Parasite : ปรสิตสังหาร 3 จบภาค (ชุด สัญญาณวันสังหาร)

ตอนที่ 20 : เล่ม 3 ตอนที่ 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 174
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    5 ส.ค. 55

3

 

 

นอกเมืองหลวงฝั่งตะวันออก... ที่ซึ่งอยู่คนละด้านกับฝั่งที่มีการแพร่เชื้อปรสิต คฤหาสน์หลังงามถูกสร้างตามแบบฉบับตะวันตกบนนเนื้อที่กว่าสิบไร่เป็นของตระกูลเจมส์แลงดอนภายใต้ชื่อของแดนไท อักรา เฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งกำลังลงจอดที่ด้านบนดาดฟ้าคฤหาสน์ ชายร่างท้วมท่าทางฐานะดีเดินลงในชุดสูทสีขาวตัดกับผิวคล้ำของตน ใบหน้าเจ้าเล่ห์กำลังยิ้มร่าด้วยความพอใจ เขาคือ คาร์ลอส มัวร์

“จัดการเรียบร้อยไหม”

“ครับท่าน” ชายคนที่มารับเอ่ยตอบเป็นภาษาเดียวกันกับเขา

“ดี... ทีนี้ก็เหลือเรื่องให้ทำไม่เยอะ หน้าที่ของฉันคือการกำจัดพวกต่อต้าน ตอนนี้ในเมืองไทยคงจะเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว” หน้าตาของมหาเศรษฐียามนี้ดูมีความสุข จนกระทั่งเสียงของลูกน้องคนสนิทขัดขึ้น

“แต่ก็มีคนหนีไปได้นะครับ”

“อย่างนั้นเหรอ” สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย “ใครกัน...”

ลูกน้องของเขาจึงพาเขาไปยังฝ่ายควบคุมโทรทัศน์วงจรปิด แต่ละคนเมื่อเห็นว่าคาร์ลอสมาถึงแล้วพวกเขาก็คำนับแทบไม่ทัน

“เอาภาพให้ท่านดูสิ” ชายคนที่พาเขาเข้ามา เอ่ยปากออกคำสั่ง คนที่เหลือก็ทำตามอย่างว่าง่าย

“เราได้เริ่มทำตามแผนที่ท่านให้มา ตั้งแต่การปล่อยให้เชื้อแพร่กระจายในที่ชุมชน จนถึงการหาตัวของขบวนการต่อต้าน และพวกเราสามารถจับสมิทธ์ หัวหน้ากลุ่มต่อต้านกับพวกได้ ผมจึงฉีดเชื้อเข้าในกระเลือดของพวกเขาแล้วให้รถตู้คันเดิมนำไปส่งตามที่อยู่ของมันจากจีพีอาร์เอสในรถที่มันใช้ แล้วเราก็ยังติดตั้งกล้องขนาดเล็กไว้ในเสื้อเพื่อดูการทำงานของเชื้อและความสำเร็จ” พอพูดจบเขาก็ส่งสัญญาณให้ลูกน้องรีบเปิดภาพจากกล้องตัวเล็กให้ดู มันเริ่มจากภาพที่พวกเขาฆ่าคนเฝ้าทางเข้า

“กรอไปๆ” ชายคนสั่งการรีบบอก ท่าทางจะไม่อยากดูฉากโหดนัก จนกระทั่งถึงโรงรถที่สุดท้ายซึ่งมีคนเล็ดรอดออกไปได้ คาร์ลอส มัวร์ยื่นหน้าเข้าไปดูใกล้ๆ เพื่อความแน่ใจ โดยไม่คาดคิดว่าเขาจะได้เจอหน้ากับคนที่เขาเคยพบว่าก่อน

 

หมอนั่น...

 

ชายคนที่เขาเสียพนันให้ยังมีชีวิตอยู่ รอดมาจากเกาะอันดามันพาราไดซ์ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้ช่วยเหลือ รวมถึงหญิงสาวอีกคนก็เช่นกัน

“หยุดตรงนี้” คาร์ลอสสั่ง เขามองภาพหน้าชัดๆ ไม่ผิดแน่ที่ว่าผู้ชายคนนั้นเองก็รอดมาได้ ท่าทางจะดวงแข็งเสียจนเขาทึ่ง

“เอาไงกับพวกที่รอดไปได้ครับ...” ลูกน้องถามขึ้น ขณะที่คาร์ลอสเองก็กำลังครุ่นคิด แต่ไม่นานนักเขาก็พอมองเห็นลู่ทาง ชายร่างท้วมหันกลับเพื่อจะไปยังห้องพักของตนเอง การมาที่เมืองไทยครั้งนี้ เขาต้องมาทำสิ่งที่มอบหมายให้เสร็จสิ้น ก่อนที่หนึ่งในสี่ฝาแฝดจะมาเยี่ยมชม...

“ฉันจะจัดการเอง”

 ........................

 

“เอาล่ะ ลองดู”

รติญาไม่คิดเลยว่าชีวิตนี้เธอจะต้องมาหาทางออกจากห้างฯ โดยเฉพาะไฮเปอร์มาเก็ตที่ตัวเองเข้าออกไม่บ่อย ความรู้สึกนั้นไม่ได้อึดอัดอะไร ของกินก็มีเต็มไปหมด เสียแค่อย่างเดียวคือเธอต้องอยู่รวมกับพวกติดเชื้อที่ตอนนี้คงไล่ฆ่าคนข้างในอย่างสนุกสนาน เธอกับเพื่อนใหม่อายุน้อยกว่าอย่างกวี พยายามจะหาทางหนีออกไปจากที่นี่ให้ได้ พสวกเขาไปยังแผนกเครื่องใช้แล้วหยิบพวกด้ามเหล็กติดมือมาอย่างพลั่ว ไม้ถูพื้นเหล็ก ราวเหล็กที่ยังไม่ประกอบ ก่อนที่จะไปหยิบมีดทำครัว กรรไกร กวีหยิบของจำเป็นใส่เป้มาจนเต็ม แล้วพวกเขาก็วิ่งหาทางออกตั้งแต่ชั้นล่างไปยังจุดที่จะเป็นห้องใต้ดิน ประตูทุกบานปิดสนิทจากลอคแบบอัตโนมัติ ห้องควบคุมก็ลอคแล้ว พวกเขาจึงคิดจะพังประตูด้วยของที่มีอยู่

“นับล่ะนะ” รติญาบอก ในมือของเธอเป็นเตาไฟฟ้าชนิดพกพา ส่วนของเขาเป็นเครื่องปิ้งขนมปั้ง

“หนึ่ง สอง สาม”

พอนับจบทั้งคู่ต่างก็ขว้างของในมือลงไปบนบานประตูกระจกส่งเสียงดังปัง แต่ไม่แต่กอยู่ดี

“อะไรกัน ประตูนี่แข็งชะมัดเลย” หญิงสาวดูจะอารมณ์เสีย “มันน่าจะมีเสียงเตือน ไฟฉุกเฉิน ทางออก หรืออะไรสักอย่างสิ”

“นี่เมืองไทยนะคุณ จะให้ทันมสมัยอะไรขนาดนั้น” กวีบอก แล้วหันไปหยิบไม้เหล็กมาฟาดใส่ประตูกระจกหนาๆนั่น แต่ก็ไม่เกิดอะไร จนเหนื่อยหอบ

เสียงจากจุดอื่นๆ เริ่มเงียบจนรติญาชักไม่แน่ใจแล้วว่ายังเหลือใครรอดอยู่ไหม เวลานี้ใครๆ ก็คงอยากทำสิ่งที่ให้ตัวเองอยู่รอดทั้งนั้น พอกวีจะเงื้อมือฟาดประตูด้วยพลั่วอีกครั้งเธอก็รีบจับบ่าห้ามเขาไว้

“มันเงียบเกินไปนะตอนนี้” เธอบอก เขาหยุดชะงัก ลองฟังดูแล้วก็รู้สึกแบบเดียวกัน นั่นคือเวลานี้ทุกอย่างมันเงียบจนเกินไป หลายอย่างประดังเข้ามาในความคิด ทั้งสองหันมองทางโน้นทีนั้นทีเผื่อไว้

“ระวังนะ มันอาจจะกินเราตอนไหนก็ได้” เขาเตือน แต่หญิงสาวกลับงุนงง

“หืมมม?”

“ไม่เคยดูหนังซอมบี้หรือไง เดี๋ยวมันก็กระโจนเข้ามากินเราไง” ชายหนุ่มยังพูดด้วยสีหน้าจริงจัง รติญาไม่แปลกใจสักนิดถ้าคนๆ นี้จะคิดว่าตัวเองเป็นฮีโร่

“นี่นายคิดว่าเราอยู่ในหนังซอมบี้หรือไง คนพวกนี้ไม่ได้จะฆ่าเราเพื่อกินหรอกนะ ข่าวก็บอกไม่ใช่เหรอไงว่ามันเป็นเชื้อปรสิตควบคุมจิตใจให้อยากฆ่า”

“หมายความว่าเราไม่จำเป็นต้องตีหัวมัน”

“อื้อ...” รติญาหรี่ตามอง เริ่มเหนื่อยจะอธิบายคนตรงหน้า “มันก็ตายเหมือนเราตาย”

กวีได้ฟังก็พยักหน้ารับเหมือนว่าเข้าใจ ทั้งที่ความจริงก็ยังงุนงงอยู่บ้างออกแนวผิดหวังเล็กๆ

“มันแพร่เชื้อเร็วเหรอ”

“ช้ากว่าที่มันฆ่าคนเยอะ” เธอบอก “การติดกันคือปรสิตในร่างของคนติดเชื้อแพร่มาที่เรา ระหว่างนั้นมันจะเกิดสองแบบ แบบแรกคือ กลายเป็นฆาตกร แบบที่สอง รับเชื้อไม่ได้ เราตาย”

“ไม่ติดดีที่สุด” ชายหนุ่มสรุปหลังได้ฟัง “ทำไมคุณรู้เยอะจัง”

“ฉันเคยเผชิญหน้ากับมันมาแล้ว” หญิงสาวนึกถึงเรื่องที่อันดามันพาราไดซ์ขึ้นมา เธอไม่คิดเลยว่าเมื่อขึ้นฝั่งแล้วเรื่องจะยังไม่จบไม่สิ้น

“เอาไงต่อดี”

ดูเหมือนว่าพวกเขาจะต้องรอคอยความช่วยเหลืออยู่ในนี้ไปจนเช้า ทั้งที่ไม่อยากให้เป็นแบบนั้น พวกเขาเดินเข้าไปยังฝั่งฟู้ดเซนเตอร์ การหาที่ซ่อนตัวคงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด จุดที่เขายืนอยู่เมื่อครู่นั้นกว้างเกินไป คนจะเห็นพวกเขาชัดจนเกินไป

แล้วสิ่งที่คิดไว้ก็เป็นจริง เมื่อร่างของพนักงานชายวัยกลางคนเผชิญหน้ากับพวกเขา แค่มองหน้าก็รู้แล้วว่าติดเชื้อ รอยยิ้มของมันทำให้ดวงตาแดงก่ำมีเลือดไหลซึมออกมาราวกับน้ำตาเป็นสีเลือด รติญาเองก็ไม่เคยเห็นอาการแบบนี้มาก่อน ร่างนั้นเดินโซเซเข้ามาหาช้าเหมือนกับคนเมาไม่มีผิด กวีตั้งหลักจะวิ่ง กลายเป็นว่าร่างนั้นชะงักเสียเอง

อะ อ้าววว...

ชายหนุ่มแปลกใจ แทนที่ทั้งสองจะตกใจกลัว กลายเป็นทำแค่เพียงถอยหลังเท่านั้น มือของทั้งคู่จับด้ามพลั่วกระชับไว้อย่างมั่นคง กะว่าถ้ามันเข้ามาใกล้กว่านี้ก็คงจะตีไม่ยั้ง

แล้วร่างนั้นก็ล้มลง อาการของคนตรงหน้าดูไม่ปกติ ชายวัยกลางคนเดี๋ยวก็จับปังตอจนแน่น เดี๋ยวก็ปล่อยลง ท่าทางของเขาเหมือนกำลังสู้อยู่กับตัวเอง

“เฮื่อออออออออออ”

เขาร้องออกมาด้วยเสียงในลำคอแปลกๆ จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง แล้วก็ชะงักค้าง อย่างกับควบคุมตัวเองไม่ได้ ร่างกายของเขากำลังสั่นระริก มองดูที่แขนก็เห็นว่าใต้ผิวหนังนั้นมีก้อนบางอย่างกำลังวิ่งตั้งแต่มือขึ้นไปจนหายเข้าไปในแขนเสื้อ

ลิ่มเลือดจำนวนมากกำลังถูกดูดจนท้องป่อง ชายคนนี้มีอาการทั้งสองอย่าง เขาไล่ฆ่าคนได้พักหนึ่งก่อนที่ร่างจะไม่ตอบสนองกับสมอง ทุกอย่างเริ่มไม่สัมพันธ์กันเมื่อเขามีสติ ร่างนั้นกำลังดูดเลือดของตัวเองมาไว้ที่ท้องจนป่อง

 

“ถอยเร็ว!

รติญาบอกพลางจับบ่าของกวีดันไปด้านหลังด้วยความตกใจ สิ่งที่กำลังจะเกิดนั้นเธอเองก็เคยเห็นมาก่อน กวีที่มัวแต่ยืนอึ้งจึงถูกลากอย่างง่ายดาย ชายวัยกลางคนท้องแตกเลือดกระจายต่อหน้าต่อตา เลือดกับเนื้อของเขากระเด็นมาเปรอะกางเกงของกวี ชายหนุ่มมองมันอย่างขยะแขยง ใช้พลั่วเขี่ยมันออก

“หึหึ” เสียงหัวเราะในลำคอดังมาจากข้างหลัง พวกเขาหันไปเห็นหญิงร่างท้วมคนหนึ่งกำลังจะเอากรรไกรแทงรติญา หญิงสาวหลบทันจึงเฉียดผิวหนังไปก่อนที่เธอจะเอาพลั่วตีอีกฝ่ายจนล้ม แล้วเง้อมือจะฟาดซ้ำ

แต่เมื่อนึกว่าความจริงแล้วคนๆ นี้ยังไม่ตายแค่เพียงติดเชื้อเท่านั้น รติญาก็ชะงักไป หญิงร่างท้วมได้โอกาสจึงหวังจะเอากรรไกรแทงขาเธอ แต่กวีฟาดเข้าที่ศีรษะเสียก่อน

“เป็นอะไรไป ทำไมคุณถึงไม่ฆ่ามันเล่า” กวีถามอย่างหงุดหงิด “เกือบถูกแทงแล้วมั้ยล่ะ”

“เค้ายังเป็นคนอยู่เลยนะ อาจเป็นลูกหรือแม่ของใครก็ได้”

“แล้วคุณคิดว่าเขาจะกลับไปเป็นแม่ของลูกได้ไหมล่ะ”

“แล้วถ้านี่เป็นคนที่เธอรักล่ะ เธอจะพูดแบบนี้ไหม” รติญาหันไปถามด้วยสีหน้าเศร้าหมอง “อยู่ๆ ฉันก็คิดขึ้นมาเฉยเลยว่าถ้าหันหลังไปแล้ว คนที่วิ่งกระโจนเข้าหาเรา เป็นคนที่เรารัก เราจะยังฆ่าเขาแบบไม่ยั้งคิดเพื่อเอาตัวรอดได้อีกเหรอ”

ได้ฟังคำของเธอ กวีที่ลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเขาออกมาทำอะไรที่นี่ ก็นึกถึงหน้าสริตาขึ้นมา เมื่อคิดว่าแรกเริ่มเดิมทีตอนเจอรอยเลือด เขาตั้งใจที่จะรีบออกมาเพราะไม่อยากทำให้เธอเป็นห่วง แต่เวลานี้คงจะสายเกินไปเสียแล้ว...

“ทำไมจะต้องพูดน้ำเน่าด้วย” เขาบอกแล้วก็ดันหลังเธอให้เดินออกจากตรงนี้ไปกับเขา “เราไปหาทางออกกันอีกรอบหนึ่งละกัน”

“ไม่ซ่อนตัวแล้วเหรอ” เธอถาม

“ไม่อยากอยู่ที่นี่แล้วไม่ใช่เหรอ” เขาถามกลับ

“อะ อืม” เธอเดินตามหลังชายหนุ่มที่อายุน้อยกว่า ท่าทางของเขาก็ดูพึ่งพาได้ ถึงแม้จะพูดไม่ค่อยเข้าหูบ่อยๆ ก็ตาม

...............................

 

รถยนต์สีดำสนิทที่มีหน้าต่างข้างหนึ่งกระจกแตกเปิดรับลมภายนอก กำลังแล่นฝ่าความมืดไปยังบ้านของหมอโบ๊ต ซึ่งเป็นที่พักอีกแห่งโดยมีทีน่าเป็นคนขับ ตลอดทางนั้นมีแต่บ้านเรือนปิดไฟสนิท พวกเขาไม่เจอคนเดินบนท้องถนน มีรถสวนเป็นระยะ ส่วนใหญ่มุ่งออกต่างจังหวัด ต่างจากพวกเขา

“พวกคุณมีที่อยู่แค่นี้เองเหรอ ผมนึกว่าจะเป็นองค์กรใหญ่ๆ” ธรรม์ถามเมื่อเห็นว่าสุดท้ายต้องย้อนกลับไปที่ไหน

“เมื่อก่อนก็ใหญ่ แต่หลายคนทนไม่ไหว เราไม่ได้มีงบสนับสนุนเยอะ บางคนก็หันไปเชื่ออีกฝั่งแล้ว” แมทบอก

“ทำไมพวกคุณไม่เชื่อ ทั้งที่กำลังเห็นอยู่แล้วว่าโลกเป็นยังไง วันสิ้นโลกกำลังมาถึง” ธรรม์ถามอีกครั้ง ฟังดูเหมือนจะกวนประสาท แต่เขาตั้งใจถามเพราะอยากรู้จริงๆ

“เรารู้ว่าบางที โลกก็อาจถึงจุดที่แย่ที่สุด แต่การเชื่อ... การรับฟังคนที่มีอำนาจเพียงเพราะหวาดกลัว พวกเราทำไม่ได้หรอกค่ะ” ทีน่าเป็นฝ่ายตอบขึ้นเพื่อลดความร้อนแรงของการสนทนากันในครั้งนี้ ดูเหมือนว่าธรรม์จะสงสัยในจุดยืนของพวกเธอไม่เปลี่ยน แม้จะได้อยู่ด้วยกันมาสองวันแล้วก็ตาม

“ฉันกับแมทแล้วก็ทุกคนเป็นแค่คนที่ไม่ต้องการทำในสิ่งที่คนอื่นชักจูง ไม่ว่าโลกจะเป็นอย่างไรเราควรจะมีสิทธิ์เลือกทางเองไม่ใช่หรือคะ”

“แต่ผมว่าพวกคุพี่น่าจะตั้งขบวนการเป็นเรนเจอร์มากกว่า อยากช่วยคนอื่นๆ ด้วย” ภาคที่เงียบฟังก็เอ่ยขึ้นด้วยหน้าตามุ่งมั่น ชูกำปั้นแล้วพูดราวกับตัวเองเป็นฮีโร่ “คิดดูเราจะดังขนาดไหน งานนี้ไอ้พวกนั้นจะได้รู้ว่าต่อกรกับใคร”

โป๊ก!

“โอ้ย เจ็บนะ” ภาคร้อง ธรรม์เขกหัวเขาอย่างแรง สองหนุ่มคู่กัดที่นั่งเบาะหลังหันมามองหน้ากันอย่างเอาเรื่อง

“ฮีโร่อะไร แค่เมื่อกี้สามต่อสี่ยังแทบไม่ไหว” ธรรม์บอก “แล้วพวกเรายังมีใครอีกไหม”

“นอกจากเรากับคนที่หนีแล้ว เมื่อก่อนนี้เราได้เงินสนับสนุนจากบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ตอนนั้นก็ทำเป็นระบบ เรามีเงินทุนพอจะตรวจสอบได้ว่าเรื่องที่เกิดมันมาจากไหนบ้าง แต่ยังไม่เสร็จก็ถูกตัดงบ” แมทเล่าถึงตรงนี้ธรรม์ก็ขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ

“ทำไมล่ะครับ” ภาคถาม

“ลูกชายของเขาตายเพราะช่วยพวกเรา พ่อเขาจึงไม่ต้องการสนับสนุนอีก..”

 

แบบนี้นี่เอง...

 

ธรรม์พอจะเข้าใจ การต่อสู้ของพวกนี้ไม่ต่างจากมดตัวเล็กๆ ที่พยามอย่างสุดกำลังสู้กับแมลงที่ตัวใหญ่กว่า แต่เมื่อไม่มีใครสนับสนุน พวกเขาจึงเหลือเพียงแค่อำนาจต่อต้านที่น้อยนิด

“ผมไม่เคยเชื่อเรื่องที่ใครๆ เขาบอกกันว่ามีกลุ่มคนต้องการทำลายโลก” แมทเอ่ย “วันนั้นที่ผมเห็นลูกค้าตายหมดทั้งร้าน มองเห็นเพื่อนร่วมงานเปลี่ยนไป ผมวิ่งออกมากลางสายฝน เนื้อตัวเปียกปอน แผลที่แขนแสบจนแทบทนไม่ไหว ตอนนั้นผมเจอกับโจ เขาชวนผมมาที่นี่ หลังจากได้ฟังผมคิดว่ามันต้องบ้าแน่ๆ คนพวกนั้นต้องการอะไรถึงได้วางแผนสารพัด ก่อการร้าย โรคระบาด ทำเพื่ออะไร... ทั้งหมดก็เพราะมนุษย์มันมีมากเกินไปแล้วยังไงละ บางประเทศมีเป็นพันล้านคน ทรัพยากรร่อยหรอลง เมื่อมีคนทีมีอำนาจต้องการจัดการ ใครๆ ก็ย่อมก้มหัวให้ ทำตามเพื่อจะได้เป็นส่วนน้อยนิดของคนที่อยู่รอดหลังจากเรื่องทุกอย่างจบ นี่แค่เริ่มต้น เมืองของเราก็กำลังจะพินาศแล้ว”

“เราจะเจอสี่คนนั่นได้ที่ไหน” ธรรม์ถามตรงๆ “ทำไมแค่คนสี่คนทำได้ขนาดนี้”

“พวกเขาไม่ธรรมดา ในพวกเรามีแค่สมิทธิ์ที่เห็น แต่ตอนนี้คงหาคำตอบไม่ได้แล้วล่ะค่ะ” ทีน่าเอ่ย เมื่อนึกว่ามือของเธอเองที่ปลิดชีวิตของหัวหน้า สองมือก็สั่นระริก ใบหน้าแดงก่ำ แมทตบบ่าเธอเบาๆ อย่างเข้าใจ พวกเขาเลี้ยวเข้าหมู่บ้านแล้ว รถกำลังจะถึงบ้านหมอโบ๊ตในไม่ช้า

 

..........................

 

“ไม่มีคน... ไม่มีทางออก... เฮ้อ...”

กวีรู้สึกจนปัญญาเมื่อเขาเดินวนไปวนมาอยู่หลายรอบ บางครั้งก็ได้ยินเสียงจากที่ไหนสักแห่ง เป็นเสียงคนเดินบ้าง เสียงของบ้าง พวกเขาต้องหลบ ถ้าเสียงอยู่ใกล้กวีมักเข้าหาด้วยความอยากรู้ แต่พอจะวิ่งไปดูรติญาก็มักจะดึงไว้แล้วให้ไปอีกทางเพื่อเลี่ยงการปะทะ

“ทำไมข้างนอกถึงไม่มีใครรู้เลยนะ เจ้าของที่นี่น่าจะรู้ น่าจะส่งคนมา” รติญาออกความเห็นตามที่เธอรู้สึก เขาเองก็คิดเหมือนเธอ ทำไมไม่มีความช่วยเหลือใดๆ เลย คนที่ก็หายไปหมด ขนาดพวกรักษาความปลอดภัยทีควรจะมีตลอดคืนก็ไม่มี

“มันแปลกมากเลย” เธอนั่งลงกับพื้นข้างเคาน์เตอร์คิดเงินแผนกเครื่องสำอางค์ กลิ่นในนี้ไม่ค่อยดีนัก กวีเห็นแบบนั้นเขาก็เดินมานั่งข้างๆ รู้สึกแย่ไม่ต่างกัน

“ถ้าพรุ่งนี้เช้าไม่มีคนมาเปิดเราจะทำยังไง”

“มันต้องมีทางออก” เขาบอกอย่างมุ่งมั่น เปิดเป้ออกแล้วหยิบขนมมาเปิดถุง ยื่นให้เธอ ทั้งสองมองมือตัวเองแล้วเขาก็เดินไปหยิบขวดเจลล้างมือที่อยู่ใกล้ๆ มาให้ล้าง เมื่อต้องติดอยู่สองคนแบบนี้เธอกับเขาก็คงต้องทำความรู้จักกันบ้าง

“นายเรียนชั้นอะไรแล้ว” เธอถาม กวีเกือบจะหัวเราะออกมากับคำว่าชั้นอะไร ผมเขาก็ไม่ได้เกรียนแล้วสักหน่อย

“กำลังจะขึ้นปีสอง คุณล่ะ”

“ฉันเป็นนางแบบ เคยเป็นน่ะ” หญิงสาวนึกแล้วก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้กลับไปทำอีกครั้ง เธอหันไปมองอีกทีชายหนุ่มก็ดูขัดเขิน คุยกับเธอแต่มองอย่างอื่น

“ถึงว่า หน้าตาคุ้นๆ”

“จำได้ด้วย” หญิงสาวยิ้ม คำว่านางแบบทำให้คนตรงหน้าเปลี่ยนไปเพราะความเขินเสียอย่างนั้น

“ก็แค่คุ้นๆ เขาพูดพลางเปิดขวดน้ำส่งให้ หญิงสาวรับมา สายตาเหลือบเห็นตรงเลือดที่เปรอะกางเกงยีนส์ของเขาแล้วแทบจะกรีดร้อง

“อะไรน่ะๆ!” เธอร้องอย่างตกใจ เขาพลอยตกใจตาม รีบมองทันทีว่ามีอะไร

สายเล็กๆ เหมือนเส้นด้ายสีแดง ยาวขนาดเท่านิ้วก้อยกำลังขยับอยู่ตรงก้อนเลือดที่เปรอะติดกางเกงของเขา มันตะเกียกตะกายมองแล้วไม่ต่างจากพวกใส้เดือนตัวเล็กๆ กวีเห็นก็ผงะ อยากร้องก็ร้องไม่ออก ยิ่งตอนที่มันพยายามใช้หัวดันเข้าไปในผ้ายีน์

“เฮ้ย!!!

กวีราดน้ำในมือใส่กางเกงทันที ทั้งสองกระโดดพรวดขึ้นมายืน หมดอารมณ์จะคุยกัน เจ้าเส้นดายสีแดงไหลตามน้ำลงไปกอง ก่อนที่จะดิ้นพราดๆ แล้วแน่นิ่งไป

“ไอ้ตัวนี้แหงๆ เลยที่มันเข้าไปอยู่ในเรา” กวีบอกอย่างขยะแขยง ได้เห็นกับตายังอดกลัวจนขนลุกไม่ได้ รจิญารีบมองร่างกายของเธอว่ามีติดแบบนี้หรือไม่

“อยากออกไปจากที่นี่จัง” เขาบ่น หยิบโทรศัพท์มือถือที่ไร้แบตออกมาจากกางเกง ใส่ในกระเป๋าสะพายแล้วเดินต่อไป ไม่มีอารมณ์นั่งที่นี่แล้ว

รติญามองขึ้นไปด้านบน ที่เพดานสูงนั่นมีปล่องอยู่หลายอัน

“กวี” เธอเรียกแล้วชี้ขึ้นไปให้เขาดู

“ช่องลมไง ช่องแอร์”

........................

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

111 ความคิดเห็น

  1. #103 อีโรติก (@apinyaamy) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2555 / 20:30
    ลุ้นต่อไปค่ะ>< มาต่อเร็วๆนะค่ะ กำลังสนุกเลย
    #103
    0