Parasite : ปรสิตสังหาร 3 จบภาค (ชุด สัญญาณวันสังหาร)

ตอนที่ 5 : บทที่ 5 ... เพื่อนใหม่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 323
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    5 ก.พ. 55

  

 

 บทที่ 5

 

 

ย้อนกลับไปเมื่อวาน อีกครั้ง...

 

แม้จะเป็นแค่นักดนตรีที่ถูกจ้างมาทดลองงานในห้องอาหารของโรงแรมเป็นครั้งแรก แต่เบนก็ไม่อยากให้ใครดูถูกฝีมือไวโอลีนของเขาแน่ๆ เขารีบมารายงานตัวตั้งแต่สองทุ่ม ทันทีที่ห้องอาหารเตรียมเปิดการแสดงดนตรีสด

เขาตื่นเต้นจนเดินไปเดินมาอย่างอยู่ไม่สุข...

เบนเป็นเด็กหนุ่มลูกครึ่งออสเตรเลีย ตัวเล็ก ผอมบาง ใบหน้าไปทางตะวันตกแต่ผมสีดำสนิท เขาเพิ่งอายุ 19 ปีแต่ทำงานพิเศษเป็นนักไวโอลีนหาเลี้ยงตัวเองมาตั้งแต่อายุ 17 เริ่มต้นจากวงเล็กๆ ในโรงเรียนมัธยมศึกษาไปจนถึงร้านอาหารต่างๆ และเมื่อวันก่อนที่เขาทะเลาะกับพ่ออย่างหนัก ทำให้เบนกรอกใบสมัครมาเป็นนักดนตรีประจำอยู่ที่อันดามันพาราไดซ์แห่งนี้ เขาเดินทางมาถึงเมื่อเช้าด้วยเรือสำราญของเฮเวนนัมเบอร์ไนน์ พร้อมๆ กับบรรดานักท่องเที่ยว แต่คลื่นลมทำเอาหนุ่มน้อยถึงกับอาเจียนไปหลายรอบตลอดเส้นทาง ทั้งที่เรือก็ไม่ได้โคลงเคลงอะไรนัก ออกจะเรียบนิ่งยิ่งกว่านั่งรถเสียด้วยซ้ำ เขาคงไม่ชินกับคลื่นของผืนน้ำเค็มกว้างใหญ่สักเท่าไร

 

พอลงจากเรือได้ เด็กหนุ่มก็ยืนโงนเงนเหมือนคนจะเป็นลม นักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ต่างก็เดินผ่านเขากันไปหมดแล้ว นักดนตรีหนุ่มลากกระเป๋าตามคนอื่นไปอย่างช้าๆ ก่อนจะปาดเหงื่อแล้วยืนมองฝูงชนหายลับเข้าไปทางลอบบี้ของโรงแรม บ้างก็เดินตามพนักงานไปยังโซนรีสอร์ท ทิ้งให้เขายืนอยู่เบื้องหลัง อากาศที่เกาะไม่ร้อนนักแต่มันชื้นจนรู้สึกอึดอัด ต้องปลดกระดุมเม็ดบนของเสื้อออกให้พอหายใจได้ เบนคิดว่าตัวเขาคงเดินลากกระเป๋าหนักๆ ไปต่อไม่ไหวแล้วเป็นแน่

 

“ไง ให้ผมช่วยนะ”

เสียงแห่งความเอื้ออารีของใครคนหนึ่งดังขึ้นระหว่างที่เบนกำลังนั่งทับกระเป๋าใบโตของตัวเองเพื่อพักเหนื่อย พอแหงนมองก็ได้เห็นใบหน้าตี๋ๆ ของผู้ชายวัยไล่เลี่ยกัน ใส่ชุดเบลบอยของโรงแรม ยืนยิ้มแป้นให้

“เอ่อ ผมไม่ใช่แขกของโรงแรมครับ ผมกำลังจะไปที่พักพนักงาน” เบนตอบทั้งที่ยังหอบหายใจด้วยความเหนื่อย คิดว่าชายหนุ่มตรงหน้าคงจะหวังค่าทิป

“รู้แล้วน่า มาๆ เดี๋ยวพาไป” ชายคนนั้นก็ยังยืนยัน ก่อนที่เขาจะถือวิสาสะคว้ากระเป๋าเบนมาถือ แล้วลากนำ จนนักไวโอลินหนุ่มงุนงง แต่ก็ยอมเดินตามโดยดี

“ผมไม่มีค่าทิปให้นะ”

“รู้หรอกน่า ผมได้ค่าทิปมาแล้ว” แล้วเขาก็ชูธนบัตรหนึ่งร้อยดอลล่าร์ให้ดู “เพิ่งได้มาเลยสดๆ ร้อนๆ หิวไรป่าวล่ะ เดี๋ยวเลี้ยงขนม” พูดจบก็ยักคิ้วทีหนึ่งให้อีกฝ่ายพร้อมกับอมยิ้ม เบนเห็นยังตาวาว เงินค่าทิปเยอะแบบนี้ เป็นเขาก็คงอารมณ์ดีไม่ต่างกันแน่

“ผมชื่อจุน คุณล่ะ”

“เบนครับ” หนุ่มน้อยตอบ มองดูอีกฝ่ายที่ตัวสูงและทะมัดทะแมงกว่าด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดในใจ จุนพาเขาไปเชคอินในฐานะพนักงานกับทีน่า แล้วทั้งคู่ก็เดินไปทางหอพักด้วยกัน

 

............................

 

 

กว่าจะมาถึงที่นี่ได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ถ้าไม่ใช่เพราะงานก็ไม่รู้ว่าต้องเก็บเงินนานแค่ไหนเพื่อให้ได้มาเที่ยวเกาะแห่งนี้...

 

“มีคนทำร้ายเตยแน่ะ”

เสียงพนักงานคนหนึ่งตะโกนขึ้นในห้องเก็บตัวของนักดนตรี ทำเอาเบนสะดุ้ง ผู้มาบอกข่าวเป็นบริกรโรงแรมที่ถูกวานให้เอาน้ำมาเสริฟห้องนี้ เบนจำได้ว่าเตยคือพนักงานต้อนรับข้างหน้า

“น่ากลัวมากเลยอะ เอาเล็บกรีดแขนเตยจนเลือดสาดเลย”

เล็บแข็งๆ ของผู้ชายน่ะเหรอ...  หนุ่มน้อยอย่างเบนไม่คิดว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในโรงแรมสุดหรูกลางเกาะ และยังมั่นใจด้วยว่าที่นี่ต้องมีแผนเตรียมพร้อมเรื่องความปลอดภัยไว้อย่างดี

“เด็กใหม่ๆ...” เสียงของหัวหน้าวงเรียกเขาให้มารวมกับคนอื่นๆ เพื่อเตรียมขึ้นเล่นในห้องอาหารยุโรปของโรงแรม ที่นี่มีนักร้องสวยๆ หลายคน นักดนตรีส่วนใหญ่เจนประสบการณ์และมีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบ เขาเองก็ไม่ได้หวังว่าจะผ่านการคัดเลือก แต่พอได้เดินเข้ามาถึงสถานที่จริงก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงตัวเองตอนเป็นนักดนตรีประจำวงอย่างเต็มตัว

“จำไว้นะ วันนี้จะเป็นการตัดสินว่านายได้งานที่นี่ไหม เพราะฉะนั้นทำให้ดี เข้าใจไหม” หัวหน้าวงกำชับนักไวโอลินคนใหม่อย่างแข็งขัน เขาพยักหน้ารับคำด้วยท่าทางหนักแน่นก่อนจะเดินตามคนอื่นขึ้นไปบนเวที

 

และมันเป็นคืนที่เขามีความสุขอีกคืนหนึ่ง...

 

เสียงเสียดสีลงบนเส้นเอ็นบวกกับแรงกดของนิ้วซ้าย ประสานให้กลายเป็นเสียงดนตรีบรรเลงอันแสนไพเราะ มันเป็นเสน่ห์เย้ายวนที่เบนไม่เคยถอนตัวขึ้น เมื่อใดก็ตามที่เขาจมอยู่ในโลกแห่งเสียงเพลงเสียงเพลงเมื่อนั้นเขาไม่คิดว่าจะมีอะไรที่ดึงดูดเขาได้มากกว่านี้

 

เว้นก็แต่ สายตาคู่หนึ่งที่จ้องมา...

 

นัยน์ตาสีน้ำตาลคู่นั้นมองอยู่เป็นระยะ จนเบนรู้สึกตัว มันเป็นสายตาที่เขาเองก็เหลือบมองอยู่บ่อยๆ คงเพราะในบรรดาพนักงานของโรงแรมแห่งนี้ มีแค่เขากับเจ้าของแววตาน่าหลงใหลคนนั้นที่อายุไล่เลี่ยกัน และเมื่อตอนที่เขามาถึง คนๆ นี้ก็เป็นคนมาช่วยเขาเอาของไปเก็บในส่วนของที่พักพนักงาน

สำหรับเบน จุนดูจะตัวใหญ่กว่าเล็กน้อย หน้าตาตี๋ ตัวผอมแต่ดูแข็งแรง เป็นเบลบอยที่สามารถยกกระเป๋าหนักได้ทีละหลายๆ ใบ เมื่อตอนที่จุนเดินเข้ามาแล้วยกของให้ทั้งที่รู้ว่าเขาไม่ใช่แขกของโรงแรมและคงไม่มีเงินตอบแทนให้ มันทำให้เบนรู้สึกเป็นมิตรกับคนๆ นี้ทันที

เรียกได้ว่าจุนคือมิตรภาพแรกบนเกาะแห่งนี้

และการที่จุนเลิกจากงานประจำของตัวเองในวันนี้แล้วมายืนมองเขาอยู่ มันทำให้นักดนตรีหนุ่มชักจะเริ่มทำตัวไม่ถูก พอเขินมากเข้าก็เลยต้องหันไปอีกทาง จุนจึงยิ้มน้อยๆ แล้วเดินหายไป

 

เอาจริงเหรอเนี่ย...

 

เบนรู้สึกเสียดายที่เขาหันหนีเพราะความขัดเขิน ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายโกรธหรือเปล่า แต่ก็ช่วยไม่ได้ ในเมื่อเขาเองไม่ชอบให้ใครมาจ้องอยู่แล้ว

จนกระทั่งเลิกงาน...

เมื่อเก็บเครื่องดนตรีและช่วยคนอื่นๆ จัดในห้องเสร็จ เบนก็เดินถือไวโอลีนตัวเก่งของเขาออกมาจากห้องอาหาร ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างแล้วออกทางประตูฝั่งโรงแรม เวลานี้ที่ลอบบี้นั้นเงียบเหงา นี่มันก็ตีสองกว่าๆ แล้ว คนจะเยอะอีกทีก็ช่วงคาสิโนปิด ตราบใดที่ตึกสีขาวนั่นยังส่องแสง คืนนี้ก็ยังคงไม่ผ่านพ้นไป

“อ้าว ไม่กลับไปพักผ่อนเหรอจ๊ะ” พนักงานต้อนรับถาม เธอพอจะรู้จักว่าเขาเป็นใคร

“ยังครับ เอ่อ...” ท่าทางของเบนดูจะขัดเขินจนหญิงสาวมองออก แต่เสียงฝีเท้าของคนอื่นทำให้หนุ่มน้อยชะงัก หันไปมองดูผู้มาเยือนซึ่งเป็นแขกของโรงแรมเดินมาจากคาสิโน เป็นผู้ชายตัวสูงผิวขาวแต่หน้าหล่อเข้ม นัยน์ตาสีเขียวมองมาหาทั้งคู่เล็กน้อยอย่างไม่ใส่ใจแล้วขึ้นลิฟต์ไป

เบนรู้สึกเหมือนเคยเห็นเขาคนนี้มาก่อน

“ว่าไงคะ” พนักงานสาวถามซ้ำอีกครั้ง ชายหนุ่มจึงหันกลับมามองเธอ

“เอ่อ เบลบอยเขาพักกันที่ไหนเหรอครับ”

 

คำถามของเขาทำให้พนักงานสาวถึงกับนิ่งไปเล็กน้อย ท่าทางเหมือนจะแปลกใจกับคำถาม แต่ก็รักษามารยาทเอาไว้อย่างดี

“ตึกตรงข้ามกับของนักดนตรีนั่นล่ะค่ะ” เธอบอก “ผู้ชายอยู่โซนเดียวกันหมดนะ”

“ขอบคุณครับ” เขายิ้มน้อยๆ แม้จะอยากถามเฉพาะเจาะจงไปเลยก็ตาม แต่ก็คิดเสียว่าได้มีเวลาค้นหาบ้างก็ดีเหมือนกัน แล้วจึงหันเดินไปยังทางเดินสู่โซนที่พักของพนักงาน มันอาจจะไกลสักหน่อยเพราะอยู่ด้านหลังสุด แต่ก็ดีตรงที่ช่วยให้เขามีเวลาคิดอะไรเรื่อยเปื่อยระหว่างเดิน เขาเดินมาไกลจากตัวโรงแรมพอสมควร ถนนคนเดินทางนี้มีเพียงไฟทางกับพื้นลาดคอนกรีตเป็นทางยาวเท่านั้น สองข้างทางมีต้นไม้ใหญ่เล็กๆ น้อยๆ ส่วนที่เหลือก็แค่หญ้าขึ้นเป็นหย่อมๆ เขาไม่รู้ว่าเกาะแห่งนี้มีสัตว์อะไรอยู่บ้าง

 

สวบ...

เสียงบางอย่างเดินอยู่ในพงหญ้าข้างๆ

 

อาจจะเป็นแมวหรือหมาล่ะมั้ง...

 

เด็กหนุ่มเดินมาจนถึงส่วนของที่พักพนักงานทั้งหมด ตึกฝั่งซ้ายสามตึกเป็นของพนักงานชาย ส่วนสามตึกฝั่งขวาเป็นของพนักงานหญิง ทุกตึกสูงสี่ชั้น ไม่มีลิฟต์แต่มีเครื่องปรับอากาศให้พอนอนสบาย พนักงานทั้งหมดต้องอาศัยร่วมกันห้องละสองคน เบนได้ห้องอยู่ร่วมกับมือกลองของวง ท่าทางจะดุเอาเรื่อง เพราะพอเล่นดนตรีเสร็จ หมอนั่นก็คว้าขวดบรั่นดีแล้วเดินหายไปไหนไม่รู้

เด็กหนุ่มเดินมาเรื่อยจนถึงป้อมยามของที่พักพนักงาน มองตรงหน้าเห็นตึกทั้งหมดหกตึก ฝั่งซ้ายเรียงกันสามตึกเป็นของพนักงานชาย ส่วนสามตึกที่อยู่ฝั่งขวานั้นเป็นของพนักงานหญิง ดูสะอาดตากว่าเล็กน้อย

หนุ่มน้อยมองดูที่พักแห่งนี้ด้วยความกังวล

ทำไมตอนที่เอาของมาเก็บถึงไม่รู้สึกว่ามันวังเวงเท่าตอนนี้นะ...?

 

คนอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่กะดึกคงจะหลับกันไปหมดแล้วจึงเงียบสนิท ได้ยินแต่เสียงลมหวีดหวิวที่ดังสะท้อนมาจากหน้าผาด้านหลังเกาะ ซึ่งจุนบอกไว้เมื่อตอนหิ้วกระเป๋ามาส่งเขาว่าผาตรงนั้นมันสูงเกือบสิบเมตร ดูจากที่เดินมาก็พอรู้ว่าถนนเป็นทางลาดชันขึ้นเรื่อยๆ

ไม่มีใครอยากไปที่นั่นเพราะลมที่พัดมาส่งเสียงกรีดร้องราวกับคนคร่ำครวญ

 

เขาเคยได้ยินพ่อเล่าให้คนงานฟังเมื่อสมัยยังเด็กว่าเกาะอันดามันพาราไดซ์เป็นแค่เกาะแห้งๆ ที่ไม่มีอะไร ต้องใช้เงินมหาศาลในการบูรณะ แต่ต้องทำลายหลายๆ สิ่งที่เคยมีบนเกาะนี้เพื่อให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ เขาฟังที่พ่อเล่าโครงการของเกาะแล้วอยากจะมาสักครั้ง

พอได้มาจริงๆ เหมือนว่าตัวเองอยู่คนละโลกกับสิ่งที่เจอมาตลอดชีวิตเลยทีเดียว

 

ไง... วันแรกของนายโอเคมั้ย

จู่ๆ เสียงที่คุ้นหูก็ดังขึ้นพร้อมกับฝีเท้าเบาจนไม่รู้ตัวเดินก้าวเข้ามาเทียบเคียงกับเขา เบนหันไปมองดูจุนที่ไม่รู้โผล่มาจากไหน แถมยังยิ้มกริ่มและถือวิสาสะเดินข้างๆ ไปด้วยกัน

คะ...ครับนักดนตรีหนุ่มน้อยดูจะพูดจาติดขัดขึ้นมาเฉยๆ นายยังไม่นอนเหรอ

เพิ่งตื่นต่างหาก หลับไปรอบหนึ่งแล้ว เห็นว่าได้เวลาห้องอาหารปิดเตรียมของช่วงเช้าเลยกะจะเดินไป เผื่อมีเด็กใหม่หลงทางกลับไม่ถูกน่ะหนุ่มหน้าตี๋พูดอย่างอารมณ์ดี ทว่าอีกฝ่ายเบนหน้าไปมองทางอื่นแทนเพราะรู้สึกได้ว่าหัวใจของเขาเริ่มเต้นไม่ปกติเวลาสบกับสายตาคู่นั้น ดูเหมือนมันจะเต้รแรงขึ้นชอบกล

ผมไม่ใช่คนหลงทางง่ายๆ สักหน่อย ทางตรงๆ แบบนี้ใครก็เดินถูก

ผมก็รู้จุนยิ้มเจ้าเล่ห์ ก็เลยพูดเป็นข้ออ้างไปอย่างนั้นล่ะ

จบคำ หนุ่มน้อยนักดนตรีก็ถึงกับนิ่ง สิ่งที่สื่อความนัยอยู่ทั้งคำพูดและแววตานั้นเหมือนจะบอกให้รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังรุกคืบเข้ามาอย่างไม่คาดคิด

 

จะเป็นไปได้เหรอที่ใครจะรู้ว่าเราเป็นอะไร...

 

จะเป็นไปได้จริงไหม ที่ผู้ชายตรงหน้ากำลังทำให้เขาหวั่นไหวอย่างจงใจจนไม่น่าเชื่อ นับตั้งแต่นาทีแรกที่ลงจากเรือจนถึงตอนนี้

เอ้า... หยุดเดินทำไมล่ะ หนาวนะจุนหันมาเห็นว่าเบนไม่ได้เดินข้างเขาแล้ว ก็ย้อนกลับไปยืนข้างๆ อีกรอบ คราวนี้เขาใช้ฝามือดันหลังให้อีกคนเดินไปพร้อมกัน

เหมือนโอบเอาไว้อย่างไรอย่างนั้น...

“แล้วคุณไม่พักผ่อนเหรอ ทำงานกี่โมงล่ะ” หนุ่มลูกครึ่งถามขึ้น หลังจากก้มหน้างุดเพราะความเขินอายอยู่พักหนึ่ง ผิดกับจุนที่เดินเชิดหน้าตาเฉย ทั้งที่ไม่ใช่วิสัยของคนไทยที่ผู้ชายจะเดินโอบกันกลางถนนแบบนี้

“เจ็ดโมงเช้า ก็อีกแค่สามชั่วโมงเอง” เขาบอก

ทั้งคู่หยุดยืนอยู่หน้าตึกที่เบนพัก

“ฝันดีล่ะ” จุนบอกอีกครั้ง ก่อนจะยิ้มกว้างให้กับคนตรงหน้า แล้วเขาก็เดินจากไป ทิ้งให้เบนเดินขึ้นชั้น 4 ของตึกเพียงลำพัง บันไดอยู่ริมตัวตึก แต่ละชั้นที่เขาผ่านยังมีเสียงเพลง เสียงคนคุยกัน เสียงเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ ดังลอดออกมาจากห้องพักแต่ละห้อง พนักงานทำงานวนกันเป็นกะจึงมีบางคนตะโกนด่าพวกเสียงดังเพราะเขาจะนอน

พอเดินเข้ามาในห้อง เบนก็เจอกับมือกลองของวงที่เล่นดนตรีช่วงบ่าย ท่าทางเหมือนเพิ่งตื่น เขาได้ทักทายกันครั้งหนึ่งตอนเก็บของ พอเจออีกทีเบนรู้สึกว่าหมอนี่ตัวสูงจริงๆ ร่างสูงใหญ่ทำผมทรงโมฮอค ยิ่งตื่นนอนผมก็ยิ่งตั้งเด่เป็นเหมือนนกหัวขวาน พอเห็นว่าเบนเดินเข้ามาก็มองตาขวาง

เด็กหนุ่มค้อมหลังแล้วเดินไปที่นอนของตัวเอง รอจนเพื่อนร่วมห้องออกไป จึงได้อาบน้ำนอน...

 

......................

 

 

จนเกือบสิบโมงเช้า เบนถึงได้ตื่นมาเข้าห้องน้ำ เขาไม่ทันได้สังเกตว่าทุกอย่างเงียบผิดปกติ...

เด็กหนุ่มอยู่ในชุดเสื้อกล้ามกับกางเกงขาสั้น เมื่อตื่นก็ไม่เห็นเพื่อนร่วมห้องอยู่ที่เตียงแล้ว ที่จริงเขาไม่เห็นเลยตั้งแต่ตอนเข้ามา และเพราะปรับเวลานอนไม่เหมือนปกติเป็นวันแรก เบนจึงรู้สึกเวียนหัวจนเดินเซ เด็กหนุ่มเดินไปเปิดหน้าต่างห้องเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์ ด้านหลังห้องมีแค่ระเบียงเล็กๆพอให้วางพัดลมแอร์ กับวิวที่มองเห็นตึกถัดไปเท่านั้น

 

ตึกๆๆๆๆ...

เสียงลงส้นเท้าของคนข้างนอกสะเทือนเข้ามาถึงพื้นห้องนอน เหมือนมีหลายคนกำลังวิ่งอยู่ที่ระเบียงหน้าประตูห้องพักของเขา เบนที่ยังสะลึมสะลือรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย เขาเห็นเงาคนวิ่งผ่านหน้าต่างไป ก่อนจะอีกเงาวิ่งตามมา

 

ข้างนอกมีอะไรนะ...

เด็กหนุ่มสงสัย แต่ก็ไม่ได้ไปเปิดดู จนกระทั่งล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ เขาจึงหยิบชุดมาเปลี่ยน เตรียมไปกินอาหารที่โรงอาหารของพนักงาน

พอเปิดประตูออกไปเท่านั้นเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ถึงกับตาค้าง...

 

ท้องฟ้าที่สลัวอยู่แล้วยิ่งรับกับสภาพศพตรงทางเดินหน้าประตูห้องให้มัวหมองไปใหญ่ พนักงานชายของโรงแรมส่วนหนึ่งกลายเป็นร่างไร้วิญญาณนอนสะเปะสะปะอยู่ที่หน้าห้องทั้งหมดของชั้นสี่ที่เขาพักอยู่ บางก็ถูกเชือดคอเป็นแผลยาวลึกจนเลือดไหลนอง บ้างก็บิดเบี้ยวไม่เป็นรูปเป็นร่าง บางคนตายังลืม มือยังกระตุกทั้งที่คอหักไปข้างหลัง

เบนตัวสั่นระริก ภาพตรงหน้าจะต้องติดตาเขาไปตลอดชีวิตแน่ๆ หนุ่มน้อยแทบล้มทั้งยืนที่เพียงคืนเดียวเกาะสวรรค์แห่งนี้กลายเป็นนรก เสียงคลื่นกระทบผาส่งเสียงหวีดร้องชวนให้ความกลัวแล่นปรี่ขึ้นมาจนขนหัวลุกไปหมด

 

ที่สุดทางเดินฝั่งซ้ายมือเขา มีร่างใครคนหนึ่งยืนอยู่...

 

ในมือของชายคนนั้นยังถือขวดบรั่นดีเอาไว้ รอยสักบนแขนทั้งสองข้างที่โผล่พ้นเสื้อกล้ามจนถึงศอก บวกกับทรงผมโมฮอคทำให้เบนรู้ทันทีว่าคือรูมเมทของเขาเอง

“ฉัน... รอเล่นกับนายโดยเฉพาะเลยล่ะ” น้ำเสียงเย็นยะเยือกพูดขึ้น ก่อนจะกระดกเหล้าเข้าปากอีกรอบ มันไม่ใช่ขวดเดียวกับที่เบนเห็นเมื่อคืน ไม่รู้ว่ามือกลองคนนี้กินเหล้าไปเท่าไหร่ถึงได้หน้าแดงก่ำขนาดนั้น

ไม่มีเวลาให้คิดนาน จู่ๆ ร่างของมือกลองก็วิ่งถลาเข้ามาหาเขาทันทีด้วยความเร็วสูง สองเท้าก้าวฉับๆ เหยียบข้ามศพเหล่านั้นอย่างไม่สนใจว่าเป็นใคร

 

มาแล้วๆๆ...

 

เบนขนลุกซู่เมื่อเห็นรอยยิ้มชวนสยดสยอง เว้นจากใบหน้าลงมาที่ตัวของมือกลองซีดจนน่ากลัว รอยยิ้มแสยะแบบโรคจิตกับพละกำลังนั่นทำให้ร่างของเพื่อนร่วมห้องไม่ต่างจากปิศาจ

 

ทำไงดี

ขาสองข้างของหนุ่มน้อยเหมือนถูกตรึงไว้อย่างนั้น เขาก้าวไม่ออกเพราะความกลัวบวกกับตกใจ สมองพูดว่าให้รีบหนีแต่ไม่มีแรงเสียอย่างนั้น

 

เด็กหนุ่มยืนตัวเกร็งเมื่อเห็นว่าร่างนั้นวิ่งสุดฝีเท้าเข้ามาหาเขา

หลบไม่ทันแน่ๆ

แล้วจู่ๆ ใครคนหนึ่งก็ดึงคอเสื้อเขาจากด้านหลัง เบนเซตามแรงก่อนที่ร่างเขาจะถอยถลากลับเขาไปในห้อง แล้วสองมือของผู้มาช่วยก็รีบปิดประตูใส่กลอนทันที

ตึ้ง!!!

เสียงร่างของมือกลองกระแทกเข้ากับประตูห้องอย่างแรง ตามด้วยเสียงหัวเราะชวนสยดสยอง หัวใจของเบนแทบจะร่วงลงไปที่ตาตุ่มเพราะความตกใจ เมื่อเขาหันไป จึงได้เห็นว่าใครที่ช่วยเขา

จุน...

หนุ่มหน้าตี๋อยู่ในชุดยูนิฟอร์มเบลบอยของโรงแรมที่ยับย่นเหมือนไปคลุกอะไรมาทั้งตัวกำลังมองหาบางอย่างที่พอจะช่วยให้เขารอดออกไปได้ เสียงโครมครามที่ประตูพร้อมๆ กับเสียงหัวเราะชวนสยดสยองทำให้เบนถอยหลังหนีจากประตูบานนั้นด้วยความกลัว ต่างจากจุน เมื่อประตูถูกกระแทกจนเปิดออก เขาก็ไม่รอช้า หยิบเก้าอี้ไม้ที่เคยเป็นของเจ้ามือกลองคนนั้นมาเหวี่ยงใส่จนเต็มแรง พนักพิงทำจากไม้แข็งๆ ฟาดลงบนหัวเจ้าโรคจิต ร่างของมือกลองผู้บ้าคลั่งถึงกับทรุดลง

หนีเร็วจุนบอก แต่เบนยังยืนค้างแบบนั้น เด็กหนุ่มจึงเอื้อมมือไปคว้ามือของเบนไว้แล้วฉุดให้เขาวิ่งหนีออกมาจากห้องทันที!!!

………………………

111 ความคิดเห็น

  1. #46 ~Mu~Max~Dek~D~ (@maxza000123) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555 / 21:30
    อั้ยย๊ะ!! มี Y ด้วย >///<
    น่ารักดี ลุ้นต่อไปๆ
    #46
    0
  2. วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 / 23:12
    yyyyyy

    อิอิ
    #45
    0
  3. #44 J.C. NIGHT TERROR (@marywin) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 / 10:53
    บทนี้มัน  นี่ มัน  นี่มัน  Y ชัดๆ  แถมยังมีตัวละครชื่อเหมือนเราด้วววย

    ชอบ  


    ตอนแรกพออ่านถึง  จะเป็นไปได้เหรอที่ใครจะรู้ว่าเราเป็นอะไร  แอบตอบแทนตัวละครว่า

    เป็นไมเกรนเหรอ 555 ขำ  (ตะลุ่มตุ่มโป๊ะ ฉึ่ง ฉึ่ง)


    #44
    0
  4. #43 Hika Zerora (@hikazerora) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 / 10:29
    อ่านบทนี้แล้วกึ๋ยๆ เล็กน้อย เพราะบทของจุนกับเบนนั้น... ^ ^"

    บทนี้ไม่มีพวกตัวเอกชุดก่อนโผล่มาเลยแฮะ คงต้องลุ้นต่อว่าพวกของธรรม์จะได้ไปถึงเรือช่วยชีวิตหรือไม่
    #43
    0
  5. #42 Hn'Honey (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2555 / 23:38
    ค่ะ ... บรรยาย เรื่องได้ ลุ้นมากกก ~



    จุนกับ เบน กิ๊ก กันแน่ ๆๆ (น่ารักดี)





    ยังงัยก็มาอัพต่อ เร็วๆ น่ะค่ะ
    #42
    0
  6. #41 Khwan (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2555 / 14:11
    สนุกมาก ลุ้นๆ ^^
    #41
    0