[Super Junior] :: Problem Child :: (SJ-KangTeuk feat. All members)

ตอนที่ 55 : Problem Child 13 #Reup

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 144
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    3 ก.พ. 61

Problem Child 13 #Reup



ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาผู้เป็นหัวหน้าวงไม่เคยหยุดอยู่นิ่ง อีทึกลอบสังเกตการณ์และสำรวจความประพฤติของน้องๆสม่ำเสมอทั้งที่อยู่ในบ้าน ในรายการ หรือแม้แต่พวกที่มีคิวถ่ายละคร  มิกสิควีดีโอ และอาทิตย์สองอาทิตย์หลังมานี่ก็ทำให้เขาพบกับความเปลี่ยนแปลงอันน่าประหลาดใจไม่ใช่น้อย


ข้อแรกคือคำร่ำลือมาว่ามังกรยิ้มยากแห่งซูเปอร์จูเนียร์ดูจะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ร่วมงานในกองถ่ายไทม์เลสมากขึ้นขณะที่คุณชายยิ้มง่ายอย่างชเวซีวอนกลับเงียบลงขรึมลง

และข้อสอง ความสัมพันธ์ระหว่างอีซองมินกับอีทงเฮที่พัฒนาขึ้นอย่างชัดเจนจนแม้กระทั่งสมาชิกคนอื่นก็สังเกตเห็น



พี่ชายคนโตตัดสินใจไม่ตกว่าควรจะให้ความสำคัญกับเรื่องไหนมากกว่าเพราะดูก็ชวนค้นหาพอๆกัน หากหลังจากคำนึงถึงความยากง่ายในการเสาะหารายละเอียด...เรื่องแรกนั้น จะให้เขาบุกเข้าไปนั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋อในกองถ่ายเอ็มวีก็ดูจะกระไรอยู่ ฉะนั้นติดตามเรื่องของกระต่ายสีชมพูกับปลาตากลมสะดวกกว่าเห็นๆ

 


ปาร์คจองซูพยักหน้ามั่นอกมั่นใจกับความฉลาดและไหวพริบของตนเองก่อนจะทอดสายตาไปยัง เป้าหมายที่ยังไม่รู้สึกตัว

สายตานางฟ้าอ่อนโยนยิ่งนัก

เด็กหนุ่มสองคนในชุดลำลองสบายกำลังนั่งเล่นเกมรถแข่งชื่อดัง ชิงชัยกันอย่างไม่มีใครยอมใคร แขนขาวๆผลักกันบ้างถองกันบ้างผนวกกับเสียงหัวเราะร่ารับอรุณยามเช้าในบ้านพักของซูเปอร์จูเนียร์ 


เสียงหัวเราะกับบ้านซูเปอร์จูเนียร์...?

ไม่น่าเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อ


ร่างบอบบางในชุดขาวยืนมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดี ก่อนจะเปลี่ยนเป็นหุบฉับเมื่อน้องเล็กคยูฮยอนกำลังทำลายความเชื่อนั้นโดยการเดินอาดๆเข้าไปกระชากจอยเกมออกมาจากมือพี่ชายคนที่เจ็ด หน้าตาหาเรื่องเต็มที่ แน่นอนว่ากับศัตรูคู่แค้นน้องชายคนที่เจ็ดของเขาไม่มีทางยอมรามือ


ซองมินอ้าปากค้างชั่ววินาทีก่อนจะผุดลุกขึ้นด้วยความโมโหรวมถึงคนที่เล่นด้วยมาตั้งแต่แรก อีทงเฮทุ่มจอยลงกับพื้น ชี้นิ้วใส่หน้ามังเนของวงโดยไม่กลัวเกรงซึ่งฝ่ายนั้นก็ยืนเชิดหน้ายกยิ้มไม่ปล่อยมือจากจอยที่แย่งมาได้เช่นกัน


มันจะมากเกินไปแล้วนะโจคยูฮยอน เสียงค่อนข้างแหลมของซองมินดังมากระทบหู ก่อนที่อีกโทนเสียงทุ้มจะตอบกลับ

อะไรมากเกินไป พูดจาไม่รู้เรื่อง

แกจะเอาอะไรฮะ ว่ามาตรงๆเลยดีกว่า

จะเล่นบ้าง ใครจะทำไม

คยูฮยอน!!!”

ตาบอดหรือไงก็ยืนอยู่ตรงนี้

ไอ้เด็กเวร

 


ถ้อยคำวิวาทไร้สาระที่ได้ยินเลาๆทำให้คนเป็นหัวหน้าวงส่ายหน้า มันตีกันเหมือนเด็กห้าขวบจริงๆ ถ้ามีคนให้วิ่งโร่ฟ้องได้ก็คงทำไปแล้ว คิดไปคิดมาจนต้องหลุดหัวเราะกับตัวเอง


เขานี่ก็ประสาท


ทำไมอีทึกถึงไม่สังเกตน้องคนเล็กสุดของวงให้ดีกว่านี้นะ ท่าทีที่เหมือนจะร้ายลึก  แท้จริงแล้วกลับตื้นนิดเดียว คยูฮยอนก็เป็นแค่เด็ก...ที่ค่อนข้างจะมีปัญหาคนหนึ่งเท่านั้น แล้วก็ชอบหาหนทางในการเรียกร้องความสนใจแบบแปลกๆจนบางครั้งก็เลยเถิด

            ผิดกับเด็กหนุ่มแววตากร้านที่หาเรื่องอีทึกหน้าบ้านในวันนั้นราวกับเป็นคนละคน


            กริ๊ง กริ๊ง

เสียงโทรศัพท์บ้านดังแสบหูเรียกความสนใจชายหนุ่มไปจากรายการปรปักษ์ยามเช้าตรงหน้า อีทึกเดินไปตามต้นเสียงแต่สายตายังรั้งรออยู่ที่มวยคู่เอกในห้องนั่งเล่น

            ดูเหมือนว่าตอนนี้คยูฮยอนจะนำอยู่


สวัสดีครับ อีทึกพูด ปาร์คจองซูกรอกเสียงใสลงไป มั่นใจว่าต้องเป็นคนรู้จักแน่นอนเพราะเป็นเบอร์ที่ปกปิดอย่างดี


ปลายสายคือเสียงหญิงวัยกลางคน ติดจะแหบๆ...เจือสะอื้นเล็กน้อยทว่าชายหนุ่มก็ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรมากมาย บุคคลที่คู่สายอยากจะสนทนาด้วยคือน้องคนหนึ่งในวงมวยเมื่อครู่


...ทงเฮหรือครับ ซักครู่นะครับ เดี๋ยวผมไปตามให้

 

 


 “พ่อ...เสียแล้วเหรอฮะ


 

เสียงเบา แต่เรียกความสนใจจากสมาชิกคนอื่นที่อยู่แถวนั้นได้ครบทุกคน  อีทึกอ้าปากค้างขณะที่ซองมินรีบเดินเข้าไปประชิดตัวคนเป็นเพื่อน  ปฏิกิริยาของคนอื่นก็ไม่ด้อยไปกว่ากัน  ที่ประตูห้องครัว ชินดงชะงัก กลืนคำร้ายๆที่เตรียมจะพ่นออกมาใส่เพื่อนขาแร็ปกลับไปแล้วเปลี่ยนเป็นปิดปากเงียบ ส่วนคนที่เพิ่งจะแย่งจอยเกมมาจากมือพี่ชายกลับปล่อยมันทิ้งลงพื้นดังผลั่วะ หน้าจอแสดงเกมโอเวอร์สีแดงฉานแต่กลับไม่มีการเริ่มต้นใหม่เมื่อคนเล่นก้มหน้านิ่ง เรือนผมที่ปรกหน้าผากมนบดบังดวงตาลึกล้ำคมกริบไปเสียสิ้น


ความเงียบบังเกิด


อีทงเฮกัดริมฝีปากจนเจ็บกับน้ำเสียงสั่นสะท้านแทบไม่เป็นคำของผู้เป็นมารดา มือกำหูโทรศัพท์แน่น


ละ...ลูก...กละ...กละ...ฮึก...กลับมา...ดะ...ได้...มั้ย พะ...พ่อเค้า...พ่อเค้าคง...อยาก...อยู่กับลูก...เป็น...ครั้งสุดท้าย แม่...อยะ...อยากทำ...ทำพิธี...พร้อม...กับ...ลูก เด็กหนุ่มเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะฝืนกล่าว

ฮะ ผมจะกลับไปให้เร็วที่สุด

จ้ะ แม่...จะ...จะรอนะ

แม่...ไม่เป็นไรใช่ไหมฮะทรมานเหลือเกินกับการที่ต้องคุมสติไว้ไม่ให้หายไป วินาทีนี้ทงเฮนึกขอบคุณความเป็นนักร้องของตนเองสุดใจที่ทำให้สติและอารมณ์ความรู้สึกถูกกักเก็บไว้ได้โดยไม่รั่วไหล


เขาจะไม่ทำแม่ตกใจอีก แม่เสียใจพอแล้ว


จ้ะ...ทะ...ทงฮวา...อยะ...อยู่กับ...แม่...แล้ว แล้วลูก..ขอ...บริษัทได้นะ...แน่เหรอ...ทะ...ทงเฮ

ผมขอได้อยู่แล้ว แม่ไม่ต้องเป็นห่วง...ครับ.........แล้วผม...จะไป...ให้เร็วที่สุด...อืม...พี่ดูแม่ด้วยนะ เดี๋ยวผมจะรีบไป...ครับ...รักแม่นะครับ...


ทงเฮจบบทสนทนาด้วยน้ำเสียงอดกลั้นหากอ่อนโยนนิ่ง


พลั่ก!


มือที่ถือโทรศัพท์นิ่งเมื่อครู่ร่วงผล็อยลงตั้งแต่ประโยคสุดท้าย ไม่เหลือเรี่ยวแรงจะทำอะไรอีก สมาชิกคนที่เก้าเม้มริมฝีปากแน่น ยืนตัวสั่นเทิ้มหน้าซีดขาวโดยมีรูมเมทสีชมพูปลอบไม่ห่าง หูโทรศัพท์บ้านนอนกลิ้งอยู่กับพื้นอย่างไร้คนสนใจ


ผมจะกลับมกโพ


สุดท้ายทงเฮก็เอ่ยขึ้นมา เขาเห็นพี่อีทึกถลันเข้ามาใกล้ก่อนจะชะงัก และทงเฮก็ไม่ได้แสดงกิริยาว่าต้องการคำปลอบโยนจากพี่ใหญ่ของวงในตอนนี้


รู้ดีว่าพี่เป็นห่วง  อยากปลอบ

แต่เขา...ไม่ต้องการมัน


ใจเย็นๆนะทงเฮ

ผมจะกลับบ้าน


ภายในอกมันตื้อไปหมด เสียงของมารดายังสะอื้นอยู่ข้างหู เสียงพี่ชายที่แหบแห้งผิดกับอีทงฮวาคนร่าเริง ปลาตาโตเบือนหน้าไปยังสมาชิกคนอื่นก็เห็นไม่มีใครพูดอะไรออกมา

ก็ดี...เพราะเด็กหนุ่มไม่รู้ตัวเองเหมือนกันว่าถ้ามีใครกล้าพูดอะไรไม่เข้าหูขึ้นมา เขาจะถลาไปกระชากคอมันโขกกับผนังห้องหรือจะปล่อยน้ำตาร้องไห้เป็นไอ้ขี้แพ้ ให้สมกับที่ตอนนี้มันปริ่มขึ้นมาท่วมอกจนจะหายใจไม่ออก


อีทงเฮก้มหน้าไม่สบสายตาใคร

            เมื่อกี้ เขายังหัวเราะกับซองมิน ท้าตีท้าต่อยกับคยูฮยอน และเดินมารับโทรศัพท์ทางไกลจากมกโพจากมือพี่อีทึก

หาก

            วินาทีนี้...พ่อของทงเฮเสียแล้ว


ทงเฮ พี่ว่า...

พี่จะจองตั๋วกลับมกโพให้ผมหรือจะให้ใครไปส่ง

ทงเฮ...

ขอเร็วที่สุดเท่าที่ได้นะครับ ผมจะกลับวันนี้เลย เด็กหนุ่มพยายามประหยัดคำพูดเพราะกลัวว่ามันจะมีอย่างอื่นหลุดออกมาด้วย

            ใจเย็นๆก่อนนะ มัน...

เย็นเหรอ พี่จะไปเข้าใจอะไรล่ะ ก็พูดได้นี่


และแล้วความอดทนก็สิ้นสุด ไม่ต้องเก็บ  ไม่ต้องกัก  ไม่ต้องพยายามอะไรอีกต่อไป  ทงเฮสะบัดเพื่อนออก ปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างในใจระเบิดออกมากับประโยคตะโกนเสียงดังราวฟ้าผ่า


พ่อผมตาย พี่ได้ยินไหม ตายแล้ว พ่อตายแล้ว ผมจะกลับบ้านไปหาพ่อ!!!!!!!!”


            ไม่มีแม้กระทั่งเสียงลมหายใจหลังจากที่ทงเฮพูดจบ


เด็กหนุ่มค่อยๆทรุดตัวลงกับพื้น หยาดน้ำตาทะลักริน มือขาวอวบของซองมินกลับมาลูบไล้ไปมาบนร่างกายเขาอีกครั้ง ได้ยินน้ำเสียงเล็กนั้นกระซิบซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าไม่เป็นไร...ไม่เป็นไร


            ทะ...ทำไมล่ะ...ซอง...มิน ทำ...มะ...ไมพ่อตาย...ตายแล้ว ฉัน...ฉะ...ฉัน...ยังไม่ได้...ไป...หาขะ....เขา...เลย


อีทงเฮสะอื้นออกมาเสียงดัง ไม่คิดจะอายหรือปกปิดความรู้สึกจากสมาชิกคนไหนอีกต่อไปแล้ว ในเมื่อคนสำคัญที่สุดได้จากไปอย่างไม่หวนกลับ


พ่อคือคนสำคัญที่สุดของเขา


ภาพชายวัยกลางคนหน้าตามีริ้วรอยจากการทำงาน หากเมื่อเห็นลูกชายคนเล็กเข้ามาอยู่ในสายตาเมื่อไหร่ท่าทางเหน็ดเหนื่อยนั้นก็จะถูกเก็บ เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกว้างในทันที


พ่อต้อนรับทงเฮด้วยรอยยิ้มเสมอ

ทงเฮเจอพ่อครั้งสุดท้ายเมื่อห้าเดือนที่แล้ว


ตั้งแต่เด็ก เด็กหนุ่มมีผู้ชายคนนี้คนเดียวเป็นแรงบันดาลใจให้เขาเข้ามาตามหาความฝัน...มาเป็นนักร้องแทนเจ้าตัวซึ่งไม่มีโอกาส แต่กลับหาทางที่จะสร้างโอกาสให้กับเขาอย่างไม่เกรงกลัวความเหนื่อยยากใดๆ 

พ่อคนสำคัญที่แม้กระทั่งการหลับตาครั้งสุดท้าย เขายังไม่มีโอกาสได้ไปปิดตาและเอ่ยอำลา 


นายยังมีฉันนะ


            เด็กหนุ่มหันตัวโผเข้ากอดเพื่อนเพียงคนเดียวในวงแน่น ซุกหน้าลงกับไหล่เล็ก ปล่อยน้ำตาไหลเลอะเสื้อสีชมพูอ่อนตัวนิ่มจนเปียกชุ่มซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่ได้ว่าอะไร ซองมินปล่อยให้ทงเฮระบายความรู้สึกทุกอย่างออกมาเต็มที่


            ร้องออกมาทงเฮ ร้องออกมาให้หมดแล้วนายจะได้เข้มแข็ง

มัน...ยากนะ...ซะ...ซองมิน     

     

อีทึกมองภาพเหล่านั้นด้วยความเจ็บปวด น้องชายที่ไม่เคยมีแม้น้ำตาหยดเดียวบัดนี้ร้องไห้สะอึกสะอื้นราวกับลมหายใจจะขาดห้วง แต่เขากลับทำอะไรไม่ได้เลย


น้องไม่ต้องการอีทึก แล้วชายหนุ่มจะทำอะไรให้ได้

ปาร์คจองซูไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าขนาดนี้มาก่อน


            นายทำได้แน่ๆ ร้องออกมาแล้วนายก็จะกลับเป็นคนเก่า นายเป็นลูกพ่อนายต้องเข้มแข็งสิ


            ได้ผลเมื่ออีทงเฮพยายามกลั้นสะอื้นจากคำกล่าวนั้น น้ำเสียงประโยคถัดไปยังกระท่อนกระแท่น


พ่อ...อยากเห็นฉันมีคอนเสิร์ต...ของ...ตัวเองซักครั้ง...เขายังไม่ทันเห็น...เลยนะ...ซองมิน...ยังมะ...ไม่ได้เห็นฉัน...ตะ...เต้นเดี่ยวเลย


            แทนคำตอบกระต่ายตัวขาวลูบเรือนผมเพื่อนอ่อนโยน


 

 

 อีทึกค่อยๆลากขากลับมานั่งแหมะที่โซฟากลางบ้านอย่างเหน็ดเหนื่อยหลังจากที่ส่งน้องชายคนที่เก้าพร้อมกับคิมฮีชอลขึ้นรถของบริษัทเรียบร้อยในตอนสายของวัน  

พิกัดปลายทางคือที่มกโพ 


การข่าวของต้นสังกัดเขารวดเร็วเสมอ เพียงไม่ถึงชั่วโมงที่อีทงเฮประท้วงจะกลับบ้านโดยการเก็บตัวเงียบอยู่ในห้อง ไม่พูดคุยไม่มองหน้าใครนอกจากกระต่ายคนสนิท ผู้จัดการของเขาก็โทรกลับมาพร้อมกับคำอนุญาตของบริษัทเอสเอ็ม พร้อมทั้งคำกำชับว่าให้พาสมาชิกที่ไม่ติดงานกลับไปด้วยหนึ่งคน


ตอนแรกเขาอยากให้ซองมินเป็นตัวแทนไปกับปลาตะวันออกทว่าตารางงานถ่ายทำมินิดราม่าของเจ้าตัวนั้นสำคัญเกินกว่าจะเลื่อนได้ เขาเองในฐานะหัวหน้าวงจำเป็นต้องอยู่ประสานงาน ดังนั้นรายชื่อผู้ที่ว่างในวันสองวันถัดไปจึงถูกล่าอย่างละเอียดถี่ถ้วน  สุดท้ายคิมฮีชอลคือตัวเลือกที่ดีที่สุดที่มี  ซึ่งเจ้าตัวก็รับคำมั่นเหมาะว่าจะไม่ไปทำลายอาละวาดในงานศพเขาให้เป็นที่ขายหน้า


            อีทึกเบาใจลงนิดหน่อยเพราะถึงจะขี้วีนและปากร้าย หากลงเพื่อนคนนี้ให้คำสัญญาไว้แล้ว คิมฮีชอลจะไม่มีวันผิดคำพูดตัวเองเป็นอันขาด  คนที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าคือทงเฮ   


ขอให้น้องทำใจได้และลุกขึ้นมาสู้ใหม่ ขอให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี


ยังไม่ทันจะได้หลับตาพักเหนื่อย โทรศัพท์มือถือก็ส่งเสียงร้องน่ารำคาญ น้ำเสียงรับสายของอีทึกระโหยโรยแรง


ครับพี่ซึงฮวาน

จองซู  ทงเฮกับฮีชอลขึ้นรถเรียบร้อยแล้วใช่ไหม

แล้วครับ

ดีๆ แค่นี้แหละ...เอ๊ะ ว่าแต่นายเป็นอะไร ทำไมเสียงดูเหนื่อยๆ


ความเอาใจใส่เล็กน้อยทำให้เขารู้สึกดีขึ้น อย่างน้อยผู้จัดการก็ไม่ได้ทอดทิ้งให้ชายหนุ่มทำเองทุกอย่างไปเสียทีเดียว


ไม่เป็นไร ผม...แค่หิว

งั้นก็ไปหาอะไรกินซะล่ะ เอาแค่นี้นะ

ครับ


วางโทรศัพท์สีขาวมุกลงข้างตัวแต่เขาก็ยังไม่มีความคิดที่จะปฏิบัติตามคำพูดของอีซึงฮวาน เหมือนเรี่ยวแรงมันถูกสูบไปหมด ไม่อยากแม้กระทั่งจะขยับตัว


หรือปาร์คจองซูจะแก่แล้วจริงๆนะ?



ชายหนุ่มขาดการพักผ่อนมานานจนไม่ได้นับ ไม่มีวันไหนที่จะได้นอนหลับเต็มตื่น กินข้าวเป็นเวลา...หรือกินจนอิ่มโดยที่ไม่มีน้องคนไหนทะเลาะกันขึ้นมาให้หมดอารมณ์กินเสียก่อน การเป็นหัวหน้าวงซูเปอร์จูเนียร์เหมือนจะลิดรอนพลังชีวิตอีทึกไปวันละส่วนจริงๆ


เปลือกตาบางถูกข่มลงให้ปิดเอาแรงแม้ว่าน้ำย่อยในท้องจะตีประท้วง    

กินกับนอน ขอเลือกนอนก่อนน่าจะดีกว่า ภาวนาให้ปาร์คจองซูอยู่รอดไปจนถึงวันที่วงเป็น วง จริงๆด้วยเถอะ


กลัวแต่ว่าเขาอาจจะไม่มีโอกาสได้อยู่จนเห็นวันนั้น  

 

 


งานศพของบิดาน้องชายคนที่เก้าเป็นงานเรียบง่าย มีผู้มาร่วมงานไม่มากนักนอกจากคนสนิทจริงๆ และนั่นก็ทำให้ฮีชอลได้เห็นความรักในครอบครัวเล็กๆอย่างลึกซึ้ง    


ตั้งแต่ที่มาถึงอีทงเฮก็ถลาเข้าหาแม่และผู้เป็นพี่ชาย ซุกหน้าร้องไห้เป็นเด็กๆไม่หลงเหลือรูปลักษณ์ของศิลปินดังระดับประเทศไว้เลยแม้แต่นิดเดียว ภาพใหม่ๆจากด้านที่แตกต่างของคนเป็นน้องทำให้ชายหนุ่มมองน้องชายด้วยความรู้สึกที่แตกต่างไปจากเดิม  


ลูกปลาทะเลในยามนี้มิใช่เด็กหัวแข็ง ไม่พูดไม่จาทำตัวน่าหมั่นไส้ใส่พี่ๆเหมือนเวลาอยู่ที่บ้านตามปกติ ทว่าย้อนเวลากลับไปเป็นเด็กชายตัวเล็กๆที่กำลังต้องการเกราะกำบังพักพิง


แต่

ถึงจะคิดได้เช่นนั้น ความตะขิดตะขวงใจก็ยังมากเกินกว่าที่เขาจะยอมเดินเข้าไปปลอบโยนหรือทำอะไรซักอย่างให้สมกับหน้าที่ที่ได้รับมา


ริมฝีปากบางแดงบิดเบ้   


หึ ไม่น่าตลกไปหน่อยหรือ? ให้คนบ้านแตกอย่างฮีชอลมาเป็นเพื่อนคนที่ถึงแม้จะขาดพ่อหากครอบครัวที่อบอุ่นก็ยังเหลืออยู่ถึงสองคนก็ฝืดฝืนจิตใจพอแล้ว ถ้าจะให้ไปปลอบเด็กที่ไม่เคยนับเนื่องเป็นน้องด้วยซ้ำเนี่ย...มันเกินไป


คิมฮีชอลไม่ใช่คนที่อดทนอะไรได้นานนัก โดยเฉพาะเมื่อต้องฝืนดูภาพบาดตาบาดใจ  ความอ่อนโยนที่อบอวลออกมาชัด  ครอบครัวอบอุ่นที่เขาไม่เคยมี


อาการโหยหากลั่นตัวออกมาเป็นฝ้าน้ำจนฮีชอลต้องรีบกะพริบตาถี่ๆ และเมื่อเปิดเปลือกตาขึ้นมาอีกครั้ง กรอบร่างสูงโปร่งของใครคนหนึ่งก็เคลื่อนเข้ามาในสายตา 


อีทงฮวา... ?


ฮีชอลหรี่ตาลงพินิจพิเคราะห์


ใบหน้านั้นไม่ได้ผิดเพี้ยนไปจากน้องชายนัก แต่ออกจะคมคายมากกว่าทงเฮที่กระเดียดไปทางหนุ่มหน้าหวาน  อีทงฮวายืนห่างไปในระยะสามถึงสี่เมตรก่อนจะค่อยเข้ามาใกล้

ประเด็นก็คือพี่ชายของสมาชิกในวงมีปัญหาอะไรกับเขา


นัยน์ตาโตจ้องเป๋งถูกส่งไปแทนคำถาม เรียวบางหุบสนิทไม่ปรากฏรอยยิ้ม


ขอบคุณมากที่มาเป็นเพื่อนทงเฮ

...ผมมาในฐานะตัวแทนบริษัท... เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหน

ถึงอย่างนั้นก็ขอบคุณ ทงฮวากล่าวย้ำเมื่อเห็นสีหน้างงงวยของสมาชิกหน้าสวยแห่งซูเปอร์จูเนียร์แล้วจึงเสริมว่า  

ทงเฮน่ะอ่อนไหวง่าย...ไม่ว่าจะเรื่องอะไรเจ้าเด็กนั่นก็สามารถบ่อน้ำตาแตกจนคนที่บ้านเป็นห่วงกันใหญ่โตว่าไปอยู่โซลจะเป็นอะไรไหม แต่ทุกครั้งที่โทรกลับมาเขามักจะพูดอยู่เสมอว่าพี่ๆน้องๆดีกับเขามาก เข้าใจเขาไม่ต่างอะไรกับคนในครอบครัว  แล้วยิ่งเหตุการณ์แบบนี้ การที่คุณนั่งมาด้วยตลอดทางคงจะช่วยให้ทงเฮดีขึ้นมาก ขอบคุณที่ปลอบเขา

ฉัน...เอ่อ...ผม...ไม่...


พูดไม่ออกว่าตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันเขายังไม่เคยเห็นน้ำตาของทงเฮเลยแม้แต่หยดเดียว พี่ชายของทะเลตะวันออกแปลคำกล่าวตะกุกตะกักนั้นเป็นการเกรงใจ ชายหนุ่มยิ้ม


พวกเราดีใจจริงๆที่ทงเฮได้เพื่อนดีๆแบบนี้ ขนาดงานศพพ่อคุณยังอุตส่าห์มา...เราหายห่วงแล้วว่าน้องจะไปนั่งเงียบคนเดียวอีกหรือเปล่า...จะร้องไห้คนเดียว...จะเหนื่อยอยู่คนเดียวโดยที่ไม่มีคนมาเข้าใจ โชคดีเหลือเกินที่ทงเฮได้มาอยู่ซูเปอร์จูเนียร์  ถ้ามีโอกาสผมก็อยากเข้าไปหาและขอบคุณทุกคนที่ดูแลน้องให้อย่างดี

...มะ...ไม่เป็นไร   


ท่าทางจริงใจของคนตรงหน้าทำให้ฮีชอลหลุดปากออกไปโดยอัตโนมัติ ก่อนจะก้มหน้าหลบสายตาด้วยความละอายเมื่อรับรู้อยู่แก่ใจว่าความจริงแล้วนั้นทุกอย่างไม่ได้เป็น...และไม่เคยเป็นอย่างที่อีกฝ่ายกล่าวมาเลยแม้แต่นิดเดียว

เขาไม่อาจหักใจทำลายความหวังดีของพี่ชายต่อน้องชายลงด้วยอาวุธร้ายทางวาจาเช่นเคย ทั้งยังไม่อาจทำเช่นนั้นได้ในวันสำคัญของสองพี่น้องตระกูลอี


รัก...เจ้าเด็กหัวแข็งนั่นน่ะเหรอบอกคนที่บ้านแบบนี้

ทั้งที่เขาคิดว่าครอบครัวของสมาชิกจะรังเกียจเพื่อนร่วมวงลูกชายจนไม่อยากมองหน้า


รู้ไหมว่าเด็กๆน่ะผมเคยชกทงเฮด้วยนะ...


น้ำเสียงทุ้มๆดึงสติของฮีชอลกลับมาอีกครั้ง คิ้วเรียวสวยเลิกคิ้วเป็นเชิงสงสัย


ทงเฮโรคจิตตรงที่ชอบตามตื๊อคนที่แก่กว่า เขาชอบมาเล่นกับเพื่อนผมจนผมรำคาญ วันนั้นหงุดหงิดมากเลยต่อยเข้าให้ เขาคงจะทำแบบนั้นกับพวกคุณด้วยสินะ...   

..............................


ความสามารถพิเศษของอีทงฮวาคือการต่อบทสนทนาไปเรื่อยๆได้ทั้งๆที่ตัวเองพูดอยู่ฝ่ายเดียว


อย่ารำคาญทงเฮเลยนะ เด็กคนนั้นก็ชอบอ้อนชอบเล่นไปอย่างนั้นแหละ จริงๆแล้วเขาก็แค่เหงา แล้วก็...ติดพี่มากๆเลยด้วย ถึงชอบนัวเนียกอดคนโน้นคนนี้อยู่เรื่อย นัยน์ตานั้นเปล่งประกายความสุขเห็นได้ชัดยามเล่าถึงผู้ร่วมสายเลือดเพียงคนเดียว


ฮีชอลเบือนหน้าไปแอบกระตุกยิ้มมุมปากกับพี่ชายที่รักน้องจนกระทั่งเอามาเผาให้เพื่อนของน้องฟังหมดถึงประวัติตั้งแต่ยามลืมตาดูโลกจวบจนกระทั่งเติบโตเป็นซูเปอร์จูเนียร์ทงเฮในปัจจุบัน  ทงฮวาพูดไปเขาก็ฟังไปเรื่อยๆเช่นกัน...สองปีที่ผ่านมายังรู้จักน้องชายคนนี้ได้ไม่เท่ากับเรื่องราวผ่านริมฝีปากพี่ชายทงเฮเพียงไม่ถึงสิบนาที   


อีทงเฮคนนั้น...มีชีวิตชีวาได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ...?


ว่าแต่...เล่าเรื่องของทงเฮเวลาอยู่โซลให้ผมฟังบ้างสิ เป็นยังไงบ้าง น้องผมเข้ากับคนอื่นๆได้ดีใช่ไหม แล้วเรื่องงานล่ะ เหนื่อยมากหรือเปล่า...


เมื่อคนที่เคยเป็นฝ่ายพูดเจื้อยแจ้วชักจะอยากเปลี่ยนหน้าที่เป็นผู้ฟัง คิมฮีชอลก็ถึงคราวตกที่นั่งลำบากบ้าง


เอ่อ...

เล่ามาเถอะ รับรองผมไม่เอาไปบอกทงเฮหรอกว่าคุณเอาน้องมานินทา

ไม่ใช่อย่างนั้น คือ...


โว้ยยย อยากรู้นักหรือไงว่าน้องชายตัวเองสันโดษมากแค่ไหนน่ะ ถามเซ้าซี้จริงๆ


หนุ่มหน้าสวยอาละวาดในใจ ถ้าเป็นคนอื่นในวงก็คงจะสามารถยิ้มและแต่งเรื่องสดๆตอบออกไปได้ไม่มีติดขัด ทว่านี่คือเขา...คิมฮีชอล...คนที่ขนาดอยู่บนเวทียังไม่วายจะหลุดนิสัยเดิมๆออกมา ฉะนั้นการจะให้เขาทำแบบนั้นน่ะเลิกคิดไปได้เลย

แล้วนี่เขาจะทำอย่างไรดี


พี่...


ฮีชอลถอนหายใจเฮือกใหญ่ รอดตัว


ยังไม่ทันจะโทษฟ้าโทษดินเป็นลำดับต่อไป อีทงเฮวิ่งกระหืดกระหอบมายืนข้างพี่ชายด้วยสีหน้าหวั่นวิตก ดวงตายังบวมช้ำจากการร้องไห้ ในใจคนหน้าสวยรับรู้ได้โดยอัตโนมัติว่าน้องชายคนที่เก้ากำลังหวั่นเกรงว่าความลับที่เฝ้าปกปิดครอบครัวมานานจะถูกนำมาตีแผ่ด้วยฝีปากของเขา

 


 

 “มีอะไรจะพูดกับฉัน  


ฮีชอลเปิดปากถามด้วยน้ำเสียงห้วนตามปกติหลังจากถูกน้องชายจอมตื่นตูมลากแขนออกมาโดยอ้างว่าผู้จัดการโทรมาหา ไม่นำพาต่อเสียงโวยวายของอีทงฮวาก่อนจะปล่อยแขนเขาลงเมื่อทั้งสองมาหยุดอยู่ในห้องๆหนึ่ง

ถ้าเป็นสมัยก่อน...ไม่สิ...แค่เมื่อวาน...แล้วเด็กนี่มาทำแบบนี้กับเขานะ...คิมฮีชอลเอาตายไปนานแล้ว

ชายหนุ่มประสานสายตาตนเองเข้ากับสายตาหวาดๆของคนเป็นน้อง


พี่...พูดอะไรกับพี่ทงฮวาหรือเปล่าครับ


คิ้วสวยเลิกขึ้น ในใจชักสนุก


พูดอะไร แล้วมันอะไรล่ะ

ก็... เด็กหนุ่มสะบัดมืออย่างหงุดหงิด


ทงเฮไม่รู้ตัวว่าบรรยากาศคุ้นเคยและการที่ได้ใกล้ชิดกับครอบครัวทำให้ตนเองรู้สึกปลอดภัย และมั่นคงมากเพียงพอจนกระทั่งเผยนิสัยบางส่วนออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ สีหน้าท่าทาง การพูดจา และอะไรหลายๆอย่างที่อ่อนลงรวมถึงความรู้สึกที่แสดงออกมามากขึ้นอยู่ในความสังเกตของพี่ชายหน้าสวยตลอดเวลา

แล้วมันก็น่าสนใจดี 


ฮีชอลยักไหล่กับใบหน้าบูดบึ้งเหมือนเด็กถูกขัดใจที่แวบออกมาให้เขาเห็น     


ไอ้เจ้านี่...ก็มีอารมณ์ความรู้สึกกับคนอื่นเขาเหมือนกันนี่นา นึกว่าวันๆดีแต่เสียบหูฟังใส่หน้ากากเสียอีก อ้อ ไม่สินะ ตั้งแต่มันสนิทกับซองมิน สองคนนั่นก็ดูดีมีชีวิตขึ้นมาหน่อย ไม่ทำตัวเป็นตุ๊กตาหน้าเฉยเหมือนเมื่อก่อน

แต่ก็ยังไม่เท่ากับตอนนี้


ก็อะไรล่ะ พูดมาสิ จะเงียบอีกนานมั้ย แม้จะไม่ได้รู้สึกโกรธเคือง ทว่าน้ำเสียงตวัดเย็นชานั้นก็เป็นไปโดยอัตโนมัติเสียแล้ว

ก็...พูดเรื่อง...วงเรา เรื่องหอพัก...

ฉันก็ตอบทุกเรื่องที่พี่นายถาม ก็แค่นั้น


ทงเฮหน้าเผือดหนักกับคำตอบของสมาชิกร่วมวง

นั่นแหละที่เป็นปัญหา...พี่ทงฮวาปากมากจะตายไป


ยอมทุกอย่าง เขายอมทุกอย่าง ให้ทำอะไรก็ได้ แต่ขออย่างเดียว...อย่าบอกแม่กับพี่เรื่องนี้ เขาอดทนได้หมดถ้าคนที่เขารักมีความสุข  ทงเฮในสายตาครอบครัวคือศิลปินที่ประสบความสำเร็จทั้งหน้าและหลังเวที

แม่กับพี่ต้องไม่รู้


แล้ว...แล้วพี่ทงฮวาถามอะไรไปบ้าง     


อาการราวกับสิ้นไร้ไม้ตอกสุดชีวิตทำให้คนกุมอำนาจเหนือกว่าโดยไม่ได้ตั้งใจเริ่มจะเวทนาขึ้นมาบ้าง  ไม่อยากจะยอมรับเลยว่ามันสนุกและสะใจไม่น้อยที่เห็นคนที่เคยนิ่งเฉยไม่สนใจอะไรหรือใครหน้าไหนแสดงสีหน้าแตกต่างกันแทบจะไม่ซ้ำในทุกนาทีให้ดู ทว่าในอีกวินาทีหนึ่งฮีชอลก็ระลึกขึ้นมาได้ว่าเด็กตรงหน้านี่เพิ่งจะเสียบิดาผู้เป็นเสาหลักของครอบครัวไปไม่ถึงวัน


ชายหนุ่มหน้าสวยพรูลมหายใจแรง

เอาล่ะ ถือว่าเขาทำตามสัญญาที่ให้กับปาร์คจองซูไว้ก็แล้วกัน


มือขาวเรียวยกขึ้นค้างเหมือนไม่มั่นใจ ก่อนที่มันจะแปะลงไปบนบ่าเล็กของคนตัวเตี้ยกว่า จากมุมสูงฮีชอลเห็นสายตาน้องชายช้อนมองงุนงง แล้วก็อดขัดเขินไม่ได้  

เขายังไม่เคยแตะต้องตัวสมาชิกนอกจากบนเวทีมาก่อนเลยนะ

ชายหนุ่มข่มความรู้สึกแปลกๆขณะพูดว่า


นายน่ะ...หยุดเอาเวลามาคิดอะไรไร้สาระแบบนี้ได้แล้ว

.............................

มาหาพ่อไม่ใช่เหรอ ก็ไปอยู่กับพ่อเสียสิ บริษัทไม่ได้ให้เวลานายทั้งอาทิตย์หรอกนะ การงานรออยู่อีกเยอะแยะ ใช้เวลาให้คุ้มค่าจะดีกว่า


หน้าตาเหมือนจะมีข้อโต้แย้งทำให้ฮีชอลพูดต่อ น้ำเสียงยังคงห้วนสั้นและเยียบเย็นทว่าทุกกระแสนั้นจริงใจ


วางใจเถอะ ถึงจะชอบหาเรื่องแต่ฉันรู้อะไรควรไม่ควรดี ความลับของนายก็จะยังเป็นความลับต่อไป ไม่ต้องห่วง แม่กับพี่นายเข้าใจมายังไง ฉันก็ไม่คิดจะไปแก้ความเข้าใจนั้น เขาจะรับรู้เท่าที่นายอยากให้รู้เท่านั้น สบายใจได้แล้วก็ไปทำหน้าที่ลูกที่ดีเป็นครั้งสุดท้ายเสียที โอกาสไม่รอนายนานนักหรอก


ทงเฮพูดไม่ออกเมื่อมือสวยละออกจากบ่าตัวเองกลับไปกอดอกไว้อีกครั้ง


...มีครอบครัวดีๆให้ทำดีด้วยน่ะ ดีเท่าไหร่แล้ว...

          

  ประโยคสุดท้ายเหมือนกระซิบกับตัวเองทว่าคนเป็นน้องก็ยังอุตส่าห์ได้ยิน เด็กหนุ่มมองตามแผ่นหลังบางคล้ายผู้หญิงของพี่ชายออกไปขณะที่ในใจก็บังเกิดความคิดหนึ่ง ความคิดที่เขายังประหลาดใจตัวเองว่า

บางทีซูเปอร์จูเนียร์อาจจะไม่ได้มีแต่คนเลวก็เป็นได้

 

บางที...ถ้าเพียงแต่ลองเปิดใจให้กว้างดู



TBC. 



Talk:: ขอบคุณนะคะที่ยังติดตาม+อยากได้ฟิคเรื่องนี้อยู่ เรื่องรวมเล่มเราอยากรวมมากๆเลยค่ะ แต่ฟิคนี้มันก็สิบปีมาแล้ว คิดว่าหลายคนที่เคยอยากได้ตอนโน้นอาจจะเลิกติดตามไปแล้ว เลยต้องดูจำนวนคนที่อยากได้ในปัจจุบันอีกทีนะคะว่าจะมากพอที่จะเข้าโรงพิมพ์มั้ย ถ้าหากว่าทำเป็นเล่มจริงๆไม่ได้เราอาจจะเอาลงเป็นอีบุ๊คแทนนะคะ แต่ก็ต้องหาคนดูปกดูอะไรให้อีกเหมือนกัน 

> < บอกตามตรงว่าเราโง่คอมกับกราฟฟิคมากๆ เขียนเป็นอย่างเดียว 

ขอบคุณอีกครั้งนะคะ เจอกันตอนหน้าค่า 

Psyche

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,034 ความคิดเห็น

  1. #996 ✖ B2UTYzZ :D ✖ (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 / 04:00
    รวมเล่มเถอะคะ
    เราพึ่งมาติดตามทีหลังนะ
    ยังชอบมาก คือให้ความรู้สึกซุปเปอร์เนียร์จริง

    ประทับใจ ชอบ ที่สุดแล้วเรื่องนี้คะ
    #996
    0
  2. #993 meepung (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:51
    มันหน่วงๆอึนๆ พี่ทึกอย่าคิดแบบนั้น พี่ไม่ได้อยู่คนเดียวนะ
    จะอีบุ๊คหรือรวมเล่มเข้าโรงพิมพ์ได้หมดทั้งนั้นค่ะ อยากใด้จริงๆนะ ครั้งก่อนเป็นเด็กน้อยเงินไม่มี ครั้งนี้ทำงานแล้สพร้อมเปย์ค่าาาาา
    #993
    0
  3. #992 jew_99 (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 / 08:17
    แงงงงง อ่านแล้วร้องไห้ตามไปเลยค่า หลายคนเริ่มเปิดใจขึ้นมานิดๆแล้ว
    #992
    0