[Super Junior] :: Problem Child :: (SJ-KangTeuk feat. All members)

ตอนที่ 48 : Problem Child 06 #Reup

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 133
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    12 ส.ค. 59


 Problem Child 06 #Reup

 

เสียงกุกกักแปลกๆรบกวนความคิดของกระต่ายน้อยจนไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้อีกหลังจากที่รู้สึกตัวเพราะมันมาแล้วรอบหนึ่ง คนตัวเล็กนอนลืมตานิ่งๆเพื่อปรับสภาพก่อนจะหันไปมองยังเตียงข้างๆ...ว่างเปล่าไร้ซึ่งเงาคนมีเพียงรอยยับย่นที่บ่งบอกว่าได้ผ่านการใช้งานมาแล้วเท่านั้น ซองมินเลื่อนผ้าห่มไปด้านข้าง เคลื่อนตัวออกจากที่นอนอุ่นนุ่มเมื่อไม่เห็นรูมเมทตัวบางที่อีกเตียงหนึ่ง แล้วออกเดินไปในทิศทางที่ได้ยินเสียง มั่นใจว่าคนที่หายไปต้องเป็นสาเหตุของคลื่นความถี่ที่ทำให้ซองมินนอนไม่หลับอย่างแน่นอน

แล้วก็เป็นเช่นที่คิด เงาคนนั่งพิงประตูซึ่งเป็นตัวเชื่อมระหว่างห้องนอนกับระเบียงยาวจากด้านนอกยิ่งทำให้คนถูกปลุกกลางคันสงสัย


ทำไมถึงยังไม่นอนอีก พรุ่งนี้ต้องทำงานแต่เช้าไม่ใช่หรือ พี่อีทึกก็บอกแล้ว ท่าจะบ้า ออกไปนั่งตากยุงเล่นตอนตีหนึ่ง คิดว่ากำลังถ่ายเอ็มวีอยู่หรือไง...?  


คนที่กำลังนั่งชันขาพิงประตูกระจกใส แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเบื้องบน ปรายตามาทางต้นเสียงในชุดนอนสีชมพูแวบหนึ่ง แล้วจึงหันกลับไปอัดควันเข้าใส่ปอดหนักๆ พ่นควันสีเทากลิ่นฉุนออกมาให้ลอยไปตามลม ใบหน้าใต้เงาสลัวจากแสงไฟเหนือระเบียงนั้นดูลึกลับและกร้านแกร่งอย่างประหลาด

ไม่ง่วง นอนไม่หลับ

นอนไม่หลับแล้วมานั่งดูดบุหรี่อยู่นี่มันจะง่วงได้มั้ยล่ะ อยากเป็นมะเร็งปอดตายก่อนวัยอันควรหรือยังไง ซองมินสะบัดเสียงอย่างหงุดหงิด

แล้วนายรู้เหรอว่าเมื่อไหร่ที่ใครสมควรตาย บางที...ตอนนี้มันอาจจะเป็นเวลาที่สมควรสำหรับฉันแล้วก็ได้


ไม่ว่าคนพูดจะพูดออกมาด้วยสาเหตุอันใด แต่คนฟังฟังแล้วรู้สึกไม่ดีเลย ถึงอีซองมินจะไม่ได้ชอบหน้าคนในวงมากนักแต่ก็ไม่เคยคิดขนาดว่าไม่อยากให้อยู่ร่วมโลกกันหรอกนะ ยกเว้นคนบางคน


พูดอะไรออกมา...นาย...เมาควันบุหรี่หรือเปล่า

ฉันไม่ได้เมา แต่ฉันแค่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่


ซองมินชะงัก มองหน้าคนพูดจาประหลาดนิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงก้าวจากที่ยืนคาอยู่ริมประตูออกไปสู่ระเบียงเต็มตัว โชคดีที่ห้องนอนของซองมินกับทงเฮอยู่ทางปีกหลังของบ้าน มีต้นไม้ใหญ่ล้อมรอบหนาทึบจนไม่สามารถที่ปาปารัซซี่คนใดจะมาลอบหาข่าวหรือแอบเก็บรูปนักร้องบอยแบนด์ชื่อดังนั่งลอยชายกันอยู่นอกระเบียงห้องนอนได้ สองรูมเมทจึงกล้าแสดงกิริยาวาจากันได้อย่างสะดวกใจไร้กังวล


นายเมาจริงๆนั่นแหละ  


เปรยพร้อมทิ้งตัวลงนั่งข้างๆเพื่อนร่วมวง หยิบเอาบุหรี่ยี่ห้อดังจากในซองข้างตัวขึ้นมาจุดต่อไฟ แล้วอัดควันเข้าสู่ปอดด้วยท่วงท่าที่สามารถบอกได้ว่าคุ้นเคยเพียงใด ไม่นำพาต่อสายตาสงสัยแกมทึ่งจากคนข้างตัว ดวงตากลมใสเหม่อลอยเคว้งคว้างอย่างไร้จุดหมาย


บุหรี่นายดีนี่ หอม ไม่แสบคอดี คนได้รับฉายากระต่ายน้อยเริ่มบทสนทนาขึ้นมาอีกครั้งหลังจากปล่อยให้ความเงียบเข้าแทรกในบรรยากาศมาช่วงระยะหนึ่ง

สูบเป็นด้วยเหรอนายน่ะ

ถ้าไม่เป็นแล้วจะหยิบขึ้นมาทำไม

ไม่นึกว่านายจะเป็นคนแบบนี้

แล้วคิดว่าเป็นแบบไหนล่ะ


ย้อนกันไปย้อนกันมา คนถูกถามกลับเป็นคนสุดท้ายก็ยักไหล่ เมินหน้าไปทางอื่น


ก็...ไม่รู้สิ แบบลูกคุณหนูหน้าบางหัวอ่อน กินเหล้าสูบบุหรี่ไม่เป็น วันๆเอาแต่เรียนเอาแต่ทำงาน...ดำเนินชีวิตไปตามกรอบที่คนอื่นวางไว้ให้ล่ะมั้ง

นาย... ซองมินหัวเราะออกมาอย่างหยุดไม่อยู่...อีทงเฮ...ดูแต่หน้าไม่รู้เลยว่าจะเป็นคนช่างเพ้อได้ขนาดนี้

ดูละครมากไปหรือเปล่า คนแบบนั้นน่ะไม่มีอยู่ในชีวิตจริงหรอกนะ

ถ้านายไม่...อย่างน้อยรยออุกก็น่าจะใช่คนที่ได้ความหมายของชื่อว่าทะเลตะวันออกยังคงพยายามยัดเยียดตำแหน่งประหลาดๆให้เพื่อนร่วมวง หากคำแก้นั้นกลับเรียกรอยยิ้มประหลาดจากคนฟัง

คิดว่ารยออุกเป็นอย่างที่เห็นจริงๆหรือ...?”

ไม่คิด อีกฝ่ายก็ตอบให้ทันควัน ...แต่จะเป็นอะไรไปล่ะ ก็ในเมื่อยังไม่แสดงออกมาให้ระคายตาหรือไม่ได้ทำอะไรให้ขัดแข้งขัดขาฉัน...ฉันก็จะทำเป็นไม่รู้เรื่องอยู่อย่างนั้นแหละ จะได้ไม่ต้องปะทะกัน สบายใจทั้งสองฝ่าย  

ระวังตัวไว้ด้วยแล้วกัน คิมรยออุกร้ายลึกกว่าที่นายคิดมากนักเตือน...ทั้งๆที่ตัวเองก็ยังนั่งพ่นควันบุหรี่ไม่หยุด ดูๆไปแล้วน่าจะคุ้นเคยมากเสียยิ่งกว่าคนเริ่มต้นด้วยซ้ำ


ทงเฮเหลือบตามองรูมเมทที่ไม่รู้ว่าจะจำกัดความสัมพันธ์ไว้ที่คำว่าอะไรดี  เสี้ยวหน้าที่เห็นจากด้านข้างคือเด็กผู้ชายผิวอ่อนใส จมูกปากแก้มตาแลดูน่ารักไปเสียทุกสัดส่วน น่ารักเสียจนบางครั้งก็ลืมที่จะวิเคราะห์ไปว่าภายใต้ผิวหน้าไร้เดียงสานั้น มีอะไรซ่อนอยู่อีกรึเปล่า

ยิ่งคิด รอยยิ้มเหยียดก็ปรากฎบนใบหน้าหวานที่ยังคงเค้าความเป็นชายอยู่บ้าง


ไม่ต้องว่าไปถึงคิมรยออุกหรอก แค่อีซองมินตรงหน้าเขานี่ก็ทำให้ทงเฮตาสว่างขึ้นหลายเท่าเช่นกัน ไม่อยากจะเชื่อว่าคนที่เขาคิดว่าจะเซื่องๆซื่อๆที่สุดในวงก็ยังมีมุมบางมุมที่ดูลึก และ ลับเป็นเหลี่ยมมิติที่ไม่มีใครเคยมองเห็นมาก่อน และไอ้การที่มองไม่เห็นในจุดนั้นนั่นล่ะที่ทำให้เขาคิดว่ามันยิ่งส่งให้เจ้าตัวดูน่าหวาดหวั่นมากกว่าคนที่ทำตัวร้ายแบบเปิดเผยอย่างพี่ฮีชอลหรือพี่คังอินเสียอีก

อีซองมินจะร้ายลึกจริงดังที่คิดหรือพฤติกรรมนี้เป็นเพียงแค่เสี้ยวหนึ่งของนิสัยที่ทงเฮไม่เคยเห็น...ไม่ว่ายังไงก็ไม่น่าไว้ใจอยู่ดี


นาย...คิดยังไงถึงมาคุยกับฉัน

ก็ใครล่ะทำให้ฉันตื่นน่ะ

ไม่ใช่ หมายถึง...ทำไมอยู่ดีๆนายก็มาพูดกับฉัน

ไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น ก็แค่เบื่อ กระต่ายน้อยน่ารักตีสีหน้าสงบนิ่ง ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติมจากที่เป็นอยู่ เมื่อได้ยินดังนั้น ทงเฮเลยไม่คิดถามต่อแต่กลับเอนหลังแนบบานกระจกให้มากขึ้น หลับตา แล้วกล่าวเสริมว่า

นั่นสินะ มันก็แค่เบื่อ...ชีวิตคนเรานี่มันน่าเบื่อกว่าที่คิดว่าไหม  

ไม่อย่างนั้นมันจะเรียกว่าชีวิตเหรอ...แค่มีสิทธิ์เลือกทางเดินชีวิตให้ตัวเองได้ก็ดีเท่าไหร่แล้ว อย่างน้อยก็ยังมีโอกาสตัดสินใจด้วยตัวเองว่าอยากจะเบื่อหรือไม่เบื่ออะไร ดีกว่าถูกยัดเยียดทุกอย่างให้เป็นไหนๆ

ถ้าอย่างนั้นนายเลือกที่จะมาอยู่ที่นี่ เป็นตัวนายในตอนนี้อย่างนั้นสิ

..........................เงียบไปนานจนปลงใจว่าคงไม่ได้รับคำตอบแล้ว เสียงใสจึงเอื้อนเอ่ยคำอีกครั้ง

การถูกถามคำถามที่ตอบไม่ได้มันก็เป็นอะไรที่น่าเบื่อเหมือนกันนะ...


ร่างในชุดนอนสีชมพูเอียงคอตอบอีกฝ่ายยิ้มๆแม้นัยน์ตาจะไม่ได้ยิ้มไปด้วยก็ตาม คนมาจับจองที่ก่อนลืมตาหันหน้าประสานสายตากับอีกฝ่าย นิ่ง...นานก่อนจะกระตุกยิ้มมุมปากให้แล้วกลับไปอยู่ในอิริยาบถเดิม


หึ...งั้นนายกับฉันก็กำลังเบื่อเหมือนกัน


อาจจะเป็นเพราะอยู่ร่วมห้องเดียวกันมาได้ระยะหนึ่ง ทำให้ทั้งซองมินและทงเฮไม่รู้สึกว่าอีกฝ่ายน่ารำคาญขวางหูขวางตาเท่ากับสมาชิกคนอื่น นิสัยตัวตนภายในที่ปกปิดไว้ไม่เคยให้ใครได้เห็นได้ยินก็เริ่มรั่วไหลออกมาตามกาลเวลาที่ผันแปรไปอย่างไม่รู้ตัว ความห่วงหาอาทรในคนรอบข้างลึกๆของซองมิน...น้ำใสใจจริงที่ไม่คิดรินรดให้ใครของอีทงเฮ สิ่งซึ่งมีเพียงคนสองคนที่ได้ประจักษ์นั้นกลับเกี่ยวกระชับความสัมพันธ์ที่เปราะบางราวเส้นด้ายให้ขึงตึงแน่นขึ้นทีละน้อย โดยที่แม้แต่เจ้าตัวก็ยังมองไม่เห็น


นายคิดยังไงกับเรื่องวันนี้ อยู่ๆซองมินก็ถามขึ้นห้วนๆจนอีกฝ่ายตั้งตัวไม่ติด

วันนี้ เรื่องอะไร...? อ๋อ... เมื่อนึกได้ว่าที่คนอายุห่างกันร่วมสิบเดือนพูดถึงคืออะไร ไหล่บางก็ไหวกระตุก

ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่ ปกติก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว แค่วันนี้พี่ชินดงพูดแรงไปหน่อย พี่ฮีชอลเลยแรงกลับมากกว่าเดิมเท่านั้น เขาและทุกคนในวงเรียกพี่ชายตัวอ้วนว่าชินดงกันทั้งนั้น มีเพียงหัวหน้าวงที่เรียกแปลกไปจากคนอื่น...ดงฮี เหมือน กับที่หาญกล้าเรียกพี่เยซองว่าจงอุน เรียกพี่คังอินว่ายองอุน

แล้วนายรู้สึกยังไง

จะให้รู้สึกอะไร เจอแบบนี้มาจะครบปี มันชินจนไม่รู้สึกอะไรแล้ว

วงอื่นจะเป็นแบบวงเราไหมก็ไม่รู้...แบบที่เปลือกนอกสวยงามดูดี...แต่ภายในกลวงจน...แทบจะไม่เหลืออะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

ทงบังชินกิไง

ซองมินพูดเรื่อยๆเหมือนไม่ได้ยินคำตอบพาดพิงถึงรุ่นพี่ที่โด่งดังนั้น

หรือเพราะว่าเราคือซูเปอร์จูเนียร์ เพราะเราอยู่วงนี้ เราถึงต้องเจอกับอะไรแบบนี้...

นายก็รู้อยู่แก่ใจ...

ก็เพราะว่ารู้ไงน้ำเสียงนั้นเศร้าและเหงาจนเหมือนพูดกับตัวเองมากกว่า เพียงแต่มันสงสัย...คำว่าซูเปอร์จูเนียร์เอาจริงๆแล้วมันก็แค่เปลือกกำบังไม่ให้เห็นสิ่งเน่าเฟะที่เราซ่อนเอาไว้ ไม่ได้มีค่าพอจะเรียกเป็นชื่อวงด้วยซ้ำ แล้วเราที่อยู่ภายใต้สิ่งลวงตานั้นล่ะ จะเรียกว่าเป็นตัวอะไร…?”

ทงเฮตอบไม่ได้ แต่ก็เป็นคำถามที่เขาเองก็อยากรู้คำตอบเช่นกัน

 ช่างมันเถอะ คิดไปก็ไม่มีประโยชน์ ว่าแต่ ทำไมตอนบ่ายนายถึงได้หงุดหงิดขนาดนั้น ทั้งๆที่ปกติฉันก็เห็นว่านายออกจะควบคุมอารมณ์ได้ดี 

ซองมินขับไล่ความคิดอ่อนแอของตัวเองออกไปขณะที่หันไปถามอีกคนซึ่งดูจะมีปัญหาให้ต้องขบคิดมากกว่าเขา

หึฟังเหมือนพ่นลมหายใจขึ้นจมูกมากกว่าเสียงหัวเราะ

เกี่ยวกับที่นายต้องมานั่งดูดบุหรี่แอ็คท่าเหมือนถ่ายเอ็มวีตอนตีหนึ่งนี่ด้วยใช่ไหม

.........................

มีแต่ความเงียบที่โรยตัวแทนคำตอบ ถ้าอย่างนั้นซองมินจะขอแปลความหมายว่าใช่ก็แล้วกัน กระต่ายน้อยจึงบอกออกมาง่ายๆแบบไม่มีพิธีรีตองว่า

ถ้าอยากระบายก็ตามสบายนะ ฉันไม่ใช่คนปากโป้ง

ขอบใจ แต่ฉันยังไม่อยากรื้อฟื้นมันตอนนี้   


อีทงเฮแค่นยิ้มเมื่อนึกไปถึงสาเหตุที่ทำให้เขาต้องมานั่งดูดบุหรี่ดับความเครียดอยู่นี่ ใช่...เขาพูดได้ว่าไม่อยากรื้อฟื้น แต่ไม่สามารถทำได้อย่างที่พูดแม้แต่นิดเดียว เพียงแค่จิตประหวัดไปถึงเหตุการณ์นั่น ใบหน้าของไอ้คนรกโลกมันก็ลอยเข้ามาในหัวอย่างไม่อาจหยุดยั้ง เสียงทุ้มน่ารังเกียจยังคงติดแน่นอยู่ในหู


 ‘อ่านออกด้วยหรือครับทงเฮ ขนาดภาษาเกาหลีเองแท้ๆทงเฮยังออกเสียงได้ไม่ชัดเลย แล้วนี่มันภาษาอังกฤษเชียวนะครับ

น้ำเสียงสุภาพแบบเสแสร้งทำให้เจ้าของชื่อละสายตาจากนิตยสารต่างประเทศของวัยรุ่น ปรายตามองคนที่ถือวิสาสะเดินเข้าห้องนอนของเขากับอีซองมินมาโดยไม่ได้ขออนุญาตซักคำ

 ‘จะพูดจะจาอะไรให้มันมีสัมมาคารวะหน่อย อย่างน้อยฉันก็เป็นพี่นาย นิสัยต่ำๆที่แก้ไม่หายนั่นน่ะอย่าได้ควักมันเอามันมาใช้แถวนี้

ทงเฮใช้ความนิ่งเป็นเกราะกำบัง แล้วก็ก้มหน้าลงให้ความสนใจกับตัวหนังสือในมือต่อหากอีกคนยังไม่วายต่อความ

อื้อหือ เชิญชวนคนด้วยวิธีจิกด่านี่แปลกดีนะ ผมไม่เคยเห็น

คนเป็นพี่ชักสีหน้า เขาไม่ชอบระรานใครแต่นั่นก็หมายความว่าคนอื่นก็ต้องรักษาระยะไม่ให้มาระรานเขาเหมือนกัน...มาหาเรื่องกันถึงพื้นที่ส่วนตัวแบบนี้

ใครไปเชิญนายกันคิบอม จบจากเมืองนอกแท้ๆยังแปลคำภาษาบ้านเกิดไม่รู้เรื่องแบบนี้ฉันว่านายเอาเวลาว่างที่จะมาก่อกวนคนอื่นไปทบทวนความรู้ในหัวตัวเองจะดีกว่ามั้ง หรือถ้าไม่มีเงินซื้อหนังสือก็บอก ฉันจะออกให้ เผื่อจะได้เป็นผู้เป็นคนขึ้นมาเหมือนคนอื่นเขาบ้าง

คงไม่จำเป็นเท่าไหร่มั้งครับ ก็ในเมื่อตอนนี้ผมไม่ได้กำลังพูดกับคนอยู่ ถึงรู้ภาษาคนไปมันก็ไม่ได้ช่วยให้ได้อะไรขึ้นมาอยู่ดี

ฟึบ!!!!

หนังสือนิตยสารภาษาอังกฤษในมือลอยละลิ่วลงไปตกแทบเท้าคนอายุน้อยกว่าเต็มแรง ถือว่าเขายังปรานีที่ไม่ได้ปาแสกหน้า ทะเลตะวันออกที่มีคลื่นโหมเค้นเสียง   

คิมคิบอม ออกไปจากห้องฉันเดี๋ยวนี้ อย่าให้ต้องเตือนเป็นครั้งที่สอง

เด็กหนุ่มแก้มแตกไม่สนใจคำเตือนนั้น เขายังคงพูดต่อว่า

การขว้างปาข้าวของมันไม่ดีเลยนะครับทงเฮ ความจริงผมแค่อยากจะมาบอกว่าเราต้องไปถ่ายรายการ Full House ด้วยกันปลายเดือนหน้า พี่อีทึกฝากให้ทงเฮเตรียมตัวไว้ด้วย แต่ดูท่าเราจะคุยกันด้วยภาษาคนไม่รู้เรื่องจริงๆซะแล้ว แต่ระวังไว้หน่อยนะครับ ถ้าไม่เริ่มฝึกพูดภาษามนุษย์เสียตั้งแต่ตอนนี้ เกิดทำอะไรพลาดขายหน้ากลางรายการขึ้นมาอย่าหาว่าผมไม่เตือนนะ

รอยยิ้มเหยียดกับใบหน้าตายแฝงความเย็นชาถูกส่งมาให้เขาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเจ้าของมันจะหมุนตัวเดินลิ่วๆออกจากห้องไป ทิ้งไว้แต่บรรยากาศอบอวลและอารมณ์ที่ไม่สามารถปรับให้เป็นปกติได้อีกต่อไปของสมาชิกซูเปอร์จูเนียร์คนที่เก้า

ภายในใจตอนนี้มันยิ่งกว่ามีไฟทั้งกองลุกสุมอยู่ คิมคิบอมเข้ามาเพียงไม่กี่นาทีแต่กลับทำลายอารมณ์ดีๆที่สั่งสมมาตั้งแต่เช้าจนหมดสิ้น เขาโกรธ...โกรธจนมือสั่น

คิมคิบอม

เลวกว่านี้มีอีกไหม เกลียดจริงๆไอ้พวกชอบดูถูกคนอื่นนี่ นิสัยเสียแถมยังปากร้ายนั่นมันน่าฆ่าให้ตายอย่างที่พูดซะจริงๆ

               

 

ทงเฮรู้สึกตัวอีกครั้งหลังจากรู้สึกถึงแรงสะกิดจิ้กๆที่ไหล่ข้างขวา อีซองมินกำลังชันเข่าเตรียมลุกขึ้นยืน บุหรี่ในมือขาวอันตรธานไปเรียบร้อย เมื่อเห็นสายตาเชิงคำถามจากที่นั่งเหม่อมานานปากเล็กๆก็ขยับเป็นคำว่า 

ดึกแล้ว ฉันจะไปนอนซักที เดี๋ยวพรุ่งนี้ตื่นไม่ไหว

ขอโทษทีที่ดึงนายมานั่งด้วยจนไม่ได้นอน

ไม่เป็นไร ฉันอยากมานั่งเอง

อืม เมื่อเจ้าตัวเขาว่าอย่างนั้นทงเฮก็ไม่ดึงดันจะโทษว่าเป็นความผิดของตัวเองอีก เด็กหนุ่มนั่งมองเฉยในยามที่คนแก่เดือนกว่าหันหลังกลับเตรียมที่จะกลับเข้าห้องนอนไปอีกครั้ง แผ่นหลังบางจากมุมนี้เรียกความรู้สึกแปลกๆ

นี่...” ซองมินชะงักเมื่อได้ยินเสียงเรียกจากคนที่ยังนั่งดูดาวไม่เลิก หันเพียงส่วนคอกลับมา

อะไรคนเรียกทำสีหน้าเหมือนไม่แน่ใจว่าจะเอ่ยออกมาดีหรือเปล่า

พอ...ถึงพรุ่งนี้เราจะยังคุยกันได้แบบนี้อีกไหม

นายคิดว่ายังไงล่ะ

สุดท้ายทงเฮก็กลับกลายเป็นเป็นฝ่ายตอบแทน

...ไม่รู้สิ ฉันนึกไม่ออกเหมือนกันว่าพอมีคนอื่นอยู่ด้วยแล้วฉันจะยังคุยกับนายได้เหมือนตอนนี้อยู่รึเปล่า

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคนอื่นกระต่ายน้อยเลิกคิ้วสงสัย

ฉันไม่ชอบการแสดงความรู้สึกต่อหน้าคนอื่น ฉันหมายถึง...การคุยกับใครซักคนให้คนอื่นที่ไม่สนิทรับรู้ด้วย

ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้อง แค่ไม่ทะเลาะกันแบบที่พวกนั้นทำก็น่าจะพอแล้วนี่

เราก็ไม่เคยทะเลาะกันอยู่แล้วตั้งแต่อยู่ด้วยกันมา

นับว่าปาร์คจองซูเลือกจัดห้องได้เหมาะสมพอควร เพราะทงเฮยังไม่เห็นว่าสมาชิกที่แชร์ห้องนอนกันจะหาเรื่องกันบ่อยนักนอกจากกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นครั้งคราว อย่างซองมินกับทงเฮเป็นต้นที่ไม่เคยมีปากเสียงกันเลย แค่ต่างคนต่างอยู่

นั่นสินะ

ทงเฮโบกมือเมื่อเห็นสีหน้าเช่นนั้น ในใจรู้สึกกลัวคำตอบจนต้องบอกปัดไปว่า

...ช่างมันเถอะ ถือซะว่าฉันไม่เคยพูดออกไปละกัน ฉันคงเมาบุหรี่จริงๆ     

ฉันกับนาย...คงยังนับว่าเป็นเพื่อนกันได้ไม่เต็มปาก แต่ฉันก็ไม่รังเกียจนะถ้าจะมีเพื่อนร่วมงานที่พอพูดคุยด้วยได้บ้าง อย่างน้อยก็คงไม่เครียดมากเท่ากับที่นั่งบ้าอยู่คนเดียวเหมือนตอนนี้

ซองมินหลิ่วตาเป็นเชิงบอกว่าตั้งใจจะกระทบถึงใครบางคนที่ลุกมาถ่ายเอ็มวีเล่นตอนตีหนึ่งนั่นแหละ และนั่นก็เรียกรอยยิ้มแรกจากปลาทะเลหน้าหวาน ยิ้มที่ไม่ใช่เหยียด...ยิ้มที่รู้สึกได้ถึงคำว่ารอยยิ้มจริงๆ

ฉันก็เหมือนกัน...

ทงเฮรู้สึกถึงสายลมแผ่วเบาที่เข้ามาคลายความตึงเครียดของจิตใจได้อย่างแปลกประหลาด เขาคงต้องการใครซักคนอย่างจริงจังที่จะช่วยพยุงความอ่อนล้าของตนเองไว้ คนที่เป็นเหมือนๆกันและมั่นใจว่าจะเข้าใจเขาได้ไม่ว่าจะเรื่องอะไร

รอยยิ้มบางเบายังปรากฏอยู่บนใบหน้าไม่จาง

                ไม่แน่ว่าอีซองมินอาจจะเป็นคนๆนั้น คนที่อีกไม่นานเขาคงสามารถเรียกว่า เพื่อน ได้อย่างแท้จริง  

 

 

สีหน้าหมองคล้ำพร้อมรอยดำปื้นที่ขอบตาล่างบ่งบอกการใช้งานร่างกายอย่างสมบุกสมบันของหัวหน้าวงซูเปอร์จูเนียร์เป็นอย่างดี ปาร์คจองซูนั่งตาลอย ตัวลอย ใครจะจับให้หมุนซ้ายหมุนขวายกหน้าดึงหลังหรือทำอะไรก็ทำทั้งนั้น จนสไตลิสต์สาววัยคราวพี่ถึงกับต้องทักอย่างอดไม่ได้

วันนี้เป็นอะไรไปอีทึก ทำไมถึงดูเหม่อแปลกๆ ขนาดพี่แต่งหน้าเข้มกว่าทุกวันก็ยังเฉย ถ้าเป็นทุกทีต้องโวยวายให้ลบออกแล้วนะเนี่ย

..........................

น้องอีทึก!”

ครับ อยู่นี่ครับ อีทึกครับ

ร่างบางกระเด้งตัวตรง ขานรับไปโดยอัตโนมัติทั้งๆที่ไม่รู้ว่าตัวคนเรียกต้องการอะไร ยิ่งเรียกความสงสัยจากพี่ช่างแต่งหน้า รวมไปถึงคนที่นั่งให้สไตลิสต์แต่งตัวอยู่ข้างๆเช่นกัน คิมยองอุนลอบสำรวจคนตัวบางเงียบๆโดยไม่เอ่ยอะไรขึ้นมา

เมื่อกี้ว่าไงนะครับ ผมไม่ทันฟัง

เหม่อจริงๆด้วย พี่ถามว่าทำไมวันนี้ถึงได้ดูใจลอยอย่างนี้ ขนาดแต่งหน้าเข้มกว่าทุกวันก็ยังเฉย ไม่มีโวยวายซักนิด

เข้ม...อะไรเข้มครับ เฮ้ย ทำไมหน้าผมถึงได้หนาเตอะขนาดนี้ล่ะ

ด้วยความงง อีทึกจึงยังปรับโฟกัสสายตาของตนให้เข้ากับกระจกเงาบานใหญ่ตรงหน้าไม่ได้ จนผ่านไปเกือบสามสิบวินาทีนั่นแหละ โครงหน้าปากตาคุ้นเคยทว่าถูกแต้มผงสีเข้มแปลกตาถึงได้ปรากฎมาให้เขาเห็นอีกครั้งจนเจ้าตัวถึงกับผงะ

พี่...ผมว่ามันหนาไปนะ ยังไงก็ขึ้นไลฟ์แค่แปบเดียวเอง

หน้าขาวใสถูกกลบทับด้วยแป้งฝุ่นจนขาวยิ่งกว่าเก่า แถมด้วยเขียนรอบตาสีเข้มและลิปสติกมันวาว...จัด...จนดูราวกับไม่ใช่ตัวของเขาเอง

มันก็ต้องอย่างนี้แหละค่ะน้อง มีอย่างที่ไหน...อยากไม่ยอมดูแลตัวเอง ปล่อยให้หมีแพนด้ามันมาอาศัยอยู่ด้วยดีนัก ถ้าไม่ลงแป้งทับแบบนี้แล้วจะให้ทำยังไงคะ  เสียใจด้วยนะ คราวนี้พี่ไม่ยอมลบให้หรอก สไตลิสต์คนเดิมตอบกลับแล้วหันไปพยักเพยิดกับคนข้างตัวอีทึกแทน

ใช่ไหมคังอิน คนไม่ดูแลตัวเองก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอกเนอะ สู้น้องคังอินก็ไม่ได้ หน้ายังเด้งอยู่เลยไม่ต้องแต่งหนามาก แค่กลบรอยสิวออกนิดเดียวก็ใช้ได้แล้ว

น้องคังอินหัวเราะหึแล้วพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วย ปรายตามองไปทางใบหน้าหวานแวบหนึ่ง  

อีทึกจงใจเบนหลบสายตานั้น ชายหนุ่มเสทำเป็นเงยหน้าขึ้นมองพี่สไตลิสต์ที่ยังคงยืนเท้าเอวค้ำหัวเขาอยู่ ดวงหน้าขาวแกล้งพองลมใส่ ทำปากอูมกึ่งแอ๊บแบ๊วแบบที่เขาติดเป็นนิสัยแล้วต่อว่าส่งท้าย

พี่ซูยอนน่ะ จำไว้เลยนะ คราวหน้าผมจะประท้วงเปลี่ยนช่างแต่งหน้า จะเอาให้หน้ามันโทรมเป็นผีไปหลอกคนดูเลย  

จ้า พ่อศพเดินได้ นิ้วชี้จิ้มเข้าที่หน้าผากเนียนเบาๆ

ทำเป็นเก่งไปเถอะ เดี๋ยวจะแกล้งแต่งให้เป็นผีไปจริงๆซะเลยนี่ เอ้า เสร็จแล้วก็ลุกได้ ไปตามน้องคนอื่นมาด้วย แล้วอย่าไปแอบลบหน้าที่พี่แต่งไว้เชียวนะน้องอีทึก ถ้ารู้ล่ะก็น่าดู  

ข่มขู่ก่อนจะส่งตัวนักร้องหนุ่มออกไปนอกห้อง รอเอสเจคนถัดไปที่จะเข้ามาแต่งหน้าทำผม ขณะที่สมาชิกอีกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ก็พลอยลุกจากเก้าอี้ โค้งตัวขอบคุณเหล่าช่างสารพัดทั้งหลายแล้วเลี่ยงออกมาจากห้องเงียบๆด้วยเช่นกัน


ไม่ต้องไปไหนไกล ซองมิน ทงเฮแล้วก็อึนฮยอกก็เดินเตร็ดเตร่รออยู่แถวนั้นอยู่แล้ว หัวหน้าวงหน้าขาวตรงรี่เข้าไปสะกิดน้องๆบอกให้ต่อคิวเตรียมเข้าไปแต่งหน้า แล้วตัวเองก็เดินต่อไปตามทางเดินยาวที่เชื่อมไปสู่ห้องต่างๆหลังเวทีการแสดง  


คราวนี้ดันต้องอัดเทปถ่ายทำไลฟ์ตั้งแต่เช้า ยุ่งๆลืมหิวจนกระทั่งท้องมันเริ่มโหวงๆประท้วงขึ้นมาตอนนั่งแต่งหน้าอยู่นั่นแหละ อีทึกถึงเพิ่งจะรู้ตัว ว่าจะไปขอนมสดจากพี่ๆที่อยู่ฝ่ายบริการพอรองท้องซักหน่อยแต่รู้สึกว่าท้องเขาจะเชื่อมประสาทกับความคิดได้ดีเหลือเกิน เพียงแค่นึกถึงอาหาร น้ำย่อยทั้งลำไส้มันก็ตีตัวเป็นมวนชวนให้คลื่นไส้ขึ้นมาเดี๋ยวนั้น...และเขามั่นใจว่าอีกไม่นานมันจะแปรต่อไปยังอาการที่มากกว่านี้

เกลียดไอ้โรคกระเพาะนี่จริงๆเลย ให้ตาย

ฝืนเดินไปได้อีกไม่ถึงห้าก้าว อาการขั้นที่สองของโรคกระเพาะมันก็มาเยือนเขาจนได้ มาแบบเตือนล่วงหน้าให้รู้ตัวไม่ถึงนาทีแบบนี้แล้วเขาจะมีเวลาไปหายามาจากไหนกันเนี่ย!!  


โอย

ร่างบางนิ่วหน้าเพราะความแสบท้อง มือเรียวกุมหน้าท้องแบนราบไว้แน่น ขณะพยายามสูดลมหายใจลึกๆเพื่อเรียกสติกลับมา ภายในเขากำลังบิดมวนกระเพาะบีบรัดตัวอย่างรุนแรงจนยืนไม่อยู่ต้องทาบมือกับฝาผนังเพื่อยันตัวไว้ หยาดหยดเหงื่อไหลลงตามปลายคาง ทั้งเจ็บทั้งปวดจนแทบทนไม่ไหว เหมือนลูกไฟระเบิดในท้อง

จองซู เป็นอะไร

เสียงทุ้มดังขึ้นในระยะประชิดทำเอาอีทึกสะดุ้งเฮือก แล้วก็ต้องกดท้อง งอตัวลงไปยิ่งกว่าเก่าเพราะการเคลื่อนไหวรุนแรงนั้น ยังไม่ทันจะหันไปดูหน้ามืออุ่นใหญ่ก็เข้าทาบทับ โอบประคองอยู่ที่บั้นเอว ดึงให้เขาผ่อนแรงจากมือที่ยันฝาผนังเปลี่ยนเป็นทิ้งน้ำหนักตัวลงไปที่คนข้างหลังแทน คนที่บัดนี้ไร้ความสามารถในการทรงตัวหายใจหอบ เอนตัวพิงคนเป็นน้องอย่างหมดแรง จากสัมผัสและความคุ้น เคยทำได้เดาได้ไม่ยากนักว่าบุรุษนิรนามผู้นี้คือใคร

                “ยะ...ยอง...อุน

เกิดอะไรขึ้น ทำไมเป็นแบบนี้

ไม่...ไม่มีอะไร

อย่าพูดโง่ๆน่ะ!! เสียงตะคอกทำให้อีทึกแทบสะดุ้งอีกครั้ง ก็เห็นอยู่ว่าเป็นถึงขนาดนี้แล้วยังจะมาบอกว่าไม่มีอะไรอีก ฉันถามว่าเกิดอะไรขึ้น...เมื่อกี้ก็ยังเห็นดีๆอยู่นี่   

ไม่พูดเปล่า ร่างหนาลากเอาตัวคนอ่อนปวกเปียกไร้เรี่ยวแรงจะต่อต้านเข้าไปในห้องๆหนึ่งที่พบเป็นห้องแรกหลังจากเดินเจอแต่ผนังสีขาวสองด้านมาชั่วระยะหนึ่ง

...ช่างเป็นสถานีที่วกวนได้ใจเขาจริงๆ สถาปนิกสนุกมากไหมตอนออกแบบสร้างตัวภายในสถานีที่ทำงานเนี่ย...คังอินคิดในใจอย่างหงุดหงิด


ขณะเดียวกัน อีกคนที่ไม่มีแม้กระทั่งแรงจะเอ่ยปากห้ามก็โวยวายอยู่ในใจดุเดือดไม่แพ้กัน ลูกแก้วสีน้ำตาลตวัดมองใบหน้าคมคายไอ้หมีบ้านี่ ห้องอะไรก็ไม่รู้แล้วยังเปิดเข้าไปอีก เกิดเป็นห้องเตรียมงานหรือห้องที่ต้องห้ามสำหรับบุคคลภายนอกสถานีแล้วพวกเขาจะไม่ซวยแย่หรือไง ทำอะไรไม่รู้จักคิด!!!


โชคดีของอีทึกที่มันเป็นแค่ห้องพักสต๊าฟธรรมดาๆขนาดค่อนข้างใหญ่ที่ยังไม่มีใครจับจองใช้ คังอินหรือคิมยองอุนจึงได้ปล่อยเขาลงกับโซฟานุ่มตัวยาวพร้อมจัดท่าทางให้กึ่งนั่งกึ่งนอนแผ่ยาวเรียบร้อย ดูจนแน่ใจว่าพี่ชายหน้าสวยจะไม่กลิ้งตกลงมาให้อาการหนักกว่าเก่า เจ้าตัวก็ถอยไปยืนเท้าสะเอว วางท่าสืบสวนสอบสวนราวกับเป็นสารวัตรมือเอก


เอาล่ะ บอกคำตอบมาได้แล้ว ปาร์คจองซูเหลือบตาขึ้นมองน้องชายนอกสายเลือดด้วยสีหน้าที่ยังติดจะซีดขาว

ยังมาทำมองอีก ไม่ตลกเลยนะจองซู ตีตัวเสมอไม่พอ มันยังล้ำเส้นคิดจะก้าวข้ามไปเป็นพ่อเขาด้วย

ไม่มีอะไร อีทึกพยายามขยับปากเป็นคำ

อย่าให้ต้องบังคับนะ นายเป็นอะไรทำไมไม่บอก เก็บเอาไว้จนตัวจะตายอยู่แล้ว ไอ้ความอดทนในเรื่องแบบนี้มันไม่ได้น่าชมเชยหรอกนะ

ก็ไม่มีอะไรจริงๆ แค่ปวดท้องนิดหน่อยเอง พูดแล้วก็เบ้หน้าเมื่อฤทธิ์กรดกัดกร่อนกระเพาะจนทรมานยิ่งกว่าเก่า...เหมือนจะฟ้องชัดว่าคนพูดโกหก

ดูหน้านายซะก่อน แทบจะทนยืนไม่ไหวแบบนี้บ้านนายเขาเรียกว่านิดหน่อยหรือยังไง ดุเข้าให้แล้วจึงถอนหายใจแรงๆ...กับคนตัวบางที่ดื้อด้านเอาโล่นี่จะว่าอะไรไปก็ไร้ประโยชน์  

ไปทำอะไรมา ทำไมจู่ๆถึงปวดท้องได้ 

...ลืมกินข้าวเช้า…” ตอบเสียงอ่อนเบาอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่คนฟังฟังแล้วไม่ได้ใจอ่อนตามไปด้วยเลยสักนิด หน่วยตาเล็กพยายามเบิกกว้างจนน่าขัน  

ลืมกินข้าวเช้า...เมื่อวานนายก็ไม่ได้กินด้วยใช่ไหม ตั้งแต่บ่ายนั่นกลับมาบ้านฉันก็ไม่เห็นนายจะกินอะไรอีก ทำไมถึงได้...ถึงได้เป็นคนแบบนี้นะจองซู ฉันจะทำยังไงกับนายดีเนี่ย โว้ยยยยยยย 


บ่น บ่น บ่นจนพอใจแล้วก็เดินลงส้นหัวฟัดหัวเหวี่ยงออกไปจากห้อง ทิ้งให้พี่ชายที่โดนลากเข้ามานั่งมองอย่างไม่ค่อยเข้าใจอะไรนักทั้งด้วยความงุนงงและความเจ็บปวดที่กัดกินความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของเขาไปจนหมด อีทึกเบลอจนลืมคิดว่าอะไรทำให้ตารางเวลาของเขาเข้าไปอยู่ในความสนใจหมีตัวโตได้


ไม่นาน ร่างหนาๆก็โผล่เข้ามาอีกครั้งพร้อมกับขวดยาหน้าตาคุ้นเคย ต้นแขนหนีบเอาขวดน้ำเย็นยี่ห้อดังเข้ามาด้วย คิมยองอุนก้าวอาดๆเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าแล้วยื่นของให้อีทึกวางบนโซฟาทีละอย่างจนมือเปล่าก็เบียดตัวเองลงมาที่โซฟาด้วยเป็นอย่างสุดท้าย คนอายุมากกว่าแต่ตัวเล็กกว่าเกือบเท่าตัวรีบขยับหนีก่อนจะโดนทับตายเสียก่อน แล้วก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงห้าวๆดุๆจากคนข้างตัว ขวดสีขาวขุ่นถูกยัดใส่มือเขาพร้อมขวดน้ำที่เปิดเสร็จสรรพ


เอ้า อะลั่มมิลค์ กินเองนะมันกินยังไงก็ไม่รู้ แล้วนี่ก็น้ำ”  

นาย...เอามา...จากไหนเนี่ยพูดเสียงขาดเป็นห้วงๆ แปลกใจจนต้องฝืนถาม ยาบรรเทาอาการโรคกระเพาะมันไม่ได้หากันได้ง่ายๆเหมือนยาอมแก้คันคอนะเว้ย

                คนคุมฉาก ตอนแรกจะหาของกินมาแต่เห็นเขาบอกว่านายยังกินข้าวไม่ได้ ต้องรอให้หายปวดก่อนไม่งั้นจะแย่กว่าเดิม

คราวนี้ปาร์คจองซูงงกว่าเดิมจนลืมอาการปวดทรมานที่กระเพาะลำไส้ไปชั่วขณะ แค่เวลาไม่ถึงสองสามนาทีที่เขาพยายามจะขยับตัวลุกขึ้น ยองอุนมันบินไปเหรอ ทำไมมันวิ่งได้เร็วนักฟะ

มองอะไร กินเข้าไปสิ

ขอบใจมากนะคนรับคำขอบคุณขมวดคิ้วเมื่อเห็นอีกฝ่ายพูดแล้วยังทำนั่งเฉย

ยังมานั่งบื้ออยู่อีก

ฉันดีขึ้นแล้ว จะ...ไปขึ้นไลฟ์...ก่อน เดี๋ยว...ค่อยกลับมา

โกหกชัดๆ นายไม่มีทางจะดีขึ้นถ้าไม่ได้กินยา พูดเสียงเย็นเมื่อหน้าซีดๆยังรับประกันได้เป็นอย่างดีว่าพี่ชายคนโตสุดไร้สมรรถภาพไปแล้วโดยสิ้นเชิง

แล้วใครบอกว่านายจะได้แสดง

หมายความว่าไง

หมายความว่าระหว่างที่คนอื่นขึ้นโชว์อยู่ นายก็ต้องนอนพักอยู่ในห้องนี้น่ะสิ ฉันบอกผู้จัดการไปแล้วว่านายไม่ค่อยสบาย ของดแสดง

ทำอย่างงั้นได้ยังไงเสียงหวานโวยลั่น แต่แล้วก็โดนกลบทับด้วยน้ำเสียงที่ทรงอิทธิพลยิ่งกว่า

ก็แล้วทำไมมันจะไม่ได้ล่ะ นายอยากขึ้นไปเต้นงอไปงอมาเป็นกุ้งให้ขายหน้าคนอื่นเขาหรือไง ลำพังแรงจะเดินยังไม่มีเสียด้วยซ้ำแล้วยังจะทำเป็นอวดเก่ง

แต่ว่า...

ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้นจองซู หยุดพูดแล้วก็กินยาได้แล้ว หรือว่านายอยากให้ฉันรินป้อน...

ไม่...ต้อง! ฉันเป็น...ผู้...ชายนะ...เว้ย


ดวงหน้าเรียวส่ายไปมาจนเรือนผมไหว กัดฟันต้านความปวดมวนในช่องท้องเอ่ยทีละคำ มือสั่นรินยาน้ำรสชาติไม่ค่อยดีนักใส่ฝาขวดยกดื่มทันใด ปวดท้องก็ปวด แต่ก็โกรธและอาย...ขำละไอ้น้อง เขาก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน ถึงจะกำลังป่วยแต่มันก็ไม่ได้อยู่ในข้อยกเว้นหรอกนะ อย่ามามองว่าเขาเป็นผู้หญิงอ่อนแอที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แบบนั้นสิวะ


หน้าตาของคนเป็นพี่มันฟ้องชัดถึงคำกล่าวหาภายในจิตใจ ทำให้คนที่ได้รับฉายาหมีต้องกระตุกยิ้มหยัน สายตากวาดมองไปทั่วทั้งร่างโปร่งบาง ใบหน้าสวยหวานของคนข้างๆแล้วส่ายหน้า


แมนเหลือเกิน


ปากเก่งแบบนี้แสดงว่าค่อยยังชั่วแล้วใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นฉันไปล่ะ แล้วนายก็ไม่ต้องออกไปเดินเพ่นพ่านที่ไหนนะ อยู่แต่ในนี้แหละ เดี๋ยวแสดงไลฟ์เสร็จจะมารับกลับบ้าน

พูดจบเจ้าตัวก็ผุดลุกขึ้น เดินออกไปโดยไม่สนใจเลยซักนิดว่าคนฟังจะทำหน้ายังไง หัวหน้าวงที่กำลังป่วยเชิดจมูกขึ้น...ฮึ นี่มันคิดว่าตัวเองเป็นพ่อเขาจริงๆใช่มั้ย ถึงได้สั่งเอา สั่งเอาเนี่ย ขนาดพ่อแท้ๆของเขายังไม่จู้จี้แบบนี้เลย

บ่น...แต่เจ้าตัวก็ยินยอมทำตามข้อบังคับของคนที่จากไปโดยไม่มีบิดพลิ้ว

ทานน้ำยาขาวขุ่นไปได้สองฝาอีทึกก็ปิดกลับ ก่อนจะวางทั้งหมดลงบนพื้นข้างโซฟา สูดลมหายใจลึกๆผ่อนคลายความเจ็บปวด ลำตัวเพรียวบางที่ยังอยู่ในชุดเตรียมแสดงเต็มยศเลื้อยลงในแนวระนาบมากขึ้นๆ เอนศีรษะและดวงหน้าชุ่มเหงื่อซบแนบไปกับความอ่อนนุ่มของผืนผ้าที่รองตัวอยู่ อาการปวดมวนยังมีมาเป็นช่วงทว่าความเคยชินทำให้คนเป็นโรคกระเพาะเรียนรู้ว่าควรจะทำอย่างไร

หลับตานิ่งๆและไม่คิดถึงมัน


ลูกแก้วสีน้ำตาลสวยปรือลงช้าๆ เผยให้เห็นแพขนตาที่ถึงจะไม่ยาวมากแต่ก็งอนระยับน่าสัมผัส ดวงหน้าขาวคลายความขมวดลงเมื่อความเจ็บปวดถูกขับไล่ออกไปเรื่อยๆตามเวลาที่น้ำอะลั่มมิลค์สีขาวเริ่มออกฤทธิ์เคลือบกระเพาะ

ก่อนที่จะจมลงสู่ห้วงความฝัน คนที่ไม่มีโอกาสได้แสดงไลฟ์ร่วมกับเพื่อนๆเหมือนกับได้ยินเสียงประตูเปิด พร้อมกับฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาแผ่วเบา

ใคร...ยองอุนหรือเปล่า...?

อยากที่จะลืมตาขึ้นมองหากเปลือกตามันก็หนักเกินกว่าจะฝืน จะใครก็ช่างเถอะ เขาไม่ไหวแล้ว ขอนอนก่อนก็แล้วกัน

ภาพที่คิมยองอุนเข้ามาเห็นหลังจากวิ่งระยะร้อยเมตรมาจากหลังเวทีหลังจบการแสดงคือหัวหน้าวงร่างบางที่ขดตัวแนบกับโซฟา เปลือกตาพริ้มอย่างเป็นสุข ด้านล่างใกล้ๆมีขวดน้ำที่ยังไม่พร่องเลยสักนิดและขวดยาวางเคียงกันเรียบร้อย ถึงแม้จะอยู่ในชุดสีดำเต็มไปด้วยโซ่โลหะพาดไปมาทั่วทั้งตัวตามคอนเซปต์ของซิงเกิ้ลชุดใหม่ ทว่าคนตัวโตกลับไม่รู้สึกว่ามันจะสามารถบดบังลักษณะอันแท้จริงของคนขี้เซาตรงหน้าได้เลยแม้แต่น้อย


คำๆหนึ่งที่ผุดขึ้นมากลางหัวขณะนั้นคือ...นางฟ้า


ร่างสูงใหญ่ชะงักกึก หัวกลมสะบัดอย่างแรงเหมือนจะเรียกสติ ค่อยๆจรดเท้าเข้าไปใกล้ มือหนาวางลงที่หน้าผากขาวนูนปัดเส้นผมซึ่งถูกสเปรย์พ่นฉีดไว้จนแข็งตัวไม่ให้มันลงไปปรกหน้าปรกตาแล้วจึงถอยออกห่าง ใบหน้าหวานปรากฏลักยิ้มน้อยๆที่ยิ่งตอกย้ำคำว่า Angel Smile ให้ลึกลงยิ่งขึ้น


ทว่า...


ดวงตาเรียวกลับหรี่ลงมองอย่างไม่สื่อความรู้สึกลึกซึ้งใดๆราวกับว่าการกระทำต่างๆที่ผ่านมาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงที่แล้วเพื่อช่วยเหลือคนเป็นพี่เป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นเท่านั้น 



นางฟ้าแล้วยังไง...ชีวิตเขาไม่จำเป็นต้องมีนางฟ้าคอยอุ้มชูเหมือนในนิยายหรอก

สองตาคมกริบจับจ้องเขม็งก่อนจะละมามองที่มือของตัวเองซึ่งยื่นมาด้านหน้า แล้วจึงรวบกำไว้จนแน่น ปัดความอ่อนไหวในจิตใจออกไปให้ไกล

ชีวิตเขา...คนที่สามารถชี้นำหรือกำหนดอะไรกับมันได้ต้องมีแต่ตัวเขาเองเท่านั้น...!!!!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,034 ความคิดเห็น

  1. #977 pungsj13 (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2559 / 23:28
    พี่อีทึกสู้ๆๆนะ
    #977
    0
  2. #976 Holy Line (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2559 / 20:44
    เย้~~ มาอัพแล้ว รออ่านตอนต่อไปอยู่นะคะ ><
    #976
    0