[Super Junior] :: Problem Child :: (SJ-KangTeuk feat. All members)

ตอนที่ 47 : Problem Child 05 #Reup

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 175
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    12 ม.ค. 59

Problem Child 05

 

 

 

 

 

ในที่สุด วันหยุดที่สุดแสนจะวุ่นวายก็ได้ผ่านพ้นไปโดยไม่ราบรื่นนัก และยังไม่วายทิ้งบรรยากาศอึมครึมหมองหม่นให้ห่อหุ้มทั้งสิบสามชีวิตมาจนถึงบ่ายของวันใหม่ อีทึกเบ้หน้าเมื่อกวาดสายตามองสมาชิกแต่ละคนที่มีทีท่าไม่สบอารมณ์กันโดยถ้วนหน้า

รายการแสดงสดบวกสัมภาษณ์กำลังจะเริ่มอยู่ในอีกไม่ถึงห้านาที...พวกมันจะปั้นหน้าปั้นเสียงให้แฟนคลับดูได้ทันไหมเนี่ย มีอะไรที่เขาพลาดไปอีกหรือเปล่า...คู่ไหนวางมวยกันโดยที่เขาไม่รู้อีกเรอะ!!!

ปาร์คจองซูคลึงพื้นที่ระหว่างหัวคิ้วของตนเอง คิดจนหัวแทบระเบิด

เมื่อวานหลังจบคดีโจคยูฮยอนเขาแทบไม่ได้เจอหน้าน้องคนไหนอีก จะว่าไป อีทึกเองก็หลบหน้าน้องๆอยู่แต่ในห้องเหมือนกัน ในเมื่อคิมฮีชอลผู้เป็นเจ้าของห้องนอนอีกครึ่งหนึ่งยังไม่กลับมา คนรั้งตำแหน่งหัวหน้าวงจึงมีเวลานั่งเล่นนอนเล่นคิดอะไรตามสะดวกจนพระอาทิตย์ตกดิน

ตกเย็น ร่างเพรียวจัดการปากท้องของตัวเองด้วยบะหมี่ยี่ห้อโปรด เติมกิมจิเล็กน้อยเพื่อเพิ่มรสชาติเขาก็สามารถอยู่ได้สบายไปถึงเช้า เมื่อไม่ได้กินกับน้องอีทึกก็ไม่คิดใส่ใจในคุณค่าทางโภชนาการ เขากินอะไรก็ได้ไม่เรื่องมาก แค่กินเพื่ออยู่ไปวันๆ ที่ชอบที่สุดก็...บะหมี่ต้มน้ำร้อน อาหารสูตรประจำของหัวหน้าวงซูเปอร์จูเนียร์ เป็นเช่นนั้นทุกมื้อที่ปาร์คจองซูต้องกินคนเดียว เมื่อท้องอิ่ม ก็เริ่มการสะสางรายการที่แน่นขนัดไปพลางๆฆ่าเวลาระหว่างรอสมาชิกคนสุดท้ายกลับมาบ้าน

ริมฝีปากบางบิดเป็นรอยเหยียดเล็กน้อยสมเพชตัวเอง

ทำไมเขาจะไม่เกลียดการรอคอยล่ะ  ในเมื่อชีวิตของเขามีแต่การรอคอย ต้องรอน้องคนแล้วคนเล่า แต่ในทางกลับกัน ไม่มีน้องคนไหนเคยรอพี่ชายคนนี้เลย

หลังจากรอจนถึงสี่ห้าทุ่ม คิมฮีชอลถึงได้ฤกษ์เสด็จกลับที่ประทับ ดวงหน้าสวยเฉยชาหันมามองคนเป็นเพื่อนที่อุตส่าห์ถ่างตารอทั้งชุดนอนแวบหนึ่ง แล้วก็เดินสะบัดกลับเข้าห้องที่มีอีทึกแชร์ความเป็นเจ้าของอยู่ด้วยโดยไม่ได้ออกมาอีกเลย ไม่แม้แต่จะชวนเขาเข้าไปนอนในห้อง 

แน่นอน กับเอสเจคนที่สองนี้ปาร์คจองซูจะทำอะไรได้นอกจากถอนหายใจ ยอมกลับมาจริงอย่างที่พูดก็ดีเท่าไหร่แล้ว

หลังจากสำรวจดูว่าไม่มีสมาชิกคนใดตกหล่นอยู่นอกบ้าน นอกเสีย      จากชเวซีวอนที่แยกไปอยู่บ้านของตัวเอง ไม่มาปะปนกับเพื่อนร่วมวง อีทึกก็จัดการปิดประตูลงกลอนหน้าต่าง ปิดสวิตช์ไฟชั้นล่าง แล้วจึงกลับขึ้นห้องนอนเป็นคนสุดท้ายเมื่อเข็มนาฟิกาบอกเวลาเที่ยงคืนตรง

หน้าที่ของเขา ปาร์คจองซูไม่ไว้ใจให้ใครเป็นคนทำแทนอีกแล้ว

ชีวิตในวันหยุดสุดนรกของเขาก็จบลงเพียงเท่านี้ ไม่มีอะไรแปลกประหลาดพิสดารไปกว่าวันหยุดอื่นนอกจากการที่เขามีปากเสียงกับน้องกับเพื่อนถึงสี่คน...แต่นั่นคงไม่ใช่อีทึกคนเดียวแน่ สายตาคมพินิจพิเคราะห์ใบหน้าที่ถ้าไม่อมทุกข์ขุ่นข้องก็เคียดแค้นโกรธเคือง รวมไปถึงใบหน้าที่เฉยเมย และก็มีบ้างที่นัยน์ตาบึ้งตึงแต่มุมปากปรากฎรอยยิ้มจางๆเหมือนกับสะใจที่เห็นคนอื่นทะเลาะกัน

ขอร้องเถอะ จองซูเกลียดท่าทีแบบนี้ของสมาชิกเหลือเกิน

พวกนายเป็นอะไรกันไปหมด มีใครจะตายรึไงถึงได้เงียบจัดป่าช้าได้กันอย่างนี้ ฮะ

เอาเข้าจริงๆไม่ถึงสองนาทีคนที่รับตำแหน่งหัวหน้าวงเข้าไปในสายเลือดอย่างอีทึกก็อดรนทนไม่ได้ ต้องเปิดอภิปรายกันก่อนแสดง รับผิดชอบทีสิบสามชีวิตมันไม่ใช่ง่ายๆนะโว้ย...คนโน้นจะเอานี่ คนนี้จะเอานั่น ยุ่งยากลำบากที่สุด

เงียบ...

ปากบางเม้มแน่น

ถามก็ตอบสิ ว่ายังไง เป็นอะไรใครตาย พวกนายถึงจิตตกกันยกวง

ถ้าตายจริงก็ดีสิ

ตายๆไปได้จะดีมาก

สายตาหัวหน้าวงมองไปยังต้นเสียง คำตอบจากสวรรค์ส่งมาถึงเขาแล้ว  สองคนที่ยอมเปิดปากนั้นไม่ผิดความคาดหมายของคนเป็นพี่ใหญ่ หากคำตอบต่างหากที่น่าประหลาดใจ

คำตอบแรกเป็นของอีซองมินผู้ซึ่งแววตาแข็งกร้าว เค้นคำออกมาอย่างโกรธแค้นสุดชีวิต...ไม่ปกติสำหรับคนลักษณะอ่อนโยนอย่างกระต่ายน้อยผู้ชื่นชอบฟักทองเป็นชีวิตจิตใจ ส่วนคนหลังคืออีทงเฮ ที่แม้จะก้าวร้าวกว่าอีกสองสมาชิกตระกูลอีในวง แต่ก็ไม่เคยระรานใคร  รำคาญหนักเข้าเจ้าตัวก็เพียงเสียบหูฟังหนี เก็บตัวอยู่ในห้อง  หลีกเลี่ยงสถานการณ์น่าอึดอัดซะ

เกิดอะไรขึ้นกับสองรูมเมทร่วมห้องนี่กันแน่...? แล้วยังคนอื่นอีก

แม้ในใจจะขบคิดจนหัวแทบแตก แต่ภายนอกปาร์คจองซูก็ยังสงบนิ่งเป็นวิสัย ด้วยวัยวุฒิทำให้ชายหนุ่มควบคุมตัวเองได้ดีกว่าคนอื่นแม้จะมีพลั้งหลุดไปบ้างในบางครั้ง อีทึกมักจะนิ่งในยามที่คนอื่นแรง เขาบอกตัวเองเสมอว่าต้องเป็นหลักให้น้อง หากเขาเผลอลงไปเล่นด้วยวงทั้งวงก็คงจบ

ใคร...ที่พวกนายอยากให้ตาย หือ ซองมิน ทงเฮ

“……………....” อีทึกสูดลมหายใจลึก

 “เอาล่ะ ยังไม่ตอบก็ไม่เป็นไร พี่จะมาถามพวกนายอีกที...ไม่ใช่แค่สองคน...พวกนายทั้งหมด หลังจากที่จบงานในส่วนของเรา แต่ตอนนี้พวกนายต้องทำอารมณ์ซะใหม่ พี่รู้ว่ามันหงุดหงิดที่ต้องปั้นหน้า

เสียงเน้นหนักขึ้นเพื่อเป็นการบอกว่าครั้งนี้เอาจริง

แต่มันเป็นงาน งานที่นายก็ทำกันมาได้ตลอดตั้งแต่เดบิวต์ เพราะฉะนั้นครั้งนี้นายก็ต้องทำให้ได้ เข้าใจใช่ไหม ถ้าไม่อยากให้เรื่องร้อนขึ้นไปถึงฝ่ายบริหารก็ทำตัวดีๆ คนดูเขาจะได้ไม่สงสัย”  

ดวงตาคู่สวยกวาดมองหน้าเรียงคน ปากยังย้ำเมื่อเห็นท่าทางอิดเอื้อนฮึดฮัดของน้องบางคน

พี่จะออกไปรอข้างนอก จะลองขอเวลาให้พวกนายอีกซักสองสามนาที ทำหน้าตาให้มันสดชื่นเข้า และหวังว่าตอนออกไปมันคงจะดีกว่านี้นะ” 

หึ ดีกว่านี้งั้นเหรอ

หนุ่มหน้าสวยที่สุดในวงเปรยขึ้นโดยที่ยังไม่พ้นหลังของเพื่อนร่วมรุ่นเพียงคนเดียว...ลีดเดอร์ที่อายุห่างกับเขาไม่ถึงสิบวัน

นี่มันคิดว่าคนเป็นหุ่นยนต์หรือยังไง ถึงจะสั่งได้ว่าให้ยิ้มให้บึ้ง ถ้าใจมันไม่ยิ้ม ให้ตายหน้ามันก็ไม่ไปด้วยหรอก

งั้นจะออกไปถล่มสถานีให้มันราบไปเลยมั้ยล่ะ เอาให้รู้กันไปทั่วเลยว่าวงเราเป็นยังไงไม่ยอมน้อยหน้า ขาแร็ปตัวผอมของวงโพล่งสวนขึ้นโดยไม่เกรงต่อสายตากินเลือดเนื้อของคนเป็นพี่พาให้สมาชิกคนอื่นหันมามองคู่ใหม่ที่เพิ่งวางมวยกันอย่างนึกสนุก...ลืมคำกล่าวของหัวหน้าวงที่ว่าให้ทำเวลาไปอย่างสนิทใจ

“กล้าประชดฉันเหรอ อีฮยอกแจ” ฮีชอลถามเสียงเย็น

“เปล๊า พูดตามความจริง พี่บอกว่าปั้นหน้าไม่ได้...ผมเลยเสนอทางเลือกไง ถ้าไม่อยากทำนักก็ไม่ต้องทำ พอกันทีกับไอ้การเสแสร้งทำเป็นรักกันนี่ มันชวนคลื่นไส้”

“ก็อ้วกซะสิ จะได้หาย ไม่ต้องมาแกว่งปากหาเรื่องใครเขาตอนนี้” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นลอยๆ ไม่นำพาต่ออาการลุกพรวดของสมาชิกคนที่แปด ชเวซีวอนหาเรื่องไปได้ทั่วทั้งวง โดยไม่สนว่าจะเป็นใครหน้าไหนอยู่แล้ว  อยู่คนละบ้านกับสมาชิกคนอื่นๆก็ใช่ว่าจะทำให้ความสัมพันธ์ในทางลบนั้นดีขึ้น

“ไอ้ซีวอน!!!

“อะไร จะอ้วกเหรอ ห้องน้ำอยู่ทางโน้น ไปสิ” เจ้าของฉายาคุณชายของวงกระดิกนิ้วเท้าจึกๆไปทางขวามือของตัวเอง ยักคิ้วกวนๆ อึนฮยอกกัดฟันกรอด

“ไม่ไปล่ะ อ้วกเรี่ยราดไม่มีคนตามเช็ดให้หรอกนะ ได้ข่าวว่าบ้านจนนี่...”

ปัง!

เสียงตบโต๊ะรุนแรงนั้นดังพอที่จะให้ซีวอนชะงักคำพูดกลางคัน อึนฮยอกเงื้อหมัดค้างกลางอากาศและยังส่งผลให้ทุกสายตาหันกลับไปมองต้นเสียงซึ่งดังมาจากมุมหนึ่งของห้องแต่งตัวอีกด้วย คิมยองอุนกำลังนั่งเท้าคางสีหน้าเนือยๆหากแววตากลับขุ่นมัวเห็นชัด

“เหลืออีกหนึ่งนาที” เสียงทุ้มเอ่ยเรียบ ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นคนเดียวที่จำได้ว่าปาร์คจองซูสั่งไว้ว่าอย่างไร

“อะไรนะ”

“ไลฟ์จะเริ่ม”

“แล้วยังไง” คังอินยิ้มเย็น ผุดลุกขึ้นจากที่นั่งเดินผ่านหัวพี่น้องคนอื่นๆไปที่ประตู ไม่วายหันมาทิ้งท้ายว่า   

“ก็ไม่ยังไงหรอก แต่ฉันยังไม่อยากกลับไปเป็นเด็กฝึกหัดใหม่เพียงเพราะอารมณ์งี่เง่าชั่ววูบเท่านั้นเอง จะกัดกันก็ไม่มีใครว่าหรอกนะ แต่รอให้มันจบงานก่อนน่าจะฉลาดกว่า นายว่าจริงไหม”

แกว่าใครโง่ เกือบห้าเสียงประสานกันหากผู้จุดชนวนก็เดินหายลับไปไกลเสียแล้ว ความเงียบโรยตัวลงทีละนิดเมื่อไม่มีใครอยากจะพูดอะไร

เด็กฝึกหัด...ก็ยังดีกว่าอยู่วงนี้” รยออุกพึมพำท่ามกลางกระแสอึดอัดนั้น

“แต่ถ้าไม่ใช่วงนี้ เราก็ไม่มีโอกาสได้ไปอยู่วงอื่นอีกแล้ว”  

“ดีไม่ดีอาจจะไม่เหลือแม้กระทั่งเป็นเด็กฝึกหัดด้วยซ้ำ จำไม่ได้เหรอที่โปรดิวเซอร์พูดไว้น่ะ”

สำเนียงนั้นแปลกแปร่งเกินกว่าจะเรียกได้ว่าเป็นภาษาเกาหลีแท้ ก่อนอีทงเฮจะเสริมต่อจากที่กระต่ายน้อยและเพื่อนร่วมวงชาวจีนพูด

“ใครมันจะจำไม่ได้ ไอ้แก่นั่นกรอกหูไว้ซะขนาดนั้น”

“แล้วมาเถียงกันทำไม สรุปก็ต้องทำอยู่ดี ฝืนๆใจเต้นไปร้องไปเดี๋ยวก็เสร็จ...เหมือนทุกวัน”

หลายคนมองหน้ากัน ก่อนจะเบือนหนี...ความยอกแสลงใจยังปักคา

“เอาอย่างนั้นก็ได้ ไหนๆเราก็รักกันมากกกอยู่แล้วนี่” เสียงพูดเหมือนกัดฟันหากใบหน้าอ้วนกลมของชินดงฮีกลับค่อยฉายร่องรอยสดใสไม่ต่างอะไรจากหน้ากาก ไม่นานก็ตามด้วยใบหน้าของสมาชิกคนอื่นๆ

“เอาก็เอา สงบศึกชั่วคราวโว้ย เสร็จงานแล้วค่อยว่ากัน ไม่อยากฟังใครบ่นให้รำคาญหูอีก”

ใครคนหนึ่งพูดพร้อมมือขาวที่ยื่นออกมาข้างหน้า ตามด้วยอีกมือจากอีกคนที่ลงมาวางทับ...มากขึ้น...มากขึ้น...จนในที่สุดก็ครบทั้งสิบเอ็ดข้าง ตาประสานตา มือทั้งหมดบีบเข้าหากัน...แน่น...จนแทบได้ยินเสียงกระดูกลั่นพร้อมสีหน้าเจ็บปวดแกมสะใจ

การเล่นละครไม่ใช่เรื่องยาก ในเมื่อต้องใส่หน้ากากอยู่ทุกวัน

“ฉันรักพวกนายนะเว้ย รัก-ฉิบ-หาย เลยจริงๆ”

“รักมากจนอยากให้ตายแทนเลยล่ะ”

“ใช่ รักกันขนาดนี้ถ้าคุณหัวหน้าวงยังไม่พอใจก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว”

 

 

ขอบคุณพระเจ้าที่ยังประทานสมองอันน้อยนิดมาให้เจ้าพวกนั้นคิดอยู่บ้าง

ผู้เป็นหัวหน้าวงหลับตาพึมพำกับตัวเองด้วยความโล่งใจเมื่อเวทีที่ผ่านมาสดๆร้อนๆเป็นไปอย่างราบรื่นพอสมควร ซูเปอร์จูเนียร์ยังคงสดใสร่าเริงในเพลงฮิตอย่าง Miracle และดุดันแข็งแกร่งในเพลงโปรโมต U ไม่น่าจะมีใครสังเกตได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นระหว่างสมาชิกในวง ถึงแม้ว่าตอนสัมภาษณ์จะดูขัดๆฝืนๆไปหน่อยก็เถอะ

ใครใช้ให้ไอ้เจ้าคิบอมกับคยูฮยอนมันนั่งเงียบเป็นเป่าสากขนาดนั้นวะ อยากลองเป็นใบ้ก็ไว้วันอื่นไม่ได้รึไงบ่นงุบงิบแต่ก็พยายามปลอบใจตัวเองว่าได้เท่านี้ก็ดีแล้ว ผู้จัดการน่าจะเข้าใจแหละน่า

เมื่อสถานการณ์สุดหินของวันผ่านพ้น อีทึกก็อารมณ์ดีมากพอที่จะพาน้องๆไปเลี้ยงข้าวที่ร้านอาหารเจ้าประจำก่อนกลับที่พัก ชายหนุ่มบอกผู้จัดการทั้งสี่ให้กลับไปก่อนพร้อมทั้งให้คำมั่นสัญญาว่าจะกลับก่อนสี่ทุ่ม แม้จะได้รับสายตาไม่ไว้วางใจจากทั้งสี่คนก็ตาม 

“แน่ใจนะจองซูว่านายคุมเจ้าพวกนั้นไหว คราวนี้ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาอีกฉันไม่รับผิดชอบแล้วนะ” คิมมินซอง หนึ่งในผู้จัดการเอ่ยขึ้นออกตัว ก่อนที่ทักยองจุนที่ยืนอยู่ข้างกันจะเสริม

“ใช่ อยากพาออกไปนักก็จัดการกันเอง แสดงเสร็จแทนที่จะรีบกลับบ้าน เดี๋ยวก็มีเรื่องงามหน้าอีกจนได้”

แล้วพวกพี่เคยรับผิดชอบอะไรด้วยเหรอครับ

จิตใจที่ปลอดโปร่งเริ่มมีความขุ่นมัวเข้าครอบงำอีกครั้ง วงอื่นเขายังมีผู้จัดการวงคอยเป็นห่วงเป็นใยช่วยจัดการให้ แต่กับวงนี้ แม้กระทั่งผู้จัดการยังไม่เอาเรื่องด้วยเลย

ก็แหงอยู่แล้ว ใครมันจะอยากมาเป็นผู้จัดการวงที่มีแต่ปัญหาไม่รู้จักจบกัน ทั้งสี่คนถึงปล่อยตามสบาย มีตารางงานอะไรก็โยนมาให้เขาจัดการ หาทางบอกน้องๆเอาเอง แม้แต่โผล่หน้าเข้าไปในห้องพักของซูเปอร์จูเนียร์ซักครั้งยังไม่เคย 

แต่เมื่อเกิดปัญหา...ใครล่ะที่จะโดนเล่นงานถ้าไม่ใช่ปาร์คจองซูคนเดียว

“ไม่ต้องเป็นห่วงครับ ผมดูแลน้องๆได้” อีทึกตอบเรียบร้อย ตามแบบที่ควรจะเป็น

“หึ”

“ให้มันจริงอย่างที่พูดก็แล้วกัน...เฮ้อ เอาเถอะ ถ้าเกิดปัญหาอะไรสำคัญก็โทรมานะ ร้าน Red Sun ใช่ไหม จะออกไปหา อย่าเก็บเงียบคิดจะจัดการคนเดียวอีก”

ผู้จัดการวัยคราวพ่อบ่นพลางส่ายหน้าแล้วจึงเดินตามกันออกไป สวนทางกับกลุ่มเด็กหนุ่มวัยรุ่นห้าคนที่เดินหัวเราะเริงร่าเข้ามา หนึ่งในนั้นเหลือบมาเห็นอีทึกเข้าจึงส่งยิ้มทักทายก่อนที่จะโค้งให้เขาในฐานะนักร้องรุ่นพี่ในวงการ พาให้ที่เหลือหยุดชะงักยืนโก้งโค้งเป็นกระดองเต่ากันไปซะหมดทั้งห้าคน

“สวัสดีครับอีทึกซอนแบนิม” เสียงทุ้มทั้งห้าประสานกันพร้อมเพรียงจนเขาหลุดขำ อีทึกตอบรับคำทักทายว่า

“ว่าไงพวกนาย วันนี้แสดงได้ดีมากเลยนะ พี่ยืนดูอยู่ข้างๆเวที นายร้องสดได้แน่มาก เสียงแทบไม่สั่นเลย” 

“พี่ก็...พูดเกินไป พวกผมยังห่างจากพี่อีกเยอะ”

หัวหน้าวง SS501 ตอบกลับอีทึกอย่างถ่อมตัวและเขินๆ ก่อนที่อีกหนึ่งสมาชิกจะเสริมว่า

“ใช่ๆ พวกผมนับถือซูเปอร์จูเนียร์มากๆเลย มีกันตั้งสิบสามคนแต่กลับ  แทคทีมได้ดีขนาดนี้ ทั้งร้องทั้งเต้นแถมยังรักกันทุกคนอีกต่างหาก พวกพี่น่ะสุดยอดมาก”

สุดยอดจริงๆ

มีกันตั้งสิบสามคนแต่กลับแทคทีมได้ดีขนาดนี้

เป็นประโยคที่ฟังแล้วชวนปวดใจยังไงชอบกล อีทึกฝืนยิ้มอีกครั้ง เสพูดกลบเกลื่อนไปว่า

“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก พวกนายน่าอิจฉามากกว่าพี่เสียอีก”               

“ฮ่าๆๆ น่าอิจฉาที่เรากัดกันทุกวันล่ะสิไม่ว่า”

เด็กหนุ่มหัวฟูเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนจะก้มตัวหลบวืบเมื่อมือยาวสีแทนของใครคนหนึ่งในวงวาดมาเฉียดๆหัวก่อนที่ขายาวอีกข้างจะไปแตะๆอยู่แถวหน้าแข้งของตนเอง นำมาซึ่งเสียงหัวเราะให้ดังไปทั่วทั้งบริเวณ เสียงหัวเราะจากใจที่แม้กระทั่งคนนอกอย่างอีทึกก็อดจะหัวเราะไปด้วยไม่ได้

เด็กพวกนี้มีแต่ความสดใส ใครอยู่ใกล้ก็รู้สึกได้แต่ความสุข ขอแค่ให้ซูเปอร์จูเนียร์รักกันได้ซักครึ่งของเด็กกลุ่มนี้ก็ยังดี

พระเจ้าจะรับฟังคำขอของเขาไหม....?

“โอย เหนื่อย หยุดซักทีสิโว้ยไอ้บ้า...ขอโทษครับพี่ที่เสียมารยาท...เฮ้ย บอกให้หยุดไงวะ หันไปโวยใส่เพื่อนแล้วจึงกลับมายิ้มแห้งๆ

คือ...เดี๋ยวพวกผมต้องขอตัวก่อนนะครับ เรามีนัดปาร์ตี้กันที่บ้านของไอ้คยูจงมัน คุณแม่มันทำบาร์บีคิวอร่อยเด็ดอย่าบอกใคร พูดแล้วก็หิว” ว่าพลางเอามือลูบท้องของตัวเองไปมา

“แกถึงได้กินเอาๆจนลืมเพื่อนฝูงไปเลยใช่มั้ยล่ะ ไปแต่งงานกับเตาบาร์บีคิวซะเลยสิ ไอ้เวรเอ๊ย”

“แกก็กินไม่ยั้งเหมือนกันนั่นแหละ ไอ้อ้วนจองมิน”

“ไอ้ยองแซง พูดมากไปแล้วนะ”

แม้น้ำคำที่เอ่ยจะฟังขัดหู หากทุกใบหน้าอ่อนเยาว์นั้นกลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มกว้าง เสียงถกเถียงเฮฮาปะปนไปกับเสียงหัวเราะค่อยๆห่างออกไปทุกที อีทึกยิ้มบางก่อนที่จะหันกลับไปยังทิศทางที่รถประจำของซูเปอร์จูเนียร์จอดรออยู่ รวมถึงสมาชิกอีกสิบสองคนที่นั่งรออยู่เรียบร้อย 

                ความร่าเริงของ SS501 เป็นเหมือนน้ำหยดเล็ก แต่ก็นำพาความชื่นฉ่ำมาได้บ้างในยามที่จิตใจแห้งแล้งจนจะหมดเรี่ยวแรงเช่นนี้

 

 

ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็มาถึงที่หมาย

ร้าน Red Sun ยังคงสวยงามและร้อนแรงด้วยสีสันตามสไตล์ตรงกับชื่อร้าน ความจริงร้านนี้ถูกค้นพบโดยพี่ชิลฮยอนหรือคังตะแห่งวง H.O.T เมื่อนานมาแล้ว ตัวเขาก็เลยได้ส่วนบุญทำความรู้จักกับมันมาเมื่อสมัยยังเป็นเด็กฝึกหัดที่พี่เขาพามาเลี้ยง ที่พิเศษยิ่งกว่านั้นคือชื่อร้านนี้ยังเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดอัลบั้ม 2006 Summer SM Town ‘Red Sun’ ที่เพิ่งออกวางแผงไปเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาอีกด้วย

หัวหน้าวงผู้รอบคอบจัดการเลือกโต๊ะนั่งชิดในสุดที่มีฉากกึ่งผ้าม่านสีแดงสดปิดคลุมโปร่งๆจนเหมือนกับแยกเป็นห้องส่วนตัวอีกห้องหนึ่งป้องกันการสอดรู้จากพวกภายนอก และที่สำคัญคือป้องกันเสียงทะเลาะกันจากภายในไม่ให้ดังออกไปถึงโซนอื่น

สั่งกันตามสบายนะ เอาให้เต็มที่ วันนี้พี่เลี้ยงเอง

อีทึกพูดเมื่อทรุดตัวนั่งลงที่หัวโต๊ะด้านหนึ่ง...อันเป็นที่ประจำที่ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะอาหารไหนเขาก็ต้องอยู่ตรงนี้ ฝั่งซ้ายของเขาคือฮีชอล ซีวอน ชินดง ซองมิน ทงเฮและเยซอง  ขณะที่ฝั่งขวาคือคังอิน ฮันกยอง อึนฮยอก รยออุก คิบอมและคยู ฮยอน   

น้องชายทั้งหลายยังคงรักษาระดับความหงุดหงิดบนใบหน้าไว้ได้อย่างเหนียวแน่น แล้วก็อย่างเคย...ไม่ได้เปิดปากหาเรื่องเจ้า กินข้าวไม่ลง

รวยนักหรือไงนายน่ะ ถึงได้พาคนอื่นเขามาเลี้ยงข้าวพร่ำเพรื่อแบบนี้

คำเหน็บแนมยกแรกมาจากคิมฮีชอลเจ้าเก่า ดวงตากลมโตที่เขานึกอิจฉานั้นจิกลึกแฝงแววเย็นชามาดร้าย สายตาที่เปรียบเสมือนกำแพงกั้นไม่ให้ใครได้เข้าถึงส่วนลึกของตนเองซึ่งไม่รู้เลยว่าอีกนานเท่าไหร่กำแพงแข็งกระด้างที่ห่อหุ้มตัวตนอันแสนเปราะบางของคนๆนั้นจะทลายลง

ลึกๆแล้วภายใต้ท่าทีที่ดูเหมือนจะกร้าวแกร่งมั่นใจ ชายหนุ่มรู้ว่าคิมฮีชอลอ่อนไหวมากกว่าใครๆ

อีทึกไม่ใส่ใจคำกัดนั้น เอ่ยว่า

ก็มากพอจะเลี้ยงแล้วกันน่ะ แล้วพวกนายก็ไม่ใช่คนอื่นด้วย...หยุด ไม่ต้องพูด...พวกนายจะคิดยังไงก็ช่างแต่สำหรับพี่พวกนายไม่ใช่คนอื่นก็พอ เข้าใจไหม รีบโบกไม้โบกมือห้ามเมื่อหนึ่งในสมาชิกทำท่าจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่างที่เขามั่นใจว่าคงฟังไม่รื่นหูนักหรอก

เนื่องในโอกาสอะไรไม่ทราบครับ ยกที่สองตามมาติดๆจากโจคยูฮยอนน้องเล็กพอให้เฝื่อนๆคอ แล้วปิดท้ายด้วยน้ำกรดจากเจ้าชายสุภาพบุรุษของวงที่กัดกร่อนจิตใจของเขาจนแทบจะพังทลายไปเดี๋ยวนั้น

พามาเลี้ยงฉลองในโอกาสที่เอสเจจะแยกวงไง...ใช่ไหม...พวกนายก็น่าจะฉลองไปด้วยนะ Cheers” พูดพร้อมยกแก้วในมือขึ้นเล็กๆเป็นเชิงชวนให้ชน รอยยิ้มเยาะมุมปากเหมือนไม่แคร์ใครทั้งโลกยิ่งทำให้หัวหน้าวงอยากร้องไห้เป็นกำลัง   

ชเวซีวอน...พูดออกมาได้ โดยไม่มีสะทกสะท้านแม้แต่นิดเดียว

ปาร์คจองซูมองใบหน้าอ้าปากค้างของบริกรเด็กหนุ่มที่โชคร้ายถูกส่งเข้ามารับออเดอร์ของโต๊ะเขาแล้วก็รีบกลบเกลื่อน พลางส่งสายตาดุไปให้เป็นเชิงบอกเด็กหนุ่มคนนั้นกลายๆว่า...ถ้าคำพูดในวันนี้ถูกเผยแพร่ไปที่ใดก็ตามล่ะก็ หายนะจะตามติดคนๆนั้นไปอย่างไม่มีวันหมดเลยทีเดียว

จะล้อเล่นก็ให้มันถูกเวลาหน่อย คนอื่นเขาตกใจหมด...เอ้า...เลิกอ้าปากได้แล้ว ยืนทำอะไรอยู่ ฉันจะสั่งอาหาร เร็วๆสิ สำทับซ้ำแล้วหันมาพูดกับสมาชิกวงตัวเองอีกรอบ 

ไม่มีใครจะแยกวงอะไรทั้งนั้น ซีวอน อย่าพูดไร้สาระให้เสียเรื่อง...สั่งอาหารของพวกนายให้เสร็จเร็วๆ เดี๋ยวต้องรอนาน แล้วเรื่องอื่นค่อยว่ากัน

ชิ  

อย่ามาทำเสียงแบบนั้นใส่พี่นะซีวอน สั่งอาหารซะ...ของฉันเอาแกงกิมจิที่นึง...ว่าแล้วคนตัวบางก็เปิดประเดิมรายการเป็นคนแรกพาให้สมาชิกคนอื่นทำตามแต่โดยดีแม้จะไม่ใช่โดยความเต็มใจก็ตาม

หลังจากต้อนให้สมาชิกสั่งอาหารได้จนเวียนครบทั้งวง อีทึกก็วางเมนูอาหารส่งให้บริกรคนเดิมที่เงียบกริบแล้วรีบเร้นกายออกไปจากห้องอย่างรู้งาน ร่างโปร่งใช้ขาขยับเก้าอี้ให้ชิดโต๊ะมากขึ้น กระแอมเรียกความสนใจแล้วจึงเริ่มเรื่อง

เอาล่ะ สาเหตุที่พี่พาพวกนายออกมาวันนี้ก็เพื่อจะถามว่า....

เราทะเลาะอะไรกันอีก ทำไมไม่ดีกันซักที...อยู่วงเดียวกันไม่ใช่หรือ พี่ไม่เบื่อบ้างหรือไงพูดย้ำคิดย้ำทำอยู่ได้น่ะ

เสียงทุ้มเสียงหนึ่งตอบแทนอีทึกเสร็จสรรพ ดูท่าอีทงเฮจะหงุดหงิดมากกว่าเก่าถึงได้รวนหาเรื่องพี่ชายแบบนี้ บอกตรงๆว่าเขาเองก็

เบื่อ...มากๆด้วย แต่ถ้าพวกนายไม่เลิกหาเรื่องกันซักทีพี่ก็คงเลิกพูดไม่ได้ มันก็ขึ้นอยู่กับตัวพวกนายเอง” 

ปาร์คจองซูเอนตัวพิงพนัก เอามือประสานกันตรงหน้า พลางจ้องตากับสมาชิกทุกคนอย่างจริงจัง

ว่าไง ซองมิน? ทงเฮ? พวกนายโกรธใคร มีเรื่องอะไรกันอีก

สีหน้าของสองผู้ต้องหาตัดกันอย่างประหลาด ขณะที่อีซองมินหน้าซีดแล้วแดง อีทงเฮกลับเริ่มที่ความแดงก่ำเหมือนควันจะออกหู แล้วเปลี่ยนเป็นซีดจนเขียว หากก็ไม่มีคำพูดใดๆหลุดออกมา

มีใครจะสารภาพไหม...ว่าทำอะไรทงเฮกับซองมิน หรือไม่ก็ทะเลาะอะไรกันอีกสองคนถึงได้อยากให้ตายแบบนี้

เมื่อเค้นเอากับจำเลยปากแข็งไม่ได้ ชายหนุ่มจึงเปลี่ยนเป้าหมายเป็นผู้ต้องสงสัยทั้งสิบแทนแต่ก็มีคนทำเสียเรื่องจนได้

ใครทำแล้วมันสำคัญตรงไหน ในเมื่อเกลียดก็คือเกลียด จะให้เปลี่ยนเป็นรักคงยากหน่อย

คิมยองอุนพูดเอื่อยๆด้วยสีหน้าเรียบเฉย ดึงประเด็นออกไปจากเรื่องที่อีทึกกำลังสอบสวนอยู่...แล้วที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือเจ้าเด็กจำเลยสองคนนั่นดันเออออเปลี่ยนเรื่องไปด้วยนี่สิ

ยองอุนนี่มันน่าตบหัวจริงๆเลย โว้ย

ไม่หน่อย...แต่ไม่ได้เลยต่างหาก อีทงเฮพูดเรียบๆหลังจากที่ควบคุมสีหน้าได้แล้ว สายตาแข็งกร้าวมองตรงไปข้างหน้า ประสานกับคนฝั่งตรงข้ามเขม็ง...เมื่อคนเป็นพี่ใหญ่มองตามก็ต้องขมวดคิ้ว...คิมคิบอม...อย่างนั้นหรือ...?

สงสัย คลางแคลงใจ หากไร้คำตอบ   

มันสายเกินกว่าที่จะมาทำความเข้าใจกันใหม่แล้ว พี่ยอมรับซะเถอะ

อึนฮยอกเสริมขึ้นหลังจากที่นั่งเงียบฟังคนอื่นเถียงกันมานาน เขาเองก็เป็นอีกคนที่ไม่คิดว่าวงของตัวเองจะไปรอด อย่างมากก็ไม่เกินปีสองปีแล้วก็ร่วง วงบ้าๆที่เขาไม่ได้คิดศรัทธาจะมาอยู่ตั้งแต่ต้น ถ้าไม่เพราะ...

ดวงตาเรียวเล็กหรี่ลงซ่อนความขุ่นเคืองไว้ภายใน อีฮยอกแจปล่อยเสียงโต้เถียงที่ได้ยินอยู่แทบทุกวันให้กลายเป็นเพียงลมที่พัดผ่านเข้าและออกหูไปเท่านั้นจิตใจล่องลอยไปสู่อดีตอันน่าเคียดแค้นในทุกครั้งที่รำลึกถึง

เขาเคยจะไปได้ไกลกว่านี้ มีอนาคตที่สดใสกว่านี้ ถ้าไม่เพราะใครบางคนมาขัดขวางแล้วมันก็ชุบมือเปิบได้สิ่งที่ดีที่สุดไป มันได้ทั้งชื่อเสียงหน้าตาและความโด่งดัง ขณะที่เขากลับเป็นแค่สมาชิกของวงที่มีสมาชิกมากที่สุดในเกาหลีเท่านั้นต้องดิ้นรนดันตัวเองให้เด่นให้ดังยิ่งกว่าคนอื่นในวง มิเช่นนั้นก็คงกลายเป็นหมาหัวเน่าที่ไม่มีใครให้ความสนใจ 

เส้นทางสายรุ้งของไอ้บ้านั่นทอดยาว...ขณะที่ความฝันของเขาพังทลายลงในชั่วพริบตา

 

 

 “มันไม่สายถ้าพวกนายคิดจะเปิดใจ…” อีทึกอ้าปากอธิบายแม้ว่าคนเกริ่นนำจะไม่ได้สนใจฟังคำตอบแล้ว ความพยายามของจองซูไม่มีวันหมดสิ้นแม้ว่าจะถูกเบรกกี่ครั้งกี่หนก็ตาม

น้ำเซาะหิน หินมันยังกร่อนได้ ประสาอะไรกับคน

เขาเชื่อว่าถ้าพูดไปทุกวันๆ เปิดโอกาสให้เด็กพวกนี้มองเห็นด้านดีๆของกันและกัน ซักวัน จิตใจที่กระด้างเย็นชาก็ต้องยอมเปิดรับคนอื่นเข้ามาในที่สุดแม้ว่าสำหรับซูเปอร์จูเนียร์นี้คงจะต้องใช้ระยะเวลานานหน่อย

ก็ไม่มีใครคิดนอกจากพี่ แล้วจะพูดทำไม พูดให้ได้อะไรขึ้นมา คิมจงอุนเป็นคนที่ตอกย้ำความคิดของปาร์คจองซูได้ตรงเวลาอย่างที่สุด เปลือกตาบางปิดลงก่อนลืมขึ้นอีกครั้ง

ใจเย็นสิปาร์คจองซู...ก็บอกแล้วไง...มันยังไม่ใช่ตอนนี้ 

ให้พวกนายเริ่มคิดบ้างไง

คนวงนี้มันไร้น้ำยา อยู่ไปก็มีแต่ตกต่ำ คนข้างซ้ายของเขาเปรยลอยๆขัดขึ้น ใช้สายตาจิกมองที่ตนเองถนัดปรายไปรอบวง

พูดอะไรไม่ดูตัวเอง ก็แค่พวกบ้านนอกที่ดันดวงดีออดิชั่นติดเข้ามาโดยที่ความสามารถก็งั้นๆ ดีแต่ใช้หน้าตากับนิสัยประหลาดของตัวเองถีบให้ดัง น่าสมเพช  

ดงฮี!!!” คนอายุมากสุดหลุดปากอย่างตกใจ...ละจากการวาดฝันถึงซูเปอร์จูเนียร์ในอุดมคติในทันที

รู้สึกว่าครั้งนี้น้องชายคนที่ห้าจะเล่นแรงเกินไปแล้ว

ปัก !!!

ตะเกียบในมือคิมฮีชอลลอยผ่านด้านหน้าเขาไปเฉียดใบหน้าอวบของหนุ่มร่างอ้วนที่สุดในวงอย่างพอดิบพอดี พร้อมกับคำพูดที่ลอยตามไปติดๆ

ถ้าปากนายพูดได้แค่นั้นก็อย่ามีซะดีกว่า เปลืองยาสีฟันที่ต้องใช้ทำความสะอาด” 

แทงใจดำหรือไงครับ ยังไม่มีใครพูดชื่อพี่ซักคน แทนที่จะกลัว ชินดงฮีสวนกลับ

อย่าคิดว่าคนอื่นเขาชอบเล่นวิธีสกปรกพูดจาลอบกัดแบบนายสิ บ้านนอกมันก็ยังดีกว่าหมูบางตัวที่คิดทะเยอทะยานอยากเป็นคน...นายว่ามันไม่น่าสมเพชยิ่งกว่าเหรอ

โครม!! 

แก้วน้ำทรงสวยถูกปัดให้ล้มบ้างเป็นการตอบแทน โชคดีสำหรับจองซูที่แก้วหลากสีแก้วนั้นทำจากพลาสติกแข็ง ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงมีเพียงผ้าปูโต๊ะที่เปียกชุ่มอมน้ำ สูญเสียตะเกียบไปคู่หนึ่งและหนุ่มร่างโตที่ต้องขอแก้วใหม่เท่านั้น  

แต่ความบอบช้ำทางใจล่ะ ใครจะหาอะไรมาทดแทนได้... ?

คิมฮีชอลแสยะยิ้ม นัยน์ตาโตวาวโรจน์ แสดงชัดว่านับจากนี้เจ้าตัวจะไม่เกรงใครหน้าไหนแล้วทั้งนั้น อีทึกรู้ดี เพื่อนร่างบางนี่มีจุดอ่อนกับเรื่องครอบครัวและนิสัยของตัวเอง 

ไม่มีใครทราบนอกจากคนที่เป็นหัวหน้าวงว่าการที่คิมฮีชอลหนีเข้ามาออดิชั่นในโซลก็มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากเพื่อนๆโรงเรียนเก่าที่รับนิสัยภายนอกอันแลดูแปลกประหลาดของหนุ่มหน้าสวยไม่ได้ เหตุผลที่เขาไม่ได้รับรู้มันมาจากปากของเจ้าตัวเองเสียด้วยซ้ำ

มองไปอีกด้าน เขาเห็นน้องบางคนที่มีภูมิลำเนาอยู่นอกโซลก็เริ่มทำสีหน้าไม่พอใจแล้วเช่นกัน แต่ในเมื่อคิมฮีชอลออกโรงก่อน คนอื่นจึงไม่คิดจะทำต่อให้เสียเวลา

จริงไหมชินดงฮี น้ำเสียงนั้นยานคางยั่ว...เตรียมรุกฆาต  

นายน้ำหนักเท่าไหร่แล้วล่ะตอนนี้ ลดให้มันต่ำกว่าร้อยได้แล้วหรือยัง...แล้วอีกอย่าง แพ้แล้วพาลมันไม่ใช่นิสัยของคนหรอกนะ นายรู้ไหมว่ามันเป็นนิสัยของ...ตัวอะไร

ขณะที่เพื่อนเชิดหน้าส่งรอยยิ้มสะใจเมื่ออีกฝ่ายถึงกับหน้าแดงก่ำ พูดไม่ออก คนร่วมวัยกลับก้มศีรษะลงต่ำไหล่ตกหมดแรง เขารู้ว่าเพื่อนร่วมรุ่นของเขาปากจัด แต่เพิ่งรู้ว่าฝีปากบาดคนได้ขนาดนี้ก็วันนี้เอง

ไม่รู้จะสงสารใครดี ได้กันไปคนละยกแบบนี้

มือเรียวยกปิดหน้า บีบขมับซ้ายขวา

หมดกัน แทนที่จะได้ไกล่เกลี่ยให้ดีกันกลับกลายเป็นว่าทะเลาะกันหนักกว่าเก่าซะนี่ แล้วงานพรุ่งนี้มันจะรอดไหมหนอ ต้องเข้าบริษัทด้วย

ปาร์คจองซูขบริมฝีปาก

พูดกันด้วยเหตุผลคงจะไม่เข้าใจกันเสียแล้ว

พวกนาย...ช่างเถอะ หยุดทำลายข้าวของซะที พี่ขี้เกียจชดใช้เขา...เอาเป็นว่าพี่ผิดเองโอเคไหม ผิดเองที่บังคับพวกนาย อยากทำอะไรก็ทำ กัดกันยังไงก็เชิญ ขอแค่อย่าให้มันกระทบกระเทือนเวลางานก็แล้วกัน...แค่นี้ทำได้ใช่รึเปล่า เดี๋ยวพี่ขอออกไปห้องน้ำแป๊ปนึง แล้วจะกลับมา กินข้าวกันซะด้วยล่ะ อย่ามัวแต่จ้องกันจนไม่ได้กิน ยังไงก็ให้สุขภาพร่างกายมาก่อนเข้าใจไหม

ก้มหน้าพูด...พูด...และพูดราวกับกลัวจะไม่ได้พูดอีก จนจบคนที่อายุมากกว่าใครทั้งหมดก็ลุกขึ้นยืน เบี่ยงตัวออกจากเก้าอี้ หันหลังเดินออกไปนอกบริเวณโต๊ะอาหาร ในใจไม่ได้คิดจะกลับเข้ามาอีกดังปากว่าแม้แต่น้อย อีทึกยังต้องไปจัดการปิดปากเจ้าเด็กบริกรคนนั้นรวมถึงพนักงานในร้านทุกคนให้สนิทก่อนที่เรื่องราวจะบานปลายออกไปข้างนอกร้าน รวมถึงไม่อยากกลับเข้าไปเห็นหน้าบูดๆเบี้ยวๆของคนไหนอีกแม้แต่คนเดียว

ใครจะว่าเขาหนีปัญหาก็ช่างในเมื่อเขาก็หนีมันจริงๆ พยายามหลีกเลี่ยงมันให้มากที่สุด

ปาร์คจองซูชักจะไม่มั่นใจในตัวเองเสียแล้วว่าถ้าไม่หนีไปเลียแผลเหวอะหวะจากฝีมือน้องๆในครั้งนี้รวมถึงรักษารอยแผลตกสะเก็ดที่ยังไม่ทันหายดีจากครั้งก่อนให้ทุเลาลงบ้าง แล้วเขายังจะมีแรงกลับมายืนหยัดปั้นหน้าเป็นซูเปอร์จูเนียร์อีทึกในวันข้างหน้าได้อีกหรือเปล่า

 

และแล้ววันนี้ก็เป็นอีกวันที่อีทึกกินข้าวไม่ลง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,034 ความคิดเห็น

  1. #974 weerapat (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 31 มกราคม 2559 / 14:10
    รอยกาที่อยู่บนใบหน้าจองซู ได้มาเพราะปวดหัวกับเรื่องน้องๆใช่ไหม รออ่านอยู่น๊า
    #974
    0
  2. #971 Holy Line (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 31 มกราคม 2559 / 00:48
    รออ่านอยู่นะคะ เคยอ่านไปแล้วรอบนึงอยากอ่านต่อมากเลย มาต่อไวๆนะคะ >W< 
    #971
    0