกาะพ่อแม่อยู่ด้วยกันตลอดเวลาจนตายเลยหรือไงวะ?  กลับไปแล้วยังไง  ได้อะไรขึ้นมา อยู่ที่นี่นายเป็นนักร้อง ดังไม่ดังไม่รู้แต่แน่นอนว่าไม่อดตาย แล้วนักร้องที่ทำเป็นแต่ร้องกับเต้นอย่างนายจะไปทำอะไรกินที่โน่นนอกจากไปเป็นภาระให้เขาอีกเปล่าๆ  ทำงานเก็บเงินในเกาหลีให้ได้มากๆยังจะมีประโยชน์ซะกว่า อย่ามาอ้างกับฉันว่าไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัว คนเราจะได้อยู่ด้วยกันจริงๆเท่าไหร่กันเชียว  พ่อแม่นายก็มีงาน  น้องนายก็ต้องไปโรงเรียน  แล้วยังกิจกรรมล้านแปด  ไม่มีทางที่นายจะได้ตัวติดกับคนพวกนั้นยี่สิบสี่ชั่วโมงหรอก  อีกอย่างอยู่ด้วยกันนานๆเดี๋ยวก็ทะเลาะกันอีก ฉันเชื่อว่านายไม่ใช่พวกหัวอ่อนนักหรอก ทำไมถึงไม่ติดต่อทางอีเมล์หรืออะไรก็ได้ เก็บความคิดถึงเอาไว้แล้วพอเจอกันทีมันก็จะกลายเป็นความทรงจำที่มีค่า  แบบนั้นไม่ดีกว่าหรือคิมคิบอม” 



            พูดจบทงเฮถึงกับต้องหอบหายใจด้วยความเหนื่อย  ผลจากการใส่ไม่ยั้งคิดทำเอาแทบหายใจหายคอไม่ทัน  นี่เขาอุตส่าห์เค้นคำพูดสวยงามมีเหตุผลออกมาปาใส่หน้าขนาดนี้แล้วนะ  ถ้าไอ้เด็กตัวดำมันยังจะคิดโง่ๆแบบเดิมอยู่อีกก็ไม่รู้จะว่ายังไง



            “เอาล่ะ  ต่อไปตานายพูดแล้ว” 


            “ถ้าพี่จะขอพูดบ้างพวกนายจะฟังหน่อยได้ไหม”



            เสียงคุ้นเคยเสียงหนึ่งดังแทรกเข้ามาทำเอาทั้งคนบนเตียงและคนยืนอยู่สะดุ้งเฮือก  ทงเฮหันขวับไปทางประตู  ใจหายวาบเมื่อบานประตูไม้ที่เคยปิดสนิทด้วยมือของเขาเองบัดนี้เปิดออกกว้างบ่งบอกว่าการสนทนาไม่เป็นความลับอีกต่อไปแล้ว  ในเวลาเดียวกัน  คิบอมก็หน้าซีดเผือดยามเห็นว่าใครคือคนที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงกลางกรอบประตูห้องนอนของฝาแฝดตระกูลอี




            “พี่อีทึก”


            “อืม”

 

ร่างโปร่งบางค่อยๆก้าวเดินเข้ามาช้าๆ  เมื่อถึงกลางห้องก็หยุดยืนนิ่ง  ก่อนจะแย้มรอยยิ้มหวาน...ที่ไปไม่ถึงดวงตา



            คนที่ไม่อยากให้รู้ที่สุด รับรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว




TBC

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,034 ความคิดเห็น

  1. #1023 little-ship (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2561 / 17:55
    ฮีชอลลลล ปล่อยอีทึกมาได้ไงงง ฮีชอลกับคังอินเตรียมปลอบลีดเดอร์เลย แงงงงง
    #1,023
    0