Parasite : ปรสิตสังหาร 3 จบภาค (ชุด สัญญาณวันสังหาร)

ตอนที่ 6 : บทที่ 6 เรือ...

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 291
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    8 ก.พ. 55

  

บทที่ 6

 

เสียงหอบถี่ของสองหนุ่มแข่งกันจนฟังไม่เป็นจังหวะ หลังจากที่ทั้งสองแทบจะแข่งกันวิ่งลงมาชั้นล่างให้ไวที่สุด เพราะต้องการหนีจากเจ้าคนวิปริตตรงหน้า แต่เมื่อเบนได้มาเห็นสภาพข้างนอกตัวตึกเต็มสองตา เขาแทบไม่อยากจะเชื่อว่าพื้นสนามหญ้าที่ปูรอบตึกทั้งหกตึก บัดนี้จะมีทั้งเลือด ชิ้นส่วนเนื้อ และศพที่นอนคว่ำนอนหงายอยู่กับพื้นหลายศพ บางคนเพิ่งจะทักเบนเมื่อวานนี้ บางคนได้คุยกันแล้วด้วยซ้ำ

“เมื่อเช้าผมไปรอเรือวันนี้ พอกลับเข้ามาคนในลอบบี้ก็หายไปหมด คนในห้องอาหารตายเรียบ ผู้คนเป็นบ้าไปหมด พนักงานกับแขกลุกขึ้นมาฆ่ากันเอง” จุนเล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงสั่นเทา ท่าทางเขาเหมือนคนยืนไม่ไหวแต่ก็ยังนำเบนให้เดินต่อไป “ผมหนีออกมาจากนรกนั่น แต่มาที่นี่มันนรกยิ่งกว่า...”

เบนมองดูศพคนตาย บางคนตัวซีด เลือดไหลนองมากกว่าคนอื่น สภาพเหมือนกับถูกรีดเลือดออกมาจนหมดตัว ไม่เหมือนคนอื่นๆ ที่ถูกฆ่า หนุ่มน้อยรู้สึกว่าน้ำย่อยตัวเองขย้อนขึ้นมาจนอยากจะอาเจียน

“พาผมออกไปได้ไหมจุน” หนุ่มน้อยพูดขึ้น บัดนี้เขาทั้งสองยืนอยู่ระหว่างตึกพนักงานชายสองตึก บนผืนหญ้าที่เต็มไปด้วยซากศพ กลิ่นฝนแตะจมูกเข้ามา อากาศเลวร้ายพอๆ กับสภาพของเกาะยามนี้ สองหนุ่มไม่อาจหยุดตัวสั่นได้ ก่อนที่จุนจะพูดอย่างหนักแน่น

“ผมถึงมาที่นี่ก่อนไงล่ะ ผมไม่อยากหนีไปทั้งที่ไม่รู้ว่าเบนจะเป็นยังไง”

 

ถึงแม้ความใจดีของเขาจะเริ่มทำให้เบนคลางแคลงในใจว่าจุนเอื้ออาทรเกินว่าคนไหนที่เขาเคยพบ แต่หนุ่มน้อยก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ารอดจากห้องตัวเองมาเพราะคนๆ นี้ เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่างกับจุน ทว่า เสียงจากบันไดตึกที่เขาสองคนเพิ่งลงมา ทำให้ทั้งคู่ตกใจจนต้องหันกลับไปมองอีกครั้ง...

ร่างของพนักงานคนหนึ่งเดินลงมาอย่างเชื่องช้า พนักงานคนนี้ไม่คุ้นหน้าสำหรับจุนนัก ท่าทางของเขาว่าน่ากลัวแล้ว แต่ที่ข้างหลังของคนๆ นั้นมันน่ากลัวยิ่งกว่า เพราะนั่นคือมือกลองคนเดียวกับที่จุนเขวี้ยงเก้าอี้ใส่เต็มแรงแล้วพาเบนวิ่งหนี เวลานี้กำลังยืนอยู่และมองมายังทั้งสองด้วยสายตาอาฆาต เลือดไหลโชกจากหัวจนเปื้อนเต็มเสื้อ อีกทั้งคนข้างหน้าเองก็มีมีดปักท้องอยู่แต่กลับเหมือนไม่เจ็บปวดใดๆ ทั้งคู่มองมาที่พวกเขาด้วยความอาฆาตมาดร้าย

 

ชอบความซาดิสม์ ก็ไม่บอกเสียงเย็นยะเยือกของมือกลองพูดอยู่ไกลๆ แต่เบนรู้สึกเหมือนคำพูดนั้นกระซิบที่ข้างหูของเขา สองคนนี่เป็นตัวอะไรนะ ตัวซีดตาโปนแดงแบบนั้น ไม่ต่างจากพวกซอมบี้เลยสักนิด

จุนกระชากแขนเบนแล้วพาวิ่งทันที พวกเขาวิ่งผ่านลานกว้างด้านหน้าตึกที่มีทั้งเลือด ชิ้นส่วนคน ซากศพ ให้เห็นเป็นระยะโดยเลิกสนใจภาพเหล่านั้นไปแล้ว

ทั้งที่มันไม่ต่างจากการวิ่งในนรกเลยสักนิด!!!

 

ฮ่าๆๆๆเสียงหัวเราะของสองคนที่วิ่งไล่มาดูเหมือนคนเสียสติ สนุกกับการได้เห็นหนุ่มน้อยทั้งสองวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน

ในมือของนักดนตรีรอคผู้เสียสติมีไม้แท่งหนึ่ง ซึ่งถ้าดูดีๆ จะรู้ว่ามันคือ ขาเก้าอี้ตัวเดียวกับที่ถูกจุนฟาดใส่หัว สายตาจับจ้องมาอย่างจะเอาชีวิตให้ได้

ทั้งสองวิ่งมาจนถึงป้อมยามข้างหน้า หน้าต่างป้อมยามเป็นกระจกถูกเปิดทิ้งไว้ เลือดแดงอมดำเลอะเต็มกระจก มองเห็นเนื้อเยื่อบางอย่างเหนียวติดอยู่ ร่างของพนักงานรักษาความปลอดภัยนอนตายหัวเลยประตูออกมา

เหวอ

เบนเกือบหยุดไม่ทัน ดีที่จุนเอามือบังร่างเขาไม่ให้ถลาไปโดนศพนั่น เลยป้อมไปเป็นประตูทางเข้าออก แต่เมื่อมองเห็นว่าประตูด้านหน้าปิดอยู่พร้อมกับโซ่คล้อง หนุ่มหน้าตี๋ก็ขมวดคิ้ว

 

เมื่อตอนเข้ามายังไม่มีใครทำแบบนี้เลย... หรือว่าจะทิ้งเราจริงๆ

 

อ้าว ทำไมประตูปิดเบนเปรยขึ้นด้วยสีหน้าหวาดหวั่น

ไม่รู้สิ เมื่อกี้ยังเปิดอยู่เลย

เอายังไงดีล่ะหนุ่มน้อยนักไวโอลินเริ่มหน้าเสีย สองคนที่วิ่งกวดมายิ้มร่าเมื่อเห็นว่าเหยื่อของพวกเขาเจอทางตันเข้าแล้ว

ฉันคิดวิธีทรมานแกไว้เป็นร้อยอย่างเลยไอ้หนูร่างสูงใหญ่ของมือกลองชี้นิ้วไปที่จุนอย่างอาฆาต ส่วนอีกคนก็วิ่งเข้ามาหาเบนอย่างเร็ว

คงหมดโอกาสรอดแน่แล้วทีนี้...

 

....................

 

 

เบนกับจุนรู้สึกได้ว่าความตายอยู่ตรงหน้าพวกเขาแค่เพียงนิดเดียว ถ้าไม่ใช่เพราะกระสุนจากกระบอกปืนพกของสตรีที่ยิงเข้าหามัจจุราชสองตัวนั่นอย่างแม่นยำ จนขาดใจตายก่อนที่มีดกับไม้ในมือจะแทงร่างพวกเขา

สองหนุ่มมองดูศพของคนคุ้มคลั่งตรงหน้า พอเห็นเลือดไหลนองออกมาจากรูบนร่างของทั้งสองศพแล้ว มือของเบนกับจุนก็เย็นเฉียบขึ้นมา ถึงจะรู้ว่าตัวเองรอดแล้วก็ยังละทิ้งความรู้สึกใกล้ตายเมื่อครู่นี้ไม่ได้ โดยเฉพาะเบนที่สั่นไปหมด เขานึกว่าตัวเองจะไม่ต่างจากศพที่เห็นมาตลอดทางเสียแล้ว

ให้รอนานขนาดนี้ ไม่นึกว่าจะยังมีคนเหลือรอดอยู่ในนี้แล้วนะ

เสียงหวานๆ แต่เฉียบขาดของผู้หญิงคนหนึ่งดังอยู่ด้านนอก สาวไทยหน้าตาคมเข้ม ท่าทางทะมัดทะแมงเหมือนพวกตำรวจ เธอคือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนหนึ่งของโรงแรมที่ชื่ออินทร์ ผมยาวมัดเปียอยู่ในชุดของหน่วยรักษาความปลอดภัย ข้างกายเธอยังมีหญิงสาวอีกคนอยู่ด้วย เธอคนนั้นคือพนักงานต้อนรับสาว หนึ่งในคนเมื่อวานที่เบนเห็นตอนมาถึง

คุณทีน่าเบนกับจุนเดินเข้าหาประตูรั้วกั้นบานนั้นเพื่อรอให้สองคนตรงหน้าเปิดประตูให้พวกเขาออกไป แล้วพวกเขาจะได้ไม่ต้องกังวลว่าใครจะมาวิ่งไล่ฆ่าอีก

กะจะปิดตายแล้วเชียวเสียงหวานๆของทีน่าพูดขึ้นหลังจากที่เธอเปิดลอคกุญแจเสร็จ

ก็บอกพี่อินทร์แล้วว่าขอสิบนาทีนี่ครับจุนบอก “ก็รู้อยู่ว่าตอนนี้เกาะสวรรค์มันกลายเป็นนรกแล้ว ผมไม่ใช่นักวิ่งมาราธอนนะจะได้ทำเวลาได้เป๊ะๆ แบบนั้น”

นี่ผ่านไปครึ่งชั่วโมงแล้วไม่รู้หรือไงเฮอะจุนคราวนี้พนักงานรักษาความปลอดภัยสาวพูดขึ้น พร้อมทั้งจัดแจงขยับโซ่ให้มันแน่นหนากว่าเดิม ความสูงมากกว่าสามเมตรของประตูเหล็กคงทำให้เจ้าพวกคลั่งฆ่าคนข้างในลำบากพอตัวหากจะหาทางออกมา กำแพงล้อมที่เมื่อก่อนอินทร์คิดว่ามันเกะกะและไม่ต่างจากคุกกลายเป็นสถานกักกันที่ดีที่สุดสำหรับพวกเขา พอหันไปเห็นแววตาของสองคนนั่นเธอก็ยิ้ม ดูเหมือนว่าสองหนุ่มจะทึ่งในตัวเธอพอดู

พี่อินทร์ก็เลยกะจะปิดตายขังผมเอาไว้เลยเหรอเนี่ย ไม่น่านับถือเป็นพี่สาวเลยจริงๆจุนบ่นอุบ แต่เพิ่งสังเกตเห็นว่าทีน่าจ้องมองคนที่เขาพามาด้วย

เนี่ยน่ะเหรอของที่เธอลืม... น้องคนนี้นี่เอง น่ารักดีนะ

เบนได้ฟังก็ขมวดคิ้วไม่เข้าใจนัก พอจับใจความได้ว่าจุนไม่ได้กลับมาคนเดียวเพราะเอาของที่ลืม เอ... หรือเขาคือของสิ่งนั้น เบนชักงงๆ เมื่อหันไปมองหนุ่มตี๋ก็เห็นว่าเขาทำหน้ามุ่ยใส่ทีน่า

พูดมากน่ะ เจอคนรอดชีวิตก็ต้องหิ้วมาด้วยดิ ไม่ใจร้ายปล่อยให้ตายแบบพี่สองคนหรอกเฮอะ

จะคุยกันอีกนานไหม เรารีบหาทางออกจากเกาะไม่ดีกว่าเหรอ ฉันจะสติแตกอยู่แล้วนะอินทร์มองซ้ายมองขวา เธอรู้สึกได้ว่าในความเงียบนี้มีแต่อันตรายรอบตัว หญิงสาวหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู

โทรหาใครก็ไม่มีใครรับทีน่าบอก มันเกิดอะไรขึ้นนะ

ไม่รู้สิ แต่เอายังไงดีล่ะจุนมองรอบตัวเช่นกัน เวลาแบบนี้ทำเอาทั้งสี่ชีวิตระแวงไปหมด “แล้วเหลือแค่เราเท่านั้นเองจริงๆ เหรอ”

“เวลาแบบนี้ เป็นใครก็ต้องเอาตัวรอดทั้งนั้นล่ะ จะมามัวห่วงว่าใครตายบ้างคงไม่ได้หรอก” อินทร์เริ่มนำทุกคนเดินอีกครั้ง คำพูดของเธอมันก็เป็นเรื่องจริง เวลาแบบนี้อย่าว่าแต่ศพเป็นร้อย แค่เห็นคนตายต่อหน้าคนเดียวก็คงวิ่งพล่านหาทางออกจากเกาะกันเป็นแถว ไม่มีใครอยากเห็นอะไรสยดสยองแบบนี้นักหรอก

แล้วเรือล่ะครับ เรือที่มาส่งผู้โดยสารเบนออกความเห็น เรือออกไปแล้วเหรอครับ เรามีวิธีเรียกเขากลับมารับได้ไหม

สามคนที่เหลือมองหน้าเด็กหนุ่มผู้ไม่รู้เหตุการณ์เมื่อเช้าแล้วนึกได้ว่าเขาหลับอยู่ ก่อนที่ทีน่าจะเป็นคนเอ่ยปากเล่าให้ฟัง

คือเมื่อเช้ามีการยิงกันที่รีสอร์ทฝั่งหาดตะวันออก แล้วลามมาจนถึงในโรงแรม...เธอเงียบไปอึดใจหนึ่ง มันเร็วมาก บางคนก็คลั่งขึ้นมาทำร้ายคนอื่น แต่ละคนหาทางเอาชีวิตรอดกันหมด ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้ที่ท่าเรือเป็นไงบ้าง บางทีเรืออาจจะยังอยู่ แต่ก็ไม่รู้ว่าอยู่ในสภาพไหนเหมือนกัน

คำตอบของทีน่าทำเอาเบนสะอึก... พวกเขาต้องเอาชีวิตรอดอย่างมองไม่เห็นทาง ฟ้าร้องครืนใหญ่ และพวกเขาไม่มีทางเลือกมากนัก จำต้องพากันเดินกลับเข้าไปในตัวโรงแรมอีกครั้ง ใจหนึ่งก็หวังว่าเรือของวันนี้จะยังจอดอยู่เพื่อรอรับคนอพยพ สถานการณ์แบบนี้ต้องมีแผนรับมือเตรียมพร้อมไว้บ้างละนะ

 

แต่ยิ่งเดินออกมาภาพและบรรยากาศก็ชวนให้พวกเขาหดหู่ขึ้นไปทุกขณะ...

ไฟทางที่เปิดทิ้งไว้กระพริบติดดับอยู่หลายหน สีหน้าของอินทร์กังวลขึ้นมาทันที เพราะหากไฟดับ สถานการณ์จะเลวร้ายเกินกว่าที่เธอจะคาดเดา

 

“....”

จู่ๆ เสียงจากเครื่องส่งสัญญานที่อินทร์คาดเอวไว้ก็ดังขึ้น

“มีใครได้ยินบ้าง... ทราบแล้วเปลี่ยน...” แม้ครั้งแรกเสียงจะขาดๆ หายๆ แต่พอคนในสายพูดซ้ำๆ ก็ทำให้อินทร์จับใจความได้ “นี่อธิป ใครได้ยินบ้าง ทราบแล้วเปลี่ยน”

สีหน้าของเธอดูจะดีขึ้นเมื่อรู้ว่ายังมีคนอื่นรอดชีวิต

“นี่อินทร์ค่ะ หัวหน้าได้ยินไหมคะ” เธอพยายามกดปุ่มและส่งเสียงตอบอีกฝ่ายหนึ่งโดยมีอีกสามคนยืนลุ้นอยู่ข้างๆ

“หัวหน้าคะ... หัวหน้าได้ยินอินทร์ไหม”

เธอพยายามพูดช้าๆ ให้อีกฝ่ายชัดๆ อยู่หลายรอบ แต่อีกฝ่ายกลับสัญญาณขาดหายไม่ตอบรับมาอีกเลย...

 

..........................

 

 

 

ที่ชั้นล่างของลอบบี้โรงแรมอันดามันพาราไดซ์เวลานี้ยังคงเงียบสนิท ได้ยินเพียงเสียงของลิฟต์ตัวหนึ่งกำลังเคลื่อนลงมาอย่างช้าๆ พร้อมกับดวงไฟที่กระพริบไม่หยุด ดูท่าว่าระบบไฟฟ้าของเกาะจะเริ่มมีปัญหาเสียแล้ว ไฟสำรองที่พอมี ช่วยให้ลิฟต์เลื่อนลงมาอย่างนิ่มนวลแล้วหยุดอยู่ที่ชั้นล่าง ร่างของคนหกคนเดินออกมาจากลิฟต์ หนึ่งในนั้นทำท่าเหมือนจะอาเจียนเพราะอากาศข้างในกล่องสี่เหลี่ยมแคบๆ นี่ ย่ำแย่ยิ่งกว่าตอนอยู่ที่ชั้น 10 เสียอีก ธรรม์ไม่พูดถึงศพที่เขากับเซนเห็นบนนั้น ช่างโชคดีจริงๆที่ได้เรียกลิฟต์ตัวนี้...

เหม็นสุดๆเซนบ่น ก่อนที่เอริกาจะลูบหลังเขาช้าๆ ให้สงบลง จะว่าไปก็มีแต่เขากับภรรยาเท่านั้นที่ยังไม่เห็นสภาพยับเยินของด้านล่าง

“โอ้...” คู่แต่งงานแทบจะร้องพร้อมกันเมื่อเห็นเต็มตา

ทุกอย่างที่เคยถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เวลานี้ล้มลงระเนระนาด บรรยากาศที่มีเสียงเพลงคลอเบาๆ ช่างไม่เข้ากับสภาพศพที่นอนอยู่ตรงพื้นหน้าลิฟต์เลยสักนิด พวกเขาเดินออกมาแค่สองก้าวก็เจอศพของบอดี้การ์ดอีกคนที่เคยดูแลรติญานอนตายทั้งที่หัวของเขายังมีขวานจามติดอยู่ตรงกลางชวนสยดสยอง

 

รติญาและดินมองร่างของบอดี้การ์ดอีกคนด้วยความเห็นใจ หญิงสาวยกมือขึ้นปิดปากอันสั่นระริกไว้ ก่อนจะเม้มปากเบาๆ เพื่อกดความรู้สึกตัวเอง ดินไม่อยากให้เจ้านายของเขาต้องมาเห็นภาพนี้จึงพยายามเดินบังและมองเพื่อนร่วมงานที่จากไปอย่างไว้อาลัย

ผิดกับธรรม์ที่สนใจจะมองดูศพซึ่งตายอย่างผิดธรรมชาติอยู่ข้างตัวบอดี้การ์ดคนนั้น เขาถึงขั้นย่อตัวลงมองให้ชัดๆ เพื่อให้เห็นศพซีดได้อย่างละเอียด หากดูจากภายนอกมันคล้ายกับศพที่อยู่ตรงทางเดินข้างบน แต่ไม่เหมือนกับศพในห้องพักพนักงานหรือศพของบอดี้การ์ดตรงที่มันไม่มีเลือดไหลนองเต็มพื้น

มันไปไหนแล้วดินพูดขึ้น คนอื่นๆ มองหน้าเขา

ใครอธิปถาม

ก็คนที่แทงผมไงล่ะดินบอก คิดแล้วก็ปวดแปลบที่แขนขึ้นมาเฉยๆ ตอนที่เราขึ้นลิฟต์ไป ผมจำได้ว่ามันยังไม่ตายเขาหงุดหงิดที่ตัวเองไม่ได้ถือปืนเหมือนคนอื่นๆ ทั้งที่มีความชำนาญตามสายงานมากกว่า

ธรรม์ไม่ได้สนใจเรื่องของดินเลย เขากำลังสนใจบางสิ่งที่อยู่ข้างในหน้าผากของศพซีดๆ ที่ถูกดินยิงตายไปแล้วนั้น บางอย่างเป็นเส้นยาวๆ เหมือนเส้นเลือดกำลังขยับไปมาบนหน้าผาก ร่างสูงจ้องสลับกับมองคนอื่นๆ เพื่อไม่ให้ผิดสังเกตแต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้

มีบางอย่างที่อยู่บนหน้าผากและกำลังขยับลงไปยังคอของศพซึ่งเป็นคนฆ่าบอดี้การ์ดของรติญา ผ่านไปเพียงไม่กี่วินาทีร่างซีดๆ นั่นก็มีบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ที่คออีกครั้ง บางอย่างที่วิ่งยาวเป็นเส้นต่อลงไปทางอกของศพก่อนจะหายไปเพราะถูกเสื้อบัง และเขาแน่ใจด้วยว่าตัวเองตาไม่ฝาด ต้องไม่ได้คิดไปเองอย่างแน่นอน ร่างสูงจึงขยับตัวเข้าไปใกล้ศพนั้น ก่อนจะยื่นมืออกไปที่คอเสื้อของศพ

ผมว่าอย่าแตะต้องศพนั้นดีกว่าอธิปพูดขึ้นก่อนจะเดินมาอยู่ข้างๆ ธรรม์ อาจมีเชื้อไวรัสอะไรก็ได้

“ผมเห็นอะไรบางอย่าง” ชายหนุ่มพูดอย่างเบาเสียงที่สุด ให้พอที่อธิปจะได้ยินเพียงคนเดียวเท่านั้น ชายผิวเข้มจึงย่อตัวลงมาข้างๆ ถึงจะรู้สึกค้านในใจว่ามันเป็นการกระทำที่อันตรายก็ตาม คงไม่มีใครจะสนใจมานั่งดูศพนี่ชัดๆ แบบพวกเขาสองคนแล้วล่ะ

ธรรม์ใช้ปลายกระบอกปืนเลิกคอเสื้อของศพชายแห้งกรังขึ้นอีกครั้ง แวบหนึ่งพวกเขาทั้งสองเห็นเส้นบางอย่างมุดลงไปที่ท้องพร้อมๆ กัน

“แน่ใจเหรอว่า...”

 

จุ๊ๆ...

อธิปกำลังจะเอ่ยปากถาม แต่ธรรม์ยกนิ้วชี้ขึ้นแตะปากส่งสัญญาณให้อธิศเงียบไว้ก่อน เขาไม่แน่ใจว่าหากคนอื่นรู้แล้วจะเป็นอย่างไร ถ้าหากมีใครเกิดสติแตกขึ้นมาจะไปกันใหญ่ ซึ่งอธิปเองก็เข้าใจเช่นกันจึงไม่พูดอะไร

จนกว่าจะหาคำตอบได้ มันยังต้องเป็นความลับสำหรับพวกเขาทั้งสองไปก่อน

“ทำไมจู่ๆ พวกเขาถึงเป็นแบบนี้ได้ล่ะคะ” เอริกาพูดขึ้น ธรรม์กับอธิปจึงลุกแยกกันเดินดู ดูเหมือนว่าหนุ่มผิวเข้มเองก็ไร้ซึ่งคำตอบใดๆ เช่นกัน ได้แต่มองศพนั้นด้วยความสังเวชใจ

“จะไปกันได้หรือยัง” รติญาถามขึ้น น้ำเสียงเธอหงุดหงิดด้วยความที่ต้องยืนอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้

“ไปกันครับ เรือของคุณรันจอดอยู่ที่ท่าเรือข้างหน้า” ดินเอ่ยขึ้น บอดีการ์ดหนุ่มเริ่มกัดฟันเดินต่อไป เห็นทีว่าแผลของตนเองจะฉกรรจ์กว่าที่คิดไว้ ไม่แน่มันอาจตัดโดนแส้นเลือดใหญ่ที่แขนก็เป็นได้

 

วูดดดดด....

เสียงหวูดเรือดังมาจากท่าเรือ เวลานี้ใกล้จะออกเรือแล้วสินะ ทั้งหกคนต่างหันมองไปทางเดียวกัน และโดยไม่ทันที่คนอื่นจะได้คิดอะไร ดินก็คว้ามือของรติญาและพาวิ่งนำคนอื่นไปทันที พอเซนกับเอริกาเห็นดังนั้น พวกเขาก็พากันวิ่งตามไปด้วย

พวกเขาวิ่งกันอย่างไม่คิดชีวิต...

 

......................

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

111 ความคิดเห็น

  1. #50 ~Mu~Max~Dek~D~ (@maxza000123) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555 / 21:59
    รอด ไม่รอด รอด ไม่รอด ลุ้นต่อไป
    #50
    0
  2. #49 Half-life (@proudmeena) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2555 / 20:24
    คุณ เกนบุ ต้องรอดูตอนถัดไปคับ
    คุณ J.C Knight ไม่รู้เลยน๊าว่าตอนตั้งชื่อตัวละครจะไปชื่อเหมือนคุณ ^^
    ต้องรอลุ้นนะคับว่าพวกเขาทำยังไงและเกิดอะไรขึ้น
    #49
    0
  3. #48 J.C. NIGHT TERROR (@marywin) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2555 / 10:31

    อารมณ์เหมือนดูหนังสยองขวัญสั่นประสาท

    ต้องมีพวกตัวอะไรอยู่แน่ๆ เลยยย น่ากลัว เป็นเราคงทำได้แต่กรีดร้องแล้วก็ร้องไห้สินะ

    บรึ๋ย บรึ๋ย บรึ๋ย!

    #48
    0
  4. วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2555 / 01:40
    หวูด = กับดัก = สังหารหมู่

    อืม...แบบนี้สินะเหอะๆ
    #47
    0