Parasite : ปรสิตสังหาร 3 จบภาค (ชุด สัญญาณวันสังหาร)

ตอนที่ 19 : เล่ม 3 ตอนที่ 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 140
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    31 ก.ค. 55

2

 

ประตูห้องแต่ละห้องของชั้นสองซึ่งเป็นที่พักถูกเปิดออก ห้องอื่นๆ ที่พักอยู่ต่างก็เปิดประตูออกมาหน้าตาตื่นหลังจากได้ยินเสียงไม่ชอบมาพากล นับจำนวนคนที่มายืนตรงทางเดินได้สี่คน แต่ละคนมองกันและกัน ต่างก็ถามทีน่าเป็นเสียงเดียวกันว่าเกิดอะไรขึ้น และแม้ว่าเธอจะยังไม่รู้ชัด แต่ศพที่เห็นกับการเข้ามาแบบเงียบเชียบทำให้หญิงสาวเชื่อไปแล้วกว่าครึ่งว่าเป็นฝีมือของคนที่เธอเคยคุ้น ถึงแม้ทีน่าจะบอกให้รีบออกจากที่นี่ตามแผนที่เคยคุยกันไว้หากเกิดกรณีที่คนติดเชื้อปรสิตเข้ามา แต่เมื่อเอาเข้าจริงแล้ว ธรรม์กับแมทก็ยังอยากจะช่วยคนอื่นๆ ที่ติดอยู่ ยิ่งตอนนี้ไม่ใช่แค่พวกเขาเท่านั้นที่ทำตามแผนการอพยพ

“ทีน่าพาพวกนี้หนีไปก่อนผมจะดูว่ามีใครติดอยู่อีกไหม” แมทบอก เขาดูจากจำนวนคนแล้วแน่ใจว่ายังมีคนอื่นๆ อยู่ในส่วนต่างๆ ของตัวตึกแน่

“พาเจ้านี่ไปก่อนเลย” ธรรม์บอก พลางดันไหล่ภาคให้ไปทางทีน่า

“เดี๋ยวผมจะพาธรรม์ไปที่รถฉุกเฉินเอง” แมทเสริม ธรรม์หยิบปืนสั้นที่เหน็บไว้กับเอวออกมาถือ พอเห็นแบบนั้นภาคก็คิดจะร่วมด้วย

“ผมจะช่วยอีกคน”

“พอเลย” ธรรม์หันไปดุ ที่น่าเองก็จับตัวของภาคไว้ พวกเขาเข้าใจดีว่าภาคนั้นต้องการมีส่วนร่วม แต่เรื่องนี้อันตรายเกินไปแล้วภาคเองก็ต้องไปหาภากร เรื่องแบบนี้จะเสี่ยงไม่ได้

“ฉันพาไปเอง” ทีน่าบอก

“ถ้าภายในสิบนาทีพวกเรายังไม่กลับมาคุณต้องออกไปก่อน เข้าใจไหม” ธรรม์ย้ำ แม้ว่าเธอนั้นอยากจะค้านแต่การตักสินใจในฐานะของผู้ดูแลที่นี่ย่อมต้องทำเพื่อคนส่วนใหญ่ หญิงสาวจึงพยักหน้ารับก่อนจาทุกคนไป สองหนุ่มมองจนทีน่ากับภาคและคนอื่นๆ เดินออกไป พวกเขาก็หันกลับมองชั้นสองอีกครั้ง แมทเป็นฝ่ายขึ้นบันไดก่อน ตามด้วยธรรม์ที่เฝ้าระวังไม่ห่าง

“เอาปืนไหม?” ธรรม์เอ่ยถามเมื่อเห็นว่าทั้งเนื้อทั้งตัวของแมทนั้นมีเพียงแค่มีดเล่มเดียว แต่พ่อครัวหนุ่มส่ายหน้า

“ผมใช้สิ่งที่ผมถนัดดีกว่า...”

พอคนเริ่มทยอยออก ความเงียบก็เข้าปกคลุมที่ชั้นสอง แสงไฟสีส้มสลัวชวนให้พวกเขารู้สึกราวกับตัวเองกำลังเข้าสู่ฉากแห่งหนังสยองขวัญ ร่างกายและสมองตื่นตัวเพื่อคอยระวังอยู่ตลอดเวลา แมทเป็นคนเปิดประตูออกทีละห้อง ทีละห้อง โดยมีธรรม์คอยระวังหลังให้

“ไม่มีใครเลย...” แมทบอกเมื่อเขาเปิดประตูห้องสุดท้าย

“ยังมีที่ไหนอีกไหม” ธรรม์ถาม เขาเองก็รู้สึกว่าที่ชั้นนี้เงียบ เงียบเกินกว่าจะมีใคร

“ชั้นสามไว้เก็บของกับทำงาน ตอนกลางคืนไม่มีคน ชั้นล่างก็ไม่น่ามีใครเหลือแล้ว ตรงโน้นมีบันไดลงไปยังคลังเสบียงด้านหลัง มีคนเฝ้าอยู่สามคน ไม่รู้ว่าตอนนี้รู้เรื่องที่นี่หรือยัง” เจ้าถิ่นอธิบายพลางพาเดินไปยังบันไดอีกฟากซึ่งอยู่นอกตัวตึก ต้องเปิดประตูจากด้านในเท่านั้น ไม่ทันจะได้เปิดพวกเขาก็มองเห็นรอยเลือดติดตรงลูกบิด

“ใช่ทางนี้แน่ๆ” แมทมั่นใจ

พวกเขาค่อยๆ เดินลงไปยังตึกของห้องเสบียง มองรอยเลือดที่หยดเป็นทางตรงหน้า แสงไฟด้านนอกสว่างจากในตึก บ่งบอกว่ามีบางคนตัดไฟที่นี่ ไม่ได้เป็นเพราะไฟฟ้าขัดข้องแต่อย่างใด ตั้งแต่ออกจากเกาะอันดามันพาราไดซ์มา นี่เป็นความรู้สึกที่คล้ายกับช่วงเวลานั้นอย่างบอกไม่ถูก มือของธรรม์ชุ่มไปด้วยเหงื่อจนปืนในมือขยับลื่น หยดน้ำเกาะพราวที่หน้าผาก

เมื่อรองเท้าสัมผัสกับพื้นคอนกรีตด้านล่างอีกครั้ง เบื้องหน้าพวกเขาคือคลังขนาดเล็กคล้ายโรงรถ ประตูยังปิดสนิท หากแต่ชายสามคนที่เฝ้าด้านหน้าคลังถูกปาดคอเสียชีวิตอยู่ที่พื้นด้านหน้าหมดแล้ว แมทนิ่งงัน

“ช้าไป...”

“ยังมีใครอีกไหม” ธรรม์ถามขึ้น เขายืนหันหลังชนแมทไว้แล้วสอดส่ายสายตาไปรอบๆ แสงจากถนนที่ส่องเข้ามานั้นทำให้บางที่กลายเป็นมุมมืด มีเสียงีเท้าบางคนอยู่ที่ไหนสักแห่ง

“ได้ยินไหม” แมทถามขึ้น เขาเองก็ตั้งท่าเช่นกัน ธรรม์แค่ตอบในลำคอ

 

ครืด....

 

มีเสียงเหมือนบางอย่างถูกลากไป ก่อนที่ทุกอย่าจะเงียบลง และพวกเขาไม่เห็นอะไรเลย แม้แต่น้อย

“มันไปไหนแล้ว” แมทถามขึ้น ทั้งสองเลิกเอาหลังชนกัน ต่างมองหาคนร้าย

“ปกติมันไม่เคยหนี” ธรรม์บอกจะปรสบการณ์เมื่อคนติดเชื้อส่วนใหญ่ที่เขาเจอเป็นพวกที่บ้าเลือด กระหายอยากจะฆ่าคนเป็นที่สุด แล้วเขาก็วิ่งไปดูตรงจุดที่มีเสียงดังเมื่อครู่

ร่างของเพื่อนรวมทีมถูกฆ่าแล้วลากมาวางรวมกันนับได้เจ็ดคน กองทับกันราวกับเป็นภูเขาแห่งความตาย ทั้งสองได้แต่ยืนนิ่งค้างกับภาพสยดสยองตรงหน้า รอยเลือดอีกรอยหยดเป็นทางไปอีกด้านทันที

“ธรรม์” จู่ๆ เสียงของแมทก็เปลี่ยนไป ดูเหมือนเขาเพิ่งนึกอะไรออก

“พวกทีน่า...” ธรรม์พูดออกมา ในเมื่อไม่มีจุดไหนแล้ว จุดเดียวที่มีคนก็คือจุดเก็บรถสำหรับอพยพ ในใจของแมทก็สังหรณ์มาตั้งแต่แรก

“ถ้าพวกที่เข้ามาคือคนที่เคยอยู่ที่นี่ล่ะ คือพวกของคุณสมิทธิ์ โจ เคน พวกนี้รู้จักทุกซอกทุกมุมอยู่แล้ว...” แมทเปรยขึ้น ใจเขานั้นเชื่อไปแล้วส่วนหนึ่ง

 

ไม่ได้การล่ะ...

 

แมทรีบนำธรรม์ไปยังจุดที่นัดกับทีน่าไว้ทันที

..............

 

รอยเลือดบนพื้นบวกกับความวังเวงของห้างในเวลาใหล้จะปิดแบบนี้ ทำให้รติญากับชายหนุ่มที่เธอเพิ่งเจอเมื่อไม่กี่นาทีก่อนถึงกับชะงัก กลิ่นไม่ดีบางอย่างกำลังเกิดขึ้นในไฮเปอร์มาร์เก็ตที่พวกเขากำลังซื้อของอยู่

 

“เรียนลูกค้า อีกสิบห้านาทีเฟิร์สซูเปอมาร์เกตจะปิดให้บริการสำหรับวันนี้ค่ะ...”

 

เสียงที่ตั้งไว้อัตโนมัติทำให้ทั้งสองคนมองหน้ากันเล็กน้อย รติญาเลือกที่จะเดินตามรอบเลือดไปขณะที่ชายหนุ่มอีกคนกลับหันหลัง

“ผมว่าอย่าไปดูเลย รีบจ่ายเงินแล้วไปจากที่นี่ดีกว่า” เขาบอกเธอ แต่เหมือนหญิงสาวจะไม่สนใจ “อย่าทำอะไรโง่ๆ เลย ไม่ได้ดูข่าวหรือไง”

“แล้วถ้ามีคนบาดเจ็บล่ะ ไม่ต้องช่วยเขาเหรอ” รติญาแย้ง รู้สึกไม่ชอบใจคนตรงหน้านักที่หาว่าเธอทำอะไรโง่ๆ

“ก็ไปแจ้งพนักงานว่ามีเลือดแถวนี้ให้เขามาดูสิ” เขาบอก แต่เหมือนว่าเธอจะไม่สนใจนักยังคงเดินไปจนเกือบสุดเชลฟ์วางของ

หมับ

มือของชายหนุ่มจับเธอไว้ ท่าทางของคนแปลกหน้าอย่างเขามองเธอราวกับรำคาญ

“อย่าทำอะไรบ้าๆ น่า” เขาบอกอีกครั้ง

 

ตึ้งๆๆๆๆ!

เสียงของหล่นดังรัวมาจากเชลฟ์ข้างๆ ฝั่งเดียวกับที่รอยเลือดนั้นหายเข้าไป สองหนุ่มสาวที่กำลังเถียงกันถึงกับสะดุ้ง

เคร้ง...!

เสียงของหล่นดังใกล้เข้ามาทุกขณะ ชายหนุ่มจับต้นแขนเธอแล้วค่อยๆ ถอยหลังเล็กน้อย รติญาเองก็เริ่มจะถ่อยร่นแต่โดยดี ยิ่งเมื่อเสียงของหล่นดังมาจนใกล้กับทางเข้าเชลฟ์ ก่อนที่มืออันเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดจะโผล่ออกมาให้เห็ยเป็นอย่างแรก

“ชะ... ช่วย... ด้วย”

ร่างของเด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่งเดินเซจากเชลฟ์อีกฝั่ง ที่ท้องของเธอมีรอยแผลจากการถูกบางสิ่งแทงเข้าไปจนเป็นรู สีหน้าไม่สู้ดี ทำท่าจะล้มต่อหน้าทั้งสอง รติญารีบรับร่างนั้นไว้

“มันติดกันทางเลือดนะ” ชายหนุ่มแปลกหน้าเอ่ยเสียงนิ่งๆ แววตาเขาเหมือนจะห่วงอยู่บ้างแต่ไม่แตะต้องเด็กสาวแม้แต่น้อย

“ทางแผลกับเลือด” รติญาตอบ “เธอไม่ได้ติดเชื้อหรอนะถ้าจะกลัวเรื่องนั้น อีกอย่างเรายังไม่รู้เลยว่าเกี่ยวกับพวกติดเชื้อไหม” เธอพูดพลางมองเชลฟ์ว่ามีอะไรพอจะเอามาห้ามเลือดจากแผลของเด็กสาวได้หรือไม่

“ชะ... ช่วยพ่อหนูด้วย” ร่างเล็กในอ้อมกอดของรติญาเอ่ยขึ้นทั้งน้ำตา มือข้างหนึ่งดึงเสื้อของหญิงสาวรั้งไว้ราวกับจะขาดใจ ทั้งที่เจ็บปวดสุดจะทน อีกมือก็ชี้ไปยังฝั่งที่เธอมา รติญาหันไปหาชายหนุ่มที่เอาแต่ยืนนิ่ง บอกด้วยเสียงกร้าว

“ช่วยไปตามพนักงานมาได้มั้ย!

“อะ อืม” ชายหนุ่มบอก เขาจะข้ามร่างของเด็กสาวไปก็เกรงใจ หันหลังจะไปตามพนักงานมาช่วยอย่างที่รติญาบอก  แต่ที่สุดเชลฟ์นั้นเอง ชายหนุ่มมองเห็นร่างของพนักงานประจำแผนกคนหนึ่งยืนแสยะยิ้ม ใบหน้าซีดเซียว ดวงตาที่เคยมีสีขาวดำแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ มือข้างหนึ่งถือไม้นวดแป้งที่เกรอะกรังไปด้วยคราบเลือด

“สวัสดีครับคุณลูกค้า รับอะไรเพิ่มดีครับ” พนักงานชายคนนั้นเอ่ยเสียงเรียบแต่รอยยิ้มเจ้าเลห์ ก่อนที่เขาจะฟาดไม้นวดแป้งไปที่ชั้นวางอาหารกระป๋องอยากแรงจนมันปลิวกระเด็นมาเกือบถึงจุดที่รติญาอยู่ หญิงสาวก้มหลบลงมาบังร่างของเด็กสาวที่กำลังจะเลือดไหลจนหมดตัว

“ทำอะไรสักอย่างได้ไหม” รติญาถาม เมื่อเป็นแบบนี้แล้วชายหนุ่มคนเดียวที่อยู่กับเธอก็มองหาอะไรสักอย่างที่จะทำให้เขารอดไปจากที่นี่ได้

.......................................

 

อีกด้านหนึ่งของ “บ้าน” รถสำรองมีเตรียมไว้ฉุกเฉินนั้นมีด้วยกันสองคัน  ทีน่าให้คนอื่นๆ นั่งคันแรกออกไป ส่วนเธอกับภาคจะรอแมทและธรรม์อยู่บนรถอีกคัน หญิงสาวนั่งอยู่ตรงเบาะคนขับปล่อยให้ภาคนั่งเซ็งอยู่ที่เบาะหลัง

“เราไปช่วยเขากันดีกว่า” พลิกตัวไปมาจนเบื่อ ภาคก็เปรยขึ้นด้วยสีหน้าตึงเครียด ฟังแล้วหญิงสาวก็อดขำกับความใจสู้ของเขาไม่ได้

“ไปตอนนี้ก็ไม่รู้เขาอยู่ไหน ถ้าหาไม่เจอ หลงกันเป็นภาระนะ”

“ไม่หร๊อกกกก” ภาคยักคิ้ว “ผมลุยมาแล้ว”

ท่าทางของเขาดูราวกับพระเอกหนังบู๊ไม่มีผิด เธอได้แค่ยิ้มน้อยๆ รู้ดีว่ายิ่งห้ามก็ยิ่งยุ

แล้วบางสิ่งกลับเรียกความสนใจจากทั้งสองมากกว่า...  เสียงเปิดประตูโรงรถฉุกเฉินค่อยๆ เปิดออก ทีน่ากับภาคยิ้มเมื่อคิดว่าพวกธรรม์กลับมาแล้ว หากแต่คนที่ยืนอยู่ตรงหน้ากลับไม่ใช่คนที่นึกเอาไว้

“สมิทธิ์...”

ทีน่าตาค้าง เรียกชื่อนั้นออกมาอย่างเลื่อนลอย เมื่อเธอเห็นว่าคนที่ปรากฏตรงหน้านั้นกลับเป็นหัวหน้าของที่นี่ซึ่งหายตัวไปเมื่อสองวันก่อน แค่เพียงแวบแรกที่เธอสบตาก็รู้ทันทีว่าเขาไม่เหมือนคนเดิม เมื่อเป็นแบบนั้นเธอจึงลงมือสตาร์ทเครื่องทันทีจนภาคแย้งขึ้น

“เฮ้ พี่ทำอะไรอะ พวกเราต้องรอพี่สองคนนั่นนะ”

“พร้อมไว้ก่อนดีกว่า ดูข้างหลังสิ” เธอบอก เด็กหนุ่มจึงขยับตัวหันไปมองด้านหลัง ร่างของสมิทธิ์ในชุดแบบเดียวกับวันที่เขาหายตัวไปเดินเข้ามา

“เหวอ เอาไงดีๆ” พอเห็นของจริงปุ๊บภาคก็ถามเสียงสั่นขึ้นมา

เพล้ง!!!

ยังไม่ทันที่ทีน่าจะได้ตอบอะไรเขา เก้าอี้เหล็กพับได้ก็ลอยมาอย่างแรงกระทบกระจกข้างคนขับอย่างจังส่งเสียงกระจกแตกดังสนั่น สองหนุ่มสาวก้มลงแทบไม่ทัน แรงเหวี่ยงแบบไม่ยั้งไว้ทำให้เก้าอี้เหล็กบุบค้างอยู่คาหน้าต่างรถแบบนั้น ทีน่าเงยหน้าขึ้นเพื่อจะมองว่าใครโยนมา

 

โจ...

ร่างของเพื่อนร่วมทีมที่หายไปอีกคนเดินมาจนถึงประตูข้างคนขับ เขาดึงเก้าอี้ที่ตัวเองเหวี่ยงมาออก ก่อนจะปลดลอคแล้วเปิดประตูเข้ามา

“เฮ้ย อะไรวะ”  ภาคร้อง มองหาของที่จะจัดการกับผู้ซึ่งมาคุกคามพวกเขา โดยไม่ทันมองว่ามือของโจเอื้อมมาปลดลอค แล้วเคนก็เป็นฝ่ายเปิดประตูก่อนจะลากร่างของภาคที่โวยวายดิ้นไม่หยุดออกมา

 

ปั้ง!!!

ธรรม์วิ่งเข้ามาพร้อมกับเล็งปืนยิงเข้าที่แขนข้างหนึ่งของเคนอย่างแม่นยำจนปล่อยภาคออก เลือดกระเด็นมาโดนเนื้อตัวของเด็กหนุ่มจนเขาต้องถอยร่นด้วยความตกใจกลัวว่าตัวเองจะติดเชื้อ เคนที่ถูกยิงทำหน้าไม่รู้สึกเจ็บใดๆ เดินเข้าไปหาภาคอีกครั้ง ธรรม์เห็นดังนั้นก็จะเล็งยิง ติดแต่ว่าเขาเหลือบไปเห็นร่างของสมิทธิ์ยืนอยู่ข้างๆ และกำลังเอากระบองฟาดหน้ามา ชายหนุ่มหลบไม่ทันเสียแล้ว

 

ผลั่ก

ไม้กระบองฟาดเข้าเต็มสะบักหลังจนปืนกระเด็นจากมือธรรม์ สมิทธิ์ตั้งใจตีซ้ำอีกครั้ง แต่ธรรม์กลิ้งตัวหลบ เขาหันไปเห็นว่าแมทวิ่งเข้าไปช่วยภาคแล้ว ตัวเองจึงหาทางหลุดให้พ้นจากสมิทธิ์ ดูเหมือนว่าอดีตหัวหน้าของที่นี่จะมีดีพอตัว เพราะไม่ว่าจะทำอย่างไรธรรม์ก็เหมือนจะสู้ไม่ได้ เขากลิ้งหลบกระบองอยู่หลายครั้งจนกระทั่งตั้งหลักลุกไหว

 

ปั้ง!

เสียงปืนดังขึ้นอีกนัด มันคือปืนในมือของทีน่า เธอยิงโจทันทีที่ตัวเองหยิบปืนที่เหน็บเอวได้ ปืนเจาะเข้าที่กะโหลกของโจอย่างแม่นยำ แต่ในเวลาเดียวกันเสียงปืนก็ทำให้ธรรม์ละสายตาจากสมิทธิ์ มีดพกที่อดีตหัวหน้าถือจึงแทงเข้าที่ไหล่ซ้ายของเขา

 

โอยยย...

 

ชายหนุ่มรู้สึกได้ถึงแรงที่กดลงมากับความเย็นเฉียบของโลหะที่แทงเข้าเนื้อ ความรู้สึกนี้ทำให้ธรรม์เซไป ได้ยินเสียงมิทธิ์หัวเราะ

“หัวหน้าคะ เกิดอะไรขึ้น ทำไมเป็นแบบนี้”

ทีน่าเปิดประตูออกมาถาม ปากกระบอกปืนก็เล็งที่สมิทธ์ไว้ ตั้งใจว่าหากเขายังไม่หยุดทำร้ายธรรม์ เธอจะยิงเขาอย่างไม่ลังเล สมิทธิ์ไม่ได้มีอาการกังวลใดๆ แม้แต่น้อย

“มันเกิดอะไรขึ้นกับหัวหน้ากันแน่”

แมทเดินเข้ามาถามหลังจากที่เขาแทงเคนจนตายทั้งที่ไม่อยากทำ  แต่เคนเองก็จะทำร้ายเขาไม่ต่างกัน และแม้ว่าเขาจะอยากรู้แค่ไหน แต่สมิทธ์ที่อยู่ตรงนี้ก็ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป เขาไม่ได้รับฟังเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่ต้องการเวลานี้กลับกลายเป็นการได้เห็นใส้ในของธรรม์

ร่างของอดีตหัวหน้าเงื้อมีดอีกครั้งเพื่อจะจ้วงแทงอีกครั้ง นั่นทำให้ทีน่าตัดสินใจยิงใส่เขาแม้เธอจะไม่อยากทำเลยก็ตาม...

.........................

 

 

วูบ...

ไม้นวดแป้งหนักๆ ถูกฟาดกลางอากาศเฉียดศีรษะของกวีเพียงเล็กน้อย เขารู้สึกได้ถึงลมที่พัดผ่านตัวไป หากไม่ติดว่ามีคนเจ็บอยู่ด้วยเขาคงฉุดมือสาวสวยคนข้างๆ หนีออกมาจากตรงนั้นแล้ว เมื่อเป็นแบบนี้ก็คงไม่เสียแรงที่ตัวเองเรียน ร.ด. มา

“พาคนเจ็บไปก่อนเลย” กวีบอกพลางหยิบของบนชั้นขว้างใส่พนักงานติดเชื้อคนนั้นเป็นระยะตามที่เขาถอยร่น เพิ่งรู้เหมือนกันว่าคนที่ติดเชื้อจะแรงเยอะมากขนาดนี้ ในที่สุดเขาก็กว้างอาหารกระป๋องจนสลบไป

“เธอตายแล้ว” รติญาเอ่ยด้วยสีหน้าสลดหดหู่ รู้สึกบอกไม่ถูกกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า แต่ท่าทางอีกฝ่ายจะไม่มีเวลาคุยกับเธอเสียแล้ว ชายหนุ่มกำลังจะเสียหลักล้มพร้อมกับร่างติดเชื้อที่กำลังพุ่งตรงเข้ามาหา รติญาเห็นก็ค่อยๆ วางศีรษะของร่างไร้ล้มหายใจของเด็กสาว แล้วเป็นฝ่ายดึงให้เขาวิ่งหนี

 

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด!!!

เสียงร้องดังมาจากจุดอื่นในไฮเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้ การแพร่ระบาดเป็นไปอย่างรวดเร็วกว่าที่เขาและเธอจะจินตนาการถึง เมื่อเธอพาเขาออกมาจากตรงนั้นแล้ว สิ่งแรกที่นึกออกคือต้องรีบไปให้พ้นจากที่แห่งนี้ ร่างซีด นัยน์ตาโปนแดงของพนักงานคนนั้นก็ยังวิ่งไล่เข้ามา

 

เรียนลูกค้าทุกท่าน ขณะนี้ทางห้างได้ปิดให้บริการสำหรับวันนี้แล้ว ขอบคุณที่มาใช้บริการค่ะ

 

“เฮ้...! ไม่เห็นคนหรือไง จะปิดประตูตอนนี้ไม่ได้นะ” กวีตะโกนอยู่หลังรติญา กึ่งวิ่งกึ่งเดินไปบอกพนักงานที่เฝ้าด้านหน้า แต่เมื่อวิ่งไปจนถึงแล้วกลับไม่เจอใครอยู่ที่ประตูหรือที่เคาน์เตอร์เลยสักคนสิ่งที่เขาเห็นในเวลานี้กลับเป็นร่างของหนักงานหญิงที่แคชเชียร์กำลังทุรนทุราย ได้ยินเสียงร้องของลูกค้าที่มาใช้บริการจากที่ไหนสักแห่ง กวีทนไม่ไหวเขาคว้าร่มด้ามเหล็กที่อยู่ตรงชั้นฝากของฟาดแสกหน้าพนักงานติดเชื้อที่ยังตามราวีไม่เลิก ฟาดซ้ำแล้วซ้ำอีกจนตาย

“จะออกไปทางไหนดี” รติญาถามขึ้น อีกฝ่ายส่ายหน้า

“หาของจำเป็นไว้ป้องกันตัวเธอ คุณ เอ่อ...”

“รัน” หญิงสาวบอก ต่างเดินเช็คจนแน่ใจว่าประตูอัตโนมัติทั้งหมดถูกปิดแล้ว และอีกไม่นาน ไฟที่สว่างจ้านี่ก็คงจะดับลงเช่นกัน

“ผมชื่อ กวี” ชายหนุ่มบอก มองรอบๆ อย่างระมัดระวัง  

กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง พื้นที่กว่าห้าไร่ของที่นี่กำลังกลายเป็นห้องปิดตายที่ฆ่าได้ทุกๆ คน

.................

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

111 ความคิดเห็น