Parasite : ปรสิตสังหาร 3 จบภาค (ชุด สัญญาณวันสังหาร)

ตอนที่ 18 : เล่ม 3 ตอนที่ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 145
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    19 ก.ค. 55

1

 

เช้าหลังวันวาเลนไทน์ปี 2012

“นี่ๆ รอฉันด้วยสิ กวี”

เสียงใสๆ ของเพื่อนร่วมห้องดังขึ้นเมื่อกวีกำลังจะเดินกลับบ้าน หลังเลิกเรียนวันนี้อากาศดูหม่นๆ ชอบกล เขาไม่คิดว่าสริตาจะเรียกไว้ เธอเป็นคนขี้อายและแทบจะไม่เคยคุยกับเขามาก่อน กลับเรียกเสียงดัง เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว มันเป็นครั้งแรกที่เธอเดินเข้ามาทักทาย และเธอเองก็คงเพิ่งรู้สึกตัวเหมือนกันว่าทำอะไรพลาดไปเสียแล้ว ไม่ควรตะโกนเรียกเขาแบบนี้

“ว่ายังไง”

เมื่อเทียบกันแล้ว เสื้อนักเรียนที่หลุดลุ่ยออกมานอกกางเกงกับกระเป๋านักเรียนแฟบๆ ของเขา ดูช่างเป็นนักเรียนคนละประเภทกับชุดนักเรียนที่เป็นระเบียบทุกกระเบียดนิ้วรวมไปถึงกระเป๋านักเรียนใบโตที่เต็มไปด้วยหนังสือของเธอ

“เอ่อ คือ...” เด็กสาวหลบตาเขาอย่างเขินอายก่อนจะส่งกล่องชอคโกแลตในมือให้เขา

“เมื่อวานนายไม่มาโรงเรียน ฉันเลยเก็บไว้ให้”

กวีมองเจ้ากล่องสีแดงรูปหัวใจผูกโบว์ที่โชว์รูปไวท์ชอคโกแลตด้วยความงุนงง พร้อมกับชี้มือมาที่ตัวเอง

“ให้ฉันน่ะนะ???”

“อย่าเข้าใจผิดสิ ฉันก็ให้เพื่อนทุกคนนั่นล่ะ” เธอรีบบอก แต่ดูเหมือนจะเป็นการพูดแก้เก้อเสียมากกว่า เพราะใบหน้าแดงระเรื่อนั่นมันฟ้องว่าเธอคิดอะไร...”

“ขอบใจ” เขารับมา แล้วหญิงสาวก็รีบหันหลังจะเดินกลับทันทีด้วยความเขินอาย

“เดี๋ยวสิ เธอน่ะ...” กวีเรียกไว้ สริตาจึงหยุดเดิน

“ให้ฉันไปส่งนะวันนี้ แล้วต่อไปนี้เธอต้องติวหนังสือให้ฉันด้วยนะ ถ้าปีนี้เอนทรานซ์ไม่ติดฉัน”

“นี่คำขู่เหรอเนี่ย” เด็กสาวทำหน้าพิศวง แต่เด็กหนุ่มยิ้มกว้างอย่างขี้เล่น และนั่นเป็นรอยยิ้มแรกของกวีที่ทำให้สริตาแน่ใจตัวเองว่าเธอกำลังหลงรักเพื่อนคนนี้เข้าแล้วจริงๆ...

 

..............

 

 

หลังวันวาเลนไทน์ 2013 ได้สามวัน...

 

“ผ่านไปสามวันแล้ว นับตั้งแต่เชื้อปรสิตได้แพร่ระบาดห่างจากเมืองหลวงไปเพียงยี่สิบหกกิโลเมตรจนลุกลามเข้ามายังย่านกลางเมือง ทหารพยายามปิดล้อมพื้นที่เพื่อไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อและมีผู้ติดเชื้อเล็ดลอดออกไปยังบริเวณอื่น แต่ขณะนี้ยังมีรายงานเข้ามาว่าเกิดการระบาดอีกหลายพื้นที่แม้ ทางการยังไม่ออกมายืนยันเรื่องการควบคุมรวมถึงชี้แจงให้ประชาชนรับทราบ ทั้งนี้ขอให้ประชาชนอย่าแตกตื่นและอยู่ในความสงบ และเตรียมพร้อมสำหรับกรณีที่เกิดโรคระบาดร้ายแรง ซึ่งกำลังกระจายตัวออกไปเกือบทั่วทุกภูมิภาคของโลก... และ”

“โรคระบาดงั้นเหรอ นี่มันวันโลกแตกต่างหากล่ะ อยู่ๆ คนก็เป็นโรคจิตฆ่าคนอื่นแบบนี้” เสียงของภาคโพล่งขึ้นมาทั้งๆ ที่ฟังข่าวจากวิทยุยังไม่จบ ธรรม์ซึ่งนอนฟังอยู่อีกเตียงถึงกับไปหาเด็กหนุ่ม หรี่ตามองอย่างไม่ชอบใจนักที่มาพูดจาขัดจังหวะการฟังข่าวของเขา นึกในใจว่าไม่น่าพาหมอนี่มาด้วยเลยจริงๆ น่าจะไว้กับภากรตั้งแต่แรก

นี่ก็สองวันมาแล้วที่พวกเขาติดอยู่ที่นี่...

นับตั้งแต่ธรรม์ได้เจอกับทีน่าอีกครั้ง ชายหนุ่มก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ต้องดิ้นรนไปไหน เขาหยุดการเดินทางอันไร้จุดหมายเอาไว้ เวลานี้เขาตกปากรับคำว่าจะช่วยพวกคนที่นี่ในการหาต้นเหตุที่แท้จริงของการแพร่ระบาดเจ้าปรสิตที่เปลี่ยนนิสัยและค่อยๆ กัดกินโฮสต์ตัวเองจนถึงตาย

ปรสิตเหรอ...

ธรรม์จำครั้งแรกที่เห็นศพตรงทางเดินได้ จำสัมผัสที่ดึงมันออกมาจากร่างของเบน เด็กหนุ่มเคราะห์ร้ายที่เกือบตายเพราะมัน เขาคิดไม่ถึงว่าเจ้าเส้นเล็กๆ ยาวเท่านิ้วก้อยแต่แข็งแรงนั่นจะสามารถฆ่าคนตัวโตๆ และยังสั่งให้คนฆ่ากันเองได้ ไม่อยากคิดเลยว่าโลกใบนี้จะเป็นอย่างไรหากไม่มีทางกำจัดมัน

นี่มันคล้ายกับ Zombie apocalypse เข้าไปทุกที (เชิงอรรถ : หมายถึง คำทำนายวันสิ้นโลกที่เกิดจากผีดิบซอมบี้ที่กินคนและติดเชื้อจนควบคุมไม่ได้ เป็นคำเรียกติดมาจากการ์ตูนและภาพยตร์หลายเรื่องที่โยงซอมบี้กับคำทำนายของศาสนาคริสต์เข้าไว้ด้วยกัน)

 

พรึ่บ...

อยู่ๆ ไฟก็ดับลงก่อนที่ไฟฉุกเฉินสีส้มจะทำงาน ธรรม์ได้ยินเสียงสบถอย่างเซ็งในอารมณ์ของภาคที่กำลังนอนเล่นสมุดเกมอยู่บนเตียงอีกฝั่ง ตั้งแต่เป็นรูมเมทกันกับเจ้าเด็กหนุ่มขี้โวยวาย ธรรม์รู้สึกนอนไม่ค่อยหลับได้แต่ขยับตัวไปมารอให้ไฟเปิด

พี่ว่าเราต้องอยู่แบบนี้อีกนานป่ะ เด็กหนุ่มที่นอนกระดิกขาถามขึ้น 

ไม่รู้สิ ฉันก็เดาไม่ได้ธรรม์สอดมือเข้าไปข้างใต้หมอนหนุนของตนเองเพื่อให้แน่ใจว่าปืนสั้นที่พวกของทีน่าให้ไว้นั้นยังอยู่ดี แม้แต่เวลานอนอย่างนี้พวกเขาก็ยังต้องสวมชุดที่เตรียมพร้อมรับมือกับเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นมาเมื่อไรก็ได้

ผมอยากกลับไปเจอพี่ภากรมากกว่า เด็กหนุ่มเปรย น้ำเสียงดูเศร้าลงไปจนเห็นได้ชัด

อืม งั้นเราไปกัน

จริงอ้ะ!” หนุ่มน้อยร้องอย่างดีใจพลางขยับหมุนตัวมาทางธรรม์ มองเขาด้วยดวงตาเป็นประกาย

พรุ่งนี้ไง บอกทีน่าว่าจะไปหาภากร คงไม่เป็นไรหรอก ธรรม์นึกถึงบ้านอีกหลังที่พี่ชายของภาคถูกกักตัวอยู่ เขาเป็นคนพิเศษ เป็นความหวังของคนอื่นๆ เลยก็ว่าได้ เพราะในตัวของภากรนั้นมีแอนตี้พาราไซต์ตัวนี้อยู่และมันสำคัญมากที่เขาตัดสินใจยอมเข้ารับการทดลองเพื่อค้นหาแอนตี้ตัวนั้นในร่างกายของเขา

เพียงแต่ภาคคงไม่สบายใจนักที่ต้องมาติดอยู่ที่นี่ ถ้ารู้แต่แรกบางทีภาคคงจะอยู่กับภากร ไม่นึกสนุกขอมาด้วย และธรรม์เข้าใจความรู้สึกนั้นดี เขาจึงอยากจะพาเจ้าเด็กหนุ่มนี่กลับไปส่งที่เดิม

 

ตึ้ง...!

เสียงบางอย่างดังมาจากชั้นล่าง สองหนุ่มมองหน้ากันก่อนที่ธรรม์จะเป็นฝ่ายลุกขึ้นทำทีจะเดินออกไปดู

ถามพี่ทีน่าก็ได้มั้งพี่ ภาคบอก เขาไม่ค่อยอยากอยู่คนเดียวนักจึงรั้งไว้ ชายหนุ่มนัยน์ตาเขียวสวยพยักหน้ารับแล้วหยิบโทรศัพท์สายภายในกดลงไปยังห้องของทีน่า

................

 

 

บ้าน เป็นชื่อที่สมิทธิ์ตั้งขึ้นเมื่อตอนที่พวกเขามารวมตัวกันใหม่ๆ สมิทธิ์เคยบอกทีน่าว่าเขาโหยหาและต้องการเจ้าสิ่งที่เรียกว่าบ้านมาตลอดนับตั้งแต่เด็ก... และที่นี่ก็เป็นบ้านหลังแรกที่แท้จริงของพวกเขา เป็นส่วนที่เติมเต็ม แม้ว่าพักหลังมานี้งบประมาณที่เคยได้รับจากการเป็นองค์กรพิเศษจะลดลงแต่พวกเขาก็ยังเลือกที่จะอยู่รวมกันไม่ไปไหน

ทีน่ายืนอยู่ในห้องทำงานของสมิทธิ์หลังจากเปิดประตูเข้ามาดูความเรียบร้อย มือยังคงค้างที่ลูกบิดไว้เมื่อสายตามองดูภาพถ่ายรวมอันใหญ่ที่แขวนอยู่หลังโต๊ะทำงานแม้จะมีไฟสีส้มจากห้องฉุกเฉิน กลิ่นกาแฟดำแก้วโปรดยังลอยอ้อยอิ่งอยู่เหมือนว่าเมื่อเช้าหัวหน้าของเธอหายไปไหน

สองวันมาแล้วที่สมิทธิ์หายตัวไป และแม้เธอกับแมทจะตามหาด้วยวิธีใดก็ไม่พบเบาะแสเจ้ารถตู้ประหลาดนั่น หญิงสาวเชื่อมโยงเรื่องรถตู้เข้ากับรถตู้ที่ธรรม์พบตรงสี่แยก มันเป็นรถแบบเดียวกัน

 

กริ๊ง......

เสียงโทรศัพท์สายภายในดังขึ้น ร่างบางขยับรับสายทันทีด้วยความแปลกใจ

“ฮัลโหล”

“คิดแล้วเชียวว่าต้องอยู่ที่นี่ ผมโทรไปหาคุณที่ห้องมาแล้วไม่มีคนรับ” เสียงของธรรม์ดังขึ้น ทีน่าตกใจเพราะไม่คิดเหมือนกันว่าจะมีใครโทรหาเธอในห้องทำงานของสมิทธิ์

“ว่าไงคะธรรม์”

“พรุ่งนี้เช้าผมจะพาเจ้าภาคไปหาพี่ชาย ถ้าไม่บอกคุณไว้คงไม่ดีนัก”

“เหรอคะ...” เสียงดีใจเมื่อครู่ของหญิงสาวดูสลดลงจนเขาเองก็สังเกตได้ เวลานี้ทีน่ายอมรับว่าเธอสับสน การต้องมาดูแลที่นี่แทนสมิทธิ์ ทำให้เธอต้องรับผิดชอบทุกการตัดสินใจ

“ไปด้วยกันไหม” ธรรม์ถามขึ้นเมื่อเห็นว่าเธอเงียบไป เดาไม่ออกว่าหญิงสาวคิดอะไร

“คงไม่ได้ค่ะ เดี๋ยวฉันจะให้แมทไปส่งให้ทัน ...”

 

ตึ้ง!!!

จู่ๆ ก็มีเสียงดังมาจากห้องด้านหน้า ดังชนิดที่ว่าลอดเข้ามาในสายจนธรรม์เองก็ได้ยินด้วย

“เกิดอะไรขึ้น?” เสียงของธรรม์ถามขึ้นแต่เวลานี้ทีน่าเองก็ยังไม่รู้คำตอบแน่ชัด

“แปบนะคะ” เธอบอกก่อนจะวางสาย มือขวาจับปืนซึ่งเหน็บเอาไว้ออกมาถือ ขยับตัวเดินช้าๆ อย่างระมัดระวัง สายตาจับจ้องไปที่ห้องนั้น เสียงดังแล้วเงียบไปทำให้เธอลังเลว่าควรจะกดปุ่มฉุกเฉินเตือนทุกคนดีหรือไม่

...............

 

 

ก่อนหน้านั้นราวยี่สิบนาที

ที่หน้า “บ้าน”  ประตูรั้วเหล็กหน้าที่พักของพวกเขายังคงปิดสนิทมาตั้งแต่พระอาทิตย์ตกดินจนกรทั่งเกือบจะเที่ยงคืนแล้วยังคงเงียบกริบ สองหนุ่มที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านหน้าพูดคุยกันพรำเพรื่อจนเบื่อ สุดท้ายคนหนึ่งก็งีบไป ส่วนอีกคนนั่งอ่านหนังสืออยู่เพลินๆ

จนกระทั่งเขาเพิ่งสังเกตว่าประตูหน้าแง้มออก ร่างสูงวางหนังสือลง ชะเง้อมองโดยไม่ลุกจากเก้าอี้ อีกมือก็สะกิดเพื่อนที่สัปหงกอยู่ให้เงยหน้าขึ้น

“แกๆ ประตูมันแง้มออกได้ไงไม่รู้”

“หืม...” อีกฝ่ายปาดน้ำลายที่ย้อยมุมปาก พลางหรี่ตามองทั้งที่งัวเงีย สายตาของคนเพิ่งตื่นจับจ้องไปที่ประตูนั่นทั้งที่สมองยังเบลอ

“ก็ไปปิดสิ”... เขาตอบแค่นั้น ทำท่าจะสัปหงกอีกรอบจนเพื่อนต้องตบหัวเบาๆ แล้วบ่น

“ไปด้วยกันสิ หลับอู่นั่นล่ะ เวรแกด้วยนะไม่ใช่ฉันคนเดียว เดี๋ยวก็บอกพี่แมทกับทีน่าเลยนี่”

“เออๆ รู้ละน่า” ฝ่ายที่โดนตบกะโหลกหายงัวเงียทันที ก่อนจะขยับตัวและคว้าเอาเสื้อแจกเกตมาสวม ก่อนจะตรวจดูให้แน่ใจว่ามีปืนพกคาดเอวอยู่แล้วเดินตามเพื่อนร่วมเวรออกไปด้วยกัน

ในความมืดและเงียบ ประตูที่แง้มอยู่เพียงคืบก็ดูน่าขนหัวลุกเหลือเกินสำหรับพวกเขา สองหนุ่มอายุยี่สิบปลายๆ มองมันอย่างไม่ไว้ใจ

“แน่ใจนะว่าปิดสนิท ไม่ใช่ลม” คนหนึ่งพูดขึ้น อีกคนพยักหน้า

“ถึงจะไม่ใช่ประตูไฮเทคแต่มันก็ลอคเองอัตโนมัติตลอด ขนาดจะเข้าก็ต้องให้คนข้างในเปิดหรือใช้ลายนิ้วมือนี่นา แล้วถ้าเปิดเอง มันต้องสัญญาณดังแล้วสิ”

นั่นสินะ... อีกฝ่ายเห็นด้วย พลางเดินเข้าหาประตูนั่นอย่างใจเย็น ถนนด้านหน้านั้นเป็นถนนลาดอย่างส่วนบุคคล บ้านของพวกเขาอยู่ลึกเข้ามาในซอยที่ไม่มีใคร กลางคืนที่มีลมพัดอ่อนๆ แบบนี้จึงรู้สึกวังเวงขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

 

คลิก...

เมื่อถึงประตูหน้า พวกเขามองซ้ายขวาอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจ ก่อนจะกดปิดและใส่รหัสไว้อย่างเดิม แล้วหันกลับไปเพื่อนั่งเฝ้าอยู่ในห้องมอนิเตอร์ตามปกติ

ทว่า... เวลานั้นกลับมีร่างของใครคนหนึ่งปรากฏขึ้นในเงามืดด้านขวามือของกำแพง พวกเขาไม่ทันสังเกตมาก่อนว่าตรงนี้จะมีคนยืนอยู่ สัญชาตญาณของพวกเขาบอกว่ามันผิดปกติ จึงชักปืนออกมาพร้อม

“อะไรกัน ทักทายน่ากลัวจริงๆ เลยนะ”

เสียงอีกฝ่ายคุ้นหู ยิ่งเมื่อร่างนั้นก้าวออกมาทั้งสองคนถึงกับตะตะลึงทันทีที่รู้ว่าเป็นใคร

“โจ”

ใบหน้าที่เคยเคร่งขรึมของโจกลับมีรอยยิ้มจางๆ ปรากฏ พวกเขาจำได้ดีว่าโจและเคนนั้นหายไปพร้อมๆ กับสมิทธิ์ตั้งแต่สองวันก่อน จู่ๆ ก็กลับมาแบบนี้ทำเอาทั้งสองตกใจไม่น้อย

“นี่... นาย”

ภายใต้ความสว่างของไฟนีออนที่สาดเข้ามาพอให้มองเห็นนั่นทำให้ทั้งสองรู้สึกได้ถึงความผิดปกติของอีกฝ่าย ด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ใบหน้าที่ซีดเซียว... รวมถึงดวงตาคู่นั้นที่แดงราวกับถูกย้อมด้วยเลือดก็ไม่เหมือนโจสักนิด สองคนนั่นก้าวถอยด้วยความลังเลใจ

“ฉันกลับมาแล้วไงล่ะ” โจบอก เขาก้าวเข้าหาอีกก้าวจนสองคนนั่นต้องเล็งปืนไปหา

“หยุดอยู่ตรงนั้นล่ะนะ” หนึ่งในสองคนเอ่ยเสียงกร้าว แล้วบอกเพื่อน “รีบส่งสัญญาณบอกคนข้างในเร็วเข้า”

ชายคนนั้นกำลังจะทำตามทันที แต่เพียงพริบตาที่จะหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาโทรบอก ใครคนหนึ่งก็ก้าวเข้ามาข้างหลัง

“จำไม่ได้หรือไงว่าเรามีกันสามคน”

ฉึก...

คมมีดแหลมๆ แทงเข้าที่สีข้างจนจุกแทบร้องไม่ออก เช่นเดียวกับอีกคนที่ได้รู้วันนี้ว่าการแทงข้างหลังนั้นมันเจ็บแค่ไหน ร่างของทั้งสองล้มลงทั้งตกใจและเจ็บจนชา ภาพสุดท้ายที่เห็นคือชายอีกสองคนยืนมองอย่างสะใจอยู่ข้างหลัง...

พวกเขาต่างก็มีใบหน้าซีดเซียว ดวงตาแดงก่ำราวกับปิศาจ ความเป็นเพื่อนหรือคนรู้จักไม่มีในประกายตาอันโหดเหี้ยมของทั้งสามคนแม้แต่น้อย

................

 

เพราะเสียงตึงตังเมื่อครู่ ทำให้ทีน่าต้องโทรไปถามที่ป้อมด้านหน้าซึ่งเป็นห้องคุมมอนิเตอร์และดูแลความปลอดภัย แต่โทรอยู่นานสองนานก็ไม่มีใครรับสายสักที จนเธอกังวลใจ

 

เอาล่ะ คงต้องไปดูด้วยตัวเองสินะ

 

ร่างบางจับปืนให้กระชับมือ ก่อนจะหยิบเครื่องมือสื่อสารระยะไกลขึ้นมาแล้วส่งสัญญาณไปหาห้องมอนิเตอร์

“ข้างหน้าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า” เธอพยายามเรียกหลายทีแต่ก็ไม่มีใครตอบกลับมา เริ่มแน่ใจแล้วว่าเหตุการณ์ไม่ปกติ จนได้ยินเสียงดังมาจากห้องรับแขกรวมด้านหน้า ห้องที่อยู่ไม่ห่างจากตรงนี้เท่าไรนัก แล้วเสียงร้องครวญดังขึ้น หญิงสาวรีบรุดออกไปดูทันที

ประตูเปิดออก...

เธอไม่แน่ใจว่าภาพที่เห็นยังควรจะเรียกว่าห้องรับแขกรวมอยู่หรือไม่ เมื่อห้องทั้งห้องเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือด ร่างไร้ชีวิตของเพื่อนร่วมทีมสองคนที่กำลังนั่งดูโทรทัศน์ตั้งแต่ตอนค่ำ เวลานี้กลายเป็นภาพแสนสยดสยอง คนหนึ่งถูกรัดคอกับสายโทรศัพท์ตัวเกร็งแข็งอยู่บนโซฟาลิ้นจุกปาก อีกคนถูกแทงไม่ยั้งจนเลือดสาดกระเซ็นไปทั่วห้องยังนอนชักกระตุกบอกให้รู้ว่าเพิ่งเกิดเรื่องสดๆ ร้อนๆ

หัวใจของทีน่าหล่นวูบเมื่อคิดว่าสิ่งที่ฆ่าเพื่อนของเขานั้นเป็นอะไร ทั้งที่ในใจภาวนาไม่อยากให้เป็นจริง รู้แก่ใจว่ามีเพียงคนในเท่านั้นที่จะสามารถเข้าออกได้โดยพ้นการตรวจจับจากที่นี่ไปได้ ไฟฉุกเฉินสีส้มที่เปิดอยู่ทำให้เธอมองอะไรไม่ถนัดเท่าไร

แล้วเสียงกรีดร้องก็ดังขึ้นจากห้องไหนสักแห่ง มันดังเป็นระยะ จากห้องนั้นไปห้องโน้น คนในทีมของเธอกำลังถูกบางอย่างไล่ฆ่าอยู่ในตึกสลัวแห่งนี้ หญิงสาวเปิดประตูอีกบานเพื่อทะลุไปยังทางเดินขึ้นบันไดชั้นสอง

“เกิดอะไรขึ้น” แมทวิ่งหน้าตาตื่นมาจากห้องครัว ในมือเขามีมีดเล่มใหญ่ ยาวเท่ากับท่อนแขน สีหน้าบ่งบอกว่าสงสัยระคนตกใจ

“ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน”

 

กรี๊ดดดดดดดดดดดด

ลูกทีมผู้หญิงอีกคนกรีดร้อง แมทกับทีน่ารีบพุ่งตัวขึ้นบันได ก้าวฉับๆ ไปยังห้องพักของหญิงสาวคนนั้น แมทเดินนำทีน่าก่อนที่เขาจะถีบประตูออก

แต่พวกเขาก็มาไม่ทัน...

ทั้งที่เขาเพิ่งได้ยินเสียงไม่ถึงนาที แต่ในห้องกลับมีเพียงหญิงสาวผู้โชคร้ายเพิ่งถูกปาดคอกำลังกระเสือกกระสนหายใจต่อไปอยู่บนเตียงของเธอ

“อึ่ก... อึ่ก...”

เธอพยายามดิ้นทุรนทุรายทั้งที่ร่างกายนั้นแทบจะรับไม่ไหว แมทเห็นก็ดึงทีน่าไว้ไม่ให้เข้าไปดู

“เราช่วยอะไรเธอไม่ทันแล้วล่ะ” ชายหนุ่มบอก แล้วเสียงโครมครามก็ดังขึ้นมาจากอีกห้อง หัวใจทั้งสองเต้นระทึก แล้วทีน่าก็วิ่งไปที่ห้องหนึ่งซึ่งเธอห่วงใย

มันเป็นจังหวะเดียวกับที่ภาคเปิดประตูพรวดออกมา ทั้งเขาและเธอต่างตกใจ ดีที่แมทถือมีดในมือ หากเป็นปืนเขาคงตั้งท่ายิงแล้ว

“ตกใจหมด” มองดูก็รู้ว่าภาคตกใจจริงๆ

“เสียงเอะอะอะไร” ธรรม์ที่ยืนอยู่หลังภาคก็โผล่หน้ามาหาทีน่าและแมท สองหนุ่มสาวมองหน้ากัน แล้วแมทก็เป็นคนตอบ

“ผมคิดว่ามีคนติดเชื้อกำลังเข้ามาในนี้ และมันกำลังไล่ฆ่าพวกเรา”

รีบออกไปจากที่นี่เถอะ” ทีน่าบอก “เราเคยคุยกันแล้ว กรณีฉุกเฉินให้ไปที่ปรูด้านหลัง มีรถสำรองจอดอยู่” เธอพูดจบก็คว้ามือของภาคให้เดินตามเพราะรู้ดีว่าเด็กหนุ่มคนนี้เยอะเรื่องที่สุดในผู้ชายสามคน

ธรรม์ผลุบหายเข้าไปในห้องอีกครั้งก่อนจะสะพายเป้ใบหนึ่งออกมา แมทมองอย่างทึ่งๆ

“เตรียมพร้อมเสมอ” ธรรม์ยิ้มกว้างบอก มองเห็นสองคนหน้าเดินจนถึงบันไดแล้ว พวกเขาต้องหาทางออกจากเจ้าตึกนี่ให้ได้

..................................

 

อากาศเย็นๆ ทำให้คืนนี้กวีรู้สึกหนาวจับใจ เขาเพิ่งสอบเสร็จตัวสุดท้ายไปเมื่อวานซืน... ปีแรกของการเรียนในคณะวิศวกรรมศาสตร์ก็เหนื่อยมากแล้ว ทั้งรับน้อง เล่นกีฬา ได้เป็นเชียร์ลีดเดอร์ ผลการเรียนก็ออกมากลางๆ เมื่อเช้าแม่ก็เพิ่งบอกให้เขารีบกลับบ้านที่ต่างจังหวัดเสีย จนกว่าในเมืองจะหยุดวุ่นวาย อย่างน้อยเขาก็มั่นใจได้ว่าครอบครัวของเขาปลอดภัยดี

แต่เขายังกลับไปบ้านที่ต่างจังหวัดตามที่แม่ต้องการไม่ได้ ในเมื่อสริตายังสอบไม่เสร็จและเธอเองก็อยู่กันคนละฟากเมืองหลวงกับเขา

หนึ่งปีมานี้ ความรักของเขากับเธอดูเป็นเรื่องเรียบง่าย หญิงสาวเป็นคนขี้อาย ส่วนเขาก็เป็นประเภทรักแต่ไม่แสดงออกอยู่นาน ถ้าไม่ติดว่าได้คุยโทรศัพท์กันทุกวัน ได้ไปทานอาหารด้วยกันอาทิตย์ละครั้ง ดูหนังเดือนละหน ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็คงยังบอกไม่ได้ว่าอยู่ในฐานะอะไรกันแน่

แต่ที่รู้ๆ คือกวีไม่เคยรู้สึกสงบและอุ่นใจเท่านี้มาก่อน

เดี๋ยวนี้เวลาไปเรียนเขามักจะดูว่าตัวเองแต่งตัวเรียบร้อยไหม ในหัวเหมือนมีเสียงดุๆ ของสริตาบอกว่าภาพพจน์เป็นเรื่องสำคัญดังขึ้น เธอมักจู้จี้เรื่องโน้นนี้เพื่อให้เขาเลิกดูเป็นกุ๊ยเสียที

พอคิดถึงเธอทีไรก็เผลอยิ้มออกมาไม่รู้ตัวทุกที เขาเดินฟังหูฟังริมถนนไปเรื่อยๆ มีตำรวจตั้งด่านเป็นระยะ เพลงที่ใส่ในเครื่องเล่มเอ็มพีสามวนซ้ำไปมาแต่ยังคงเพราะไม่น่าเบื่อ

 

ตาคงยังอ่านหนังสืออยู่ น่าจะซื้ออะไรร้อนๆ ไปฝากสักหน่อย...

 

ชายหนุ่มนึกดังนั้นก็มองหาร้านอาหาร ทว่าร้านส่วนใหญ่ปิดหมดแล้ว เขาเดินจนกระทั่งเจอไฮเปอร์มาเก็ตชื่อดังอยู่เบื้องหน้า เมื่อไม่มีอะไรขาย คำตอบก็คงต้องเป็นที่นี่ เขามองเวลาก่อนจะเดินเข้าไป

...................

 

ไฮเปอร์มาเก็ตขนาดใหญ่หลายแห่งประกาศหยุดเพื่อป้องกันเหตุร้าย จะเหลืออยู่ก็เพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นแต่ก็เปลี่ยนเวลาเปิดจากที่เคนถึงเที่ยงคืนเป็นสี่ทุ่ม เวลาแบบนี้บ้านทุกบ้านกักตุนของจนแทบไม่เหลือ ร้านสะดวกซื้อทั้งหลายแทบไม่มีของขาย แม้แต่ในโรงแรมก็ตาม ลูกค้าส่วนใหญ่สั่งรูมเซอร์วิสเพื่อให้ออกไปเจอผู้คนน้อยที่สุด การชำระเงินก็บังคับวันต่อวันจนรติญารู้สึกไม่พอใจ

และเพราะขนมในมินิบาร์หมดลง ของในห้องก็ร่อยหรอ เธอต้องซื้อของหลายอย่างจึงต้องออกมาที่ไฮเปอร์มาร์เก็ตใกล้ที่สุดแห่งนี้ หญิงสาวตอบตัวเองไม่ได้ว่าคิดถูกคิดผิดที่ดื้อพ่อมา แถมยังไม่ต้องการการเอาใจจากแดนไท เธอเองก็ไม่รู้ว่าทำไมตัวเองไม่ไปลอนดอน

 

จะอยู่ที่นี่ทำไม รออะไรนะเรา...

 

รถเข็นถูกทิ้งร้างไว้กับที่ เธอจินตนาการไว้ว่าคงมีคนมาจับจ่ายใช้สอยไม่ขาด แต่กลับมีคนบางตา แคชเชียร์เปิดอยู่สามช่อง คนต่อคิวเล็กน้อย ของในชั้นโหรงเหรง หญิงสาวเข็นรถไปเรื่อยๆ เพื่อดูว่ามีอะไรให้ซื้อบ้าง ส่วนใหญ่สิ่งที่หมดจะเป็นพวกอาหารกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ของบางอย่างเช่นสบู่ ยาสระผม ก็เหลือน้อยเต็มที

เธอเข็นมาจนถึงโซนขายอาหารแช่เย็น พอจะมีพวกอาหารแช่แข็งเหลืออยู่ ตรงนี้มีชายคนหนึ่งท่าทางเหมือนเด็กมหาวิทยาลัย สะพายเป้ใบใหญ่กำลังก้มๆ เงยๆ เลือกซื้อของในตู้แช่นั่นอย่างตั้งใจ

“ขอโทษนะจ๊ะ”

หญิงสาวเดินเข้าไปก่อนจะหยิบของในชั้นบ้าง เขาจึงขยับให้เธอหยิบได้สะดวก ความเงียบทำให้ทั้งสองรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย ยิ่งเมื่อต้องหยิบของชิ้นเดียวกัน

“เอาไปก็ได้ครับ” ชายหนุ่มบอกอย่างสุภาพก่อนจะเป็นฝ่ายยื่นอาหารกล่องให้เธอ ตลอดสองวันมานี้เธอไม่ค่อยได้คุยกับใครเลย การได้เจอคนเอื้อเฟื้อต่อกันทำให้ดีใจไม่น้อย หญิงสาวหันกลับจะไปคิดเงิน เขาเองก็เช่นกัน ทั้งสองเข็นรถคนละคันเดินตรงไปยังแคชเชียร์

หากแต่ยังไม่ทันจะถึง รอยเลือดหยดเป็นทางตรงหน้าก็ทำให้เท้าทั้งสองคู่ถึงกับชะงัก...

..............

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

111 ความคิดเห็น

  1. #97 อีโรติก (@apinyaamy) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2555 / 21:16
    อัพๆๆๆเรามีเล่ม1แล้วค่ะ แต่ว่าเล่ม2กับ3นี้วางขายยังอะค่ะ? หาซื้อไม่เจอเลย ช่วยตอบด้วยนะค้า
    #97
    0
  2. #96 Secrets of darkness (@neena-jung) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2555 / 18:04
    อยากอ่านต่ออ่าาาาา 
    #96
    0