Parasite : ปรสิตสังหาร 3 จบภาค (ชุด สัญญาณวันสังหาร)

ตอนที่ 7 : บทที่ 7 ความหวังที่ริบหรี่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 288
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    12 ก.พ. 55

  

 บทที่ 7

 

 

เมื่อแสงแดดอ่อนๆ ลอดผ่านเมฆครึ้มลงมาที่อันดามันพาราไดซ์ มันส่องให้รติญาเห็นว่าถนนเส้นที่เคยเป็นถนนคนเดินก่อนถึงท่าเรือนั้นร้างว่างเปล่า ไม่ต่างจากเมืองที่ถูกทิ้งให้ไร้ผู้คน เบื้องหน้ามองเห็นเรือสำราญสีขาวของเฮเว่นนัมเบอร์ไนน์อยู่รำไร มีเซนกับเอริกาที่วิ่งนำไปก่อนโดยไม่สนใจจะมองทิวทัศน์แม้แต่น้อย รติญาอยากจะวิ่งไปให้เร็วกว่านี้หากไม่ใช่เพราะดินไม่สามารถก้าวเท้าได้ต่ออีกแล้ว

เธอถึงได้เห็นว่าอาการของเขาแย่ลงไปอีก ชายหนุ่มพยายามจะเดินให้ทันเจ้านายสาวแต่กลายเป็นว่าเธอเป็นฝ่ายเดินมาหาเขาเสียเอง

“ขอดูแผลหน่อยนะดิน” รติญาเดินเข้าไปหาพร้อมกับดึงผ้ากอตออก ดูท่าว่าบอดีการ์ดหนุ่มจะเจ็บไม่น้อยแต่ก็กัดฟันฝืนมันเอาไว้

“นี่มัน... ตายละดิน” แผลถูกแทงที่แขนของเขาบวมแดงมีเลือดไหลซึมตลอด “มันเอาอะไรแทงเธอกันแน่ เหมือนแผลจะติดเชื้อเลย”

ธรรม์กับอธิปเดินตามทั้งสี่คนออกมาทีหลัง ดูเหมือนอธิปจะไม่พอใจนักที่ทั้งสี่คนนั้นไม่ฟังเขา และนำให้ทุกคนเข้าสู่อันตราย เขาพยายามโทรศัพท์หาโรเจอร์ในขณะที่ธรรม์เดินไปยังร้านต่างๆ ของถนนคนเดินเพื่อหาของที่พอใช้ล้างแผลได้ จนไปเจอร้านของเก่าสำหรับแต่งบ้านที่ตั้งเพื่อโชว์นักท่องเที่ยว

 

เอาขวดนั้นแล้วกัน...

 

เพล้ง...!

จู่ๆ ธรรมก็เอาเก้าอี้เหล็กที่จัดไว้สำหรับให้นักท่องเที่ยวนั่งถ่ายรูปกับถนนคนเดินเล็กๆ นี้ เหวี่ยงใส่กระจกใสบานใหญ่หน้าร้านขายของตกแต่งโดยไม่สนว่าจะมีผลยังไง เขารู้แค่ว่าข้างในมีบรั่นดีราคาแพงลิบตั้งโชว์อยู่ในตู้ ร่างสูงเดินก้าวไปยังเป้าหมายแล้วเปิดตู้ออกก่อนจะคว้ามาขวดหนึ่ง

“คุณครับ ทำแบบนั้นมัน...”

“ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ในตอนนี้แล้วล่ะคุณอธิป เกาะเฮงซวยนี่มันเละหมดเรียบร้อยแล้ว” อธิปเผลอพูดด้วยนิสัยของรักษาความปลอดภัยเลยถูกธรรม์ดักขึ้น ก่อนที่ธรรม์จะเดินไปหาดินแล้วราดบรั่นดีลงบนแผลโดยไม่บอกล่วงหน้า ทำเอารติญาที่ถูกผลักมือออกมองด้วยความไม่พอใจ

“หวังว่าคงช่วยได้นะ” ดินทำหน้าเหยเกด้วยความแสบ รู้สึกชาไปทั้งแขนจนต้องคว้าขวดเหล้าที่พอมีเหลือมาดื่มไปอึกใหญ่ ธรรม์เปิดกระเป๋าเป้แล้วหยิบเสื้อยืดสีขาวสะอาดของตัวเองมาให้ดินใช้แทนผ้าผืนเดิม เขาลงมือพันแผลให้ด้วยท่าทางชำนาญ

“ไม่มีคลินิกหรือพวกหน่วยพยาบาลเลยเหรอคุณอธิป” ธรรม์ถามขึ้น

“มีครับ แต่คุณต้องเดินย้อนกลับไป เพราะมันอยู่ระหว่างโรงแรมกับรีสอร์ทริมทะเล” อธิปบอกเขายังคงกดโทรศัพท์อยู่อย่างนั้น ในที่สุดก็มีคนรับสายสักที เขาจึงเดินเลี่ยงไปคุยอย่างระมัดระวัง

 

“คุณโรเจอร์ ผมเจอตัวคุณรติญาแล้วครับ”

“เอ่อ...”

ปลายสายดูจะมีแต่เสียงวุ่นวายไม่ต่างจากตอนแรกที่โรเจอร์โทรเข้ามาหาเขา แต่คราวนี้ดูน้ำเสียงของผู้จัดการทั่วไปแห่งอันดามันพาราไดซ์จะเลิกลั่ก

“อธิปเองเหรอ”

“ใช่ครับ” หัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยขมวดคิ้ว

“เอ้อ... คือ...” เสียงของโรเจอร์ตะกุกตะกักชอบกล “เอ่อ... ผมพยายามจะบอกให้กัปตันรอคุณกับคุณรติญาแล้ว แต่เขาไม่ยอมรอ” โรเจอร์ดูจะอธิบายอย่างยากลำบาก ก่อนจะพูดขึ้นเหมือนนึกได้

“เดี๋ยวทันทีที่เรือถึงท่าผมจะให้เขาส่งเรือด่วนไปรับเลยนะ”

“เรือถึงท่า มันก็สองวันเลยนะครับคุณโรเจอร์ แล้วผมกับคนอื่นๆ จะทำยังไง โดยเฉพาะคุณรติญาที่ท่านให้ผมขึ้นไปช่วย” อธิปร้องขึ้นด้วยความไม่พอใจ เขาอยากจะตะโกนบอกว่าไม่ยุติธรรมเลยที่ให้เขาขึ้นไปช่วยแต่อีกฝ่ายกลับหนีเอาตัวรอด เมือรติญาได้ยินเธอก็หันมองอธิปเพราะคิดว่าน่าจะพูดถึงเธอ

“ฉันพยายามติดต่อกับทางฝั่งไทยแล้ว แต่ยังติดต่อไม่ได้ ถ้าติดต่อได้คงจะไวกว่านั้นล่ะ ระหว่างนี้นายต้องดูแลคุณรติญาอย่างดี เข้าใจไหม”

คำพูดของโรเจอร์ที่ปัดความรับผิดชอบออกจากตัวเองแทบจะทำให้อธิปปาโทรศัพท์ลงพื้น พอพูดจบโรเจอร์ก็ตัดสายทิ้งทันที

 

“มีอะไรเหรอ” รติญาเดินเข้ามาถาม

“เรือออกจากท่าไปแล้ว ไม่รอเรา” อธิปบอกอย่างน้อยใจ ชายหนุ่มผิวเข้มพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติทั้งที่ตัวเองเริ่มกลัวแล้วว่าจะออกไปยจากเกาะนี้ได้ยังไง”

“ก็ไปกับเรือของฉันไง” รติญาบอก ก่อนจะหหันไปดูธรรม์ที่กำลังพยุงดินให้ลุกขึ้นยืน

“มีเรือส่วนตัวจอดอยู่ที่ท่าหลายลำ” ดินพูดขึ้น “ผมเก็บกุญแจเรือของคุณรันไว้เอง เราไปกันเถอะครับ”

รติญามองสีหน้าของดินที่เริ่มดีขึ้น เลือดไหลน้อยลงแล้ว เธอยิ้มอย่างมีหวังแต่พอมองเห็นคนข้างๆ ที่ยิ้มแป้นใส่อย่างกำลังบอกว่าเป็นฝีมือการช่วยเหลือของเขา เธอก็หน้าบึ้งทันที ต่อมหงุดหงิดทำงานทุกครั้งที่มองเขาคนนั้น

 

หมอนี่จะอารมณ์ดีตลอดเลยหรือยังไง...

 

.................................

 

 

 

ณ. ท่ามกลางซากศพนับสิบที่มีทั้งคนปกติและศพซีดๆ นอนตายเกลื่อนทางขึ้นท่าเรือนั้น...

เซนกับเอริกายืนมองดูท้ายเรือสำราญของเฮเว่นนัมเบอร์ไนน์เคลื่อนห่างออกไปต่อหน้าต่อตา... และแม้ว่าพวกเขาพยายามจะโบกมือพร้อมตะโกนร้องเรียกก็ไม่มีใครเห็น ทั้งสองเหนื่อยหอบเพราะวิ่งมาอย่างไวที่สุด เมื่อถึงจุดนี้จึงได้แต่ยืนสูดหายใจมองดูความล้มเหลวของตัวเอง

“แอร์บอกเซนแล้วใช่มั้ยว่าให้วิ่งไวๆหน่อย”

“เซนก็ไวสุดๆ แล้วเนี่ย แฮ่กๆ” เซนตอบทั้งที่ตัวเองเหนื่อยสุดๆ “แล้วเอาไงดีล่ะทีนี้” ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ออกมาอย่างหัวเสีย

“อย่าบอกพ่อกับแม่นะ” เอริกาพูดขึ้นด้วยความตกใจแถมทำท่าจะคว้าโทรศัพท์ในมือของเซนมาถือเอง เขาปัดป้องแล้วถามกลับ

“ทำไมล่ะแอร์ เราก็จะได้ให้ท่านเอาเครื่องบินมารับไงไม่ดีเหรอ”

“เซนก็รู้ว่าพ่อกับแม่แอร์อยากเห็นว่าเซนดูแลแอร์ได้ ถ้าเกิดกลับไปโดยที่ให้พ่อช่วย พ่อคงไม่ชอบเซนยิ่งกว่านี้”

“โธ่แอร์” เซนหน้าเสีย “เวลาแบบนี้ยังจะคิดอีกเหรอ สำคัญที่สุดคือเราต้องรอดออกไปต่างหาก เซนดูแลแอร์ได้แต่ถ้าขืนเรายังอยู่แบบนี้มันไม่แย่กว่าเหรอไงเล่า”

ชายหนุ่มร่างบางพยายามจะกล่อมให้ภรรยาของเขาเข้าใจ แต่ดูเหมือนเธอจะยังต้องการแบบนั้นไม่เปลี่ยน

“เซนอย่าลืมสิว่าพ่อเขายอมให้เซนแต่งกับแอร์เพราะว่าแอร์บอกเขาว่าท้อง แล้วพ่อก็คิดว่าเราไปมัลดีฟไม่ใช่มาคาสิโนแบบนี้”

“ช่างมันเถอะน่า” เซนร้อง ยิ่งเขามองเห็นเรือสำราญไกลออกไป เขาก็เหมือนสติกระเจิงตาม “เราต้องไปจากนี่เข้าใจไหมแอร์ เราต้องไปจากนี่” เขาบอกก่อนจะก้มลงเตรียมกด ทว่าฝนที่กำลังตั้งเค้ามาคงรบกวนสัญญาณโทรศัพท์เขาเสียแล้ว

“โธ่ว้อย สัญญาณมาหายอีก มันจะอะไรนักหนาวะ!” เขาสบถออกมาอย่างหัวเสีย

“เซน...”

ไม่ทันที่ทั้งสองจะได้เถียงกันต่อ จู่หน้าของเอริกาก็เปลี่ยนไปเมื่อเธอมองเห็นมือของใครคนหนึ่งขึ้นมาแปะอยู่ตรงแผ่นไม้กระดานแผ่นสุดท้ายที่ยืนออกทะเลเพื่อรอรับเรือที่จะมาจอดเทียบ

มือซีดๆ โผล่ขึ้นมาพร้อมกับเล็บที่ขูดฉีก เห็นทีว่าจะไม่ใช่แค่พวกเขาแล้วที่ขึ้นเรือไม่ทัน

“อะไร เป็นอะไรแอร์” เซนถามเมื่อเห็นสีหน้าของภรรยาเปลี่ยนไป เธอมองเลยเขาไปข้างหลัง ชายหนุ่มจึงหันไปมองที่ริมท่าเรือเช่นกัน

 

มืออีกข้างขึ้นมาเกาะ ก่อนที่ร่างซีดเซียวของผู้หญิงคนหนึ่งจะยันตัวเองจนโผล่พ้นขึ้นมาจากขอบไม้ ใบหน้านั้นไม่ต่างจากเจ้าตัวที่เซนเคยเห็นมาก่อนหน้านี้ เลือดในกายเหมือนถูกดูดออกจนซีด เว้นแต่นัยน์ตาที่แดงโปน มือและเล็บที่พยายามเกาะนั้นฉีกขาดเหมือนไปตะกายอะไรมาจนเหวอะหวะทั้งแขน พยายามจะขึ้นมาอยู่บนท่าเรือให้ได้ ร้องครวญครางอยู่ในลำคอเหมือนว่าสิ้นหวัง...

ถ้าเป็นคนปกติ เซนคิดว่าเขาคงจะเดินเข้าไปช่วยแล้ว แต่นี่ไม่ใช่

“หนีกันเถอะ” เขาบอกก่อนที่เอริกาจะคิดด้วยซ้ำ ร่างนั้นเอาขาก่ายท่าเรือขึ้นมาแล้ว ดูจากชุดที่ใส่คงเป็นนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง ที่คอยังมีสร้อยทองเส้นหนาแขวนอยู่อย่างนั้น

แต่คราวนี้ แม้เซนจะพยายามดึงแต่คราวนี้เหมือนเอริกาจะขาแข็งจริงๆ เธอยืนตะลึงจนเซนต้องเรียก

“ไปกันเถอะแอร์ ไปท่าเรือตรงโน้นกันได้แล้ว” เขามองเห็นท่าเรืออีกด้าน ห่างไปราวๆ ห้าร้อยเมตร มีเรือจอดอยู่ลำหนึ่งและคิดว่าคงจะเป็นของรติญาแน่

“นี่มัน น้าเจี๊ยบ” เอริกาเอ่ยขึ้นลอยๆ เมื่อเธอเพ่งมองเสื้อผ้าหน้าผมของคนตรงหน้าอย่างดี เซนที่สติแตกได้ฟังก็หันไปมองดูร่างที่ตะกายขึ้นมาบนท่านั้นอย่างเต็มสองตา และเริ่มจำได้เช่นกันว่าเธอคนนั้นเป็นใคร

 

น้าเจี๊ยบเป็นเพื่อนสนิทของครอบครัวเอริกา ทั้งสองเจอกับเธอโดยบังเอิญบนเรือสำราญ เธอเป็นคนใจดีมากถึงขนาดจะยอมปิดเรื่องนี้เป็นความลับให้และยังอวยพรให้ทั้งสองครองรักกันนานๆ รวมถึงเอ่ยอวยพรลูกในท้องที่ไม่มีจริงของพวกเขาด้วย

 

“น้าเจี๊ยบจริงด้วย...” เซนอึ้งไปเมื่อเขาเองก็รู้สึกเคารพผู้ใหญ่คนนี้มาก ไม่คิดว่าจะต้องมาเห็นเธอในสภาพนี้ ร่างนั้นดูไม่เหมือนเดิมเลยในคราวแรก หน้าซีด เนื้อตัวเปียกปอน นิ้วและแขนดูเหวอะหวะ เอริกาแทบจะร้องไห้เมื่อเห็นว่าน้าสาวผู้ใจดีของเธอมีแผลที่หน้าท้องยาวเหมือนโดนอะไรสักอย่าง มันเริ่มแห้งเหลือแต่รอยกรีด ที่มือของน้าสาวยังมีหูกระเป๋าขาดติดอยู่กับนิ้ว

 

น้าเจี๊ยบคงจะมาขึ้นเรือแล้วเกิดเรื่องละมั้ง...

 

ร่างนั้นยืนมองทั้งสองด้วยนัยน์ตาปวดร้าว เธออยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เหมือนมีก้อนกลมๆ จุกขึ้นมาที่คอ ทั้งสองเห็นกับตาว่าบางอย่างในร่างกายของเจี๊ยบกำลังไหลขึ้นไปรวมกันที่คอ เซนดึงเอริกาให้ถอยทันที

 

“ชะ... ค่อก”

น้าสาวของเธอกำลังจะพูด แต่เหมือนทุกสิ่งในร่างกายจะขึ้นมารวมกันหมด ก่อนที่ร่างซีดๆ จะพ่นเลือดและหนองออกมาจนเต็ม

 

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด....

เอริการ้องด้วยความตกใจ ส่วนเซนได้แต่ยืนตะลึง เมื่อเลือด หนอง เนื้อเยื่อถูกพ่นออกมาเต็มไปหมดแล้วร่างของหญิงสาวผู้โชคร้ายก็ล้มลงขาดใจตาย

 

“ไม่นะ!!!

ท่าทางเอริกาจะชอคจนพูดไม่ออก เซนมองดูศพนั่น ลักษณะเหมือนกับที่เขาเจอพร้อมธรรม์ไม่มีผิด เมื่อเห็นว่าเอริกาไม่ยอมขยับ เด็กหนุ่มก็ทั้งลาก ทั้งดึงจนเธอออกมาจากตรงนั้นได้สำเร็จ

 

พอดีกับที่ธรรม์ รติญา อธิปและดินมาถึง ทั้งสี่มองดูอาการของเอริกา มองเห็นศพ มองเห็นท่าเรือที่ว่างเปล่าก็หน้าสลด

“ไปจากที่นี่กันเถอะ” อธิปบอก รติญามองไปยังท่าเรือที่ไว้จอดเรือยอร์ชส่วนตัว ทว่ายามนี้มันเหลือลำเดียว

“อะไรกัน!” หญิงสาวร้องขึ้นมา ก่อนที่เธอจะรีบวิ่งไปท่าเรือนั้น ธรรม์มองด้วยความไม่เข้าใจ จนกระทั่งดินเอ่ยคำที่ไขข้อข้องใจของเขาออกมา

“นั่นไม่ใช่เรือของเรา....”

..................................................

 

 

ตึก... ตึก...

เสียงฝีเท้าของใครคนหนึ่งดังลงส้นหนักๆ มาจนมหาเศรษฐีอย่าง คาร์ลอส มัวร์ ต้องหันกลับไปดู คนสนิทของเขาทั้งสามหันมองทันทีเช่นกัน รวมถึงคนขับเรือที่เตรียมจะเอาเรือออกจากท่า

ใครๆ ก็รู้ว่าผู้หญิงที่วิ่งมานั้นคือรติญา เธอเป็นถึงลูกสาวเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่แห่งเอเชีย และแน่นอนว่าการช่วยเหลือเธอจะเป็นเรื่องดีต่อเขาแน่

“จอดก่อน” มหาเศรษฐีวัยเกือบห้าสิบปีสั่งให้ลูกน้องหยุดเรือ ทว่าเรือก็ห่างออกจากท่ามาหลายเมตร เขาไม่คิดจะกลับเข้าฝั่งในทันทีเมื่อเห็นคนอีกห้าชีวิตเดินมา

“คุณรติญานี่เอง” เขาพูดขึ้น เสียงดังพอทีเอจะได้ยิน

“ให้พวกเราไปด้วยได้ไหมคะ” เธอถามขึ้น

 

พวกเรา...

 

คาร์ลอสมองดูขบวนแห่ที่ตามมาด้านหลังสาวสวยนั่น คนหนึ่งแขนเจ็บหน้าซีดต้องหาคนพยุง แถมไอ้คนที่พยุงคือคนที่โกยเงินเขาเข้ากระเป๋าตอนอยู่ลาสเวกัส อีกคนเป็นหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยไม่ได้เด่นดังอะไร ส่วนที่หิ้วกันมาอีกคู่นั่นก็แค่เด็กชายหญิงธรรมดาๆ

“เกรงว่าผมจะให้คุณไปได้คนเดียวเพราะที่เราไม่พอ”

“อะไรนะ” หญิงสาวได้ฟังก็ขมวดคิ้ว เธอมองเห็นอยู่ว่าเรือลำนั้นใหญ่มากพอที่จะพาทุกคนไปได้ “ได้โปรดเถอะค่ะ ให้เราลองขึ้นไปดู เรือของฉันเล็กกว่านี้ยังอยู่ได้ถึงสิบคน”

“แต่นี่คือเรือของฉันนะสาวน้อย” คาร์ลอสพูดอย่างในเย็น หนวดครึ้มของเขากระตุกดเมื่อยิ้มกว้างออกมา “มีที่สำหรับเธอแน่นอน แต่ก็เอาล่ะ เมื่อเธอยืนยันต้องพาทุกคนไป อย่างนั้นฉันรับเพื่อนเธอได้ เว้นแต่นายคนนั้น”

แล้วคาร์ลอสก็ชี้นิ้วไปที่ชายหนุ่มนัยน์ตาสีเขียว ราวกับถูกตัดสินโทษตาย

“แต่ฉันไม่รับคนนั้น”

 

ธรรม์หน้าเหวอ เขาพยายามจะหาคำเถียง แต่ร่างหนักๆ ของดินที่ชายหนุ่มพยุงไว้ทำเอาเขาพูดไม่สะดวก

“ทำไมล่ะคะ” รติญาข่มไว้เพื่อให้ตัวเองพูดจาดีๆ เพราะขืนเหวี่ยงตอนนี้จะกลายเป็นทำทุกคนติดเกาะ “ทำไมให้เขาไปด้วยไม่ได้”

“สาวน้อย ฉันแค่เลือกให้ขึ้นมาห้าคนแค่นั้น นี่ฉันใจดีแล้วนะ จะเอายังไง เพื่อนเธออีกคนกำลังจะแย่นี่” คาร์ลอส มองไปที่ดินซึ่งแม้จะหน้าตาดีขึ้นแต่ก็ปากซีดอย่างเห็นได้ชัด

 

หมอนี่แค้นฝังหุ่นจริงๆ ...

ธรรม์นึกไม่ถึงว่าคาร์ลอสจะติดใจเรื่องนั้นไม่หาย หากเป็นไปได้เขาก็ยินดีคืนเงินให้มหาเศรษฐีคนนี้อย่างแน่นอน แถมไม่ขอขึ้นเรือด้วยซ้ำ

“ไปกันเถอะน่า” ธรรม์พูดขึ้น “เร็วเหอะเด๋วไอ้แก่นั่นเปลี่ยนใจ ลูกน้องเธอจะตายเอา” เขาบอกรติญาออกไปอย่างนั้นทั้งที่จริงๆ ก็กลัวการถูกทิ้งไว้ที่เกาะแห่งนี้อยู่ไม่น้อย

รติญานั้นไม่เคยคิดว่าตัวเองชอบขี้หน้าของธรรม์เลยสักนิดตั้งแต่เจอเขาออกคำสั่งให้เธอออกจากลิฟต์ ไปจนถึงการพูดจากวนประสาท รอยยิ้มแบบมีนัยยะและชอบทำตัวเป็นต่อเธอ

แต่การตัดสินใจของเธอไม่ต่างจากการตัดสินชีวิตของเขา

 

“ทราบไหมครับว่าเรือลำอื่นไปไหนหมด” อธิปถามขึ้น คาร์ลอสทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้

“ฉันมาถึงก็เห็นแต่เรือของฉันจอดอยู่ เอ้า ว่าไงละคุณหนู จะไปกับฉันไหมจะได้ให้คนของฉันเอาเรือเทียบ” คาร์ลอสถามขึ้นอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ เมื่อเห็นสีหน้าลังเลของรติญาเขาก็ยิ้มเจ้สเล่ห์ “เรือกับเวลาไม่คอยท่านานหรอกนะ”

เมื่อเห็นสีหน้าลังเลของรติญา ธรรม์ก็ส่งดินให้อธิปพยุงต่อ ก่อนที่เขาจะเลือกเป็นฝ่ายพูดขึ้นเสียเอง

“ไปเหอะน่า อย่างฉันอะ ฉลาดขนาดนี้ยังไงก็ต้องรอดออกไปได้สบายๆอยู่แล้ว คุณหนูอย่างเธอไปกับพ่อมหาเศรษฐีหน้าหนวดนั่นดีกว่า” เขาพูดอย่างไม่แยแสว่าคาร์ลอสจะแล้งน้ำใจกับเขา ชายหนุ่มกระชับกระเป๋าเป้สะพายของตัวเองอีกครั้ง และแม้ว่าตัวเขาเองจะต้องกลับไปหาทางรอดโดยลำพังเขาก็ไม่แยแส

 

“เชิญคุณไปเถอะค่ะ ฉันไม่ไป” รติญาหันมาบอกกับคาร์ลอสอย่างชัดถ้อยชัดคำ แม้ว่าเธอจะอยากออกไปจากเกาะแห่งนี้ และเรือยอร์ชลำนั้นก็ดูสบายเสียจนเธอกลัวจะเสียโอกาสที่ดีไป แต่หญิงสาวยังแน่วแน่ที่จะเลือกปฏิเสธ

นั่นทำให้ดินยิ้มน้อยๆ ออกมา เจ้านายสาวของเขาเลือกทำแบบนี้เกือบทุกครั้ง แม้เธอจะโมโห ขี้วีนไปบ้าง แต่ที่จริงแล้วรติญารู้ว่าควรทำอะไร

ที่สำคัญถ้าคุณรันตอบขึ้นเรือไป เขาเองคงรู้สึกผิดไม่น้อยเพราะมาถึงตรงนี้ได้ก็ด้วยธรรม์ช่วยเขาถึงสองครั้ง...

“ไม่ตลกนะครับ ถ้าพวกคุณไม่ไป ผมกับแฟนก็จะไป” เซนบอกขึ้น เขายังโอบเอริกาไว้เพราะเธอเหมือนจะเป็นลมได้ตลอดเวลา แต่พอเขาเดินไปริมท่าเรือเพื่อให้คาร์ลอสเทียบท่ารับ มหาเศรษฐีกลับยิ้มกว้างและสั่งให้คนเรือของเขาออกเดินทาง

“เมื่อคุณรติญาเลือกไม่ไป ก็เท่ากับเลือกไม่ช่วยพวกเธอด้วยเช่นกัน ถ้าจะโทษก็ไปโทษแม่คุณหนูจอมรั้นนั่นเถอะ” คาร์ลอสพูดขึ้น คนอื่นๆ บนเรือของเขาเหมือนพวกไร้ชีวิต เจ้านายสั่งอย่างไรก็ทำไปตามนั้น ไม่ได้สนใจเสียงร้องเรียกของสองหนุ่มสาวแม้แต่น้อย

 

“ช่างเถอะน่า เราก็หาทางไปเอง ไม่เห็นต้องง้อไอ้แก่นั่นเลย” รติญาพูด ทว่าคู่รักที่ร้องเรียกเรือคาร์ลอสหันมาตะคอกใส่เธอทันที โดยเฉพาะเอริกา

“เพราะเธอนั่นล่ะ ทางรอดทางเดียวของเราถึงหลุดลอยไป ยังจะมีหน้ามาพูดอีก ยัยบ้า!” เอริกาที่ทำท่าจะเป็นลมไปเมื่อครู่ เวลานี้หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ มองรติญาด้วยสายตาเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ พอเห็นแบบนั้นคุณหนูสาวไฮโซอย่างรติญาก็ตอกกลับ

“ก็ถ้าเธอสำคัญพอ ตาแก่นั่นคงรับขึ้นเรือไปแล้วล่ะ ไม่ต้องพึ่งบารมีฉันหรอก”

“ยังมีหน้ามาพูดอีก ถ้ามีใครในพวกเราตายมันก็เพราะความผิดของเธอนั่นล่ะ” เอริกาเหมือนจะร้องไห้ “เธอมันตัวซวย ถ้าไม่ต้องขึ้นไปช่วยเธอพวกเราก็มาทันเรือแล้ว”

“แล้วฉันขอเหรอ  ฉันขอเหรอให้มาช่วยฉันน่ะ” รติญาขึ้นเสียงใส่กลับ “ถ้าเธอรู้ว่าเรือมันจะออกเธอจะรอฉันทำไม ลึกๆ เธอเองมันก็ขี้กลัวเกินกว่าจะหาทางไปเอง หรือเธอจะเถียงว่าที่เดินตามฉันมากันนั่นเพราะหวังจะมีเรือของฉัน!

“พอได้แล้วยัยบ้า” เซนพูดขึ้น หน้าตาของเขาดูโกรธสุดๆ “ฉันสองคนไม่จำเป็นต้องพึ่งเธอหรอก ไหนละเรือ ไหนละยัยขี้โม้ สุดท้ายทุกคนก็ต้องตาย ตายกันหมดนี่ล่ะ”

ไม่ทันที่เซนจะพูดจบดินก็พุ่งตัวเข้ามากระชากคอเสื้อของเขา ถึงแม้จะบาดเจ็บแต่ดินก็ยังคงดูแข็งแรงกว่า เซนถึงได้เงียบลง

“อย่า... ยุ่ง...กับเธอ” ดินพูดด้วยเสียงเย็นเฉียบ จ้องตาเซนเขม็ง

อาการสติแตกของคู่สามีภรรยาทำเอาอธิปปวดหัว เขาพยายามจะเป็นผู้นำที่ดีและพาทุกคนออกไปได้อย่างไม่มีปัญหา แต่เหมือนเวลานี้พวกเขาต้องติดอยู่ที่นี่ต่อพร้อมๆ กับสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ลงทุกที

 

ธรรม์ยืนนิ่ง เขามองดูทุกสิ่งผ่านสายตาของเขาและคิดวิเคราะห์ว่าควรทำอย่างไรต่อ

“อธิป มีเรืออีกไหม”

“ที่จริงยังมีเรือฉุกเฉินที่ทางโรงแรมเตรียมไว้ แต่ผมสั่งลูกน้องให้พาคนเจ็บอพยพออกจากเกาะไปแล้ว ไม่แน่บางทีมันอาจจะยังมีเหลืออยู่ มันจอดที่ท่าฝั่งตะวันตกของเกาะ” อธิปตอบคำถามจนกระจ่าง

“งั้นเรารีบไปกันดีกว่า” ธรรม์บอก เขาไม่สนใจความบาดหมางของสองสาวนั่น อย่างไรก็ต้องลงเรือลำเดียวกันอยู่ดี

ฝนค่อยๆ พรำลงมาก่อนจะหนาเม็ดขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาทั้งหกเดินกลับเข้าสู่โรงแรมอีกครั้ง ทว่ายังไม่ทันจะเดินถึง ที่ถนนคนเดินเบื้องหน้า มีร่างของคนสี่คนยืนอยู่...

 

.......................................




111 ความคิดเห็น

  1. #54 ~Mu~Max~Dek~D~ (@maxza000123) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555 / 22:23
     ทะเลาะกันแล้ว แล้วจะไปรอดมั้ยเนี่ย ติดตามๆ
    #54
    0
  2. #53 LPหมีกระป๋อง (@LP_Me_Kapong) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555 / 13:11
    อ๊า มาต่อไวๆ
    #53
    0
  3. วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555 / 00:02
    อาพอเดาออกลางๆแล้วว่าเรือหายไปไหน
    #52
    0
  4. #51 J.C. NIGHT TERROR (@marywin) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2555 / 21:57

    อ่านเพลินดีครับ พวกเขาจะรอดไปได้หรือไม่


    มีทะเลาะกันแว้ววว


    คิดว่าจะต้องมีคนล้มหายตายจากไปบ้างแน่  แต่จะเป็นใครนั้น

    มาอัพต่อมาม่า นะครับ (เบื่อไวไวแระ อิอิ)

    #51
    0