[Super Junior] :: Problem Child :: (SJ-KangTeuk feat. All members)

ตอนที่ 49 : Problem Child 07 #Reup

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 129
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    14 ส.ค. 59

Problem Child 07 


หลับไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ รู้แต่ว่าพอปาร์คจองซูตื่นขึ้นมาอีกรอบ ผู้จัดการหน้าโหดก็มายืนเก๊กเหี้ยมอยู่ตรงหน้าเขาเสียแล้ว นักร้องหนุ่มถูกสวดยับว่าไม่รู้จักดูแลตัวเองแถมยังมารบกวนใช้ห้องคนอื่นเขาอีก ส่วนเจ้าตัวต้นเหตุที่ลากเขามาแหมะไว้ที่โซฟาก็ดันหายจ้อย หนีไปไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น แล้วใบหน้าหวานที่เริ่มจะมีสีสันขึ้นมาบ้างก็ถึงคราวเบ้หนักขึ้นอีกรอบเมื่อได้รู้จากผู้จัดการคนเดิมนั่นแหละว่าคนที่พูดกับเขาไว้ดิบดีว่าจะพากลับบ้านกับสมาชิกบางคนยังมีงานถ่ายแบบและสัมภาษณ์รอคิวยาวอยู่จนถึงเย็นจึงต้องแยกไปกับผู้จัดการอีกคนโดยรถอีกคันหนึ่ง


ในใจมันโหวงแปลกๆเมื่อได้รับรู้ว่าคำสัญญานั่นไม่มีความสำคัญใดๆสำหรับรุ่นน้องตัวโตเลยแม้แต่น้อย

แล้วจะมาสัญญาทำเพื่อ ก็รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองมีงานต่อ...


ไม่นานนัก ความหงุดหงิดไร้สาเหตุของคนรั้งตำแหน่งหัวหน้าวงก็ค่อยละลายไปเรื่อยๆตามกลิ่นหอมฉุยจากจานอาหารสี่ห้าจานบนโต๊ะตัวยาว เย็นนี้ต้องถือว่าโชคดีที่ฮันกยองซึ่งกลับบ้านมากับเขาก่อนอารมณ์ดีพอที่จะทำอาหารจีนให้พวกเขาทุกคนกินกัน แม้ว่ามันจะเป็นเพียงอาหารง่ายๆอย่างเนื้อผัดน้ำมันหอยกับไข่ทอดกินกับข้าวสวยร้อนๆ แต่เมื่อเทียบกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่อาศัยกระแทกปากกันไปวันๆแล้ว


อาหารมื้อนี้ก็เป็นยิ่งกว่าสวรรค์


สวรรค์อีกอย่างก็คือมันสามารถทำให้น้องๆมารวมตัวกันกินข้าวได้ถึงสิบคนแม้ว่าจะไม่ใช่มื้ออาหารเช้า ขาดเพียงยองอุนซึ่งยังไม่กลับ และซองมินทงเฮที่ขอนอนเล่นบนห้อง


ขอบใจมากนะฮันกยองที่ทำกับข้าวให้ เหนื่อยๆอย่างนี้แล้วได้กินเนื้อผัดมันสุดยอด อีทึกพูดทั้งๆที่ข้าวยังเต็มปาก เรียกรอยยิ้มบางบนใบหน้าหล่อแปลกตาของชาวต่างชาติเพียงคนเดียว เรื่องเดียวที่ทำให้มังกรยิ้มได้ในขณะที่อยู่กับวงก็คงเป็นเรื่องรสชาติอาหารฝีมือตัวเอง

ไม่เป็นไร เสียงทุ้มแผ่วเบา 


ฮันกยองเป็นแบบนี้เสมอ พูดน้อย แสดงความเห็นน้อยแต่สายตาบ่งบอกอะไรได้หลายอย่าง ส่วนหนึ่งคงเพราะภาษาที่ยังไม่ค่อยแข็งแรงนักนั่นเอง ทำไมอีทึกจะดูไม่ออกว่าคนหยิ่งทะนงในสายเลือดอย่างน้องคนที่สามต้องฝืนแค่ไหนเวลาอยู่ในรายการที่เจ้าตัวทำได้เพียงปั้นยิ้มและส่งเสียงหัวเราะออกมาร่วมกับแขกรับเชิญคนอื่นๆ


ไม่ต้องอายหรอกน่า มันอร่อยจริงๆ ชินดงฮีพูดเสริมทั้งที่ข้าวก็ยังเต็มปากไม่แพ้พี่ชายคนโต เมื่อเป็นพี่ชายคนที่ไม่ได้มีเรื่องมีราวกันมาก่อนเช่นฮันกยอง...คำชมที่ออกมานั้นคือความจริงใจ  

เห็นไหม ดงฮียังบอก ขนาดนายไม่ได้ทำบ่อยนะเนี่ย ฝีมือยังไม่ตกเลย...

ถูกเลย...

เฮอะ ยอกันเข้าไป รสชาติมันก็งั้นๆแหละ ดีกว่าน้ำซาวข้าวหน่อยนึง

รอยยิ้มที่เพิ่งจะได้แย้มหุบฉับ พร้อมทั้งบรรยากาศกร่อยๆกรุ่นกำจายไปทั่วทั้งโต๊ะ

ซีวอน อีทึกปรามเสียงต่ำใส่ร่างสูงผู้ซึ่งกำลังนั่งไขว้ขายกยิ้มสบายใจไม่หวั่นต่อสายตาใดๆของเพื่อนร่วมวง

ทำไม พูดเรื่องจริงไม่ได้หรือไง ไม่อร่อยก็ต้องบอกว่าไม่อร่อยสิ จะให้ชมแบบพี่มันก็โกหกกันชัดๆ  


น้องชายคนที่สิบของวงเป็นคุณชายมาก่อน บวกกับดีกรีนักแสดงที่ผ่านภาพยนตร์ละครมาแล้วหลายต่อหลายเรื่อง ฉะนั้นไม่ต้องห่วงว่าหน้าตาท่าทางในการมองคนให้รู้สึกได้ถึงความต้อยต่ำกว่านั้นชเวซีวอนจะถนัดมากขนาดไหน และตอนนี้เจ้าของตำแหน่งคุณชายสุภาพบุรุษก็กำลังแสดงมันออกมาได้อย่างดีสมกับชื่อเสียงที่สั่งสมมาเสียด้วย


อาหารแบบนี้ใครมันจะไปกินลงวะ น้ำมันเลี่ยนไปทั้งจานแถมจืดยิ่งกว่าอะไร ใช้มือหรือเท้าทำกันแน่เนี่ย


ไม่พูดเปล่า มือยาวจับตะเกียบคีบเนื้อผัดหน้าตาน่ากินขึ้นมาด้วยกิริยารังเกียจ แล้วจึงสะบัดโยนกลับไปในจาน แรงจนน้ำมันกระฉอกแทบจะกระเด็นโดนหน้าคนทำที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ใบหน้าหล่อยักคิ้วท้าทาย จ้องเขม็งไปที่พี่ชายชาวจีนไม่วางตาขณะที่ปากก็พูดออกมาว่า


เนี่ยเหรอไอ้อาหารจีนที่ภูมิใจนักภูมิใจหนา...ไม่ได้เรื่องสักกะผีก!!!”

หุบปากไปซักวันก็ไม่มีใครเขาว่าอะไรหรอกนะ อย่ามาพาลแล้วกัดไม่เลือกแถวนี้ ฟันเพิ่งขึ้นหรือไง

น้ำเสียงเยียบเย็นดังมาจากคนที่อายุมากเป็นที่สองของวง ครั้งนี้เขาอดไม่ยุ่งด้วยไม่ได้ ในเมื่อไอ้เด็กนี่มันยังกล้าพูดทั้งๆที่อาหารของมันก็พร่องไปจวนจะหมดแท้ๆ

ว่าผมเป็นหมาเหรอคราวนี้สิงโตหันมาขย้ำเอากับพี่อีกคนแทน

นายทำให้ฉันคิดเอง ฮีชอลหันข้างไปจ้องตาไม่หลบ ริมฝีปากบางยังประดับรอยยิ้มเหยียดเช่นที่ถนัด

หัวหน้าวงซูเปอร์จูเนียร์ลอบกวาดสายตาไปทั่วโต๊ะแล้วก็ต้องส่ายหน้าเมื่อสมาชิกที่ดูเหมือนจะตกอกตกใจเมื่อครู่กลับยกข้าวกินต่อราวกับว่าเสียงเหล่านั้นเป็นเพียงซีรี่ย์หลังข่าวที่ไม่ควรค่าแก่การสนใจ เจ้าเด็กคยูฮยอนแสยะยิ้มแล้วยักไหล่ทำตาวาวเหมือนเป็นเรื่องสนุกเสียด้วยซ้ำ 

เจริญเหลือเกิน...วงเขา

ก่อนจะพูดอะไรดูตัวเองซะบ้างก็ดีนะชเวซีวอน เพราะสงสารหรอกฉันถึงเตือนให้ ถ้ายังเปิดปากโดยไม่คิดแบบนี้ระวังซักวันจะดับไม่รู้ตัว ตระกูลชเวเขาสอนนายมาแปลกดีนะ

คิมฮีชอล!!!!!

ฉันรู้ชื่อตัวเองดี

ถอนคำพูดเดี๋ยวนี้นะ

เรื่อง...?” คิ้วเรียวเลิกขึ้นสูง

กล้าดียังไงมาว่าครอบครัวผม แล้วไอ้ตระกูลคิมมันดีนักหรือไง ถึงสั่งสอนลูกชายให้ออกมารสนิยมเกินรับแบบนี้น่ะ!!”  ไม่เพียงคำพูด ทว่าสายตาของเด็กรุ่นน้องกลับกวาดมองทั่วตัวและเสื้อผ้าของเขาด้วยแววประหลาด ที่แน่ๆคือสายตานั้นไม่ได้มีความเป็นมิตรแฝงอยู่เลยแม้แต่น้อย


ฮีชอลหรี่ตาลง...คิดจะเป็นศัตรูกับเขาอีกคนหรือไง เดี๋ยวได้มีเฮแน่ไอ้เด็กเวร ดวงหน้าที่เกินจะเรียกได้เต็มปากว่าเป็นชายคลี่รอยแย้มเย็นเฉียบ

เล่นกับลูกหมา...ก็สนุกดี แต่ต้องไม่ให้มันมาเลียปากได้แบบวันนี้ไม่อย่างนั้นฮีชอลก็ไม่เอาไว้เหมือนกัน


แว้งกัดไม่เลิกเลยนะ แล้วที่ปากเน่าๆของนายพ่นคำน่ารังเกียจออกมาให้คนอื่นได้ยินล่ะ...สมองน่ะเอาไปใช้ทำอะไรหมด เคยเจียดมันมาคิดบ้างมั้ยว่าเขาจะรู้สึกยังไง...หรือมันไม่มีไอ้อวัยวะส่วนนั้นมาตั้งแต่แรกแล้ว...ถึงพูดอะไรเรี่ยราดไร้หัวคิดขนาดนี้”   

สมองผมน่ะมีแน่ แต่มันมีค่าเกินกว่าที่จะเอามาคิดเรื่องไร้สาระอย่างไอ้อาหารขยะนี่... 

งั้นแกก็กินขยะอยู่งั้นสิ

ถึงได้อยากอาเจียนออกมาอยู่นี่ไง 

เถียงคำไม่ตกฟาก!!”

คราวนี้เสียงของคนเป็นรองเพียงหัวหน้าวงดังจนสามารถเรียกความสนใจจากสมาชิกคนอื่นที่นั่งไม่รู้ร้อนรู้หนาวมาเป็นเวลานานอีกครั้ง 

ยังไม่ทันที่ใครจะได้พูดอะไรต่อ คนที่เงียบมาตลอดอย่างกุ๊กชาวจีนก็ลุกขึ้นช้าๆ มือใหญ่เอื้อมไปถือจานสี่ห้าใบที่กำลังเป็นปัญหาถกเถียงกันอยู่ในตอนนั้นมาซ้อนๆไว้ด้วยมือข้างเดียวโดยไม่กลัวว่าก้นจานข้างบนจะไปทับอาหารในจานข้างล่างยังไงบ้าง ร่างสูงเพรียวแต่มีกล้ามอย่างคนออกกำลังกายสม่ำเสมอผละจากโต๊ะเดินตรงไปทางห้องครัว ใช้เท้าเขี่ยถังขยะออกมาจากนั้นก็ปล่อยเครื่องชุดกระเบื้องทั้งหมดในมือลงสู่เบื้องล่างโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนเลยซักนิด

เพล้ง!!

พี่ คิมรยออุกร้องออกมาอย่างลืมตัว

ทำบ้าอะไรของแกวะเยซองโวยวายเมื่อถ้วยข้าวสวยยังอยู่ในมือแต่ปราศจากของข้างเคียงให้คีบกินต่อ พอๆกับชินดงที่นิ่งค้าง

คนฟังมองตอบเฉยชา

ไม่อยากกิน...ก็ไม่ต้องกิน  


สิ้นคำพูด ฮันกยองก็หันตัวกลับเดินหนีออกไปจากห้องโดยไม่แม้แต่จะหันมองใคร เสียงฝีเท้าที่ดังเป็นจังหวะจากระดับเดียวกันกับพื้นแล้วค่อยๆลอยสูงขึ้นเรื่อยๆทำให้พอจะเดาได้ว่าหนุ่มชาวจีนได้กลับขึ้นไปเก็บตัวอยู่บนห้องเรียบร้อย ไม่มาคำนึงถึงว่าอีกเก้าชีวิต...หรือแปดหากไม่รวมคนก่อเรื่องจะเอาอะไรกินเข้าไปเป็นอาหารเย็นเมื่อกับข้าวที่เพิ่งเริ่มตักกันไปได้ไม่ถึงสิบนาทีบัดนี้ถูกอัญเชิญไปนอนนิ่งอยู่ในถังขยะของบ้านด้วยฝีมือของคนทำเองเสียแล้ว


เป็นไงล่ะ สะใจแล้วสิ ได้อดกันหมดทุกคน อีฮยอกแจปรายตามองไปยังคนคนเดียวที่ไม่ได้อาศัยหลับนอนที่บ้านหลังนี้

เพราะใครก็ไม่รู้ ปากพาจนจริงๆ


ประดุจราดน้ำมันเข้าใส่กองเพลิง คำพูดเพียงไม่กี่คำแต่มีผลให้สมาชิกลำดับที่ห้าของบ้านฟิวส์ขาดเอาได้ง่ายๆ ความหงุดหงิดที่เกิดจากการที่อาหารถูกพรากไปต่อหน้าต่อตาทำให้หนุ่มร่างอ้วนไม่คิดจะรักษาน้ำใจคนเป็นน้องไว้อีกต่อไป ชินดงฮีตวาดเสียงดัง


เออ เพราะปากหมาๆของใครก็ไม่รู้ ไม่ได้อยู่บ้านเดียวกันแท้ๆยังอุตส่าห์ทำเรื่องให้คนอื่นเขาได้อีก ไป กลับบ้านแกไปเลยไป๊ รกหูรกตา

ซีวอนหุบรอยยิ้มฉับ ตาวาวถึงแม้ในใจจะเริ่มสั่นไหว คำเดียวกันกับที่ใช้ว่าพี่ชายคนที่สามในใจทว่าเมื่อโดนเข้ากับตัวเองแล้วก็รู้สึกเจ็บแปลกๆ

ไล่แล้วยังไม่ไปอีก หน้าด้านจริงๆ ฮยอกแจสำทับเมื่อเห็นว่าศัตรูชักจะอ่อนกำลังลง

หุบปากนะอีฮยอกแจ

ก็อย่างงี้แหละ พวกคุณชายเส็งเคร็ง ฮยอนแดจะพังก็เพราะแบบนี้

น่าสงสารแทนประธานชเว มีลูกชายออกมาไม่ได้ความ มือใหญ่กำแน่นจนเห็นข้อขาวปูดโปน

ตัวซวย...อยู่ที่ไหนก็สร้างแต่ความเดือดร้อน

เกิดมาทำไมก็ไม่รู้


คำกล่าวลอยๆจากสมาชิกคนสุดท้ายของบ้านเป็นเสมือนฟางเส้นสุดท้าย ถ่วงรั้งน้ำหนักในจิตใจให้พังครืน ใบหน้าคร้ามแดงก่ำพอๆกับดวงตา ชเวซีวอนผุดลุกขึ้นชี้หน้ากราดเรียงตัวไม่เว้นแม้แต่หัวหน้าวงแล้วจึงผลุนผลันวิ่งออกไป ซ่อนหยดน้ำที่กำลังจะรินไหลไว้อย่างยากเย็น


ซีวอน ซีวอน 

อีทึกชักตกใจที่เรื่องราวไปกันใหญ่โตจึงลุกขึ้นบ้าง คนตัวผอมตามทันน้องชายตรงหน้าประตูบ้านพอดี คว้าไหล่ล่ำสันนั้นไว้แล้วออกแรงดึงให้หันกลับมาเผชิญหน้ากันตรงๆ

จะไปไหนถามเสียงอ่อนลงเมื่อเห็นว่าดวงตาแดงก่ำนั้นมีหยาดน้ำใสติดอยู่ปลายๆ คราวนี้เขาอาจจะปล่อยให้เจ้าพวกนั้นอบรมกันเองแรงไปหน่อย

กลับบ้านผมไง ปล่อย

ซีวอนกระชากเสียง สะบัดไหล่ออกจากการเกาะกุมของมือเรียวทว่าไม่สำเร็จ พี่ชายหน้าสวยจิกไหล่เขาไว้แน่น ถึงจะไม่มีเล็บแต่มันก็เจ็บใช่ย่อยเมื่อผู้กระทำลงน้ำหนักมืออย่างไม่คิดผ่อนแรงซักนิด

จะจิกทำไม ผมเจ็บนะ ปล่อย!!”  ในที่สุดซีวอนก็เริ่มใช้เสียงเข้าสู้

ไม่จิกไว้นายก็สะบัดหลุดน่ะสิ เลิกโวยวายแล้วมาคุยกันให้รู้เรื่องก่อน

ผมไม่มีอะไรจะคุยกับพี่

แต่พี่มี

 งั้นก็คุยกับลมไปคนเดียวละกัน ไม่เกี่ยวกับผมโอ๊ยยย!!”

หน้าหล่อแบบผู้ดีเหยเกเมื่อคนเป็นพี่เปลี่ยนแนวทางจากจิกธรรมดามาเป็นบิด...ด้วยแรงที่ไม่ธรรมดาแปรผกผันกับขนาดร่างกาย

อย่าโยกโย้ให้มากนัก พูดให้มันรู้ฟังหน่อย นายไม่ใช่เด็กอมมือแล้ว บอกแล้วไงว่ามีเรื่องจะคุยด้วย ใส่รองเท้าแล้วตามมานี่


อีทึกเน้นเสียง ทำตาดุใส่


ใช่ ปกติแล้วปาร์คจองซูเป็นคนอ่อน...อ่อนน้อม อ่อนโยน อ่อนปวกเปียก อ่อนไปซะทุกอย่างจนเกือบจะเรียกได้กลายๆว่าอ่อนแอ โดยเฉพาะน้องๆยอมได้เขาก็ยอมให้เสมอ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เหลืออดขึ้นมา ไม่ว่าน้องหน้าไหนก็ต้องฟังอีทึกเหมือนกัน

และตอนนี้เขาก็กำลังเหลืออดกับน้องที่ชื่อคุณชายชเวซีวอนอยู่


คนเป็นหัวหน้าวงจัดการลากน้องชายตัวปัญหาออกจากบ้านแล้วเดินเลี่ยงไปทางสนามหญ้าด้านข้าง ป้องกันพวกตัวสอดแนมทั้งหลาย อีทึกปล่อยร่างหนาๆให้แหมะลงกับเก้าอี้ชิงช้าแล้วยืนดักข้างหน้าไว้ ยกมือขึ้นกอดอกก้มหน้าลงมองอีกคนที่นั่งอยู่ในระดับต่ำกว่า ซีวอนยังคงหน้าตาบูดบึ้งขัดเคือง หากอาการต่อต้านก็ลดหายไปเหลือเพียงการนั่งเฉยๆเท่านั้น  นอกจากลมหายใจแรงที่บ่งบอกความแปรปรวนอยู่บ้าง


เอาล่ะ สงบสติอารมณ์ได้แล้วใช่ไหม

พี่มีอะไรก็ว่ามาดีกว่า ผมจะรีบกลับบ้าน ไม่ใช่...มันยังต่อต้านอยู่ เพียงแต่เมื่อกี้เงียบปากเลยดูเหมือนจะสงบเท่านั้น

นายไปว่าอาหารพี่เขาทำไม ทั้งๆที่นายเองก็กินอยู่ เคืองอะไรเขา

อีทึกไม่อ้อมค้อม ถึงซีวอนจะยังเด็กในสายตาเขาแต่ก็ไม่เด็กซะจนไม่รู้อะไรเป็นอะไร ความเห็นใจจากการถูกสมาชิกอื่นต่อว่ายังคงอยู่หากไม่ได้หมายความว่าความผิดที่เจ้าตัวกระทำไว้แต่แรกจะถูกลบล้างหักไปเช่นกัน

พี่ไม่เห็นฮันกยองจะทำอะไรให้นายเลยซักอย่าง เขาก็อยู่ส่วนของเขา แล้วทำไม...

ผมพอใจ สะใจ แค่นี้พอไหม

นั่นไม่ใช่เหตุผลที่พี่ต้องการ

แล้วพี่ต้องการแบบไหนล่ะ ผมจะตอบให้คนหน้าตาดีติดอันดับต้นๆจากโพลสำรวจของเกาหลีเชิดหน้าขึ้นสบตากับเขาอย่างท้าทาย สายตาของชเวซีวอนในวันนี้ทำให้ปาร์คจองซูนึกไปถึงวันที่ปะทะกับน้องเล็กสุดของวง คยูฮยอนในวันนั้นก็แข็งกร้าวเย็นชาไม่แพ้พี่ชายคนตรงหน้าเขานี่เลย

พอได้คำตอบไม่ถูกใจเข้าหน่อยก็ทำมาขึ้นเสียงเอากับผม...พี่ชอบให้คนอื่นปั้นหน้าเสแสร้งใส่นักหรือยังไง


เรื่องเดียวกัน สถานการณ์เดียวกัน เพียงแต่ตอนนี้อีทึกสงบนิ่งมากพอที่จะมองลึกเข้าไปถึงความเจ็บปวด ความไม่เข้าใจที่ซ่อนอยู่ภายใต้ลูกแก้วสีนิลนั้นแทนที่จะเอาแต่อารมณ์และความคิดของตัวเองเป็นที่ตั้งอย่างเหตุการณ์ครั้งก่อน เมื่อมองตาของซีวอน เขาถึงเพิ่งจะเข้าใจ...รุ่นน้อง...ไม่สิ น้องของเขาเหล่านี้ต่างก็เป็นเด็กที่มีปัญหาด้วยกันทั้งนั้น อย่างที่โปรดิวเซอร์อีเคยบอก


เธออาจจะคิดว่าฉันจับเอาเด็กที่ไม่มีทางไปมารวมกันแล้วออกอัลบั้มให้จบๆเรื่องแบบที่พวกคนในค่ายเขาพูดๆกันว่าซูเปอร์จูเนียร์เป็นโปรเจ็กต์สำหรับเด็กมีปัญหารึเปล่า แต่ขอบอกว่ามันไม่ใช่อย่างนั้นเลย จริงอยู่ เด็กพวกนี้ขาดอะไรไปอีกมาก แต่ฉันคิดว่าพวกเขาจะสามารถเติมเต็มให้กันและกันได้โดยที่มีเธอเป็นศูนย์กลาง

รู้ใช่ไหมชื่ออีทึกหมายความว่าอะไร คำว่าพิเศษน่ะแปลได้หลายทางนะ และคราวนี้ฉันอยากให้เธอทำให้พวกเขารู้สึกว่าเป็นคนพิเศษที่มีคนดูแลเอาใจใส่ ให้พวกเขากล้าที่จะแสดงความพิเศษของแต่ละคนออกมาให้เต็มที่แทนที่จะก่อเรื่องเพื่อเรียกร้องความสนใจ...คงต้องใช้เวลาหน่อยแต่ผลตอบแทนนั้นจะคุ้มค่า ฉันเชื่อว่าฉันมองไม่ผิดหรอก แล้วเธอจะได้เห็นถึงความมหัศจรรย์ของซูเปอร์จูเนียร์ด้วยตาของเธอเอง

คำกล่าวที่เขาหลงลืมและละเลยมานานแสนนาน ปล่อยให้ความเหนื่อยล้า โทสะรวมถึงแรงเสียดสีกดดันจากปากคนรอบข้างเข้าครอบงำ ทว่าคราวนี้เขาจะไม่ทำผิดพลาดอีก

ถ้าไม่พูดก็ถอยไป ผมจะกลับบ้าน

แบบที่ออกมาจากใจของนายจริงๆ...ทำได้ไหม ดวงตาอีทึกจริงจังจนคนเป็นน้องนิ่งอึ้ง ถ้านายพูด เพียงแต่นายพูดมันออกมา พี่ก็พร้อมที่จะฟังนายเสมอ


ชเวซีวอนปล่อยสายตาให้เลื่อนผ่านจากใบหน้าของพี่ชายมาระที่ยอดหญ้าบนพื้นสนามอย่างสับสน ความมืดทำให้สีของมันไม่ได้เขียวสดอย่างที่ควรจะเป็น...เหมือนกับจิตใจของเขาในตอนนี้


พูดหรือ พูดอะไรล่ะ ในเมื่อเขาเองยังไม่เข้าใจตัวเองเลย


อีทึกปล่อยให้คนเป็นน้องได้มีเวลาทบทวนตนเองเงียบๆ ความเย็นที่วาบขึ้นทำให้ซีวอนรู้ว่าพี่ชายกำลังวางมืออันประกอบด้วยนิ้วยาวเรียวทั้งห้าที่ไหล่เขาอยู่ มือนั่นตบเบาๆก่อนจะดึงเขาเข้าไปกอด ด้วยความที่ระดับต่างกันทำให้ดวงหน้าหล่อซุกอยู่ระหว่างช่วงอกแคบเหมือนผู้หญิงกับหน้าท้องแบนราบภายใต้เสื้อตัวบาง...ไม่ใช่แค่มือ แต่ปาร์คจองซูเย็นเฉียบไปทั้งตัว


อย่าเอาคำพูดชินดงมาคิดให้มันมากนักเลย นายก็รู้ พี่เขาชอบอาหารขนาดไหน ก็ต้องโกรธเป็นธรรมดา...ฮีชอลก็เหมือนกัน ถึงเขาจะปากร้าย แต่ถ้านายฟังดีๆก็จะรู้ เขาเตือนเพราะหวังดี” 

เจตนาร้ายสิไม่ว่า น้ำคำที่สวนทันควันทำให้อีทึกคันมืออยากจะแพ่นหัวให้แต่ก็ต้องข่มใจ 

ก็เป็นซะอย่างนี้ ถ้านายไม่คิดจะมองสิ่งที่ดีนายก็จะเห็นแต่สิ่งที่ไม่ดีอยู่นั่นเอง เปิดตากว้างๆแล้วลองมองใหม่สิ ตาก็ไม่ได้ตี่นี่

ถ้าผมตาตี่ก็คงหาคนตาโตไม่ได้ในวง

และแล้วมือสวยก็ได้โอกาสโขกเข้าไปที่หน้าผากกว้างๆนั่นจริงๆ

อย่างนายน่ะยังอีกไกลกว่าจะเรียกว่าตาโต ได้ถึงครึ่งของฮีชอลแล้วค่อยมาคุยดีกว่า อีทึกปล่อยอ้อมกอดนั้นลงเป็นยืนปกติ


ความอบอุ่นที่ผละออกไปทำให้ซีวอนรู้สึกเสียดายขึ้นมานิดๆ น้ำตาเหือดหายไปแล้วพร้อมกับความรู้สึกใหม่ๆที่ค่อยๆแทรกซึมเข้ามา นานเหลือเกินที่ไม่เคยได้สัมผัสความห่วงหาอาทรจากใคร ชีวิตที่ต้องปั้นหน้ายิ้ม ต้องแข็งแกร่ง ต้องอยู่ได้ด้วยตัวเองโดยไร้คนให้พึ่งพิง


ทั้งๆที่มือนี้ก็ยื่นอยู่ตรงหน้า

หรือแท้จริงแล้วจะเป็นเขาเองที่ปฏิเสธทำเป็นมองไม่เห็นเสมอมา


เสียงทุ้มนุ่มของคนเป็นหัวหน้าวงยังคงดังอย่างต่อเนื่อง

แค่พูดเท่านั้นเอง ซีวอน

ผม... เจ้าของฉายาซิมบ้าสั่นศีรษะช้าๆ แววตาไหววูบอ่อนแสงลง

...แค่หมั่นไส้มันที่ทำอาหารได้ดีแล้วทุกคนก็ชมมัน  

ก็แค่...ไม่เข้าใจว่าทำไมทุกคนต้องเข้าข้างไอ้กะเหรี่ยงนั่นนัก เท่านั้นเอง

อีทึกมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของน้องชายที่พยายามเมินหนีเขาแล้วลอบถอนใจ การง้างปากเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่ปิดตายความคิดและต่อต้านคนอื่นมานานไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เวลาเพียงชั่วขณะเดียวไม่สามารถทำให้น้องยอมเปิดปากหรือไว้ใจเขามากขนาดนั้นหรอก หากก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี

ซีวอน... อีทึกเอ่ยเสียงนุ่ม

เอาเถอะ เมื่อเจ้าตัวคายปัญหาออกมาแค่นี้ เขาก็จะแก้เท่าที่มีไปก่อน...แก้ไปเรื่อยๆ ซักวันมันก็ต้องสาวเข้าไปถึงแก่นกลางของจิตใจจนได้

ซักวันเขาคงได้รู้สาเหตุที่ทำให้น้องแต่ละคนเกลียดซูเปอร์จูเนียร์เหลือเกิน

................................

พี่จะบอกอะไรให้นะ ฮันกยองน่ะ เขายังขับรถได้ดีไม่ถึงครึ่งของนายด้วยซ้ำ ทั้งๆที่แก่กว่าถึงสามปี

พี่ชายตัวผอมอธิบายต่อเมื่อเห็นเด็กในความดูแลยังทำหน้างง

พี่อยากจะบอกนายว่าคนเราน่ะ ไม่มีใครเหมือนกันหรอก ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ภายนอก ลักษณะนิสัยหรือกระทั่งความสามารถภายใน ถ้ามันดีมันเก่งเหมือนกันไปหมดแล้วเขาจะสร้างคนไว้หลายคนไปทำไมกัน สู้สร้างมาคนเดียวเลยไม่ดีกว่าหรือ ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องมีร้อยพ่อพันแม่ให้เวียนหัว…”

..................................

มันก็แนวความคิดเดียวกันนั่นแหละ นายคิดว่าทำไมซูเปอร์จูเนียร์ต้องมีถึงสิบสามคน...?”

ซีวอนส่ายหน้า

ก็เพราะว่าพวกนายแต่ละคนไม่เหมือนกันน่ะสิ คนนู้นเก่งอย่าง คนนี้เก่งอย่าง...แต่ไม่มีใครเก่งไปซะทั้งหมด ดังนั้นเขาถึงต้องเอานายมารวมกันเพื่อจะได้คำว่าสมบูรณ์แบบ นั่นคือเหตุผลที่เขาตั้งชื่อวงเราว่าซูเปอร์จูเนียร์ไง พวกเราจะใช้คำว่าซูเปอร์ไม่ได้ ถ้าขาดใครไปซักคน...ฉะนั้นถ้าฮันกยองจะเก่งทำอาหาร นายก็ไม่เห็นต้องไปอิจฉาเขาเลย

ผมเปล่าอิจฉามันนะ

ไม่ได้อิจฉาแล้วไปว่าเขาทำไม หืม อย่ามัวแต่คิดว่าคนอื่นเก่งกว่าสิ นายเองก็มีข้อดีของนาย ในวงเรามีใครได้ไปถ่ายละครฟอร์มยักษ์ที่จีนอย่างนายบ้าง มีใครถูกทาบทามให้แสดงละครมากๆเหมือนนายบ้าง พี่ไม่เห็นว่าจะมี

น้องชายคนที่สิบนิ่งเงียบ ก้มหน้าเมื่อจนต่อเหตุผล

เห็นไหม ขนาดฮันกยองเขาเป็นคนจีนแท้ๆเขายังไม่ได้รับเลือก แต่เขาก็ไม่เคยมาว่ากระทบนายซักครั้ง แล้วทำไมกับเรื่องแค่นี้นายถึงต้องเก็บเอามันมาใส่ใจ  

ผม...

ทุกอย่างมันอยู่ที่ตัวนายนะ เปลี่ยนความคิดซะใหม่ แล้วเชื่อสิ ชีวิตของนายจะสดใสกว่าเดิมมาก 

แล้วพี่จะให้ผมทำยังไง ในเมื่อมันผ่านไปแล้ว...คนอื่นก็...โกรธผมไปแล้ว น้ำเสียงอ่อนทำให้อีทึกใจชื้นขึ้น...ซีวอนยอมรับฟังเขา

ผ่านไปแล้วก็ไม่ใช่จะแก้ไม่ได้นี่

ยังไง?”

ความยินดีทำให้อีทึกพูดต่อโดยลืมคิดไปว่าถึงอย่างไร คนที่ติดคำว่าคุณชายอยู่เหนือคนอื่นมาตลอดชีวิต เรื่องง่ายๆอย่างการจะไปขอขมาใครซักคนก็ถือเป็นเรื่องเสียหน้าอย่างรุนแรง ยิ่งโดยเฉพาะกับคนในวงด้วยแล้ว คงนับเป็นการทำลายศักดิ์ศรีของคุณชายชเวซีวอนอย่างไม่น่าให้อภัย 

ไปขอโทษพี่เขาซะแล้วเริ่มต้นใหม่...

ขอโทษ ทำไมผมต้องขอโทษด้วยเสียงชักแข็งขึ้นตามอารมณ์ที่พุ่งพรวด ถึงจะยอมรับว่าตัวเองผิด...นิดหน่อย แต่จะให้เขาเป็นคนเอ่ยปากขอโทษมันก่อนอย่างนั้นเหรอ มันได้หัวเราะเยาะเขาตายปะไร 

ก็นายเป็นคนผิด….”

ผิด ผิด ผิด

ไม่ว่าจะอะไรเขาก็ผิดไปซะทุกอย่าง แค่เกิดมานี่ก็ผิดแล้วใช่ไหม

ที่พูดมาทั้งหมดนี่ก็แค่หวังจะให้ผมไปขอโทษมันงั้นเหรอ เหมือนถูกพาล่องลอยขึ้นไปบนปุยเมฆสดใส และแล้วก็กระชากกลับลงหุบเหวลึกในพริบตา

ผมมันผิดไปทุกอย่างน่ะแหละ

 “ไม่ใช่อย่างนั้นนะ ซีวอ...” 

เข้าใจแล้ว ยังไงไอ้คนจีนนั่นมันก็สำคัญสุดอยู่ดีใช่ไหมความรู้สึกดีๆที่ได้รับมาเมื่อครู่ถูกความผิดหวังลบเลือนไปอีกครั้ง แรงโทสะทำให้ซีวอนไม่คิดหน้าคิดหลังหรือตรึกตรองอะไรเพิ่มเติม นัยน์ตาคมกลับเป็นประกายแข็งกระด้าง

มันไม่เกี่ยวกันนะ

พี่เข้าบ้านไปดีกว่า พูดจบแล้วนี่ร่างสูงยืดตัวขึ้นจากชิงช้า ความแกร่งกว่าทำให้อีทึกต้องถอยห่างหากมือขาวก็ยังคงรั้งชายเสื้อสีดำไว้...เขาอยากอธิบายให้น้องเข้าใจ

ซีวอน พี่ไม่ได้หมายความอย่างนั้น...

แล้วมันจะเป็นอย่างไหนล่ะ สุดท้ายสิ่งที่พี่ต้องการก็คือแค่ให้ผมไปขอโทษมัน หรือไม่ใช่...งั้นผมขอบอกให้รู้ไว้ตรงนี้เลยนะ ผมไม่ขอโทษมันหรอก ให้ตายก็ไม่ขอโทษ  

พูดจบเจ้าตัวก็ผลักพี่ชายออกไปด้านข้าง วิ่งตัดสนามไปยังประตูบ้าน ผลุบหายไปพร้อมกับเสียงเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ่มขึ้นสุดแรงก่อนจะค่อยเบาเงียบลง ชเวซีวอนจากไปแล้ว จากไปโดยที่ปาร์คจองซูยังไม่ทันได้เปิดปากอธิบายออกมาเลยแม้แต่คำเดียว คนหน้าสวยถอนใจ มือตกลงข้างลำตัว


ตลอดเวลาอีทึกไม่ได้รับรู้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่จับจ้องเขามาตั้งแต่ลากน้องชายตัวดีออกมาจากบ้าน จนกระทั่งยืนมองน้องชายคนเดิมจากไปด้วยอารมณ์ที่โหมกระหน่ำยิ่งกว่าเก่า


คังอินเหยียดยิ้ม ความมืดทำให้กรอบหน้าต่างชั้นบนดูรางเลือนเสียจนมองไม่เห็นคนที่แฝงตัวอยู่ หน่วยตาคมกริบ เย็นชาจนหนาวสะท้านจับอยู่ที่จุดๆเดียวซึ่งกำลังจะเดินลับหายเข้าไปในชายคาบ้าน...ใต้ห้องนอนของคิมยองอุนอย่างพอดิบพอดี


อาการพยศของซีวอนที่เห็นแม้จะไร้เสียงก็พอจะทำให้เดาเรื่องได้ทั้งหมด คงเหมือนอย่างเคย พยายามไปง้อเขา พร่ำพูดถึงเรื่องรักกับไอ้เด็กเวรพวกนั้นแล้วก็ต้องหน้าแตกหน้าเศร้ากลับมา...พี่ชายที่บอกไม่รู้จักจำ

ไม่ใช่แค่บางคนทว่าทุกคนที่ได้พบต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวว่าปาร์คจองซูเหมาะสมกับคำว่านางฟ้า...ทั้งหน้าตาและนิสัย

ดวงตาคมหรี่ลงกับความคิดบางอย่าง

คังอินคนนี้ไม่ต้องการนางฟ้า

ยิ่งนางฟ้าที่ไม่ได้มีปีกที่จะกางให้เขาคนเดียว เขายิ่งไม่ต้องการ...!!!!

               

 

ไม่รู้ว่าคิดมากไปเองหรือเปล่า แต่อีทึกมีความรู้สึกว่าคิมยองอุนกำลังหลบหน้าปาร์คจองซูอยู่ เขาหรืออุตส่าห์ไปเคาะเรียกกลัวว่าจะหิวมันก็ไม่ตอบซักคำ แถมยังส่งน้องชายตัวอ้วนออกมารับหน้าว่านอนแล้วเสียอีก


เพิ่งห้าทุ่มกว่า ลูกไม้ปัญญาอ่อนแบบนั้นคิดหรือว่าจองซูจะเชื่อ

ชักรำคาญขึ้นมาบ้างชายหนุ่มจึงตัดใจเปลี่ยนเป้าหมายไปยังอีกห้องที่บอกปัดอาหารเย็นเช่นกันแทน...ไม่ง้อมันหรอก เสียนิสัย


ซองมิน ทงเฮ พี่เข้าไปได้ไหม

คนที่เป็นเสมือนทั้งพ่อและแม่ของวงเคาะประตูห้องก่อนเอ่ยถามเบาๆ เพียงครู่เดียวก็มีเสียงถอดกลอนแกร๊ก น้องชายลำดับเจ็ดของเขาแง้มบานประตูออกมาเพียงหนึ่งในสี่ จากแสงไฟด้านนอกทำให้เห็นว่าอีซองมินสวมชุดนอนเรียบร้อย หากใบหน้าไม่ได้มีเค้าของความง่วงแต่อย่างใด มองผ่านเข้าไปข้างในห้อง เงาตะคุ่มอีกเงากำลังนั่งอยู่บนเตียงฝั่งที่ชิดเข้าไปด้านใน อีทงเฮก็คงยังไม่นอนเช่นกัน

ยังไม่หลับกันใช่ไหม

ยังครับ พี่อีทึกมีอะไรรึเปล่า ซองมินตอบ


อีทึกส่ายหน้า ทว่ามือขาวกลับดันบานประตูไม้ให้เปิดออกกว้าง แล้วเดินนำเข้ามาในห้อง จากข้างหลัง ร่างขาวในชุดนอนทำหน้างง มือป้อมวางทาบไปในที่ทางเดิมทับรอยคนเป็นพี่ หากคราวนี้ประตูกลับถูกดึงปิดเข้ามาตามเดิมพร้อมทั้ง ล็อกกลอนประตูเรียบร้อย ซองมินเดินตามหลังพี่ชายมาโดยไม่พูดอะไร


อ้าว พี่

อีทึกยิ้มตอบคนที่เงยหน้าขึ้นมาทักอย่างแปลกใจ กวาดสายตาไปรอบห้องอย่างรวดเร็ว ห้องนี้เป็นห้องที่เขาเข้ามาบ่อยที่สุดเมื่อเทียบกับห้องอื่นๆที่สมาชิกมักจะหวงแหนความเป็นส่วนตัว ไม่ค่อยยอมให้ใครเข้าไปล่วงล้ำ

และด้วยความที่เข้ามาบ่อยก็ทำให้อีทึกสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเช่น ตะกร้าเสื้อผ้าสำหรับส่งซักซึ่งเคยมีสองอันแยกฝั่งใครฝั่งมัน บัดนี้ก็ยังมีสอง เพียงแต่เสื้อผ้ากลับไปกองรวมอยู่ฝั่งเดียวขณะที่อีกอันว่างเปล่า โต๊ะเขียนหนังสือยาวที่เคยแบ่งฟากระหว่างข้าวของสีชมพูหวานกับของหลากสีของอีกคน ณ เวลานี้ได้ปะปนคละเคล้าอย่างสนิทใจ คนที่ดูอ่อนโยนหากค่อนข้างถือตัวแบบซองมิน กับคนที่ไม่เคยสนใจความเป็นไปของใครๆอย่างทงเฮ

ทำอะไรกันอยู่ พี่ชายหน้าสวยส่งคำถามลองเชิง

เปล่า

ท่าทางที่น้องทั้งสองมองหน้ากัน และพร้อมใจกันส่ายหน้าทำให้คนเล่นบทเป็นนักสืบต้องเก็บงำความสงสัยเอาไว้ให้มิดชิด เชื่อเถอะ...ถามไปเด็กพวกนี้ก็ไม่ตอบอยู่ดี อ่อนนอกแข็งในกันทั้งคู่ 

แล้วทำไมยังไม่นอนกันอีก

ผมเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ กำลังจะเข้านอนคนออกหน้าตอบคืออีทงเฮ ขณะที่อีกคนเดินเลี่ยงไปทางประตูกระจกที่เปิดไปสู่ระเบียงห้อง จัดการรูดม่านปิดเรียบร้อยแล้วจึงเดินกลับมาใหม่ การต้อนรับที่ไม่อบอุ่นนักทำให้อีทึกรีบตัดบท

งั้นก็นอนกันซะเลย ดึกแล้ว พี่แค่จะเข้ามาเตือนเท่านั้นแหละว่าพรุ่งนี้ออกแต่เช้า ถ้าไม่กินข้าวเย็นก็อย่าลืมหาอะไรรองท้องเสียด้วยก่อนออกจากบ้าน เดี๋ยวจะไม่สบายเอา

มันก็ไม่ได้กินกันทั้งนั้นแหละซองมินบ่นอุบอิบ

อะไรนะ...?

อ๋อ เปล่า ผมพูดกับตัวเองเฉยๆ

........................

ไม่มีอะไรครับ

อืม ถ้านายว่าอย่างนั้นงั้นพี่ไปละ ราตรีสวัสดิ์ ทงเฮ ซองมิน


การยอมแต่โดยดีไม่มีคาดคั้นของพี่ชายคนโตทำให้สองน้องชายงงเป็นไก่ตาแตก ไม่มีครั้งไหนที่อีทึกจะว่าง่ายเช่นนี้มาก่อนแต่มันก็ตรงกับความต้องการของเขาแต่แรก 


ในบางเวลา ถึงจะรู้สึกดีกับพี่ชายคนนี้มากกว่าคนอื่นขนาดไหน ซูเปอร์จูเนียร์อีทึกก็ไม่ได้เป็นที่ต้องการของกระต่ายสีชมพู

วันนี้นายว่าซีวอนทำเกินไปหน่อยไหม

ซองมินกล่าวขึ้นลอยๆหลังจากที่เดินไปส่งพี่ชายออกนอกห้องและปิดประตูล็อกกลอนเรียบร้อย หวังว่าคงจะไม่มีอาคันตุกะคนไหนอยากมาเยี่ยมพวกเขาในยามค่ำคืนอีกนะ

ใครจะไปห้ามปากมันได้ เปราะซะขนาดนั้น ทงเฮพูดเมื่อนึกถึงใบหน้าของน้องชายเพียงไม่กี่เดือน...น้องชายที่ไม่เคยเอ่ยปากเรียกเขาว่าพี่เลยซักครั้ง!!

สมน้ำหน้า เจอพี่ฮีชอลพี่ชินดงเข้าไปก็จ๋อย น้ำเสียงซองมินเยาะๆ เป็นคุณชายอยู่บ้านดีแล้วแท้ๆไม่ชอบ อยากสะเออะมากินอาหารชาวบ้าน

ที่บ้านมันคงเงียบไปหน่อยละมั้งเลยต้องมาหาเรื่องกระแทกปากกันถึงนี่

ความจริงจะเรียกว่าเขาสองคนอยู่ในเหตุการณ์ด้วยก็ได้ เสียงพี่ท่านทั้งสองไม่ได้เบาๆเลย แล้วห้องซองมินทงเฮก็บังเอิญอยู่เหนือห้องครัวพอดี จะได้ยินแทบทุกคำพูดก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

ทำไมนายดูไม่ค่อยชอบหน้าหมอนั่น... ถามเว้นระยะแล้วซองมินก็ตอบกลับรวดเร็วทันใจ

ฉันเกลียดคนไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่มันพาลทำให้คิดถึงคุณชายอีกคนของบ้านและวีรกรรมที่มันก่อไว้ ยิ่งคิดคนชอบฟักทองยิ่งโกรธ

น่าสงสารพวกที่เหลือ คงกินกันไปแค่ไม่กี่คำ ทงเฮเปรยผ่านๆเมื่อได้รับคำตอบที่พอใจ

ช่วยไม่ได้ จะโทษก็ต้องโทษตัวก่อเรื่อง แต่ก็อย่างว่า ใครจะไปคิดว่ามันจะกล้าปากหมาขึ้นกลางโต๊ะอย่างนั้น

หึ

ซองมินยังคงเอ่ยต่อเมื่อคู่สนทนาไม่มีทีท่าว่าจะขัด

ไม่ใช่แค่ทงเฮ หากแต่เป็นเขาด้วยที่เริ่มเปิดใจ ไม่เช่นนั้น คำพูดมากมายอย่างวันนี้ก็คงถูกซุกซ่อนอยู่ ณ ส่วนใดส่วนหนึ่งในก้อนเนื้อสีแดงที่เต้นได้...ไม่มีทางหลุดรอดออกมาให้ใครได้ยิน  

พี่ฮันกยองเสียใจแย่ เป็นฉันนะถ้ามีใครมาว่าอาหารฉันแบบนั้นฉันจะเอากระทะทุ่มใส่หัวมัน ไม่ทุ่มอย่างเดียวแต่จะเอาตะหลิวจิ้มตามันด้วย ทำให้กินก็บุญเท่าไหร่แล้ว กินของคนอื่นแล้วยังจะพูดมาก แม่ง ปากเสียฉิบ

แล้วนายจะไปใส่ใจทำไม ไม่ใช่เรื่องซักหน่อย เสียใจมากพี่เขาก็จัดการเองนั่นแหละ เข้าไปยุ่มย่ามเดี๋ยวก็ได้โดนดีหรอก

ทงเฮพูดเรียบๆพลางเอนตัวลงนอนแผ่ไปกับเตียง มือควานหยิบหนังสือเล่มโปรดที่ยังอ่านค้างไว้มาเปิดอ่านต่อ ไม่สนใจสายตาจับจ้องจากเพื่อนร่วมห้องอีก

เรื่องมันผ่านไปแล้ว ธุระไม่ใช่ เพราะฉะนั้นก็อย่าไปดึงมันมายุ่งกับตัวจะดีที่สุด

นั่นคือคติพจน์ของอีทงเฮ คติพจน์ที่สวนทางกับความคิดของคนเป็นหัวหน้าวงอย่างปาร์คจองซูราวฟ้ากับเหว

ซองมินนั่งนิ่งขณะที่ในใจเริ่มคล้อยตามเพื่อนคนใหม่ จะว่าไปแล้วเรื่องทั้งหมดก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเขาเลย ในที่สุดคนตัวเล็กก็ยักไหล่ พยักหน้า  

ก็จริงของนาย สนใจไปก็ไม่มีประโยชน์



ว่าแล้วเจ้าตัวก็กระโดดขึ้นเตียงของตัวเองบ้าง ซองมินกำลังแต่งเพลงใหม่ ทำนองง่ายๆที่เหลืออีกไม่กี่ท่อนก็จะจบ เอสเจคนที่เจ็ดหมุนปากกาเล่นไปเรื่อย มือเท้าคางกับหมอนนุ่มปล่อยใจให้ไปกับเสียงเพลงในห้วงความคิดของตน เมื่อนึกอะไรออกทีมือป้อมก็จดขยุกขยิกลงบนกระดาษแผ่นน้อย ไม่นาน ความคิดเรื่องเกี่ยวกับฮันกยอง ซีวอนและฮีชอลก็เลือนหายไปจากสมองของกระต่ายน้อยและไม่กลับมาอีกเลยตลอดทั้งคืนนั้น

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,034 ความคิดเห็น