[Super Junior] :: Problem Child :: (SJ-KangTeuk feat. All members)

ตอนที่ 67 : Problem Child 25 #Reup

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 100
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    10 ต.ค. 61


Chapter 25



ผ่านต้นเดือนเมษายนมาไม่นานฤดูใบไม้ผลิก็เข้าสวมรอยแทนสายลมหนาวอย่างเต็มตัว  อากาศยามเช้าของกรุงโซลสดชื่น  เย็นสบายเสียจนน่าออกไปเดินเล่นรับลมรอบๆบ้าน ทว่าคนตื่นเช้าเป็นอันดับต้นๆของบ้านกลับไม่มีอารมณ์จะทำอย่างนั้นแม้แต่นิดเดียว



โกรธหรือ...?

ใช่ เขากำลังโกรธ  



คิมฮีชอลไม่ได้โกรธแบบนี้มานานมากแล้ว ครั้งล่าสุดที่จำได้คือก่อนเข้าโรงพยาบาลเมื่อหลายเดือนก่อน  ที่น่าตลกก็คือ...คนที่สามารถทำให้เขายิ้มได้อีกครั้งและยอมรับเต็มปากว่าเป็นน้องชายหลังเกิดอุบัติเหตุในครั้งนั้น กับคนที่ทำให้ชายหนุ่มโกรธจนมือสั่นพูดไม่ออกในครั้งนี้...เป็นคนๆเดียวกัน 



ร่างโปร่งเพรียวเฉกคนที่ดูแลตัวเองเป็นอย่างดีนั่งไขว่ห้าง  กอดอกสงบสติอารมณ์อยู่บนโซฟาตัวใหญ่กลางห้องนั่งเล่นมาตั้งแต่เช้าตรู่โดยไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ ฮีชอลพรางอารมณ์รุนแรงพลุ่งพล่านไว้ภายใต้ท่าทางภายนอกอันสงบนิ่ง มีเพียงแววตาคู่งามที่ลุกโรจน์จนไม่สามารถปกปิดเอาไว้ได้  



เรื่องราวน้ำเน่าของคิมคิบอมทำเอาคนเป็นพี่พูดไม่ออกบอกไม่ถูก  อยากจะพุ่งเข้าไปตบกะโหลกเข้าให้สักทีจะได้ตาสว่างขึ้นมาบ้าง  ฮีชอลเคยคิดว่าน้องชายคนนี้ฉลาด  แม้แต่ตอนนี้ก็ยังคิดเช่นนั้นอยู่  เขาจึงไม่เข้าใจเลยว่าทำไมกับอุบายง่ายๆไร้เล่ห์เหลี่ยม อาศัยความน่าสงสารเข้าว่าจึงทำให้เด็กหนุ่มแก้มบวมไขว้เขวไปได้ถึงเพียงนี้  จดหมายนั่น...แค่อ่านปราดเดียวก็รู้แล้วว่ามารดาของน้องชายคนนี้มีนิสัยเช่นไร ที่ทำเป็นติดต่อหวังจะดึงตัวลูกชายกลับไปก็เพราะเห็นว่าชื่อซูเปอร์จูเนียร์คิบอมสามารถนำผลประโยชน์และเงินทองกลับไปช่วยกอบกู้ครอบครัวได้แล้วต่างหาก  มันไม่ใช่เพราะความรักความคิดถึงและสำนึกผิดชอบชั่วดีแบบที่พยายามร่ายมาเลยสักนิด




แล้วที่น่าโมโหที่สุดคือพอได้รับจดหมายโง่ๆนี่ คิมคิบอมก็ระรี้ระริกเตรียมจะทิ้งทุกอย่างกระโจนกลับไปหาคนที่ผลักไสมันมาที่นี่ โดยไม่ได้นึกเลยแม้แต่น้อยว่าใจของเพื่อนเขา...ที่รักมันรักน้องยิ่งกว่าทุกสิ่งจะรู้สึกอย่างไรบ้างถ้าหากรู้เข้า  ทีกับครอบครัวล่ะแคร์นักแคร์หนา  ทำไมกับเรื่องนี้มันถึงไม่นึก  ไม่ฉุกคิดอะไรขึ้นมาบ้าง    



ริมฝีปากบางเม้มแน่น



ฮีชอลเองก็ไม่ได้จะใจร้ายใจดำขนาดบอกให้มันตัดขาดครอบครัวไม่ต้องเจอหน้าอีกแล้วตลอดชีวิตเสียหน่อย เพียงแต่มันมีหนทางที่ดีกว่าการโยนทุกสิ่งในกำมือทิ้งแล้วไปไขว่คว้าหาความว่างเปล่าแบบที่ไอ้เด็กโง่กำลังจะทำ คิดว่าถ้าออมอนีคนดีรู้ว่าลูกชายตัวเองถึงกับลาออกจากวงเพื่อกลับไปหาแล้วจะดีใจงั้นเหรอ  เหอะ คงได้ไล่มันกลับมาที่นี่อีกรอบไม่ว่า ไม่ใช่ซูเปอร์จูเนียร์คิบอม...เป็นแค่คิมคิบอมอดีตนักร้องแล้วจะมีความสำคัญมีรายได้อะไรอีกเล่า  



เรื่องแค่นี้ทำไมถึงไม่รู้



หรือเพราะฮีชอลเป็นคนนอก จึงสามารถมองเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจนและเที่ยงตรงมากกว่าคนที่ถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยอย่างเต็มตัว…?

 




  

เอ่อ  ฮัลโหล



รายงานสดสถานการณ์ประจำวันนี้...หัวหน้าวงซูเปอร์จูเนียร์กำลังประสบปัญหาหนัก



ดวงตาสีน้ำตาลใสกลอกไปมา ริมฝีปากนุ่มถูกขบเข้าหากันเมื่อเจ้าของกำลังชั่งใจว่าควรจะทำอย่างไรกับสถานการณ์ตรงหน้าจึงจะเป็นผลดีกับทุกฝ่ายมากที่สุด  เพื่อเป็นการฆ่าเวลา คนตัวผอมบางนั่งดึงชายเสื้อยืดยี่ห้อดังสีขาวบริสุทธิ์ของตัวเองเล่น  ไล้ปลายนิ้วมือไปตามรอยตะเข็บที่ถูกเย็บเอาไว้ด้วยความประณีตสมราคาอันแพงระยับ



อืม บางทีนะ บางที



บางทีปาร์คจองซูอาจจะเคยตัวมากเกินไปแล้วจริงๆกับอะไรๆที่มันดีขึ้นทุกขณะ  ทั้งกับสามฝาแฝด...กับยองอุน...กับซีวอน มาตอนนี้เขาเลยชักจะไปไม่เป็นกับท่าทางนางพญาสุดวีนสุดเหวี่ยงคนก่อนที่คิมฮีชอลกำลังสวมบทบาทอยู่



แต่!...มันมีแต่!



ประเด็นมันอยู่ที่ว่าเขาไม่เคยได้รับรู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น ระยะหลังมานี่ไอ้เด็กเวรเพื่อนเวรพวกนี้มันชอบหายหัวไปงุบๆงิบๆกันเองไม่ว่าจะตบตีกันหรือคืนดีกัน  แล้วพอผลลัพธ์ออกมาคนที่ต้องมานั่งเดาจนงงเป็นนางฟ้าตาแตกจะเป็นใครถ้าไม่ใช่หัวหน้าวงที่ชื่อปาร์คจองซูคนนี้  เดาผิดเดาถูกไม่พอต้องคอยตามปัดกวาดเช็ดล้างอีก 



ไม่ทำให้เป็นห่วงสักเรื่องจะได้ไหม...?  



สุดท้ายแล้วด้วยภาระหน้าที่ของหัวหน้าวงที่ต้องรับผิดชอบอีทึกก็อดไม่ได้ต้องเข้าไปกระแซะถามคนที่กำลังนั่งวางท่าเชิดหยิ่งไม่เห็นหัวใครอยู่กลางบ้าน  ดวงตาโตทอประกายดุดันราวกับจะเปล่งแสงออกมาเผาทุกสิ่งให้มอดไหม้เป็นจุล


“ฮีชอล” ส่งน้ำเสียงนุ่มๆเข้าไปเป็นทัพหน้าทว่าผู้รับสาส์นเพียงปรายตามองมาก่อนจะเบือนหน้ากลับไปทำคอตั้งตรงเหมือนเก่า  



ฮีชอลย่นจมูก เห็นหน้ามันแล้วยิ่งทำให้นึกถึงไอ้เด็กปัญญานิ่มที่กำลังจะทำร้ายมันอย่างถึงที่สุด  แล้วยังจะมีหน้ามาทำตาบ๊องแบ๊วอยู่อีก  ไม่เคยรู้เรื่องอะไรกับใครเขา



“ฮีชอลอา” คนเป็นเพื่อนยังตื๊อไม่เลิก “สนใจฉันหน่อยสิ” 


“ก็นายไม่น่าสนใจ” 


“ฮื่อ สนนิดเดียวก็ได้  นายไหวแน่นะฮีชอล เป็นอะไรหรือเปล่า  ต้องการความช่วยเหลือไหม” 



คนฟังแสยะยิ้มเมื่อรู้อยู่แก่ใจว่าใครกันแน่ที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ ดวงตายิ่งทอแสงวูบวาบยามที่เอ่ยเสียงเย็นโดยไม่หันมามองว่า



“ฉันอยากกินหัวคน” 



“...................” จะให้ตอบอะไรล่ะครับ  เอาหัวใครล่ะ เดี๋ยวฉันไปตัดมาให้งั้นเหรอ ประสาท!  ไอ้เด็กตัวไหนมันไปยั่วโมโหเพื่อนเขาอีกล่ะเนี่ย  


“มะ ไม่ใช่หัวฉันใช่ไหม” ถึงอย่างไรก็ต้องถามเพื่อความแน่ใจ พักนี้อีทึกอารมณ์แปรปรวนง่าย เดี๋ยวดีใจเดี๋ยวเสียใจ เขาเองก็ไม่รู้ว่าไปทำอะไรขัดแข้งขัดขาสมาชิกคนไหนไว้บ้างหรือเปล่า

  

“ไม่ใช่” โล่งใจขึ้นมานิดนึงทว่า...


“แล้ว หัวซีวอนล่ะ?”


“นั่นก็ไม่ใช่”


“แล้ว...ยอง...”


“นั่นยิ่งไม่ใช่ใหญ่ นายไม่ต้องรู้หรอกจองซูว่าเป็นใคร แต่ถ้าฉันได้หัวโง่ๆของมันมาเมื่อไหร่จะเอามาให้นายช่วยกินก็แล้วกัน” กินเข้าไปให้หมดจะได้ไม่ต้องอยู่รกหูรกตารกโลก เสียแรงที่เขานึกเอ็นดูจริงๆ


“เอ่อ” คนฟังทำตาปริบๆไม่ได้เข้าใจอะไรมากไปกว่าเดิม “โอเค  ถ้านายว่าอย่างนั้น  งั้น...ฉันไปหาอะไรกินก่อนนะ”


“ตามสบาย” 


“เอาอะไรไหม”


“ไม่ล่ะ  ขอบใจ” 


“เดี๋ยววันนี้สายๆฉันต้องเข้าบริษัท นายอยากไปกับฉันไหม” 


“ฉันอยากนอนมากกว่า  นายไปเองก็แล้วกันนะ”โดนพี่ท่านตัดบทกันขนาดนี้แล้วปาร์คจองซูจะยังทำหน้าด้านหน้าทนอะไรต่อไปได้  ก็ใบ้กินไปตามระเบียบ  



ร่างโปร่งผุดลุกขึ้นจากโซฟา ถอยฉากเดินเลี่ยงไปทางห้องครัวเพื่อหาขนมขบเคี้ยวกินเล่นแทนอาหารเช้าอย่างที่ตั้งใจเอาไว้  สมาชิกส่วนมากยังไม่ตื่นกันทำให้อีทึกขี้เกียจแงะอาหารเพียงจานเดียวออกมาอุ่นให้เป็นเรื่องใหญ่โต หาอะไรรองท้องแล้วรอกินอาหารเที่ยงเลยดีกว่า พี่ใหญ่ของบ้านเดินตัวปลิวผ่านประตูห้องเข้าไปแล้วก่อนจะชะงักเท้าวูบ คว้ากรอบประตูด้านหนึ่งเอาไว้เพื่อเบรกตัวเอง  มึนงงกับภาพที่ปรากฏเข้ามาในจอสายตา  



ตาฝาดเปล่าวะ



มือบางซีดยกขึ้นขยี้ตาด้วยนึกว่าตนเองทำงานหนักจนสมองล้า หลังจากที่เข้ามาในห้องครัวแล้วพบเห็นสมาชิกลำดับที่สี่และลำดับที่สิบเอ็ดนั่งเอาหัวชนกันอยู่ตรงโต๊ะกลางซึ่งมีเอาไว้ใช้ประกอบอาหาร  เท่าที่ได้ยินแว่วๆ  เยซองและรยออุกกำลังวิพากษ์วิจารณ์โน้ตเพลงจำนวนหลายแผ่นตรงหน้าด้วยท่าทางของผู้เชี่ยว ชาญในสาขาวิชา ความจริงจังในสิ่งที่ทำอยู่มีมากถึงขนาดที่ไม่รับรู้การปรากฏตัวของปาร์คจองซูเลยแม้แต่น้อย  บรรยากาศโดยรอบนั้นดูก้ำกึ่ง เสมือนคนที่มาทำงานร่วมกันในเชิงทางการมากกว่าที่จะเป็นสมาชิกวงเดียวกันทว่าก็ยังมองเห็นความเป็นมิตรที่ไม่น่าเป็นไปได้ปกคลุมอยู่รางๆ  



ส่วนเกินที่หยุดยืนมองอย่างเปิดเผยอมยิ้ม ชอบใจกับสิ่งที่เห็นจนหยุดคิดมากเรื่องความขุ่นเคืองของคนเป็นเพื่อนไปได้  



จากการใช้ชีวิตร่วมกันมา ใช่ว่าจะไม่รู้ว่าทั้งคิมคนพี่และคิมคนน้องนั้นเป็นสมาชิกที่ค่อนข้างหลงใหลและจริงจังในการร้องเพลงกับเสียงดนตรีมากกว่าคนที่เหลือ แต่เขาเพิ่งประจักษ์ว่าเสียงเพลงสามารถจูนคนทั้งสองซึ่งต่างก็เป็นพวกเก็บตัวเข้าถึงยากทั้งคู่เข้าหากันได้ถึงเพียงนี้ก็วันนี้เอง  



            “จงอุน  รยออุก” อีทึกตัดสินใจส่งเสียงทำลายบรรยากาศ  ทั้งคนตัวสูงและตัวเล็กสะดุ้งเล็กน้อย  ผละหัวออกจากกันก่อนเงยหน้าขึ้นตามเสียงเรียก 


“พี่อีทึก” เจ้าของชื่อคลี่ยิ้มกว้างขึ้นรับคำคนเป็นน้อง 


“ดูเพลงกันอยู่เหรอ ของเคอาร์วายหรือเพลงคนอื่น?”


“ของคนอื่น” เยซองเป็นผู้ให้คำตอบ


“อ้าว แล้วดูทำไม”


“แกะโน้ตกันอยู่เผื่อเอามาใช้เป็นตัวอย่างแต่งเพลงได้” 


“อ้อ ขยันดีจังเลยนะ แต่กระเถิบนิดได้ไหม พี่ขอใช้โต๊ะหั่นผลไม้หน่อย  พี่หิว  ไม่กินที่หรอก ”


 

ประสบการณ์อีกนั่นเองทำให้ชายหนุ่มร่างโปร่งเปลี่ยนกลวิธี  ไม่เข้าไปวุ่นวายเร่งเร้า  มีส่วนร่วมรับรู้กับทุกเรื่องของน้องอย่างที่บ่นๆเอาไว้เมื่อกี้  กลับกัน อีทึกเพียงแค่เดินอ้อมโต๊ะไปเปิดตู้เย็นหยิบแอปเปิ้ลสีแดงลูกโตหน้าตาน่ากินออกมาพร้อมกับนมสดรสช็อกโกแลตอีกทั้งขวด  พักนมเอาไว้ข้างตู้เย็นก่อน  ก้มตัวลงหยิบเขียงแล้วก็มีด จากนั้นก็ทำอย่างที่บอกไปคือเอาของทุกอย่างไปวางกองบนโต๊ะกึ่งหนึ่ง แล้วเริ่มต้นชำแหละผลไม้ของสโนวไวท์ด้วยท่าทางเก้กังเล็กน้อยตามประสาคนไม่ค่อยได้เข้าครัวบ่อยนัก  



เจ้าของเรือนผมนุ่มกัดริมฝีปาก ลังเลระหว่างการแงะเอาเมล็ดแอปเปิ้ลตรงแกนกลางออกมาก่อนกับการหั่นมันไปด้วยกันทั้งหมดแล้วค่อยไปฝานออกทีหลัง  เมื่อเห็นว่านักดนตรีสองคนหยุดการกระทำมามองนิ่งๆก็สำทับซ้ำไปว่า



“อ้าว คุยงานกันไม่ใช่เหรอ ก็คุยกันต่อไปสิพี่ไม่ยุ่งด้วยหรอก ขอใช้โต๊ะเดี๋ยวเดียวก็เสร็จแล้ว” 



คนที่ถูกไล่ที่เหลือเพียงครึ่งหนึ่งของโต๊ะสบตากันอย่างไม่รู้จะพูดอะไรดี  ไม่ใช่ว่ารังเกียจอะไรพี่ชายคนโตมากมายหรือมีเรื่องเป็นความลับหรอกนะ แต่ว่าไอ้การจะปรึกษากันโดยมีเสียงมีดกระแทกเขียงป๊อกๆๆ ดังบ้างเบาบ้างเป็นแบกกราวน์อยู่แบบนี้มันก็ออกจะล้ำไปสักหน่อย  



อีกประการหนึ่ง ท่าทางการปอกผลไม้ของปาร์คจองซูไม่ควรค่าแก่การไว้ใจโดยแท้จริง  คนทำครัวเป็นอย่างรยออุกมองแล้วอดหวาดเสียวไม่ได้ว่าพี่ใหญ่ของบ้านจะพลาดสับเอานิ้วตัวเองหลุดผัวะ  เลือดกระฉูดออกมาวินาทีไหน 



“พี่อีทึก ให้ผมช่วยไหม” สุดท้าย ความเป็นห่วงลึกๆที่มีก็แสดงออกมาในรูปแบบคำพูดให้คนได้รับตกใจเล่น  รยออุกมองแววตาดีใจที่วูบขึ้นมาเพียงแค่เขาเอ่ยปากแล้วก็สะอึกในใจ  ต้องเสกลบเกลื่อนไปว่า


“ผมกลัวพี่จะปอกนิ้วตัวเองออกมาด้วยน่ะ  ใครเขาถือมีดแบบนั้นกันเวลาปอกแอปเปิ้ล”


“พี่ให้รยออุกทำให้ก็ดีนะ” เยซองเสริมเมื่อเป็นอีกคนที่เห็นว่าอันตรายอาจมากล้ำกรายหัวหน้าวงได้ง่ายกว่าที่คิด


คนเป็นพี่แต่กลับต้องให้น้องมาสอนยิ้มแหย


“มันก็เหมือนๆกันไม่ใช่เหรอ  เอาแค่ปอกออกมากินได้ก็พอแล้ว”


“แล้วพี่ก็จะได้แอปเปิ้ลแหว่งๆเค็มๆเพราะขี้มือไปกินล่ะสิ  เอามานี่ดีกว่า  เดี๋ยวผมทำให้ดู” กูรูด้านการครัวผุดลุกขึ้นเดินอ้อมโต๊ะไปสาธิตให้ถึงที่ในที่สุด  



ทำให้ดูแล้วรอบหน้าจะได้ทำกินเองได้อย่างไรล่ะ  ไม่ต้องมายืนเก้ๆกังๆให้ขวางสายตา  ให้คันไม้คันมือเขาอีก  



“นี่ แบบนี้ ปอกหันเอามีดออกจากตัวเวลาพลาดมันจะได้ไม่บาดตัวเอง  แล้วเปลือกน่ะเก็บไว้ก็ได้  มันกรอบอร่อยจะตายจะเอาออกทำไม”



การสาธิตวิธีปอกแอปเปิ้ลของรยออุกกินเวลาไม่ถึงสามนาที  สมาชิกตัวเล็กผ่าแอปเปิ้ลฉับอย่างคนชำนาญ ฝานเอาส่วนแกนกลางออกจากแอปเปิ้ลแต่ละชิ้นโดยมีปาร์คจองซูสังเกตการณ์ใกล้ชิด  ชั่วอึดใจเดียว  บนเขียงอันโตก็ปรากฏกองแอปเปิ้ลหกเจ็ดชิ้นที่วางเรียงกันอย่างสวยงาม หน้าตาดูดีผิดกับอันที่อีทึกพยายามหั่นมันออกมาลิบลับ 



“สุดยอด” ผู้ชมเพียงคนเดียวคราง  ยอมแพ้อย่างหมดรูป “นายหัดนานไหมอะ  ไว้สอนพี่บ้างสิ  ทำไมมันถึงได้ดูโปรขนาดนั้น”


“มันเป็นอะไรที่ควรทำได้อยู่แล้วครับ  พี่สกิลต่ำกว่าเกณฑ์เองต่างหาก” สมาชิกลำดับสิบเอ็ดตอบอย่างไม่รักษาน้ำใจ หันหลังไปเปิดตู้หยิบจานใบย่อมออกมากวาดแอปเปิ้ลลงในนั้นแล้วยื่นให้พี่ชายด้วยใบหน้าไม่ค่อยสื่ออารมณ์ตามสไตล์    


“ขอบใจมาก”     


“ไม่เป็นไร ผมใช้โต๊ะต่อได้แล้วใช่ไหม”


“ตามสบาย เดี๋ยวพี่ออกไปนั่งข้างนอกเป็นเพื่อนฮีชอล” เอาแอปเปิ้ลไปล่อไม่แน่ว่าอาจจะอารมณ์ดีขึ้นก็ได้ 


“ครับ ถ้าจะเอาอีกก็มาบอกแล้วกัน  เดี๋ยวปอกให้ก็ได้”


“อืม ขอบใจมากแต่คงไม่ได้กินแล้วล่ะ อีกเดี๋ยวพี่ก็ต้องออกไปบริษัทแล้ว” คิ้วที่เลิกขึ้นสูงสองคู่พาคำตอบถัดไปให้ตามมา “โปรดิวเซอร์นัดไปคุยเรื่องแผนการตลาดของซัมเมอร์นี้น่ะ  อาจจะมีอัลบั้มซัมเมอร์เอสเอ็มทาวน์  เลยต้องไปจัดตารางกับวงอื่น” 



คนอายุน้อยกว่าทั้งสองพยักหน้า รับรู้ข้อมูลไปแต่โดยดีพาให้หัวหน้าวงใจชื้นว่าได้มาถูกทางแล้ว ตั้งแต่แรกมาเยซองกับรยออุกไม่ได้ต่อต้านหรือรังเกียจพี่ชายรุนแรงเพียงแต่ไม่ชอบให้เข้าไปยุ่มย่ามจนเกินตัว  ดังนั้นเมื่ออีทึกถอยออกมาก้าวหนึ่ง  คอยดูแลเพียงแค่ห่างๆบรรยากาศระหว่างกันก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  น้องละกำแพงสูงเทียมฟ้าลง ยอมพูดจาด้วยมากขึ้นเพราะเบาใจว่าเขาจะไม่ล่วงล้ำเข้าไป  ขณะเดียวกันเขาเองก็เพลาๆความเป็นห่วงเป็นใยเกินเหตุลงเพราะสามารถมองเห็นแล้ว...แม้จะจากไกลๆ...ว่าภายใต้กำแพงนั้นมีสิ่งใดซ่อนอยู่



สิ่งต่อไปที่พี่ใหญ่คิดจะทำคืออาศัยเวลาค่อยๆปรับเปลี่ยนความเข้าใจของสมาชิกเสียงทองทั้งสองที่เห็นการอยู่ร่วมกันในวงเป็นสิ่งที่น่ารำคาญ ถ่วงพรสวรรค์และไร้ประโยชน์เสียใหม่ว่าการอยู่ในวงซูเปอร์จูเนียร์ไม่ได้ปิดกั้นโอกาสที่จะได้ร้องเพลงและเล่นดนตรีไป  แต่มันช่วยเปิดโลกกว้างด้านอื่นให้ไปด้วยพร้อมๆกันต่างหาก  




การเป็นนักร้อง...โดยเฉพาะนักร้องไอดอลในปัจจุบันเก่งร้องเพลงหรือเสียงดีเพียงอย่างเดียวไม่พออีกต่อไปแล้ว หากจะเด่นจะดังขึ้นมาจากคนอื่นๆในเวทีเดียวกันก็ต้องทำตัวเองให้เก่งรอบด้าน  เป็นจุดสนใจให้ได้ในทุกสายงานไม่ว่าจะเป็นพิธีกร  การแสดง โฆษณา วาไรตี้โชว์ ซึ่งในส่วนนี้สมาชิกคนอื่นก็เข้ามาแทนที่คิมรยออุกและคิมจงอุนได้อย่างสมบูรณ์  ขณะที่สองคนนี้ก็ทำหน้าที่ประคองคุณภาพเสียงบนเวทีของวงให้



เขาต้องแสดงให้น้องๆเห็นว่าไม่มีใครเป็นจุดอ่อนหรือจุดแข็งของวง  แต่เป็น ทุกคน’ ที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งในแต่ละด้าน  ช่วยเหลือเกื้อกูล  ระวังหลังให้แก่กันและกัน  เพื่อที่จะเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงงดงาม






 

 

            รถแวนสีดำพร้อมด้วยทักยองจุนและอีซึงฮวาน...สองผู้จัดการหลักมารับอีทึกแห่งวงซูเปอร์จูเนียร์ถึงหน้าประตูบ้านตอนสิบโมงเป๊ะ  ทันเวลาแอปเปิ้ลชิ้นสุดท้ายถูกหย่อนเข้าปากไม่ขาดไม่เกิน หลังจากนั้นไม่ถึงสี่สิบนาทีนางฟ้าหน้าหวานก็ได้มาเฉิดฉายอยู่ในตึกเอสเอ็มโดยไร้ซึ่งเงาของสมาชิกอีกสิบสองคนตามมาให้ผู้คนในบริษัทขวัญผวาเล่น  การประชุมจะเริ่มขึ้นในอีกหนึ่งชั่วโมงกว่าทว่าลีดเดอร์วงดังกลับได้รับคำสั่งให้ไปพบคนที่เป็นทั้งอาจารย์สอนและเป็นโปรดิวเซอร์ด้วยแบบนอกรอบก่อน  



ร่างโปร่งเพรียวฮัมเพลงในลำคอ ทอดฝีเท้าเอื่อยผ่านห้องฝึกซ้อมของเด็กฝึกหัดหลายต่อหลายห้องไปยังจุดหมายปลายทางที่ต้องการ สมาชิกเอสเอ็มตัวเล็กตัวน้อยรวมถึงที่เริ่มจะตัวใหญ่โค้งคำนับกันระนาวเมื่อเห็นพี่ชายคนโตที่อาวุโสทั้งด้วยวัยวุฒิและคุณวุฒิเดินผ่าน พาให้ชายหนุ่มคลี่รอยยิ้มหวานรับอย่างใจดีสมฉายานางฟ้า ตามปกติแล้วเด็กฝึกหัดของเอสเอ็มเอนเตอร์เทนเมนท์จะไม่ค่อยเข้ามาสุงสิงกับอีทึกสักเท่าไหร่ด้วยหวาดกลัวพลังวิญญาณอาฆาตทั้งสิบสองที่ปกติจะตามติดเขาเป็นเงา ทว่าเมื่อใดก็ตามที่เขาอยู่คนเดียวเด็กเหล่านี้ก็จะเข้ามาทักทายใกล้ชิดเสมอ ในบางครั้งหัวหน้าวงซูเปอร์จูเนียร์ยังเข้าไปเทรนน้องในคลาสการแสดงและการพูดต่อหน้าคนหมู่มากเหมือนกับที่เขาเคยได้รับการเทรนจากศิลปินรุ่นพี่ที่เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ  ได้มีโอกาสแบ่งปันสิ่งดีๆและเคล็ดลับในการใช้ชีวิตเป็นไอดอลก็เป็นประสบการณ์ที่สนุกและน่าจดจำไปอีกแบบ



            คนอารมณ์ดีคิดนั่นนี่จนเกือบจะเลยห้องซ้อมที่เป็นจุดหมาย  ร่างเพรียวชักกระตุก ดึงตัวเองถอยหลังกลับไปยืนอยู่หน้าบานประตูสีขาว  เคาะเบาๆสองสามครั้งก่อนจะหมุนลูกบิด  ยื่นใบหน้าเข้าไปทักทายผู้ที่อยู่ภายในด้วยรอยยิ้มกว้าง



            “สวัสดีครับซอนแซงนิม โอ๊ะ  อยู่กันเต็มเลย  ขอโทษครับผมไม่ทันได้ดู” 



            ภายในห้องฝึกซ้อมปรากฏร่างของอีซูมาน  ผู้ที่เขาต้องการมาพบดังที่คาดไว้ หากแต่พ่วงด้วยแขกพิเศษที่ไม่ได้คาดคิดเป็นเด็กสาวเก้าคนในชุดวอร์มที่กำลังออกท่าทางการเต้นอยู่โดยพร้อมเพรียงกัน อีทึกแอบส่งยิ้มให้กำลังใจเมื่อหลายคนในนั้นเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีเพราะฝึกมาในรุ่นใกล้ๆกัน  อ่อนกว่าเขาเพียงไม่กี่ปี  



เขาได้ยินมาว่าสาวน้อยกลุ่มนี้กำลังเตรียมตัวจะเดบิวต์ในฐานะเกิร์ล กรุ๊ปกลุ่มใหม่ของค่าย  ด้วยนามโซนยอชีแด 



            “อ้าว  อีทึก  มาไวจริง” อีซูมานเอ่ยทักทายพลางหันกลับไปส่งสัญญาณให้เด็กสาวทั้งเก้าดำเนินการซ้อมต่อไป  ก่อนจะผายมือเป็นเชิงให้ผู้มาใหม่ออกไปคุยที่หน้าห้อง ตั้งแต่เดบิวต์ ผู้เป็นอาจารย์ก็ไม่เคยเรียกเขาว่าจองซูอีกเลย  ไม่ว่าจะยามออกสื่อหรือในที่รโหฐาน   



บอกแต่เพียงว่าเขาคืออีทึก...คนพิเศษของทุกคน 



            “ข้างนอกดีกว่า จะได้เงียบๆหน่อย”


            “ครับ” ชายหนุ่มรับคำอย่างว่าง่าย  



            ผู้ที่เป็นโปรดิวเซอร์คนสำคัญเดินนำหากไม่ได้ไปไหนไกล ยังคงยืนปักหลักอยู่หน้าห้องฝึกซ้อมเพียงแต่ดึงบานประตูให้ปิดลงเกือบสนิท  เหลือเพียงช่องว่างเล็กๆพอให้มองเห็นภายใน 



            “ขยันกันดีจังนะครับ” คนอายุน้อยกว่าเป็นคนเริ่มบทสนทนา  เบือนหน้าไปยังคนที่เตรียมจะเดบิวต์ในห้อง  อีกฝ่ายพยักหน้ารับ


            “อืม ก็เป็นวงที่น่าจะมีอนาคตไกลอีกวง  ถ้าทำตัวดีๆแล้วก็ไม่ฝีมือตก  แต่ตอนนี้ดูจะมีปัญหาก็ไอ้เรื่องตื่นเวทีนี่ล่ะ พอซ้อมต่อหน้าคนเยอะๆเมื่อไหร่ต้องเต้นผิดทุกที”


            “เดบิวต์กันเมื่อไหร่หรือครับซอนแซงนิม”


            “กะไว้ว่าช่วงซัมเมอร์ปีนี้แหละ  อาจจะเดือนเจ็ดหรือเดือนแปดยังไม่แน่ใจ  จำนวนสมาชิกยังไม่ค่อยลงตัวดีนัก  แต่คงหลังเอสเอ็มทาวน์”


            “ดีจังนะครับ มีวงใหม่ๆออกมาอีกแล้ว วงการเพลงเกาหลีคงคึกคักน่าดู”



            ผู้ที่เดบิวต์นำไปก่อนแล้วปีกว่าเอ่ยด้วยรอยยิ้มยินดีจากใจ การเดบิวต์ศิลปินหน้าใหม่เป็นเรื่องน่ายินดีเสมอ  เพราะนั่นหมายถึงมีผู้ที่ประสบความสำเร็จในการไล่ตามความฝันเพิ่มขึ้นอีกคนหนึ่งหรืออาจจะอีกหลายคน  สำหรับปาร์คจองซูผู้ถือความฝันเป็นสิ่งมีค่า เขารู้ดีว่าการได้มันมาไว้ในกำมือนั้นสำคัญและยิ่งใหญ่เพียงใด แม้การเดบิวต์จะเป็นเพียงก้าวแรกทว่าหากยังมีความอดทนและความมุ่งมั่นที่จะสู้ต่อ  สักวันก็จะไปได้จนถึงจุดสูงสุด 



            แว่วเสียงผู้ฟังตอบกลับมาว่า



“ได้คึกคักจนร้อนแน่ วันเดอร์เกิร์ลเพิ่งเดบิวต์ ฉันดูแล้ว  ดีเชียวล่ะ  คราวนี้ประมาทปาร์คจินยองไม่ได้เลยจริงๆ คงจะเป็นคู่แข่งสำคัญเลยล่ะ”  



การเอ่ยถึงวงรุ่นน้องสาวค่ายคู่แข่งทำให้คนฟังยกรอยยิ้มเมื่อนางพญาที่บ้านก็ทำท่าว่าจะหลงอันโซฮี  วันเดอร์เกิร์ลน้องเล็กสุดไปแล้วเช่นกัน  ว่างเมื่อไหร่คิมฮีชอลเป็นต้องเปิดอินเตอร์เน็ตดูคลิปตลอด  คนที่นอนร่วมห้องเดียวกันอย่างเขาฟังจนเบื่อ 


“ยิ้มอะไรอีทึก”


“ฮีชอลก็ชอบวงนี้ครับ ชอบโซฮีที่เป็นน้องเล็ก ตาชั้นเดียว  แก้มกลมๆ  ไม่รู้ซอนแซงนิมจะจำได้ไหม” อีซูมานพยักหน้า


“จำได้ ยังเด็กมากอยู่เลยนี่คนนั้น  หน้าตาไม่สวยมากแต่ดูมีเสน่ห์  น่ารัก ขนาดคนในค่ายเองยังชอบแบบนี้โซนยอชีแดคงจะยิ่งลำบาก” 



            อีทึกแย้มริมฝีปากกับคำพูดที่ฟังดูหนักใจทว่าตรงกันข้ามกับแววตารื่นเริงซึ่งบ่งบอกว่าไม่ได้เป็นอย่างที่พูดเลยสักนิด



“ผมเชื่อว่าอาจารย์ต้องทำได้แน่นอนครับ  โซนยอชีแดด้วย น้องๆเราเองก็สวยน้อยเสียเมื่อไหร่” 


“ขอบใจ ขอบใจ  เฮ้อ  นึกๆไปแล้วก็เร็วนะ ฉันยังจำวันที่นั่งดูพวกนายแสดงครั้งแรกได้อยู่เลย  เผลอแป๊บเดียวก็จะออกอัลบั้มใหม่กันแล้ว  โตเร็วจริงๆ” ชายวัยกลางคนพูดเจือหัวเราะพาเอาความทรงจำเมื่อครั้งเก่าหวนกลับมาหาอีทึกอีกครั้ง



ดวงตาสีน้ำตาลทอแสงอ่อน



“นั่นน่ะสิครับ เหมือนเพิ่งจะผ่านมาไม่กี่วันนี้เอง”



ช่วงเวลาเดบิวต์สมควรเป็นอะไรที่น่าจดจำที่สุด คิดๆไปแล้วก็น่าเสียดายที่ตอนซูเปอร์จูเนียร์เดบิวต์นั้นเขาไม่ได้มีความรู้สึกเช่นนั้นเลย  อีทึกในวันนั้นทั้งหวาดหวั่นและหวาดกลัวด้วยสมาชิกทั้งหลายยังคงพยศเต็มที่เพื่อให้มีการล้มโปรเจ็กต์ถึงแม้สุดท้ายจะไม่สำเร็จก็ตาม ซูเปอร์จูเนียร์เดบิวต์ออกมาโดยที่ไม่มีความมั่นคงใดๆรองรับทั้งสิ้น  ความฝันของเขาเปราะบางจนน่ากลัว



แต่ถึงจะเริ่มต้นไม่สวยนัก...เขาก็ยังมีสิทธิ์ที่จะฝันต่อไปไม่ใช่หรือ ยิ่งเมื่อตอนนี้ทุกสิ่งกำลังเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น 



“ว่าแต่เธอเถอะ เป็นยังไงบ้างตอนนี้ ที่เรียกมาคุยก็ไม่มีอะไรหรอก อยากจะถามนั่นแหละ ยูนิตยังราบรื่นดีอยู่ไหม” 


“ก็ไปได้เรื่อยๆครับ มีบ่นๆบ้างสำหรับคนที่ยังไม่มียูนิตแต่ผมก็บอกไปแล้วว่าเดี๋ยวจะมีตามมา”


“อืม ก็เป็นอย่างนั้นแหละ ยูนิตหน้าฉันกำลังคิดว่าอาจจะส่งพวกเธอบางส่วนไปตีตลาดที่จีนแบบจริงจัง  ไหนๆก็มีฮันกยองเป็นต้นทุนอยู่แล้ว  เสริมคนจีนเข้ามาเพิ่มอีกสักคนสองคนก็น่าจะไหวอยู่”



อีทึกใจหายวับ 



“จะ จีนหรือครับ แปลว่าเราจะต้องแยกกัน...”


“แยกโปรโมตไม่ได้หมายถึงแยกวงเสียหน่อย” 


“อ่อ” ไอ้ที่หล่นไปกองอยู่ตรงเท้าค่อยๆคืบคลานกลับมายังที่ๆควรอยู่ หัวหน้าวงที่กำลังจะโดนแยกส่วนยิ้มอายๆเมื่อตีตนไปก่อนไข้ 


“ฉันปั้นพวกเธอมาในฐานะวงที่สมาชิกมากที่สุด แล้วฉันจะแยกพวกเธอให้มันน้อยลงเหมือนวงอื่นทำไมล่ะ  จริงไหม...?” 


“ครับ” 


“แล้ว...เรื่องส่วนตัวในวง  เธอจัดการไปได้ถึงไหน  ฉันได้ข่าวมาว่าเธอสนิทกับคังอิน  ซีวอน ฮีชอลมากขึ้นในตอนนี้ ส่วนพวกสามแฝดตระกูลอีก็เข้ากันได้ดี...ใช่ไหม...?” 



คนถูกซักพยักหน้า อดหวาดเสียวไม่ได้กับหูตาของอาจารย์ที่ดูจะว่องไวเป็นสับปะรดและมีสายสืบอยู่ทั่ว  ไม่แน่ว่าผู้จัดการทั้งสี่นั่นแหละตัวดี คอยรายงานทุกอย่างให้อีซูมานทราบและทำการประเมินพวกเขาอยู่อย่างลับๆ  


คงต้องบอกพวกเด็กๆให้ระวังพฤติกรรมกันมากขึ้น 


 

ขณะที่คิดไปยาว อีทึกก็ตอบไปด้วยว่า 



“ตรงอย่างที่อาจารย์ทราบมาเลยครับ คนอื่นเองก็พอใช้ได้  ดีหน่อยที่ดูจะเงียบๆกัน  ไม่รู้เหนื่อยหรืออะไร  ตอนนี้ไม่ค่อยมีของเสียหายในบ้านแล้ว ผมค่อยเอาพวกของใช้ที่เป็นแก้วออกมาวางมาอวดได้หน่อย  ถ้าเป็นแต่ก่อนนะ  ไม่เกินอาทิตย์  พังหมด”

 

“เล่นอะไรกันเป็นเด็กๆ ทำไมเธอไม่ดุพวกเขาล่ะ”


“ซอนแซงนิม” ชายหนุ่มทำปากยื่น “ผมดุแล้วนะครับแต่มันก็ดุผมกลับทุกทีเลย แต่ละคนโหดๆทั้งนั้นผมจะไปสู้ยังไงไหว”


คนฟังหัวเราะ พอจะนึกภาพออกว่าระดับความเฮี้ยวของแต่ละคนในวงลูกโป่งสีน้ำเงินเป็นเช่นไร



“นั่นน่ะสินะ แต่อย่าถอดใจไปเสียก่อนล่ะ ก้าวมาตั้งไกลขนาดนี้แล้ว”


“ไม่หรอกครับ ผมจะไม่ถอดใจ” ชายหนุ่มให้คำมั่นแม้จะยังไม่รู้อนาคต  


“ดีพลังความมุ่งมั่นของเธอ  เก็บมันเอาไว้ให้ดี  เธอคืออีทึก ฉันรู้ว่าเธอทำได้  เธอจะทำได้”


“ผมพยายามอยู่ครับ อาจารย์ต้องให้กำลังใจผมด้วยนะ” 


“แน่นอนสิ จำได้ไหม ฉันเคยบอกให้เธอทำให้สมาชิกรู้สึกว่าเป็นคนพิเศษ”


“ครับ  ผมจำได้” คำกล่าวตราตรึงอยู่ในใจอีทึกตลอดมา และเขาก็ไม่เคยลืมสักชั่วขณะจิตที่จะทำให้เป็นไปตามนั้น


ซูมานยิ้มอารี



“มันยาก แต่ฉันขอให้เธอพยายามต่อไป ไม่ว่าใครจะว่ายังไง ขอให้เธอระลึกเอาไว้ว่าฉันรอดูความพิเศษของพวกเธออยู่เสมอ” 



เมื่อได้พูดคุยกับผู้ที่เคารพนับถือ หัวหน้าวงผู้ต้องสวมหน้ากากเป็นผู้ใหญ่อยู่ตลอดเวลาก็รู้สึกสนิทใจมากพอที่จะลดละเกราะกำบังออก ตรงหน้าอีซูมานในยามนี้มีเพียงลูกศิษย์ตัวผอมบาง กำลังพูดแจ้วๆรายงานชีวิตประจำวันให้ผู้เป็นอาจารย์ฟัง  ซึ่งอีกคนก็ทำได้เพียงพยักหน้าให้กำลังใจ  



เขารู้ว่าภาระหน้าที่ของซูเปอร์อีทึกหนักหน่วงยิ่งกว่าใครๆ ทว่าชายวัยกลางคนก็ยังวางความหวังเอาไว้บนบ่าบอบบางนั้นโดยไม่คิดจะถ่ายถอนออก  ซูมานเชื่อในสายตาของตนเอง...สองปีที่แล้ว ซูเปอร์จูเนียร์ยังเป็นเพียงแค่ดักแด้ตัวกระจ้อยด้อยค่า  ทว่าสองปีถัดมา  สองมือของชายหนุ่มชื่อปาร์คจองซูก็ได้ช่วยปลุกปั้นและผลักดันจนกระทั่งวงไร้ชื่อกลายเป็นนักร้องหน้าใหม่ดาวรุ่งพุ่งแรง เตรียมพร้อมที่จะออกสู่สายตาผู้คนทั่วทั้งเอเชีย



 นางฟ้าไร้ปีกของวงการจบประโยคด้วยน้ำเสียงแผ่วเบากับลูกแก้วสีน้ำตาลที่วาวระยับเจือความคาดหวังว่า



“ถ้าน้องยังเป็นแบบนี้ต่อไป  ผมคิดว่า...คงอีกไม่นาน  ไม่นาน ผมคงจะทำให้ซูเปอร์จูเนียร์เป็นวงที่สมบูรณ์ได้จริงๆเสียที”




คนฟังยกยิ้มพอใจเมื่อเห็นว่าเด็กน้อยที่หกล้มกำลังจะลุกขึ้นสู้ใหม่อีกครั้ง  ด้วยความมุ่งมั่นที่มากล้นกว่าเก่า



“ฝันเอาไว้ แล้วก็ไปให้ถึงล่ะอีทึก”





            อีกไม่นาน  ดักแด้ตัวน้อยก็จะลอกคราบ...กลายเป็นผีเสื้อตัวใหญ่ที่สวยงามที่สุดเท่าที่วงการเพลงเกาหลีเคยเห็นมา





TBC

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,034 ความคิดเห็น