[Super Junior] :: Problem Child :: (SJ-KangTeuk feat. All members)

ตอนที่ 56 : Problem Child 14 #Reup

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 164
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    4 ก.พ. 61

Problem Child 14 #Reup


ฮีชอลไม่รู้ว่านั่นจะเป็นประโยคสุดท้ายที่ได้พูดกับน้องชายร่วมวง เพราะทันทีที่เขาเดินออกมาจากห้อง ผู้จัดการใหญ่ทักยองจุนก็โทรเข้ามาจริงๆพร้อมกับแจ้งข่าวสารที่ว่ามีงานด่วนเข้ากะทันหันและเจ้าตัวก็ออกเดินทางมาเกือบจะถึงมกโพแล้ว ให้เตรียมตัวกลับโซลได้เลย


ทำไมถึงไม่มาให้ถึงก่อนแล้วค่อยโทรเสียเลยล่ะ จะมาบอกทำเพื่อ


ชายหนุ่มพึมพำหงุดหงิดยามที่กดวางสายแล้วยัดโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋ากางเกงไปแรงๆ


นั่งรถมามกโพน่ะมันเหนื่อยนะถึงแม้จะไม่ได้ขับมาเองก็เถอะ คิดว่ามันเหมือนเดินจากลอตเต้ไปมยองดงหรือยังไงกันที่จะแค่ข้ามถนนก็ถึงน่ะ แล้วนี่มันกี่โมงกี่ยาม ดึกดื่นขนาดนี้แล้วยังจะมาบอกว่ามีงานด่วนอีก บ้าที่สุดเลย กลับไปพ่อจะอาละวาดให้บ้านแตก 


นาฬิกาเรือนสวยที่ข้อมือบอกเวลาสามนาฬิกาในตอนเช้า เขายังไม่ได้นอนสักตื่นหลังจากที่ถ่ายทำ Rainbow Romance ทั้งวันจนกระทั่งเลิกกอง แล้วไอ้บ้าบางตัวก็โทรมาจิกบอกว่าต้องมามกโพเป็นเพื่อนน้องชายคนที่เก้าที่บิดาเสียชีวิตกะทันหัน ไม่แม้แต่จะได้กลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก็ต้องบึ่งมาที่นี่


สรุปว่าเกินยี่สิบชั่วโมงแล้ว


ฮีชอลกล่าวลามารดาและพี่ชายของสมาชิกอย่างสุภาพ ปฏิเสธคำเชื้อเชิญที่จะให้อยู่ค้างที่บ้านอย่างนุ่มนวลทว่าเด็ดขาดและยืนยันที่จะออกไปยืนรอรถที่หน้าบ้านเลยมากกว่าที่จะนั่งสนทนาพูดคุยกับเจ้าของบ้านด้วยหัวข้อที่เขามั่นใจว่าต้องเสี่ยงต่อความปากพล่อยของเขาแน่ๆ  


นางอีทำหน้าเสียดายหากก็มิได้รั้งนักร้องคนดังไว้


อย่างนั้นก็ได้จ้ะ รอเดี๋ยวนะ น้าจะไปเรียกทงเฮใ...

อย่าลำบากเลยครับ  ทงเฮรู้แล้วตั้งแต่ที่เราคุยกันเมื่อกี้ คนเป็นแขกขัดขึ้นก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดจบประโยค


มาเจอหน้ากันให้เก้อเปล่าๆ ทั้งเขาทั้งเด็กนั่นไม่ได้อยากจะอำลากันขนาดนั้นหรอก  


เอางั้นเหรอจ๊ะ

ครับ เดี๋ยวเราก็เจอกันแล้ว

อืม ไปเถอะ โชคดีเดินทางปลอดภัยนะ นางอีกล่าวเมื่อเห็นรถแวนคันหนึ่งแล่นมาเทียบจอดหน้าบ้าน ลูกชายคนโตเดินตามออกมาส่งเช่นกัน

ครับ

ขอบคุณอีกครั้งนะครับที่ดูแลน้องมาให้ตลอด

ครับ

แล้วไว้จัดการเรื่องพ่อเสร็จผมจะแวะเข้าไปที่โซล

ครับ คิมฮีชอลไม่ได้มีความอดทนเป็นเลิศ

ฝากทงเฮด้วยนะ

................. จริงๆแล้วคิมฮีชอลเป็นคนที่ไม่มีความอดทน

ไม่เอาน่ะทงฮวา พอได้แล้ว คุณฮีชอลเขาจะไปแล้วเห็นไหม

งั้นก็ลาก่อนครับ ขอให้คุณโชคดี

ครับ ลาก่อน


คิมฮีชอลไม่ต้องอดทนอีกต่อไปแล้ว


เขาลอบถอนหายใจเบาๆขณะที่โค้งตัวต่ำร่ำลาผู้เป็นเจ้าบ้าน รู้ดีทีเดียวล่ะว่าจากในรถ...ผู้จัดการตัวดีคงกำลังจ้องตาถลนว่าเขาจะมาก่อเรื่องอะไรที่นี่อีกหรือเปล่า เหอะ ตาแก่พวกนั้นก็เป็นได้แค่นี้ บ่น...ว่า...แต่ไม่เคยลงมาจัดการเอง แม้แต่ตอนนี้ยังนั่งรออยู่ในรถเลย


แล้วมันสมควรที่จะนับถือเชื่อฟังไหมล่ะ ถ้าให้เลือกปาร์คจองซูยังจะดีซะกว่า


ทงเฮวิ่งออกมาเพื่อที่จะได้เห็นร่างสูงเพรียวก้าวขึ้นรถแวนสีดำแล้วแล่นจากไปจนลับสายตา...ไปพร้อมกับพี่ชายที่ชื่อคิมฮีชอล  เด็กหนุ่มส่ายหน้า  นัยน์ตางงงวย


เขาไปไหนเหรอฮะแม่ ผู้เป็นมารดาทำท่าประหลาดใจ

อ้าว ก็กลับไปทำงานน่ะสิ ลูกเป็นคนบอกพี่เขาเองไม่ใช่เหรอว่าผู้จัดการโทรมาน่ะ คุณฮีชอลเขาเลยต้องกลับไปทำงานด่วน  ยังบอกเลยว่าลูกรู้แล้ว

แต่นั่นผม...


แย้งออกมาก่อนจะชะงักเมื่อนึกได้ว่าคนที่เขาโกหกเอาไว้ก็ยังยืนอยู่ข้างๆ...ใครจะไปนึกว่าจะมีงานเข้ามาจริงๆ แล้วไอ้ที่คิดจะมาก็มา  จะไปก็ไปโดยไม่บอกก่อนเนี่ย มันน่า...นัก นี่ถ้าเขาออกมาไม่ทันก็คงได้วิ่งเต้นเป็นไอ้บ้าที่เอาสมาชิกในวงมาที่บ้านแล้วทำหายไป


คนอะไร  ทงเฮอุตส่าห์เป็นห่วง...นิดหน่อย นิดหน่อยจริงๆนะ

หึ จะไม่ห่วงแล้ว ดี กลับไปทำงานให้เหี่ยวไปเลย


เหนื่อยแย่เลยนะ นี่มันเช้าตรู่สุดๆพระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นเลยด้วยซ้ำ ทำไมตารางงานของพวกนายมันถึงได้โหดหินแบบนี้วะ ทงฮวาเสริมเมื่อเห็นคนเป็นน้องเงียบๆไป 

อืมอารมณ์ที่ยังค้างและแปรปรวนอยู่ทำให้ลูกชายคนเล็กของตระกูลตอบสั้นๆห้วนๆ

เป็นอะไรไป

เปล่า  ก็แบบนี้แหละพี่  ไม่มีเวลาตายตัวสำหรับนักร้องหรอก

เปล่าก็เลิกทำหน้าแบบนี้ได้แล้ว  เอ้า  เข้าบ้านเถอะทงเฮ เดี๋ยวก็เจอกันแล้ว  อีกแป๊บเดียว  ไม่ต้องคิดถึงพี่เขาขนาดนั้นก็ได้ หงิกซะ  

ผมเปล่านะ

เจ้าหนูเอ๊ย


พี่ชายร่วมสายเลือดหัวเราะเสียงดัง ขยี้เส้นผมสีน้ำตาลจนฟู่ฟ่องก่อนจะ ล็อกคอพาคนเป็นน้องกลับเข้าไปในบ้าน ทงเฮขืนตัวนิดหน่อยก่อนจะยอมโอนอ่อนแต่โดยดีแม้สายตาจะไม่ได้ละไปจากทิศทางที่ฮยอนแดคันคุ้นแล่นจากไปก็ตาม 


พี่ทงฮวาหัวเราะได้เป็นครั้งแรกหลังจากพ่อตาย เขาควรจะดีใจสิแต่...แวบหนึ่งที่ใบหน้าสวยเชิดของพี่ชายคนที่สองพาดผ่านเข้ามาในสายตา พร้อมกับความรู้สึกวาบๆในอก


ทงเฮเกลียดลางสังหรณ์ของตัวเอง  ไม่ใช่เพราะว่ามันไม่ถูกต้อง แต่เพราะมันแม่นยำจนเกินไปต่างหาก ทุกครั้งที่เขารู้สึกหวิวๆขึ้นมา  ไม่ใคร...ก็อะไร จะต้องมีเรื่องร้ายๆเกิดขึ้นทุกที


ขอให้มันเป็นเพียงแค่ ลางสังหรณ์ด้วยเถอะ

 

 



ท้องฟ้าและอากาศอึมครึมพาให้อารมณ์ของซูเปอร์จูเนียร์อีทึกอึมครึมไปด้วย


ผู้จัดการอีซึงฮวานโทรศัพท์มาแจ้งเขาตั้งแต่หกโมงเช้าว่าคิมฮีชอลกำลังกลับมาพร้อมกับผู้จัดการอีกคน ส่วนทงเฮจะตามมาในภายหลัง ซึ่งตามเวลาที่บอกเพื่อนร่วมรุ่นหน้าสวยควรจะถึงบ้านตั้งแต่เมื่อยี่สิบนาทีที่แล้ว แล้วนี่มันอะไรกัน!


ความกังวลและตารางงานที่ไม่สามารถรอได้ทำให้อีทึกตัดสินใจกดโทรออกหาเพื่อนในทันที เสี่ยง...ต่อการโดนอาละวาดแต่ก็ยังดีกว่าไม่รู้เหนือรู้ใต้ อย่างน้อยก็รู้ว่าฮีชอลปลอดภัย  


ตู๊ดดด  ตู๊ดดดด

รับซี่ ฮีชอล...

ตู๊ดดด...โทรมาทำไมตอนนี้ คนจะหลับจะนอน แน่แล้ว...เสียงแหลมหวีดมาตามสาย เจือความงัวเงียทำให้รู้ว่าง่วงจัด

ฮีชอล

เออ จะทำไม

อยู่ไหนแล้ว

ไม่รู้ความเย็นชาในน้ำเสียงเต็มเปี่ยม

ฮีชอล

ไม่รู้ก็คือไม่รู้ อย่าถาม รถติดถ้าไปไม่ทันเดี๋ยวไปเจอที่สถานีเลย แค่นี้นะ จะนอน แค่นั้นจริงๆสำหรับคำทักทาย เสียงตัดสายดังฉึบทำให้อีทึกไม่คิดจะรบกวนผู้เป็นเพื่อนอีก


เอาเถอะ ไม่มีอะไรร้ายแรงก็ดีแล้ว    


อารมณ์หัวหน้าวงดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมพร้อมที่จะออกไปทำงานต่อ และไล่ต้อนน้องชายทั้งหลายลงมาจากห้องให้ไปรอที่รถ กลับมาอีกที โทรศัพท์เครื่องบางกำลังสั่นอย่างรุนแรงอยู่บนโต๊ะรับประทานอาหาร ชื่อที่ขึ้นอยู่บนหน้าจอทำให้เขาต้องขมวดคิ้วทว่าก็ไม่ได้คิดอะไรไปไกลกว่าคนเป็นเพื่อนคงจะมีข้อความจะบอก


มือขาวหยิบโทรศัพท์มากดรับสายด้วยน้ำเสียงสบายๆ


ว่าไงฮีชอล ถึงแล้วเหรอ

........................... คนฟังทำหน้างงงวยอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเปลี่ยนเป็นหน้าซีด กระซิบเสียงแผ่วเมื่อหัวใจมันราวกับจะหยุดเต้นให้ได้

...ไม่จริง...ก็เมื่อกี้เขายังคุยกับผมอยู่เลย...

............................

...ไม่...


มืออุ่นจัดมือเอื้อมมารั้งเอาโทรศัพท์เครื่องสวยออกจากฝ่ามือเล็กชื้นเหงื่อในทันใด ชายหนุ่มมองตามเรียวแขนล่ำสันขึ้นไปถึงใบหน้าหล่อกระด้างด้วยดวงตาแห้งผาก

ทำไม นี่มันอะไรกัน


ยองอุน ฮีชอลเขา...

ฉันรู้แล้ว


ร่างหนาเคลื่อนกายเข้ามาพร้อมกับยกมือขึ้นดันศีรษะกลมทุยได้รูปให้พิงที่ไหล่กว้างเมื่อเห็นว่าคนเป็นพี่เริ่มจะทรงตัวไม่ได้ อีกมือหนึ่งถือโทรศัพท์ที่เพิ่งแย่งมาจากมืออีกฝ่าย พูดคุยเคร่งเครียด

 

 


อีทึกนั่งนิ่งมองดูทุกอย่างที่ถูกจัดการไปอย่างสังเกตสังกา แม้จะตกอยู่ในภวังค์เศร้าทว่าสิ่งที่เห็นนั้นไม่สามารถมองข้ามไปได้ ท่วงท่ารับผิดชอบและเป็นผู้นำที่เปล่งประกายทำให้ซูเปอร์จูเนียร์คังอินดูต่างไปจากทุกที


ทันทีที่ได้ยินว่าคิมฮีชอลประสบอุบัติเหตุรถชน  เขาก็มึนงงไปหมดจนไม่สามารถจัดการอะไรได้หากน้องชายคนที่ห้าจะไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยรวมถึงโต้ตอบกับทางโรงพยาบาลแทนเขา


ถ้าอายุมากกว่านี้อีกสักนิด  และไม่ได้มีความคิดเกลียดชังวงของตัวเอง  อีทึกเชื่อ คนที่ได้รับตำแหน่งหัวหน้าวงจะไม่ใช่เขาแต่เป็นซูเปอร์จูเนียร์คังอิน จริงอยู่ ชายหนุ่มมักจะสรรหาเรื่องมาทะเลาะเบาะแว้ง ซ้ำเติมยามเขาประสบปัญหากับน้องคนอื่น  ก้าวร้าวก็เท่านั้น ร้ายกาจเสียจนน่าทุบหัวให้น่วม  แต่ในยามดี  ความดีที่ปรากฏก็เกินกว่าที่เขาจะโกรธเกลียดได้ลง 


ปาร์คจองซูรู้ดี

คิมยองอุนเย็นชา หาเรื่อง  ปากร้าย  ไม่คิดถึงความรู้สึกของใคร ทว่า

พึ่งพาได้


            “กระดูกต้นขา ข้อเท้า แล้วก็กระดูกเชิงกรานหัก เจ็บเยอะที่ช่วงเข่ากับหน้าแข้ง เข้าเครื่องซีทีสแกนอยู่ ผ่าตัดตอนแปดโมงครึ่ง ชายหนุ่มตัวโตหันมาพูดใส่หน้าคนเป็นหัวหน้าเมื่อวางสายจากใครบางคนหมาดๆ  ไม่รู้กี่สายต่อกี่สายที่โทรเข้ามาตั้งแต่ทราบเรื่อง


            คนฟังนิ่วหน้า


แปดโมงครึ่งพวกเรามีงาน ไปเยี่ยมไม่ได้ ฮีชอลจะทำยังไง

ทางโรงพยาบาลแจ้งครอบครัวฮีชอลแล้ว เดี๋ยวพี่สาวเขามา

แต่ว่า...

...ฮีชอลปลอดภัยแล้ว ทำหน้าที่ของนายก่อนดีกว่า หลังจากนั้นค่อยว่ากัน


น้ำเสียงที่ไม่เปิดโอกาสให้เขาปฏิเสธทำให้อีทึกอารมณ์ขึ้นวูบหนึ่งก่อนจะลดระดับลงต่ำรวดเร็ว ยอมรับโดยไม่โต้แย้งและนึกขอบคุณอีกฝ่ายในใจ

ยองอุนพูดถูก ถึงอย่างไรพวกเขาก็ยังมีหน้าที่ต้องทำ

 

 


เสียงปรบมือคับคั่งและการตอบรับจากแฟนคลับทำให้ปาร์คจองซูมีกำลังใจเพิ่มขึ้นอย่างประหลาด เหล่าแฟนเพลงจะทราบข่าวมาจากที่ไหนไม่รู้ หากในตอนนี้ทุกคนก็รับรู้กันหมดแล้วว่านอกจากข่าวร้ายของอีทงเฮ สมาชิกที่พวกเขารักยิ่งอีกคนก็ประสบอุบัติเหตุเช่นเดียวกัน


ไลฟ์ Endless Moment ถูกนำมาแสดงแทนจากที่เตรียมเพลง U เอาไว้ สถานการณ์กะทันหันทำให้ทางช่องสถานีตัดสินใจปรับเปลี่ยนเป็นเพลงที่สองของซิงเกิ้ลซึ่งเป็นเพลงช้าเพื่อให้รับกับความรู้สึกของแฟนเพลงและสมาชิกในวง


น้ำตาบนเวที...น้ำเสียงสั่นสะท้าน...ท่าทางคะนึงหาเป็นห่วงเป็นใยสุดซึ้งและบทเพลงแสนเศร้าบาดอารมณ์ทำให้อีทึกเข้าใจว่าคนเป็นน้องคงจะลดความแข็งกร้าวลงจนสามารถเปิดรับความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นได้บ้าง  อีกทั้งอาการป่วยในครั้งนี้ก็มิใช่เพียงเล็กน้อย  เมื่อเลิกงานเขาจึงกล้าพอที่จะชักชวนให้น้องๆไปเยี่ยมพี่ชายลำดับที่สองด้วยกัน   


ไม่ พี่สาวเขาก็อยู่นี่

ไม่เอา

ทำไมต้องไปด้วยล่ะ  รบกวนเขาเปล่าๆ


            ไม่นึกเลยจริงๆว่าคำตอบที่ได้รับจะเป็นการปฏิเสธขันแข็งถึงเพียงนี้ เห็นแววตาแข็งกร้าวแล้วชายหนุ่มก็นึกถอดใจ ที่ถูกถ่ายทอดออกมาให้แฟนๆเห็นกันบนเวทีนี่...หน้ากากการแสดงอีกแล้วใช่ไหม  ในยามนี้เขาไม่เห็นมีใครจะมีน้ำตาหลงเหลืออยู่เลยซักคนเดียว!!


เอาน่า แค่ไม่นานเอง ไปเยี่ยมเขาหน่อย เห็นว่าเพิ่งผ่าตัดไปด้วย  ฮีชอลจะได้มีกำลังใจไง  

แน่ใจเหรอว่าเห็นหน้าพวกเราแล้วจะไม่ทรุดยิ่งขึ้น น้ำเสียงเย้ยหยันจากน้องชายขาแร็ปตัวอ้วนทำให้อีทึกต้องหลับตา...นับหนึ่งถึงสิบช้าๆ ความอ่อนใจระคนหงุดหงิดประดังเข้ามาไม่หยุดยั้ง


ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึกแล้วจึงเอ่ยต่อว่า


อย่าพูดแบบนี้สิ ถ้าพวกนายไปเยี่ยมฮีชอลต้องดีใจแน่ๆ


ชินดงฮีมองพี่ชายคนโตสุดชั่วอึดใจก่อนจะเหยียดริมฝีปาก


...พี่ก็แค่ไม่ยอมรับความจริงว่าเราเกลียดกัน...

ดงฮี!!!”


ความเย็นที่พยายามรักษาไว้มั่นพลันแตกกระเจิงทันทีที่ลูกธนูดอกแหลมคมนั้นพุ่งเข้ามาปัก...กลางใจ พิษร้ายเริ่มแทรกซึม


อย่าพูดแบบนี้ อย่า...


อีทึกเคยเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังที่ทอแสงแรงกล้า หากเมื่อโดนบีบอัดหลายต่อหลายครั้งภายในระยะเวลาไม่นาน และเมื่อถูกกระแทกเข้าที่จุดไต้ตำตอ...ผู้ชายธรรมดาๆที่เพิ่งอายุยี่สิบห้ามาได้ไม่ถึงเดือน  มีหรือที่จะสามารถคงทนและรักษาความเยือกเย็นไว้ได้ เตาหลอมซึ่งมีเชื้อเพลิงมาจากน้องชายและเพื่อนที่รักมากทั้งสิบสองคนกำลังหลอมละลายความมั่นคงของเขาอย่างช้าๆ  


พี่เข้าใจพวกนาย แต่ขอ...สักครั้ง ฮีชอลเจ็บหนักนะ ตอนนี้เป็นยังไงยังไม่รู้เลย” 


สำออยหรือเปล่าก็ไม่รู้ อะไรมันจะเจ็บปานนั้น

ซีวอน!! พี่ชายนายโดนรถชนนะ ไม่ใช่ตกจักรยาน ไม่รู้ทำไม แต่อีทึกโกรธแทนคนที่เรียกว่าเพื่อน ความโกรธชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนทำให้เขาวางตัวไม่ถูก นึกคำไม่ออก รู้แต่ว่ามันเป็นอะไรที่แตกต่างไปจากยามเห็นน้องทุ่มเถียงกันครั้งอื่น


นี่มันเกี่ยวข้องกับความเป็นความตายเชียวนะ ยังจะมาตั้งแง่ใส่กันอยู่อีก


ก็เรื่องจริง


น้องชายที่สิบไม่ฟังคำเหล่านั้น เสียงห้าวสวนกลับ

ความอคติต่อตัวบุคคลทำให้ชเวซีวอนไม่คิดจะสงสารคนเคราะห์ร้ายเลยแม้แต่นิดเดียว และที่แทรกเสริมเข้ามาคือความสะใจเล็กๆ ดี...นอนแบ็บไปจะได้ไม่มีเวลามาหาเรื่องคนอื่นเขานัก


ซีวอน

คนอย่างนั้นเจ็บเป็นด้วยหรือไง ไม่ใช่ว่าไปถึงแล้วเขาจะตะเพิดเราออกจากห้องนะ ยังไงผมก็ไม่ไปหาหรอก

ฮีชอลเจ็บมาก ถึงยังไงก็ไปเยี่ยมเขาหน่อยก็ยังดี” 


อารมณ์บางอย่างกำลังพุ่งขึ้นสูง จองซูกำมือที่สั่นสะท้านแน่น เก็บกดความรู้สึกเอาไว้รุนแรง เขาไม่ชอบให้ใครมาว่าสมาชิก ไม่ใช่แค่ฮีชอล แต่ไม่ว่าจะใครในวง และยิ่งไม่ชอบเมื่อการว่านั้นมาจากคนที่อยู่วงเดียวกัน

อีกครั้งที่ปาร์คจองซูใกล้ถึงคราวระเบิด


ก็แล้วยังไง กะอีแค่รถชน ถ้าอ่อนแอขนาดเอาชีวิตรอดไว้ไม่ได้ก็สมควรตายๆไปซะก็ดีแล้ว อยู่ไปก็รกโลกคะ...


เพียะ!!


ใบหน้าหล่อคมสะบัดไปด้านข้างตามแรงตบที่แรง...จนชา


เด็กหนุ่มหันขวับกลับมา ดวงตาวาวโรจน์เตรียมจะที่พ่นคำพูดร้ายกาจ ทว่ารอยน้ำที่หางตาคนอายุมากที่สุดก็ทำให้เขาชะงัก กลืนคำหายกลับเข้าไปในคอ


อย่ามาพูดจาแบบนี้ให้ได้ยินนะชเวซีวอน”   


เสียงทุ้มสั่นระริก อีทึกโกรธจนน้ำตาไหล  ของเหลวใสที่กบหน้าทำให้ทุกอย่างพร่าเลือน


ปาร์คจองซู ซูเปอร์จูเนียร์อีทึก พี่อีทึกที่ไม่ว่าจะหนักหนาเท่าไหร่ก็ไม่เคยมีน้ำตาต่อหน้าน้องนอกเสียจากตอนที่ได้รับรางวัลบนเวที...ร้องไห้ ชั่ววินาทีเดียวน้ำตานั้นก็ไหลรินลงมาอาบแก้ม  อัญมณีสีน้ำตาลขุ่นมัวแข็งกร้าวและ...เสียใจ  

      

            ซีวอนนิ่งเงียบพร้อมกับที่สมาชิกคนอื่นอ้าปากค้าง


ชีวิตเขามีค่าเกินกว่าที่นายจะเอามาพูดพล่อยๆ เก็บปากแย่ๆของนายไว้ซะ ไม่มีใครอยากได้ยิน สายตาเฉี่ยวตวัดไปยังร่างอีกหลายร่างที่ยังยืนออกันอยู่ ณ ที่นั้น คนเพิ่งร้องไห้ตัดสินใจได้ทันทีในวินาทีนั้น

น้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยการวางอำนาจถูกดึงออกมาใช้เป็นครั้งแรก


            “นี่ไม่ใช่คำขอ แต่เป็นคำสั่งในฐานะงานชิ้นหนึ่ง คนอื่นเขาจะคิดยังไงที่เอสเจคนนึงป่วยหนักแต่กลับไม่มีสมาชิกคนไหนไปหาเลยซักครั้งเดียว ยังไงพวกนายก็ต้องไป แล้วจะรออยู่ข้างนอกหรือจะลงไปเดินร่อนในโรงพยาบาลก็ไม่มีใครว่า พี่ก็รำคาญเหมือนกัน ไม่อยากเห็นหน้าไอ้พวกใจแคบ


ใบหน้าสวยหวานไม่ต่างอะไรจากหน้ากากขณะหันหลังให้สมาชิกในวง ก่อนที่จะหายลับไปจากประตู อีทึกไม่ลืมที่จะหันมาส่งสายตาเย็นชาให้กับน้องชายทั้งหลายอีกครั้ง


ภายใต้เกราะน้ำแข็งฉาบหน้า คือความเสียใจอย่างคาดไม่ถึง


พวกนาย โดยเฉพาะนาย ชเวซีวอน ทำให้พี่ผิดหวัง...มาก

 



 

สุดท้ายแล้วก็ไม่มีซูเปอร์จูเนียร์คนไหนได้กลับบ้าน กลิ่นห้องพยาบาลฉุนทำให้คนที่มีชีวิตอย่างคุณชายมาโดยตลอดนิ่วหน้า ทำจมูกฟุดฟิด สถานที่ไม่คุ้นเคยผนวกกับบางสิ่งที่ได้พบ ณ ที่นั้นส่งให้ซีวอนถอยร่นออกมาเป็นฝ่ายสังเกตการณ์อยู่หน้าห้อง เก้าอี้ข้างประตูคือที่มั่นหลักที่ครอบครอง 


นักร้องหนุ่มนั่งนิ่งแล้วคิด 

คิมฮีชอลบนเตียงนอนของโรงพยาบาลให้ความรู้สึกที่แตกต่างไปจากคิมฮีชอลคนเดิมลิบลับ


ร่างนั้นผอม...ขาวซีดเซียวจนสีแทบไม่ต่างจากชุดของโรงพยาบาลที่สวมใส่ เปลือกตาบางปิดสนิทพอกับริมฝีปากที่หุบแน่น ที่ขาข้างหนึ่งดามเฝือกเอาไว้อย่างเห็นได้ชัด และบางครั้งที่ชายหนุ่มจะพลิกตัวกระสับกระส่ายและทำสีหน้าเจ็บปวดทรมานทั้งๆที่ยังไม่ลืมตาตื่น


ซูเปอร์จูเนียร์เพิ่งมาถึงได้ไม่เกินสิบนาที แต่ซีวอนมั่นใจว่าเขาเห็นสมาชิกรุ่นพี่พลิกตัวไปแล้วกว่าสิบครั้ง นี่หมายถึงว่าช่วงเวลาทั้งวัน จะไม่มียามใดที่ความเจ็บปวดจะหลีกลี้หนีหายไปเลยกระนั้นหรือ    


ในเนื้อแท้เจ้าชายของวงไม่ใช่คนโหดเหี้ยม ถึงจะก่อเรื่องร้ายมากมายและทำเป็นเย็นชาไม่สนใจแค่ไหน ลึกๆแล้วเขาก็ยังรู้ตัวเพียงแต่ไม่อยากยอมรับเท่านั้น น้ำตาของคนที่ไม่เคยคิดว่าจะมีน้ำตา  สายตาของคนที่ไม่เคยนึกฝันว่าจะทำสายตาเช่นนั้นใส่  และสุดท้าย  อาการของคนที่ไม่เคยนึกว่าจะเกิดอาการเช่นนี้ได้


เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืนเมื่อได้ยินเสียงแว่วๆจากภายในเป็นสัญญาณว่าเตรียมตัวกลับ เทคนิคการแสดงถูกนำมาใช้กับคนในวงด้วยกันเอง ความถือตัวและไม่อยากเสียหน้าทำให้เขาเลือกที่จะนิ่งเงียบ เอาเกราะแห่งความก้าวร้าวมาบังหน้า ไม่ปรับความเข้าใจ ปล่อยไว้เหมือนทุกครั้งที่ทะเลาะกับพี่น้องร่วมวง  


รับรู้ เรียนรู้...ใช่

ทว่าสำหรับการสำนึกและกลับตัวกลับใจ อาจจะยังเร็วไปนัก

 



 

อาหารวางค้างไว้บนโต๊ะจนเย็นชืดกว่าที่คนหลายคนจะทยอยกันเข้ามาในห้องอาหาร เก้าอี้รอบโต๊ะเริ่มถูกเติมเต็มทีละตัว อีทึกเดินนำไปนั่งหัวโต๊ะอย่างเคย กวาดตามองหน้าเหล่าเด็กหนุ่มที่นั่งเรียงกันสลอนรอบโต๊ะอาหารแล้วขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่ายังมีเก้าอี้บางตัวว่างเปล่า  ร่างโปร่งอ้าปากจะถามตามความเคยชินก่อนจะหุบฉับแล้วถอนหายใจ...ระงับตัวเองไว้ได้ทัน


ถามไปตอนนี้ก็ไม่มีใครตอบ...ทำสงครามเย็นกันอยู่นี่


พี่ใหญ่ของบ้านทำเมินต่อบุคคลที่หายตัวไปสองสามคน ซึ่งสมาชิกก็ไม่มีใครถามเช่นกัน ชินดงเมื่อนั่งได้ก็หยิบตะเกียบขึ้นคีบของเข้าปาก พาให้คนที่เหลือทำตามบ้างไม่มีใครน้อยหน้า จัดการกับกระเพาะตัวเองไปโดยไม่พูดกับใคร


เงียบ...เหงา


เมื่อไม่มีพี่ใหญ่ที่คอยพูดคอยจี้ป้อนคำถามให้ตอบ ให้มีบทสนทนา บรรยากาศก็ไม่ต่างอะไรจากบ้านร้าง ใบหน้าน้องชายเฉยชาไร้ความรู้สึก ดวงตาคู่สวยร้าวรานอยู่ลึกๆ ชายหนุ่มสะเทือนใจจนไม่อยากจะตักอะไรเข้าปากทั้งนั้น ปลีกตัวออกมาเงียบๆ


นี่มันเกิดอะไรขึ้น...?


คิดขณะที่ทรุดลงนั่งอย่างหมดแรงบนเตียงนุ่ม...ห้องนอนซึ่งเหลือเขาครอบครองเพียงคนเดียวหลังจากรูมเมทอีกคนประสบอุบัติเหตุ แว่วเสียงคนพูดกันดังขึ้นหากคนที่ละทิ้งสถานที่นั้นออกมาก็เหนื่อยเกินกว่าจะใส่ใจ จะทะเลาะกันหรือคุยกันธรรมดาเขาก็ไม่รู้  เขาไม่อยากรับรู้อะไรอีกแล้ว


บ้านกลายเป็นอะไรไปแล้วไม่รู้ แตกเป็นเสี่ยงๆ

ชเวซีวอนไม่เคยกลับมาค้างที่นี่อีกเลย

อีทงเฮเก็บตัวเงียบอยู่กับหูฟังของตน พลอยพาให้ซองมินหายเงียบอยู่ในห้องไปด้วย

คิบอมก็ออกจากบ้านทุกวันที่มีเวลาว่าง ไม่รู้ไปไหน

รยออุกกับเยซอง ต่างคนต่างแยกไปซ้อมที่สตูดิโอ

ฮันกยอง ชินดง คยูฮยอน...ถ้าหากไม่ใช่เวลาอาหารหรือแจกงานอีทึกแทบไม่เคยเห็นหน้า

ฮยอกแจก็เป็นไปกับเขาด้วย

แม้แต่ยองอุน...ฝ่ามืออบอุ่นที่ยื่นมาในวันนั้นเลือนหาย น้องชายตัวโตไม่เคยพาตัวเข้ามาพูดคุยกับเขาอีกเลย


ทั้งหมดนี้...เพราะเขาอย่างนั้นหรือ...?


ปาร์คจองซูไม่เข้าใจ...ในเมื่อทุกคนมีสิทธิที่จะโกรธ จะระบาย จะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ อยากจะว่าใคร ทะเลาะกับใครไม่มีใครห้าม ไม่มีใครเห็นว่าเป็นสิ่งไม่ปกติ แต่พอเขาทำบ้าง...มันกลับกลายเป็นเรื่องผิดจนไม่สามารถให้อภัย


อีทึกไม่มีสิทธิที่จะโกรธใครบ้างเลยเหรอ


หน้าที่ของเขาก็แค่ที่รองรับอารมณ์...หุ่นยนต์ที่คอยตามเก็บกวาดกลบร่องรอยไม่ดีที่ทุกคนทำเอาไว้ หรือว่าเป็นเพียงคนจัดตารางงานของวงเท่านั้น

แค่นั้นเองใช่ไหมความมีตัวตนของปาร์คจองซูในสายตาทุกคน!!!


ชิงช้าหน้าบ้านมีโอกาสได้เป็นที่ผ่อนคลายความทุกข์ของหัวหน้าวงซูเปอร์จูเนียร์อีกครั้ง ปาร์คจองซูไกวตัวไปมา สายตาลอยละล่องไปไกล


เวลาล่วงเลยผ่านไปหลายวันแล้ว มากพอที่จะระงับอารมณ์โกรธของตนเอง รวมถึงสติที่เข้ามาแทนที่


ในวันแรกเขาโกรธซีวอนจนไม่มองหน้า ส่วนวันที่สองที่สามและต่อๆไป...น้องชายคนที่สิบกลับเป็นฝ่ายหลบหน้าเขาแทน ซีวอนยังคงปากร้ายใส่คนอื่นไม่มีที่ติ แต่การที่ตามรายการไม่สดใสร่าเริงเหมือนทุกทีก็ทำให้เขารู้ว่าน้องยังไม่ลืม


ผลของการพูดก่อนคิดให้ผลลัพธ์ที่เกินเยียวยา

มือเรียวถูกยกขึ้นนวดขมับเมื่อความรู้สึกปวดหัวจี๊ดแล่นวาบ


อีทึกเคยแอบไปเช็คสุขภาพที่คลีนิกกับนายแพทย์คนสนิทโดยไม่มีผู้ใดรับรู้ หมอหนุ่มกล่าวว่าเขาเป็นโรคกระเพาะ และยังมีภาวะโรคเครียดแฝงอยู่จางๆ หนุ่มร่างบางรู้ทันทีว่าอะไรที่เป็นสาเหตุของอาการหงุดหงิดอย่างไร้เหตุผลของเขา

คนเป็นโรคกระเพาะ...ต้องกินข้าวกินยาอย่างสม่ำเสมอ

คนเป็นโรคเครียด...ต้องผ่อนคลายและไม่เอาตัวไปพัวพันกับความเครียด

แล้วคนที่เป็นทั้งสองโรคแต่ดันไม่กินไม่นอนจนอาการกำเริบอยู่บ่อยครั้งแล้วยังหาเรื่องใส่ตัวไม่เลิกอีกล่ะ


ผลกระทบจากร่างกายแต่มาแสดงออกทางภาวะอารมณ์และจิตใจ จากกาวที่หวังจะประสานรอยร้าว บัดนี้ปาร์คจองซูไม่ต่างอะไรกับค้อนใหญ่ที่ใช้ทุบแก้วเปราะบางให้แตกกระจายเสียเอง แรงอารมณ์ที่ไม่ทันยั้งของเขากวาดน้องๆไปคนละทิศคนละทาง


จะให้ทำยังไง พวกนายจะให้พี่ทำยังไงถึงจะยอมเข้าใจพี่บ้าง พี่ไม่รู้จะทำอะไรดีแล้ว


คำพูดแผ่วเบาดังลอดออกมาก่อนจะถูกสายลมปัดเป่าออกไป ไม่มีใครรับฟังเช่นเคย หัวหน้าวงคนเก่งนั่งซบหน้ากับฝ่ามือร้องไห้เงียบๆโดยไร้เสียงสะอื้น เหนื่อยและท้อใจจนไม่อยากจะทำอะไรต่ออีก


จองซูรักน้อง แต่จองซูก็เหนื่อยเพราะน้อง

จนบางครั้งก็คิดว่าจะเหนื่อยไปทำไมในเมื่อสิ่งที่ทุ่มเททำลงไปไม่เคยให้ผลอะไรน่าชื่นใจหรือเป็นแรงกระตุ้นต่อไปเลยสักครั้งเดียว

น้ำตาพรั่งพรูออกมาจนเต็มแก้ม แต่อีทึกไม่ได้สนใจจะเช็ดมันออก 

 


พระเจ้าเกลียดเขามากใช่ไหม ถึงได้ประทานบททดสอบที่เลวร้ายเหลือเกิน



TBC



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,034 ความคิดเห็น

  1. #1000 punpun3012 (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 / 23:49
    พี่ทึกของเค้า😭
    #1,000
    0
  2. #999 punpun3012 (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 / 23:49
    พี่ทึกของเค้า😭
    #999
    0
  3. #998 jew_99 (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 / 10:53
    แงงงงงงงงง สงสารพี่ทึก
    #998
    0
  4. #997 little-ship (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 / 08:20
    งืออออ สู้ๆนะพี่ทึกกก
    #997
    0