[Super Junior] :: Problem Child :: (SJ-KangTeuk feat. All members)

ตอนที่ 57 : Problem Child 15 #Reup

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 190
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    5 ก.พ. 61

Problem Child 15 #Reup


ซองมินก้มหน้าลงวักน้ำใส่หน้า ถูตรงส่วนหน้าผากรวมทั้งใบหน้าอย่างเร็วและแรงจนขึ้นสีแดงก่ำ ใบหน้าน่ารักบูดบึ้งกับสิ่งที่เพิ่งผ่านมาสดๆร้อนๆ


ใครมันช่างสรรหาช่างคิดบทนะ  คิดยังไงถึงเอาเขากับไอ้เด็กเปรตนั่นมาเล่นคู่กัน  แบบนี้มันแกล้งกันชัดๆนี่  มันเรื่องอะไรที่อีฮยอกแจจะต้องแย่งทงเฮไปตอนเล่นเกมครั้งแรก แล้วทิ้งให้ซองมินอยู่กับคนพวกนี้ แถมยังได้รับบทอะไรแบบนี้ด้วย มินิดราม่าบ้านไหนมันมีฉากจูบหน้าผากกับฉากผู้ชายล้มทับกันวะ!!


เด็กหนุ่มฟึดฟัดกับตัวเองคนเดียววักน้ำใส่หน้าไม่หยุด แทบจะด่าออกมาตอนนั้นแล้วที่มันบังอาจเอาปากของมันมาแตะแถวๆแก้มเขา  จมูกก็โดนจมูก


ถึงคนดูเขาจะคิดว่ามุมกล้องแต่คนแสดงที่ไม่ได้ใช้มุมกล้องมันไม่สนุกด้วยหรอกนะโจคยูฮยอน 


รังเกียจกันขนาดนั้นเชียว?”


น้ำเสียงทุ้มเข้มที่ไม่ใช่เสียงของตัวเองแน่นอนทำให้ซองมินชะงัก เงยหน้าขึ้น ก่อนจะตัวแข็งทื่อกับใครบางคนที่ยืนกอดอกพิงกรอบประตูห้องน้ำของสถานีปิดทางออกไว้โดยสิ้นเชิง ไอ้คนที่ซองมินเพิ่งด่าไปทางความคิดเมื่อครู่


โจคยูฮยอน!!


คนเป็นพี่แต่ตัวเล็กกว่ากัดปาก จะฝ่าสวบๆออกไปก็ยังกลัวใจคนตรงหน้าเกินกว่าจะทำเช่นนั้นได้

หึ โจคยูฮยอนและอีซองมินกับห้องน้ำ...อยู่ในสถานการณ์แบบนี้มาสองครั้งแล้ว เวรกรรมอะไรกันนักหนานะ


ถอยไป

ไม่

ฉันพูดดีๆนะ ซองมินพยายามข่มอารมณ์ทว่าใบหน้าหล่อที่ยกยิ้มเยาะนั้นก็ชวนให้ของขึ้นเสียจริงๆ

ฉันก็ตอบดีๆไงว่าไม่


ความคิดแล่นปราดเป็นสาย เด็กหนุ่มรู้ว่ารุ่นพี่หน้าหวานนี่ไม่กล้าก่อเรื่องแบบครั้งก่อนแน่เมื่ออยู่นอกสถานที่ สายตาของผู้ชนะจึงถูกส่งไปเต็มที่  เขาหมดคิวถ่ายแล้ว ไม่มีปัญหา แต่คนที่ต้องไปเข้าฉากต่อไปแล้วดันไปสายนี่สิ  จะทำยังไงดีนะอีซองมิน


เกะกะน่ารำคาญ


ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะทำอะไรต่ออีกเสียงที่ไม่ได้รับเชิญก็ดังขึ้น คิมรยออุกผลักไหล่น้องชายคนเล็กออกไปด้านข้าง ก้าวเท้าเข้ามาในห้องน้ำด้วยสีหน้าที่ไปในทางเดียวกับคำพูดเมื่อครู่ ไม่ใส่ใจกับนัยน์ตาลุกวาวของศัตรูเก่า


คิมรยออุก หนุ่มตัวเล็กปรายตามองหมิ่น

เรียกทำไม ยังจำชื่อฉันไม่ได้อีกเหรอ โง่นะ

ใครใช้ให้นายเข้ามา

ห้องน้ำสาธารณะ ไม่ได้ปักชื่อว่าห้องน้ำคยูฮยอนนี่ ทำไมจะเข้าไม่ได้

อึก...


ฝีปากสมาชิกคนที่สิบเอ็ดทำให้ซองมินค่อยผ่อนลมหายใจ...โล่งขึ้นมาบ้าง รู้อยู่ว่ารยออุกไม่ได้ดูสงบเสงี่ยมเฉยชาเฉกภายนอก แต่การที่หยุดโจคยูฮยอนได้ด้วยคำพูดไม่กี่ประโยคนี่  เขาอยากจะยกนิ้วให้จริงๆ


แล้วนี่คิวพี่แล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมยังไม่ไปถ่ายอีกล่ะ อดีตมังเนผินใบหน้ามาถามอีกคนที่อยู่ในห้อง

ฉันยังคุยกับซองมินไม่จบ ไม่ใช่เรื่องของตัวเองก็อย่าแส่คิมรยออุก

คิดจะทำให้วงพังหรือยังไง สมองน่ะเอามาใช้เสียบ้างนะก่อนที่มันจะฝ่อไปหมด


ซองมินเข้าใจดีว่าคิมรยออุกมิได้ทำลงไปเพราะเข้าข้าง หากแต่เมื่อโอกาสลอยมาเด็กหนุ่มก็ไม่ลังเลที่จะไขว่คว้าไว้  เป็นพันธมิตรกันชั่วคราวก็ไม่เสียหายอะไรนี่ ถึงอย่างไรก็ศัตรูคนเดียวกัน

ร่างเล็กก้าวขึ้นมายืนเคียงข้างน้องชายทันที ประสานสายตาเข้ากับสายตาคมดุคู่นั่นด้วยความมั่นใจกว่าเดิม


สมองที่ฝ่อไปบ้างก็ยังดีกว่าพวกไม่มีสมองที่ดีแต่จับกลุ่มกันลอบกัดคนอื่นนี่ พวกนายว่าจริงไหม นิสัยแบบนี้มันน่าเอากระโปรงผู้หญิงมาสวมนะ...


ปั่ก!!!!


กล่องกระดาษทิชชู่ที่ลอยเฉียดหน้าไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปดก่อนจะกระทบผนังตกลงอย่างไร้ค่าทำให้คยูฮยอนยิ่งเหยียดรอยยิ้ม ตามปกติมีแต่เขาที่ถูกยั่ว คราวนี้เมื่อเห็นอริเป็นฝ่ายโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงบ้างมันก็สบายใจไปอีกแบบ


ใช้กำลังแบบนี้ไม่ดีเลยนะ คิมรยออุก

 


หุบปาก!!!” เด็กหนุ่มคำรามในคอก่อนที่ซองมินจะเสริมด้วยเสียงที่ลืมปรับให้ค่อยว่า

มากเกินไปแล้วนะโจคยูฮยอน รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่บ้าง ไม่ได้ว่าหาเรื่องดะเขาไปทั่วแบบนี้ ไอ้นิสัยไร้มารยาทแบบนี้สิมันถึงจะดันให้ดิ่งมากกว่าจะพุ่งน่ะ

แล้วผู้ใหญ่มันทำตัวให้น่าเคารพนักหรือไง

โจคยูฮยอน!!!”

แล้วพวกนายคิดอะไรกันถึงมาทะเลาะกันในห้องน้ำสาธารณะของสถานีรายการเพลงน่ะ หืม อยากโชว์ให้คนทั้งโลกรู้หรือยังไง


น้ำเสียงเย็นเฉียบ...แผ่วเบาทว่าเด็ดขาดดังแทรกผ่านอากาศ พาให้บรรยากาศรอบกายเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ


ทั้งสามชะงักคำพูดร้อนแรงกลืนกลับ...ได้สติ


ที่เดียวกับที่คยูฮยอนโดนผลักออกมาเมื่อครู่  ร่างสูงโปร่งของพี่ชายคนที่สี่ยืนมองมาด้วยใบหน้าที่เย็นชาไม่บ่งบอกอารมณ์ สายตากดดันนั้นตวัดไปที่กล่องทิชชู่ แล้ววกขึ้นไปจับจ้องที่ใบหน้าของน้องชายคนที่สิบเอ็ดนานเป็นพิเศษจนรยออุกต้องเสหลบ คยูฮยอนกับซองมินนิ่งเงียบ


รู้ดีว่าโทสะของคนที่ทำตัวเย็นชาไม่ได้ราบเรื่อยเหมือนใบหน้าของเจ้าตัว  คนที่แกร่งพอจะทะเลาะกับคิมยองอุนได้ต้องไม่ใช่คนธรรมดา

และถ้าเลือกได้พวกเขาเองก็ไม่อยากเจอกับตัว


กดดันกันอยู่พักใหญ่กว่าที่เจ้าชายก้อนเมฆจะกล่าวเสียงเบา


ไปถ่ายรายการให้เสร็จ แล้วอย่า หลุดอะไรออกมาอีกล่ะ

 



 

การแสดงของทีมปริ๊นซ์ที่เคยนำโด่งดูจะดร็อปลงอย่างเห็นได้ชัดทำให้พี่ชายหัวหน้าวงที่มาสังเกตการณ์รอบสองอยู่ห่างๆต้องมองอย่างผิดคาด


เดี๋ยวนะ เมื่อกี้เหมือนมันจะไม่ใช่แบบนี้นี่


ตอนช่วงเช้าที่แวบมาอีทึกยังเห็นว่าน้องๆทีมนี้แสดงกันมีฝีมือพอตัว ดูลื่นไหลและเป็นธรรมชาติยกเว้นฉากวายๆที่กระต่ายน้อยฮึดฮัดหน่อยเมื่อโดนซ้ำหลายเทค แต่นอกนั้นก็ถือว่ากินขาดจนเขายังนึกชม


ทว่าตอนนี้มันตรงกันข้าม


มีชินดงฮีคนเดียวที่ยังดูปกติที่สุด นอกนั้นกลายเป็นอะไรไปไม่รู้


เยซองทำสีหน้าเหมือนเคลือบด้วยหน้ากากน้ำแข็ง พาให้รยออุกที่ต้องแสดงคู่กันตัวเกร็งไปด้วย เด็กหนุ่มร่างเล็กก้มหน้างุด หลีกห่างจากพี่ชายคนที่สี่ให้มากที่สุดเท่าที่สถานการณ์จะอำนวย ขณะที่คู่ขวัญคยูฮยอนซองมินก็ดูจะตึงๆใส่กันมากกว่าเดิม ถึงแม้จะพยายามทำแบบเงียบๆให้เป็นที่จับสังเกตน้อยที่สุดก็เถอะ


อืม ลงเป็นแบบนี้ดูท่าว่าเพิร์ลบลูคงจะชนะแน่ๆ


ชายหนุ่มพยักหน้าเออออกับตัวเองก่อนจะสะบัดหัวทุยเมื่อรู้สึกได้ถึงอาการหนาวๆร้อนๆที่วูบขึ้นมาชั่วขณะ สัญญาณเตือนขั้นต้นว่ากำลังจะไม่สบาย


คงต้องกลับไปกินยากันไว้ก่อนจะเป็นหนัก

           

อีทึกเตือนตัวเองก่อนจะปล่อยให้เรื่องเลือนหายไปจากสมองอย่างรวดเร็วเมื่อได้ยินเสียงเรียกรวมกองของทีมตัวเองดังมาจากผู้กำกับและช่างกล้องที่ถ่ายทำอยู่ห้องไม่ไกลจากกันนัก ชายหนุ่มกึ่งเดินกึ่งวิ่งตรงไปยังจุดหมายที่มีคังอิน ทงเฮ และฮยอกแจยืนอยู่ ส่งยิ้มนำมาให้ชายวัยกลางคนและทีมงานหลากหลายช่วงวัยเป็นเชิงขอโทษ

          

            “ขอโทษครับพีดีที่มาช้า ผมไปแอบดูพวกปริ๊นซ์มา”

            “ไม่เป็นไรๆ แค่จะบอกว่าวันนี้เราเลิกกองกันแล้วนะ”

“อ้าว ไม่ถ่ายต่อแล้วเหรอครับ” หนึ่งในตัวแสดงนำอุทานประหลาดใจ นี่มันยังไม่เย็นเลยนะ เพิ่งเลยเที่ยงมาแป๊บเดียว  ปกติเห็นใช้งานจนเลยเที่ยงคืน


ผู้กำกับละครกองเล็กพยักหน้า ดวงตาเล็กยิบหยีอย่างคนอารมณ์ดี


“ฉากของวันนี้ก็ครบแล้ว ทั้งของซีวอนแล้วก็คิบอมที่มาเป็นเกสต์ให้  ไว้พรุ่งนี้ค่อยถ่ายฉากนายกับคังอินเน้นๆทีเดียวละกัน ฉากสำคัญ ต้องพิถีพิถันหน่อย” ว่าแล้วพีดีวัยกลางคนก็หัวเราะชอบใจ

       

     คนที่ถูกดึงมาเป็นหัวข้อสนทนาฉีกยิ้มแห้งเมื่อฉากที่ผู้กำกับคนเก่งกำลังพูดถึงคือหนึ่งในฉากอันตรายที่คนเล่นพยายามหลีกเลี่ยงสุดชีวิต  ทั้งสองทีมจะต้องแสดงละครสั้นเรื่องความสัมพันธ์อันตรายระหว่างตัวละครด้วยกัน  และทีมเพิร์ลบลูของเขานั้นก็ดันจำเพาะเจาะจงให้อีทึกเล่นคู่กับคังอินเสียด้วย  แถมยังมีฉากจับมือและจูบหน้าผาก ทีมงานก็ดูสนุกกันเหลือเกิน  ตื่นเต้นยินดีที่จะเห็นซูเปอร์จูเนียร์ทำอะไรวายๆแบบนี้  บอกแต่ว่าหน้าตาและความรู้สึกมันให้


ไม่ตายงานนี้จะให้ไปตายงานไหน จองซูอยากตาย


เหลือบตามองหมีตัวใหญ่หนึ่งในเหยื่อการสนทนาอีกคนก็เห็นอีกฝ่ายกำลังปล่อยมุขตลกเล่นกับผู้กำกับได้อย่างไม่ทำให้เสียชื่อเอนเตอร์เทนเนอร์คังอิน


หึ ดีจังนะ คุยได้กับทุกคนยกเว้นพี่ชายของตัวเอง


อารมณ์บางอย่างที่ตีตื้นทำให้คนที่เคยติดน้องยิ่งกว่าใครๆไม่อยากอยู่ตรงนั้นขึ้นมาเสียเฉยๆ ปาร์คจองซูโค้งตัวเก้าสิบองศาแทนคำขอบคุณแก่ทีมงานทุกฝ่ายแล้วจึงปลีกตัวออกมาเงียบๆโดยไม่หันไปสนใจน้องชายอีกสามคนที่ยังยืนอยู่แถวนั้น บอกกับตัวเองว่าก็แค่มาเดินเล่น  ไม่น่าเกิดอะไรร้ายแรงขึ้นมาเพราะเท่าทีเห็นทุกคนก็ดูควบคุมตัวเองกันได้ดีขึ้นตั้งเยอะ แทบไม่มีหลุดต่อหน้าคนอื่นแล้ว


ร่างโปร่งบางเดินเตร็ดเตร่ดูโน่นดูนี่ไปเรื่อยผ่านห้องถ่ายทำมากมายจนมาถึงโซนของสต๊าฟซึ่งเป็นห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ที่เปิดประตูทิ้งไว้ ภายใน  พี่สาวสามสี่คนกำลังทำงานจัดเลือกคอสตูมกันอย่างขะมักเขม้น ดวงตาสีน้ำตาลมองผ่านแนวกรอบประตูเข้าไปเห็นกองเสื้อผ้าสี่ห้าชุดที่ส่วนมากเป็นเสื้อยืดเพ้นท์ลวดลายสวยงามวางสุมอยู่ตรงกลาง


คงเป็นผ้าใช้แล้วที่จะส่งซัก


ขณะที่สายตากำลังจะเลยผ่านไปที่อื่นก็มีอันต้องสะดุดกึก หัวหน้าวงนักร้องดังขมวดคิ้วฉับเมื่อหนึ่งในเสื้อผ้าเหล่านั้นลอยเด่นสะดุดตาขึ้นมา ไม่ใช่ด้วยรูปแบบที่โดดเด่นหรือสีสันฉูดฉาดแต่เพราะอีทึกจำได้ว่ามันคือเสื้อที่น้องชายร่วมวงเพิ่งจะใส่เข้าฉากของทีมเขาไปในวันนี้


แล้วเจ้าของเสื้อล่ะ...?


“ขอโทษนะครับ” เจ้าของลักยิ้มสวยโผล่แต่ส่วนใบหน้าเข้าไปในห้องของสต๊าฟ ยิ้มหวานก่อนจะถามว่า “เห็นคิบอมไหมครับ”


สต๊าฟสาวละมือจากคอสตูมที่กำลังดูแลขึ้นมามอง เมื่อเห็นว่าเป็นนางฟ้าอัธยาศัยดีแห่งวงการเพลงก็ยิ้มกลับ บอกคำตอบแก่อีทึกแต่โดยดีว่า


“คิบอมเหรอ พี่เห็นเขาเอาเสื้อที่ใส่มาคืนให้แล้วออกไปไหนแล้วก็ไม่รู้น่ะ บอกว่าหมดฉากของเขาแล้วมีธุระต่อด้วย อีทึกลองโทรไปถามดูสิ”


ผู้เป็นหัวหน้าวงเก็บงำประกายสงสัยในแววตามิดชิด


“อ่า เหรอครับ งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ ขอบคุณมาก”


ชายหนุ่มเดินงงๆออกมาจากห้องก่อนจะย้อนกลับไปทางเดิม ไม่มีความคิดที่จะทำตามคำแนะนำของพี่สาวสต๊าฟแสนดีคนนั้นแม้แต่น้อย ซูเปอร์จูเนียร์ก็แบบนี้แหละ ขนาดจะไปยังไม่บอกกันโทรไปก็คงรับสายหรอก

ว่าแต่ว่า เจ้าเด็กแก้มป่องนั่นหายไปไหนของเขาได้ทุกวันนะ

 



 

เป็นอะไรไป ทำไมทำหน้าแบบนั้น


ฮีชอลเอ่ยถามเมื่อละสายตาจากโทรทัศน์แล้วเหลือบไปเห็นคนมาเฝ้าไข้ที่ทำหน้าทำตาราวกับว่าเป็นคนป่วยเสียเอง ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมา คนที่เขาเจอหน้าบ่อยที่สุดรองจากครอบครัวก็คือคิมคิบอม เด็กหนุ่มมาอยู่เฝ้าโดยที่มานั่งเฉยๆบ้าง ตอบคำถามเขาบ้าง ท่องบทละครไปตามเรื่องตามราวบ้าง ซึ่งการกระทำเหล่านั้นก็ช่วยเพิ่มความสนิทสนมให้โดยไม่รู้ตัวจนกระทั่งมีแฟนคลับบางรายเอาไปสร้างกระแสว่าคิมคิบอมเป็น เด็กโปรดของเขาด้วยซ้ำ


ว่ายังไงคิมคิบอม เป็นอะไรไป

เปล่าครับ


ฮีชอลจิ๊ปาก ขาเจ็บก็ไม่ได้แปลว่าสมองจะฝ่อไปด้วยนะโว้ย


นายคิดว่าฉันโง่หรือยังไง

เปล่าครับ

งั้นก็บอกมา เป็นอะไร ที่บ้านใครทะเลาะกันอีกล่ะ ถามนำเมื่อพอจะเดาได้เลาๆ กิจกรรมประจำบ้านซูเปอร์จูเนียร์ จะมีอะไรฮอตฮิตไปกว่ารายการวิวาทประจำวันอีก


คิบอมก้มหน้า ไม่สบตาโตของคนเป็นพี่


จะเล่ามาดีๆหรือจะให้ฉันลงไปเค้นคอ หา ไอ้แก้มแตก สรรพนามนี้ใช้กันแพร่หลายในหมู่แฟนคลับ และฮีชอลก็เห็นดีที่จะนำมาใช้ด้วย

พี่ลงมาไม่ได้หรอก เฝือกยังคาอยู่แบบนั้น


หนอย! ดูมันย้อน  


เมื่อตัวลงไปไม่ได้ หมอนอิงใบเขื่องที่ใช้หนุนหลังอยู่จึงถูกขว้างละลิ่วไปแทน เจ้าเด็กเวรหน้านิ่งมันเอียงหัวหลบแล้วคว้าหมับไว้กับมือ หน้าด้านเอาไปกอดเสียอย่างนั้นโดยไม่มีการส่งกลับคืน


ในเมื่อแกรู้ว่าฉันทำไม่ได้ก็บอกมาเร็วๆ ความอดทนฉันไม่ได้มีมากขนาดนั้นนะ  


เด็กแก้มแตกคงจะกลัวว่าหากกวนตีนมากไปเขาไล่ตะเพิดออกจากห้องแล้วจะไม่มีที่อยู่ หรือจะด้วยเหตุใดก็ตาม แต่ปากหยักนั่นก็ยอมเปิดออกมาในที่สุด


ทะเลาะกัน...พี่อีทึกกับซีวอน จะเดือนนึงแล้วยังไม่พูดกันเลย” 

หะ อย่างนางฟ้าจองซูเนี่ยนะจะยอมไม่พูดกับสมาชิก  

ก็...ไม่รู้สิ ผมไม่ค่อยได้อยู่บ้าน ที่เห็นพี่อีทึกก็ดูเงียบๆไป ไม่ใช่แค่กับซีวอนเท่านั้นนะ  กับคนอื่นก็พลอยไม่พูดด้วยไปด้วย แล้วแต่ละคนก็เมินพี่อีทึกกลับ...แม้แต่เขาก็หลบมาอยู่ที่นี่แทบทุกเวลาที่หาได้


คิบอมไม่ได้บอกออกไปว่าสาเหตุของการทะเลาะแท้จริงแล้วก็มาจากคนตรงหน้านี่เอง


อ้าวแล้วเวลาทำงาน...

เขาจะยิ้มจะคุยกันก็เฉพาะตอนถ่ายทำเท่านั้นแหละ ส่วนเรื่องแบ่งงานใช้วางไว้บนโต๊ะกินข้าวตอนเช้าให้มาหยิบกันเอาไปเอง


พี่ชายหน้าสวยพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะถามถึงอีกเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กัน            


 แล้วนายล่ะ เป็นยังไง คังอินมันยอมคุยด้วยบ้างหรือยัง     


ฮีชอลหลบสายตาตกตะลึงนั้น เสเกาข้างแก้ม อันที่จริงก็ไม่ได้เป็นห่วงอะไรมากมายหรอกเพียงแต่...ไหนๆมันก็อุตส่าห์มาเฝ้าเขาบ่อยๆถามไถ่ไว้เสียหน่อยก็ไม่เห็นจะเป็นไรนี่นา


เอ้า ยังเงียบอีก

คิบอมหัวเราะเสียงต่ำ

จะให้ผมตอบอะไร

ฉันถามอะไรก็ตอบอันนั้นแหละ

พี่ถามผิด ที่จริงต้องถามว่ามีใครในบ้านเห็นหัวผมบ้างหรือเปล่าต่างหาก


ฮีชอลหรี่ตาลง มันท่าจะเป็นหนักกว่าที่คิด


แล้วมันมีไหมล่ะ หรือว่าไม่มีเลย

พี่อีทึกคนเดียว


คำตอบของน้องชายหน้าเข้มสะท้อนลึกเข้าไปในใจอย่างประหลาด น้ำเสียงนั้นราวกับว่าตัวเองไม่เหลือค่าใดๆอีกแล้ว และนั่นทำให้คนที่เพิ่งรู้ค่าของตัวเองอย่างฮีชอลทนไม่ได้


แกอย่ามาดราม่าเอาตอนนี้ ก่อนจะตีโพยตีพายอะไรน่ะ ย้อนกลับมาดูตัวเองเสียก่อนว่าทำอะไรให้คนเขาเมินหรือเปล่า


ลักษณะการใช้เสียงของฮีชอลเหมือนพี่ใหญ่กำลังสอนน้องเล็ก


ชายหนุ่มนึกไปถึงวันแรกๆที่เขาบาดเจ็บหนัก ครอบครัวสามคนแห่กันเข้ามาหน้าตาตื่น น้ำตาที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นจากพ่อและพี่สาวหยดลงกระทบร่างไม่รู้กี่ครั้งจนเสื้อเขาแทบชุ่ม


คิมฮีจิน...คนที่ด่าว่าและเยาะเย้ยว่าฮีชอลเป็นตัวประหลาดนิสัยประหลาด อีกทั้งยังเป็นคนขับไล่ไสส่ง ทำท่ารังเกียจเสียจนน้องชายต้องซมซานมาออดิชั่นที่กรุงโซล  ฮีจินนูนาคนนั้นร้องไห้เมื่อเห็นว่าเขาเจ็บหนักโดยมีแม่นั่งปลอบไม่ห่าง ฝ่ามืออุ่นๆของพ่อที่ไม่คิดว่าจะได้สัมผัสอีกแนบลงกับหน้าผากนูน ลูบศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสลวยแผ่วเบา


ครอบครัวที่โหยหามาอยู่ตรงหน้าทว่าเขาไม่มีแรงแม้กระทั่งจะยกศีรษะขึ้นมองหน้าแต่ละคน


ฮีชอลตระหนักว่าที่ตัวเองกลายเป็นแบบนี้ก็เพราะความคิดแค้นและอยากจะประชดพ่อแม่พี่น้องรวมทั้งเพื่อนฝูงที่บ้านเก่า  จะต่อว่าต่อขานว่าคนเหล่านั้นไม่สนใจก็ไม่ถูกเสียทีเดียวในเมื่อหลังออดิชั่นผ่าน  เขายังมีโอกาสที่จะรับหรือไม่รับ  และฮีชอลก็เลือกแล้ว เขาเลือกความเป็นนักร้องและนิสัยของตัวเองมากกว่าที่จะยอมเปลี่ยนเพื่อคนอื่น


แต่ในวันนี้ชายหนุ่มก็ได้เห็นถึงสิ่งที่เปลี่ยนไป...สายใยครอบครัวที่ไม่ว่าจะยังไงก็ตัดไม่ขาด


ไอ้บ้า ไอ้เด็กบ้า ไอ้...ฮือออ แกอยากจะบ้าอยากจะเป็นอะไรก็เป็นไป  แกจะทำอะไรก็ทำไม่ต้องมาให้ฉันกับพ่อแม่เห็นหน้า  เข้าใจไหม  เป็นตัวประหลาดไปเลยแต่อย่าให้ฉันได้เจอหน้าแกในสภาพแบบนี้นะ ทุกครั้งที่ฉันได้ข่าวแกจากทีวีแกต้องยิ้มโรคจิตๆแบบเดิมเข้าใจไหม แกต้องร้องเพลงท่าแปลกๆ ฉันต้องเห็นแกเป็นแบบนั้นไม่ใช่ไอ้บ้าที่ไหนที่มันนอนซมจะตายมิตายแหล่แบบนี้ ฮืออ ไอ้น้องบ้า


คำด่าปนสะอื้นที่พี่สาวพรั่งพรูออกมาก็ทำให้ฮีชอลรู้ว่าถึงจะไม่อยากยอมรับหรือไม่อยากเอาไว้ใกล้ตัว แต่คนพวกนี้ก็ยังเห็นเขาเป็นครอบครัวอยู่เสมอ ไม่ต้องการให้อยู่ใกล้แต่ก็ไม่มีใครอยากให้เขาตาย


ชีวิตเขามีค่าในสายตาคนสามคน เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว


 ใบหน้าสวยเรียวเบือนกลับมาที่คนเป็นน้องอีกครั้ง มันก็เหมือนกันนั่นแหละ ต้องมีใครซักคนที่เห็นค่าของคิมคิบอมแน่นอน

ถ้าเจ้าตัวแสดงมันออกมา


.................................... อาการไม่ตอบทำให้ฮีชอลนึกรู้

 “ไม่มีใครเห็นหัวแกก็เพราะว่าแกเอาหัวมาซุกรูแอบอยู่กับฉันที่นี่สินะ


คำพูดนั้นแทงใจดำจนต้องก้มหน้า


ฉันพูดไม่ผิดใช่ไหมถ้าอย่างนั้นก็สมควรแล้วล่ะ


คนป่วยกระแอมเล็กน้อยก่อนจะเริ่ม บทเทศน์ ที่เพิ่งบรรลุมาโดยเกือบต้องแลกด้วยชีวิต


ไอ้การหลบไปหลบมาน่ะมันเป็นวิธีของพวกผู้หญิง ถ้าเป็นผู้ชายจริงกล้าทำอะไรไว้ก็ต้องกล้ารับ...เงียบ ฟังฉันก่อน ชายหนุ่มเอ่ยเมื่อน้องอ้าปากจะค้าน


แต่นั่นเฉพาะถ้าแกทำเท่านั้น แต่ถ้านายไม่ได้ทำแล้วล่ะก็ ก็ต้องกล้าที่จะอธิบายให้คนเขาเข้าใจด้วยไม่ใช่ว่าดีแต่น้อยอกน้อยใจแล้วเก็บมานั่งหลบมุม...เป็นผู้ชายซะเปล่า     


ความเงียบยังเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้สำหรับนักร้องที่ใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักแสดงเช่นคิมคิบอม 


มันก็ไม่ใช่เรื่องของฉันหรอกนะที่จะมาพูดแต่เห็นแล้วมันอดไม่ได้ ตัวโตไปทำไม  ถ้าเตี้ยแบบอีทงเฮสิว่าไปอย่าง ตัวขนาดนี้มาทำใจปลาซิวมันดูทุเรศว่ะ  ไม่มีใครเชื่อแล้วยังไง ก็ลุกขึ้นสู้ซี่ สู้จนกว่าเขาจะเชื่อ ถ้าไม่ได้ทำ ไม่เห็นมีอะไรจะต้องกลัว


ดูอย่างฮีชอลสิ...เชิดหน้าใส่ซะอย่าง ใครจะทำอะไรได้

คิบอมส่ายหน้า

คนเป็นพี่ไม่เข้าใจ พี่ฮีชอลป่วยอยู่ที่นี่ ไม่มีทางรับรู้ว่าสภาพบ้านตอนนี้แตกต่างจากเดิมไปมากขนาดไหน แต่ก่อนว่าอึดอัดแล้ว บัดนี้เมื่อขาดพี่อีทึกก็ยิ่งทวีขึ้นอีกเป็นเท่าตัว


ผม...

คิดว่ามีแต่แกคนเดียวหรือไงที่มีปัญหา...?”


คนฟังชะงัก ยิ่งก้มหน้าต่ำขณะที่คนถามเบือนหน้ากลับไปที่จอแก้วขนาดกลาง พูดลอยๆเสียงไม่ค่อยไม่ดังเหมือนกล่าวกับดินฟ้าอากาศ ซึ่งฮีชอลรู้ว่าอากาศที่ว่ามีเด็กคนหนึ่งกำลังร่วมหายใจอยู่


เลิกอุดตัวอยู่ในรูแล้วลืมตามองคนอื่นซะบ้าง คิดว่าที่มันนิสัยเสียกันเกินรับแบบนี้เป็นเพราะอะไรกัน แม้แต่ฉันนี่...ทุกคนเขาก็มีปัญหาเหมือนแกกันทั้งนั้นแหละ


ไม่ใช่ไม่รับรู้ เพียงแต่เขาพยายามปิดตายสมองเอาไว้ไม่สนใจความเป็นไป จนกระทั่งน้ำตาของพี่สาวมาสะกิดแผลกลัดหนองให้ไหลออกไปบางส่วน คิมฮีชอลถึงเริ่มจะรู้สึกตัวและรู้สึกรู้สากับสิ่งที่เกิดขึ้น


ฉันจะไม่บอกหรอกนะว่าดีใจที่ได้มาอยู่ไอ้วงสั่วๆนี่ แต่ฉันก็มีสมอง ฉันรู้ว่านอกจากนี้ฉันก็ไม่มีที่ให้ไปอีกแล้ว พวกนายก็ด้วย คิดเหรอว่าถ้านายป่วนจนวงพังแล้วเขาจะให้นายเดบิวต์เดี่ยวไม่มีทาง เด็กฝึกหัดเขาคงจะไม่ให้นายเป็นแล้วด้วยซ้ำ


คนอายุน้อยกว่าไม่ค้าน...เพราะมันคือความจริงอย่างที่สุด เด็กที่ก่อแต่ปัญหาจนคนทั้งบริษัทส่ายหน้า ใครจะอยากต้อนรับ


“ในเมื่อมันแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ก็ทำใจยอมรับมันซะเถอะ...เออๆ...

รีบแก้เมื่อเห็นสายตากล่าวหาจากน้องที่ตัวโตกว่า   

รู้แล้วว่าแต่ก่อนฉันก็เอาเรื่องอยู่เหมือนกัน แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้วนี่   


รถชนกระแทกคงจะมีส่วนทำให้เขาแปลกไป รวมถึงการที่ต้องนั่งๆนอนๆอยู่เงียบๆภายในห้องสีขาวซึ่งอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความป่วยไข้  


ไม่ใช่ว่าฉันจะคิดพิศวาสอะไรพวกแกแล้วอยากจะเป็นครอบครัวอะไรแนวนั้นหรอกนะ ฉันก็ยังเป็นของฉันแบบนี้ แต่... ฮีชอลเอียงหัวจนผมลงมาปรกหน้า ก็...คง...ไม่ปากจัดเท่าแต่ก่อนมั้ง


อาการยอมรับกับตัวเองว่าปากจัดทำให้คิบอมอดยิ้มไม่ได้ พี่ชายเขาคนนี้ตรงไปตรงมาดีเหมือนกัน


 บางทีที่เถียงๆเอาเป็นเอาตายแล้วฉันก็ไม่รู้จะเอาชนะไปเพื่ออะไรว่ะ สนุกก็เปล่า แถมเห็นจองซูแล้วบอกตรงๆว่าสมเพช คอยตามล้างตามเช็ดเรื่องยุ่งๆที่พวกนายก่อ จะกินจะนอนยังไม่มีเวลา...


ความรู้ใหม่ๆที่ได้รับทำให้คิบอมนิ่งฟัง และคิดตาม


คิบอม นายเข้ามาทีหลังคงไม่เข้าใจ จองซูน่ะอยู่มาเกินหกปีนะกว่าจะได้เดบิวต์ นานกว่าฉันเสียอีก โอกาสแรกและโอกาสเดียว อายุตั้งเท่านี้ไม่มีทางที่จะได้ย้ายไปอยู่วงใหม่ ไม่แปลกที่มันจะรักซูเปอร์จูเนียร์ของมันขนาดนั้น...ยิ่งได้มาเป็นพี่ใหญ่ดูแลน้องด้วยแล้วแค่นี้ยังไม่รู้อีกเหรอว่าพี่ชายที่น่ารำคาญนักน่ารำคาญหนาน่ะ...รักพวกนายขนาดไหน...  

............รัก.....เหรอครับ................ดวงตาคนเป็นน้องฉายร่องรอยวับไหวกับคำว่ารัก คำที่โหยหามาตลอดแต่ไม่เคยคิดว่าจะมีในที่ๆตนเองอยู่

ใช่ รักจนฉันแทบไม่อยากเชื่อว่ามันทนรักเข้าไปได้ยังไง ถ้าเป็นฉันจะไม่แค่ไม่นับเป็นน้องนะ สัตว์ร่วมโลกก็เกินไปแล้ว ฉันจะลาออกแม่งแล้วยุบๆวงไปเลย ฉันไม่ได้ร่วงคนเดียวนี่ ตายก็ตายหมู่ สะใจดีออก

     

              โชคดีเหลือเกินที่สวรรค์ส่งปาร์คจองซูลงมาเกิดก่อนคิมฮีชอลแม้เพียงสิบวัน คิบอมยังนึกภาพไม่ออกว่าถ้าหัวหน้าวงเขาเป็นคนสวยตรงหน้า...ซูเปอร์จูเนียร์จะออกมาสไตล์ไหนในตอนนี้

       

            ฮีชอลพูดต่อ 


นายอาจจะหาว่าฉันพูดมาก สั่งสอนทั้งๆที่ตัวเองก็ยังทำไม่ได้ มันก็จริงๆนั่นแหละ ฉันไม่มีหน้าจะไปสอนหรอกแต่ขอให้รู้ไว้ว่าคราวนี้ฉันพูดเพราะเห็นนายเป็น...น้องชายคนหนึ่ง


คำสุดท้ายแผ่วลงแทบกระซิบหากคิบอมก็ยังได้ยิน พวงแก้มตอบของพี่ชายระเรื่อจนเห็นชัด


ลองไปคิดดูนะคิบอม ทุกอย่างมันมีสาเหตุทั้งนั้นแหละ จองซูเป็นแบบนั้นเพราะสาเหตุที่ฉันเพิ่งบอกไป ส่วนคนอื่นทำแบบนั้นกับนายสาเหตุก็ไม่ใช่เพราะว่านายเองที่ไม่พูดไม่บอกออกไปให้เคลียร์ตั้งแต่ตอนนั้นเหรอ...

พี่...

ไอ้เด็กพวกนั้นไม่เห็นค่าแล้วยังไง ต้องมีซักคนหนึ่งล่ะที่เห็น ไม่เชื่อก็ลองไปถามหัวหน้าวงนายดูสิ...รายนั้นน่ะยินดีทุกเวลาอยู่แล้ว”

“....................”

“อย่าลดคุณค่าของตัวเองด้วยการมุดหัวอยู่ในรู ไม่อย่างนั้นนานๆไปนายจะกลายเป็นคนไร้ค่าจริงๆ  


ชายหนุ่มเอนตัวลงพิงหมอนอีกใบที่ยังเหลืออยู่ ปล่อยความเงียบให้แทรกแซงระหว่างคนทั้งสองไปโดยปริยาย  

            ความเงียบที่ไม่มีกระแสอึดอัดใจโรยตัวลงมาขวางกั้น


พูดมาเยอะแล้ว เหนื่อย ฉันจะนอนคิดอะไรหน่อย จะทำอะไรก็ทำไปนะ อ้อ อย่าเผลอเหยียบฮันเจย์ฮีบอมล่ะ ทิ้งท้ายถึงแมวที่นอนเหยียดยาวอยู่กลางห้องแล้วจึงปิดเปลือกตาลง ตัดบทการสนทนาโดยสิ้นเชิง


คิบอมมองพี่ชายคนที่สองด้วยแววตาที่ต่างไปจากเดิม แต่ก็ยังอธิบายไม่ถูกว่ามันต่างไปอย่างไร เด็กหนุ่มพยายามยกบทละคร Snow Flower ขึ้นมาท่องต่อทว่าคำพูดยาวๆของคนหน้าสวยก็รังแต่จะมารบกวนในสมอง


บ้าจริง พี่ฮีชอลอัดเทปซ้ำไว้ในหัวหรือไงนะ


สุดท้ายเมื่อพยาบาลสาวเดินเข้ามาพร้อมหลอดบรรจุยาฉีดหลอดเล็ก ก็ได้พบกับสองนักร้องหนุ่มที่ต่างฝ่ายต่างนอนหลับตานิ่ง จมดิ่งสู่ภวังค์ความคิดของแต่ละคนไปแล้วทั้งคู่

 

 



การอัดเทปการแสดงไลฟ์ที่อินกิกาโยเป็นตารางงานสุดท้ายของวันนี้


อีทึกสีหน้าไม่ค่อยดีตั้งแต่ก้าวลงจากรถ อากาศหนาวจัดข้างนอกแล้วมาเจอกับฮีทเตอร์ร้อนข้างในสถานีทำเอาเขารู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวพิกล...ผลพวงจากการตากแดดตากลมหนาวในหลายๆวันโดยลืมใส่ใจตัวเอง มาประดังใส่เขาพร้อมกันทีเดียว


ไม่น่าลืมกินยาเลย  ปวดหัว


ศีรษะตื้อๆทำให้หัวหน้าวงคนเก่งไม่กระฉับกระเฉงเช่นเคย คนตัวบางเดินลอยๆตามหลังน้องๆเข้าไปที่ส่วนเตรียมตัว รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างเมื่อมีคนเดินผ่านแล้วทักทาย


อาการแปลกๆเริ่มลามเข้าสู่ร่างกายเขาเป็นส่วนๆ เริ่มจากศีรษะ แขน...ขา...หน้า...หลัง และแล้วก็กลายเป็นทั้งตัว ร่างกายหนักราวกับเป็นก้อนหิน และความรู้สึกราวกับว่าเผชิญอยู่กับน้ำตกสายใหญ่ซัดโครมให้หนาวสั่น โชคดีที่วันนี้ชุดที่ต้องใส่ไม่มีเครื่องประดับอะไรมากนัก เพียงแค่สวมเสื้อกางเกงลวกๆ ประดับข้อมือนิดหน่อย ชายหนุ่มก็ได้โอกาสหยุดการเคลื่อนไหว นั่งหลับตานิ่งให้พี่สาวช่างแต่งหน้าช่างทำผมได้เข้ามาละเลงตามใจชอบ   


ทว่าเมื่อใกล้เวลาแสดงเข้ามาทุกทีอาการของอีทึกกลับไม่ดีขึ้น หน้าตาที่ขาวเผือดอยู่แล้วซีดเซียวจนมีคนจับสังเกตได้


ถ้าไม่ไหวก็อย่าขึ้นไลฟ์เลย เสียเวลาคนอื่นเขา คำเปรยจากน้องชายทำให้อีทึกชะงักมือที่กำลังจัดแต่งทรงผมให้เข้าที่

ยอมพูดกับเขาแล้วหรือ...?

ถึงจะยังโกรธเคืองอยู่บ้าง  หากความเป็นพี่ที่มีอยู่เต็มเปี่ยมก็ทำให้อีทึกใจแข็งไม่ตอบน้องไม่ลง

อือ ยังไหว ไม่เป็นไร ชินดงนิ่วหน้าไม่เชื่อถือ  

ไม่ต้องมาทำหน้าแบบนั้น บอกว่าไม่เป็นไรไงหนุ่มตัวอ้วนแบมือสองข้าง ยักไหล่เป็นเชิงยอมแพ้

ก็ไม่ได้ว่าอะไร ตามใจ

แต่ผมว่าพี่ควรจะพักซักหน่อยดีกว่านะ ถ้าล้มไปจริงๆล่ะก็แย่เลย อีซองมินเสริม คนฟังเลิกคิ้วทั้งที่แทบจะลืมตาไม่ขึ้น

เหรอ

ครับ

แต่พี่ยังไหว

ผมหมายถึง...มันยังมีเวลาก่อนขึ้น พี่น่าจะพักซักหน่อย


ไม่ตอบอะไรนอกจากพยักหน้าแล้วนางฟ้าในชุดสีสันสดใสก็ยันตัวลุกขึ้นเดินมึนๆออกไปจากห้อง เรียกสายตาสงสัยจากสมาชิกทั้งหมด ณ ที่นั้นไม่เว้นแม้แต่ชเวซีวอน

สงบเสงี่ยม...ว่าง่าย...ไม่ดื้อ...และไม่ดันทุรัง

เป็นคำจำกัดความทุกอย่างที่ตรงกันข้ามกับปาร์คจองซูทั้งสิ้น


มันแปลก จนกระทั่งใครบางคนอดรนทนไม่ได้ต้องลุกตามออกไปเงียบๆโดยที่แม้แต่สมาชิกคนอื่นก็ยังไม่รู้


คนตัวโตเร่งฝีเท้าจนทันแล้วคว้าหมับที่ต้นแขน ดึงเพียงเบาๆหากร่างโปร่งบางก็แทบจะเซมาปะทะอก คนถูกรั้งมึนหัววูบหากก็ยังพยายามมอง เป็นน้องชายคนที่ห้านั่นเอง


มีอะไรยองอุน

เป็นอะไรของนาย

เปล่า

จองซู ชักจะเสียงดัง

อืม ไม่เป็นไร

อย่าทำตัวเป็นภาระได้ไหม ประโยคเดียวที่ทำให้อารมณ์เรื่อยๆมาเรียงๆพุ่งวูบ เขาเกลียดคำนั้นที่สุด

ฉันไม่ได้เป็นภาระ!!” ตวาดเสียงดังแล้วก็ต้องเวียนหัวกับอาการหน้ามืดกะทันหัน อีทึกตัวเอียงจนคนเป็นน้องอดยื่นมือมารั้งไว้ไม่ได้ ชายหนุ่มสะบัดตัวหนีเวียนหัวยิ่งกว่าเดิม


คังอินมองอาการเช่นนั้นแล้วส่ายหน้า  


 “ค่อยๆพูด ก็รู้อยู่ว่าเพลียว่าไม่ค่อยดีแล้วจะขึ้นไลฟ์ทำไม ไปพักไป ฉันจะไปบอกผู้กำกับให้

ไม่ต้อง

นายจะดันทุรังเอาอะไรขึ้นมา ไม่มีใครมีเวลามาเก็บศพนายบนเวทีหรอกนะ อย่าอวดดีให้มากนักเลย หรือถ้าจะอวดก็ช่วยดูสังขารตัวเองหน่อยเถอะ ดื้อให้ได้อะไรขึ้นมา มันไม่ทำให้นายเป็นหัวหน้าวงที่ดีขึ้นมาเลย


น้ำเสียงที่ว่ากลับมาไม่ได้แข็งกระด้าง แต่ฟังดูอ่อนใจจนอีทึกต้องเม้มปาก คนอื่นอาจจะไม่เท่าไหร่ แต่เมื่อเป็นคิมยองอุน...ปาร์คจองซูน้อยใจน้ำตาแทบร่วงหากฝืนทนไว้ด้วยทิฐิและความดื้อดึง 


ฉันไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง ถ้าล้มไปก็จะคลานลงจากเวทีไม่ต้องให้พวกนายลำบากเก็บหรอก

แววตาคู่งามตัดพ้อให้คนมาตามเริ่มรู้สึกผิดทั้งที่ไม่จำเป็น 

            อย่าทำให้หัวหน้าวงของนายรู้สึกไร้ประโยชน์มากไปกว่านี้เลยนะ ฉันรู้ว่าฉันไม่ดี แต่แค่ขึ้นแสดงพร้อมกันคนอื่นๆนี่...เว้นที่ไว้ให้ฉันบนเวทีบ้างก็พอ


ความในใจของเขาไม่รู้ว่าน้องชายหน้าหมีจะรับฟังไปขนาดไหน หากสำหรับตอนนี้ คังอินค่อยๆละมือที่เกาะกุมต้นแขนขาวออก ก้าวถอยหลังโดยไม่พูดอะไร

แผ่นหลังกว้างที่เคลื่อนห่างออกไปคือสิ่งสุดท้ายที่อีทึกเห็นก่อนเริ่มการแสดง

 

 




พิษไข้และความอ่อนแรงตรงเข้าเล่นงานปาร์คจองซูอย่างช้าๆ ภาพเวทีและแสงสีเบื้องหน้าเริ่มหม่นมัว เงาดำพาดผ่านเข้ามาในหัวเป็นแวบๆหากคนตัวบางก็ยังฝืนเต้นต่อ ริมฝีปากถูกกัดแน่น ย้ำคำซ้ำๆ


ไหว  ต้องไหว


เขาไม่ต้องการที่จะเป็นตัวถ่วงของวง...ไม่ว่าจะวันนี้หรือวันไหน...และไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม


หากเป็นท่อนอื่นของเพลง แน่นอนว่าอาการของอีทึกย่อมมากพอที่จะทำให้คนผิดสังเกตหากโชคร้ายเมื่อเพลงดำเนินไปในท่อนโซโล่ของอีทงเฮพอดี ซึ่งจัดพื้นที่ให้ผู้เป็นหัวหน้าวงลงเต้นเป็นแบ็กอัพอยู่ด้านหลังสุด กอปรกับทุกคนต่างก็มุ่งสมาธิอยู่แต่กับท่าเต้นของตัวเองเท่านั้น จึงไม่มีใครสังเกตเห็นเมื่อชายหนุ่มค่อยเต้นเซขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่ง


โครม!!! 


ความเจ็บปวดรวดร้าวจากแรงกระแทกแล่นเข้าจับในความรู้สึกอย่างรวดเร็วพร้อมๆกับเสียงดังข้างกกหู พื้นเย็นเฉียบที่แนบตัวอยู่ให้สัมผัสหนาวเหน็บประหลาด เขารู้สึกชาดิกที่แขนข้างซ้ายขณะที่ศีรษะกลับปวดจนแทบจะร้องไห้  รับรู้ถึงสภาพน่าสมเพชของตัวเองดี


สุดท้ายนายมันก็ต้องให้คนหามลงจากเวทีจริงๆนั่นแหละ ปาร์คจองซู


สติสุดท้ายก่อนจะดับวูบ เขาเห็นน้องๆกลายเป็นเงาสีดำตะคุ่มๆไม่เป็นรูปเป็นร่าง ทุกอย่างช่างเลือนรางไปหมด และแล้วท่ามกลางความมืดที่รายล้อม อีทึกก็มองไม่เห็นอะไรอีกต่อไป

 

 



เสียงของหนักกระทบเวทีแรงจนพื้นสั่นกลบเสียงเพลงไปได้ชั่วขณะเรียกความสนใจจากคนที่เต้นอยู่บนเวทีได้ทุกคน ภาพร่างโปร่งเพรียวที่ล้มคว่ำหน้าอยู่บนพื้นเวทีด้านหลัง ของเหลวสีแดงข้นไหลเปื้อนเต็มขมับเรียกให้ดวงตาทุกคู่เบิกกว้าง


พี่อีทึก!!!”

จองซู!!!”


คนที่อยู่ทั้งบนและล่างเวทีชะงักไปชั่วขณะก่อนจะค่อยกรูกันเข้าไปที่ร่างซึ่งซบอยู่อย่างไร้สติโดยไม่ใส่ใจกับเสียงเพลงที่ยังคงบรรเลงต่อไปเรื่อยๆ  แว่วเสียงแฟนคลับในห้องส่งกรีดร้อง  อีซองมินซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดรีบทรุดลงนั่งราบไปกับพื้น พลิกใบหน้าของพี่ชายให้หงายขึ้นแล้วยกมาไว้บนตักอย่างเบามือ บาดแผลที่เห็นนั้นลึกและดูไม่ดีเลย


รอบตัวคือเสียงโทรศัพท์เรียกรถพยาบาล เสียงผู้คนตะโกนและเสียงผู้จัดการที่ตะโกนหากล่องอุปกรณ์ยาฉุกเฉินวุ่นวาย เลือดสดๆสีแดงตัดกับใบหน้าขาวซีด บางส่วนไหลลงเปรอะเปื้อนกางเกงสีฟ้าใสในธีม Dancing Out ของกระต่ายน้อย


น่าแปลกที่แม้เสียงจะดังก้องและความเจ็บปวดจากบาดแผลกลับไม่ทำให้นางฟ้าในชุดสีสดใสรู้สึกตัวแม้แต่น้อย เปลือกตาบางหลับพริ้ม...ราวกับจะไม่มีวันเปิดขึ้นมาอีก


อีทึกในยามนี้ดูเปราะบางจนน่าใจหาย

พร้อมๆกันนั้น

ใจของใครคนหนึ่งก็กระตุกวูบอย่างแรงด้วยเช่นกัน



TBC



 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,034 ความคิดเห็น

  1. #1002 I have a pen (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 / 14:55
    ต่อเร็วๆน่าค่า
    #1,002
    0
  2. #1001 jew_99 (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 / 07:01
    หวังว่าน้องๆจะรักพี่ทึกมากขึ้นน้า
    #1,001
    0