นิมิตมาลย์

ตอนที่ 9 : บทที่ 8 ปฐม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    18 ส.ค. 62

บทที่ 8 ปฐม


            หลังจากล่ำลาเสร็จ อิน และดิษย์วรินทร์จึงออกเดินทางเพื่อไปยังรวีนครินทร์ ภายในรถคันหรูเต็มไปด้วยความเงียบ เจ้าของกลิ่นเปลือกไม้จันทน์ที่ยียวนกวนประสาทอินเมื่อยามสาย ตอนนี้กลับไปเป็นคนเงียบขรึมดั่งเช่นช่วงเช้า ส่วนอีกสองคนที่นั่งอยู่เบาะหน้ายิ่งไม่ต้องพูดถึง อินแทบจะไม่ค่อยได้ยินเสียงสองคนนี้อยู่แล้ว เขาจึงเลือกที่จะเป็นคนทำลายความเงียบนี้เสียเอง

 

“รวีนครินทร์นี่อยู่ตรงไหน? ผมเสิร์ชเท่าไรก็หาไม่เจอ” อินหันไปพูดกับคนข้างๆที่นั่งเงียบเป็นรูปปั้นมาตลอดการเดินทาง

 

แต่แทนที่เขาจะได้คำตอบ กลับได้เป็นเสียงหัวเราะในลำคอ พร้อมกับสีหน้าที่เดาไม่ออก ดูบางทีก็เหมือนจะเยาะเย้ย บางทีก็ดูว่าจะเหมือนคนเอ็นดูกัน

 

“ว่ายังไงล่ะคุณ ประเทศที่คุณเป็นกษัตริย์อยู่เนี่ย มันอยู่ตรงไหนของโลก ทำไมกูเกิ้ลถึงหาไม่เจอ”

“พี่”

“.....”

“ตอนนี้อยู่กับวรัชญ์ และชริน เขาสองคนเป็นคนสนิทของพี่ น้องพูดได้ตามสบาย”

 

วรัชญ์ และชริน อ่อ หมายถึง บอร์ดี้การ์ดของเขาทั้งสองคนสินะ

เอ้ย! อะไรของเขา! ระบบแปลภาษล้มเหลวหรือไง? ถึงตอบไม่ตรงคำถาม แล้วอยู่ดีๆมาพูดถึงสองคนนี้ทำไม

“อะไรของคุ...”

“พี่”  ยังไม่ทันที่อินจะพูดจบประโยคดิษย์วรินทร์ก็พูดขัดออกมา แถมส่งสายตาดุมายังเขา

อ่อออออ จะให้เรียกว่าพี่สินะ

 

“เอ่ออ รวีนครินทร์นี่อยู่ตรงไหนหรือครับ? เอ่อ...พี่...ดิษย์” แม้เขาจะไม่ได้เต็มใจนักที่จะต้องเรียกคนข้างๆว่าพี่ แต่ความอยากรู้อยากเห็นก็ทำให้เขาต้องลืมๆ ความไม่เต็มใจของตัวเองไปก่อน

“รวีนครินทร์น่ะ ไม่ได้อยู่ที่ภพเวลานี้หรอกหนา น้องเชื่อเรื่องภพที่คู่ขนานกัน หรือมิติของเวลาหรือไม่ล่ะ”

“....”

 

Oh gosh!!! อยู่คนล่ะภพหรอ? คนล่ะมิติเวลาหรอ? นี่ผมต้องไปอีกมิติหนึ่งหรอเนี่ย?

นี่ผมเป็นใคร? แม่มณี ทวิภพ หรือโทมินจุน ให้วาร์ปไปวาร์ปมางี้หรอ!!! What?!!!!

 

“น้องอาจจะไม่เชื่อ แต่ก็รอดูด้วยตา ให้ได้รู้ได้เห็นด้วยตัวเองเถิด”

 

ดิษย์วรินทร์รับรู้ได้ถึงความตกใจกับสิ่งที่เพิ่งได้ยินของเจ้าดอกปีบข้างๆเขา จึงกล่าวออกไปแบบนั้น ไม่แปลกหรอกที่เจ้าดอกปีบจะไม่เชื่อ ในเมื่อตัวเขาเองในคราแรกที่ได้เดินทางมาที่ประเทศไทย เมื่อตอนเด็กนั้น เขาก็แทบจะไม่เชื่อเหมือนกันว่าเรื่องพวกนี้จะมีจริง

 

แต่ถ้าเปรียบเทียบทางทฤษฏีก็คงจะคล้ายๆพวกเรื่องหลุมดำ รูนอนต่างมิติอย่างที่พวกฝรั่งเขาว่ากันกระมัง

 

หลังจากรับฟังเรื่องประหลาดอีกเรื่องหนึ่งที่เกิดมาในชีวิตเขาก็เพิ่งจะรู้ว่ามันมีอยู่จริง อินก็ได้แต่นั่งเงียบมาตลอดทาง ยังดีหน่อยที่ฝ่าบาทยังบอกให้เปิดวิทยุฟัง ไม่งั้นในรถนี่กับป่าช้าก็คงจะเงียบพอๆกัน

รถยนต์คันหรูวิ่งออกมาตามทางถนน มุ่งหน้าเหมือนจะไปทางจังหวัดนครราชสีมา แล้วก็มาหยุดบริเวณลาดจอดรถที่เหมือนจะเป็นวังน้ำเขียว แถวเขาใหญ่

 

นี่ไอ้เมืองมิติลี้ลับนี่ อยู่แถวนี้หรือนี่?

 

            อินได้แต่ตั้งคำถามในใจ ระหว่างทางมานี่เขาไม่ได้งีบหลับเลย ทั้งที่ตามจริงร่างกายเขามันแสนจะล้าจากการไม่ได้นอน แล้วแถมยังต้องตื่นเช้าเสียอีก แต่ถึงจะเหนื่อยอย่างไร ไอ้เรื่องประหลาดๆนี่ก็รบกวนความคิดเขา เกินกว่าจะทำให้เขารู้สึกอยากงีบหลับได้

 

“น้องเหนื่อยหรือไม่? อยากพักก่อนหรือไม่? ถ้าไม่เหนื่อยมากพี่อยากจะให้เราเดินทางกันต่อ พี่อยากจะเร่งการเดินทาง จะได้ไปถึงรวีนครินทร์ไม่มืดค่ำมาก เพราะที่นั่นยิ่งมืดยิ่งอันตราย แต่ถ้าน้องไม่ไหว เราพักกันสักครู่ก็ได้” ดิษย์วรินทร์ที่เงียบมาตลอดทางหันมาพูดกับเขา

 

แหม่ะ! พูดมาซะขนาดนี้ จะให้ตอบว่ายังไง

 

“ผมไหว แล้วเราต้องไปกันอีกไกลมั๊ย...ครับ” อินจะเอ่ยออกมาอย่างสบาย แต่สายตาดันหันไปเห็นสายตาดุๆของบอร์ดี้การ์ดทั้งสองของฝ่าบาท สัญชาติญาณจึงบอกให้เขาพูดให้มีหางเสียง

 

ดุจริง! ทั้งเจ้านาย ทั้งลูกน้อง กินน้ำตาลกันให้น้อยๆหน่อยสิ

 

“ไม่ไกลมากนัก จากที่นี่ก็ใช้เวลาเดินทางราวๆ 2 ชั่วโมง  แต่เราต้องเปลี่ยนรถ”

“เปลี่ยนรถ?

“ใช่ ถ้าน้องไหว อย่างนั้นเราก็เดินทางกันต่อเลยแล้วกัน อดทนหน่อยหนา อีกสักพักก็จะได้พักแล้ว”

            ดิษย์วรินทร์พูดพลางส่งสายตาที่ดูเป็นห่วง ปนร้องขอให้เจ้าดอกปีบทนเอาเสียหน่อย เขาคงสัมผัสได้ถึงความเหนื่อยอ่อนของคนข้างๆ

แต่เพื่อความปลอดภัย เขาจึงอยากรีบเดินทางให้ถึงให้เร็วที่สุด ยามกลางคืนที่รวีนครินทร์นั้น นอกจากจะสุ่มเสี่ยงจากการโดนลอบทำร้ายจากมนุษย์แล้ว ยังต้องคอยระวังพวกมนต์ดำสกปรกอีกด้วย

 

            ถึงจะงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่อินก็เดินตามดิษย์วรินทร์ออกจากรถไป เขาคิดเพียงว่าเขาเมืองตาลิ่วต้องลิ่วตาตาม

บอร์ดี้การ์ดของดิษย์วรินทร์เดินไปติดต่อกับใครบางคนที่ดูจะเป็นชาวบ้านในพื้นที่ อินไม่ได้ยินสิ่งที่พวกเขาคุยกันมากนัก เนื่องจากตัวเองนั้นยืนอยู่ข้างดิษย์วรินทร์ที่ยืนรอให้ลูกน้องเป็นคนจัดการ

อินได้ยินเพียงว่าชาวบ้านคนนั้นเรียกบอร์ดี้การ์ดร่างหมีทั้งสองคนว่าท่านองครักษ์ และเรียกดิษย์วรินทร์ว่าฝ่าบาท แถมยังก้มตัว 90 องศา ทำความเคารพ ตอนที่มองมาที่ดิษย์วรินทร์

 

แสดงว่าคนผู้นี้ต้องรู้สถานะของคนข้างๆเขาเป็นอย่างดี

 

            หลังจากการเจรจาที่ใช้เวลาเพียงชั่วครู่ คงเป็นเพราะว่าพวกเขาคงเคยทำข้อตกลงกันไว้หลายต่อหลายครั้งแล้ว เราทั้งสี่จึงเดินทางมายังรถอีกคัน เป็นรถJeep คันใหญ่ที่มีล้อใหญ่กว่ารถทั่วไปหลายเท่า มองดูก็รู้ว่าต้องเป็นรถขับลุยป่า

 

ละ..ละ..ลุยป่า...ลุยป่าเลยหรอ?

 

“หลังจากนี้น้องจะได้เห็นเองว่า เราจะไปรวีนครินทร์กันอย่างไร?” ดิษย์วรินทร์พูดพลางส่งสายตาให้คนข้างๆ เตรียมพร้อม

“คุณ..เอ่อ...ฝ่าบาท ต้องเดินทางแบบนี้เสมอเลยหรอ? แล้วชาวบ้านที่ติดต่อด้วย เขาก็รู้หรอว่าฝ่าบาทเป็นใคร เมืองนี้มันอยู่ตรงไหน” อินเลี่ยงที่จะใช้คำว่าพี่ ที่ตัวเองได้ลองเรียกดูแล้วก็พบว่าขนลุกพิกล จึงเรียกว่าฝ่าบาท ตามบอร์ดี้การ์ด เอ้ย องค์รักษ์ร่างหมีสองคนที่นั่งเบาะหน้าแทน

 

            ยังไม่ต้องเอ่ยปากถาม ดิษย์วรินทร์กลับเป็นคนบอกให้โซลเมทของเขาเตรียมตัวรับสิ่งใหม่เสียเอง แต่ถึงอย่างนั้นอินก็อดที่จะตั้งคำถามกับเขาไม่ได้อยู่ดี เขายิ้มน้อยๆ พลางสายหัวไปมาให้กับคำถามที่แสนอยากรู้อยากเห็นของคนข้างๆ ที่ตอนนี้นั่งใกล้กับเขาจนตัวแทบจะชนกัน เพราะห้องโดยสารของรถเข้าป่านั้น ไม่ได้กว้างสบายเหมือนรถหรูที่นั่งมาในตอนแรก

 

“ใช่ เราเดินทางกันแบบนี้ล่ะ ส่วนเรื่องที่น้องถามก็ต้องมีคนรู้สิ  ทั้งเรื่องรวีนครินทร์ และวิธีการเดินทางไปว่าจะไปที่นั่นได้อย่างไร แต่ไม่ใช่ทุกคนหรอกหนาที่จะรู้ ถึงรู้ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะไปได้”

 

            หลังจากที่ดิษย์วรินทร์พูดออกมาแบบนั้น อินจึงเลือกที่จะเงียบ และไม่ได้พูดอะไรต่อ เพราะเขาเลือกแล้วที่จะเห็นทุกอย่างด้วยตาของตัวเอง มิติลี้ลับที่แม้กูเกิ้ลก็ไม่รู้ แต่วันนี้เขา.. เขาจะเป็นคนที่รู้และเห็นด้วยตาของตัวเอง

 

            รถJeep คันยักษ์ใหญ่ถูกขับเขามาในป่า แม้อินจะไม่เคยเข้ามาที่นี่ แต่รอยล้อรถที่ลากยาวเป็นทางก็ทำให้เขาเดาได้ไม่ยาก ว่าเส้นทางนี้คงถูกใช้เป็นประจำ แต่ถึงจะมีรอยล้ออย่างไร นี่ก็ไม่ใช่เส้นทางที่คนทั่วไปจะหาเจอได้ ถ้าไม่ใช่คนในพื้นที่ อีกทั้งการขับรถลุยป่าเข้ามาขนาดนี้ ถ้าคนขับรถไม่เก่งพอก็คงจะขับเข้ามาไม่ได้

ถึงว่าองค์รักษ์ร่างหมีทั้งสองถึงกล้ามโตเชียว! เผลอๆจะกล้ามโตกว่าฝ่าบาทคนที่นั่งข้างเขาเสียอีก แม้จะถูกปิดบังด้วยเสื้อผ้า แต่มองด้วยตาก็รู้ว่าฝ่าบาทเปลือกไม้จันท์นี่ก็หุ่นดีไม่น้อย แถมตอนนี้รถที่ขับเข้าป่า ทำให้ร่างกายเราทั้งสองที่นั่งอยู่ข้างกัน จนแทบจะเบียดกันนี้ ชนกันไปมาตามแรงสั่นสะเทือนของรถ ยิ่งทำให้รู้ว่ากล้ามนั้นแน่น!

แต่! แต่! ผมไม่สปาร์คนะครับ อย่าคิดมาก ผมจะอ้วกแทนมากกว่า อีกนิดผมว่าผมจะอ้วกไส้ออกมาล่ะ แต่จะทำอะไรได้ นอกจากจะอดทน และทำเป็นไม่เป็นอะไร

 

            รถคันยักษ์ขับมาตามทางเรื่อยๆ ใช้เวลาราวเกือบครึ่งชั่วโมง ก็มาจอดชะลอตรงบริเวณปากถ้ำ ถ้ำหนึ่งที่มองด้วยตาแล้วก็ใหญ่พอตัว แต่เป็นถ้ำที่ระยะทางไม่ลึก และเป็นทางเปิดทั้งสองด้าน ทำให้มองทะลุเห็นแสงสว่างที่อีกฝั่งหนึ่งของถ้ำได้

 

“จากนี้เราจะเข้าสู่รวีนครินทร์อย่างแท้จริง เหตุการณ์หลังจากนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าน้องจะอยู่ในสถานะใด พี่จะปกป้องน้องด้วยชีวิต ให้สมกับที่น้องยอมเสียสละตนมาช่วยพี่ที่นี่”

 

            ดิษย์วรินทร์เอ่ยปากพูดกับโซลเมทของตน พร้อมกับสีหน้า และท่าทางจริงจัง เพื่อให้คนฟังมั่นใจในตัวเขา ทุกอย่างที่เขากล่าวออกไปนั้นล้วนแต่เป็นจริง ถึงคนตรงหน้านี้จะเป็น หรือไม่เป็นโซลเมท แต่เขาดึงคนตรงหน้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องของเขา เขาจึงต้องรับผิดชอบคนตรงหน้าด้วยชีวิตเป็นแน่

 

            อินประหลาดใจกับท่าทางที่จริงจังของดิษย์วรินทร์ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดนั้นมาก เพราะตอนนี้ร่างกายของเขาปั่นป่วนจนแทบจะอ้วกออกมา เนื่องจากเขาไม่เคยนั่งรถบุกลุยป่าอะไรขนาดนี้มาก่อน

ยังดีที่เจ้าของกลิ่นเปลือกไม้ ยังคอยประคองเขาอยู่บ้างยามที่รถกระแทก ไม่งั้นเขาคงได้หัวโน บวกกับอ้วกที่พุ่งออกมาแน่ๆ แค่คิดก็อนาถตัวเองแทบแย่

 

            สิ้นประโยคของดิษย์วรินทร์ วรัชญ์ผู้ที่รับหน้าที่ขับรถในครั้งนี้ก็เร่งเครื่องยนต์ และขับรถพุ่งตรงเข้าไปในถ้ำตรงหน้า

 

เดี๋ยวนะ ในถ้ำ? เดี๋ยววววววว

จะขับเข้าไปทำไม!! ก็เห็นอยู่ว่าถ้ำมันทะลุ ขับอ้อมสิโว้ยยย แค่ลุยป่าธรรมดาก็จะอ้วกล่ะ นี่ขับเข้าถ้ำอีก เพื่อ?!!! คิดว่าตัวเองเป็นพี่ติ๊ก เนวิเกเตอร์หรือไง!!!

 

          อินคิดสบถอยู่ในใจ แต่ร่างกายของเขาต้องใช้ความอดทนเกินกว่าจะเอ่ยปากออกไป เพราะถ้าเขาอ้าปากพูดออกไป มีหวังไอ้อ้วกที่มาจ่อรออยู่ตรงคอได้พุ่งออกมาแน่ๆ

 

            ระยะทางของถ้ำจากด้านหนึ่งมาอีกด้านหนึ่ง มีระยะห่างเพียงนิดเดียวเท่านั้น  ขนาดขับรถบนทางขรุขระภายในถ้ำก็ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที ก็สามารถทะลุมาอีกฝั่งได้ จากนั้นรถก็ยังเดินทางอยู่ภายในป่าอยู่อีกราวๆ 45 นาที ก็ออกมาโพล่ยังทางถนนดินขรุขระที่เหมือนๆกันกับถนนดินลูกรังที่พบในชนบทไทยทั่วไป ซึ่งก็เหมือนจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะอินเริ่มเห็นหมู่บ้าน ชาวบ้าน ที่แต่งตัวพื้นๆ และบ้านไม้เก่าๆแบบที่คนชนบทใกล้ชายป่าเขาชอบอาศัยอยู่กัน

           

รถคันยักษ์ใหญ่ที่ห้องโดยสารแคบ ขับมาจอดยังบ้านไม้ใต้ถุนสูงหลังหนึ่ง ที่ดูจะใหญ่ที่สุดในบรรดาบ้านแถวนี้ และดูท่าทางว่าจะรวยสุดในย่านนี้ด้วย เพราะใต้ถุนบ้านมีรถเบนซ์จอดอยู่ รถหรูที่ไม่เหมาะจะอยู่ในหมู่บ้านที่พื้นยังเป็นดิน และบ้านส่วนใหญ่ที่ยังเป็นไม้เลย

“ลงจากรถเถิด น้องควรจะได้พักเสียสักหน่อย ยินดีต้อนรับกลับสู่รวีนครินทร์ จากนี้ไปน้องจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้พี่ ทำให้บ้านเมืองนี้กลับมาสงบได้อย่างแท้จริง” ดิษย์วรินทร์ยังคงพูดด้วยสีหน้าจริงจัง แล้วจึงรีบลงจากรถเพื่อไปรับเจ้าของกลิ่นดอกปีบที่อีกฝั่งหนึ่งของรถ ที่ตอนนี้สีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก

 

            ถึงจะไม่ค่อยชอบที่ต้องให้คนอื่นมาดูแล แต่ตอนนี้อินปฏิเสธที่จะรับความช่วยเหลือไม่ไหว ด้วยความรู้สึกในหัวที่มึนงงราวกับนั่งรถขึ้นเขามาร้อยกว่าโค้ง แถมอ้วกที่จ่ออยู่ที่ลำคอ เพียงแค่เขาไม่ได้ฝืนมันไว้ มันก็พร้อมจะพุ่งออกมาได้ตลอด

อินจึงยื่นมือไปจับกับมือของดิษย์วรินทร์ที่ยื่นมาให้ ไม่เพียงแต่จะให้จับมือเท่านั้น ตอนนี้ดิษย์วรินทร์แทบจะประคองเพื่อพาเจ้าดอกปีบเดินเลยทีเดียว

            เพียงการปรากฏตัวของดิษย์วรินทร์ ทำให้ชาวบ้านแถวนั้นรีบวิ่งเข้ามาโค้งคำนับให้เขาเป็นการใหญ่ ดิษย์วรินทร์เพียงแต่พยักหน้าให้เป็นเชิงว่าเขารับรู้แล้วเท่านั้น เขารีบพาโซลเมทกลิ่นดอกปีบที่ตอนนี้แทบจะเกาะเขาเดิน ขึ้นไปยังบนเรือนไม้ใต้ถุนสูงหลังใหญ่

 

            ภายในเรือนไม้หลังนั้นกว้างขวาง และได้รับการดูแลอย่างสะอาดสะอ้าน ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆก็ครบครัน และถูกจัดอย่างเป็นระเบียบ ดิษย์วรินทร์รีบพาเจ้าดอกปีบของเขาเข้าไปยังห้องพัก แล้วพาเจ้าของร่างบางเอนกายลงนอนบนเตียง

คนที่ชอบบ่นอุบอิบ ดื้อ และมักตั้งคำถามกับเขาอยู่เสมอ ยามนี้แทบจะไม่มีปากเสียง หรือมีแรงขัดขืนใดๆ

 

“ห้องน้ำไปทางไหน?” ประโยคที่เขาต้องใช้ความอดทนที่มีทั้งหมดกล่าวออกมา เพียงมองตามมือที่ดิษย์วรินทร์ชี้ทางให้เท่านั้น อินก็รีบวิ่งพุ่งตัวไปที่ชักโครกในห้องน้ำ เพื่อปล่อยของเหลวในลำคอที่เขาอดทนเก็บมานานเป็นชั่วโมง

 

            ดิษย์วรินทร์ตามเมทของตนเข้ามาในห้องน้ำ แล้วช่วยลูบหลังให้ เพื่อให้คนตัวบางนี้อาเจียนออกมาได้ง่ายขึ้น ถึงแม้คนตรงหน้าจะโบกมือไปมาเป็นสัญญาณไล่เขาให้ออกไป แต่เขาก็ยังยืนกรานที่จะช่วย เขารู้ดีตามสัญชาติญาณของเมท ว่าเจ้าดอกปีบตอนนี้คงไม่สบายตัวมากเอาการอยู่เหมือนกัน

หากเขาอยู่ใกล้ๆนอกจากจะพอช่วยอะไรได้บ้างแล้ว กลิ่นอัลฟ่าของเขาก็จะทำให้โอเมก้าที่ไม่สบาย หรือกังวลนั้นรู้สึกดีขึ้นได้

 

            ในเมื่อไล่แล้วไม่ไป อินจึงเลิกสนใจดิษย์วรินทร์ อยากดูเขาอ้วกก็ดูไป เขาได้แต่ปล่อยให้ร่างกายตนเป็นไปตามธรรมชาติ อาเจียนได้อยู่สักครู่ เขาก็รู้สึกดีขึ้น เนื่องจากตอนนี้ร่างกายข้างในเขานั้นรู้สึกโล่งดีเหลือเกิน หลังจากจัดการตนเองโดยมีฝ่าบาทเปลือกจันทน์อยู่ข้างๆ เขาก็เดินออกมาจากห้องน้ำ แล้วทิ้งร่างผอมของตนลงบนเตียงนอนอย่างไม่สนใจคนตรงหน้า ที่เดินตามเขาออกมาจากห้องน้ำ เวลานี้เขาไม่สนใจภาพลักษณ์ใดๆทั้งสิ้น เขาเหนื่อยร่าง เกินกว่าจะต่อล้อต่อเถียง หรือรักษาท่าทางกับใคร

 

ก๊อกๆ  ฝ่าบาท กระหม่อมนำน้ำมาถวายพ่ะย่ะค่ะ

 

เสียงของชริน คนสนิทอีกคนของดิษย์วรินทร์มาเคาะเรียก ดิษย์วรินทร์เปิดประตูแล้วรับถาดน้ำจากชริน แล้วเดินมาวางตรงหัวเตียงที่คนตัวบางนอนอยู่

 

“มีอะไรให้กระหม่อมช่วยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”

“ไม่เป็นไร เราจัดการเอง ขอบใจมาก เจ้ากับวรัชญ์ก็ไปพักบ้างเถิด”

“พ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์ร่างหมี ที่ดูจะหุ่นผอมสูงกว่าอีกคน รับคำแล้วก็เดินออกไป

 

            ดิษย์วรินทร์รินน้ำใส่แก้ว แล้วยื่นให้คนที่นอนอยู่บนเตียง “ดื่มน้ำเสียหน่อย แล้วค่อยนอนพักเถิด”

 

            มาได้จังหวะ.....อินคิดเช่นนั้น

ร่างกาย และลำคอของเขาตอนนี้กำลังต้องการน้ำเป็นอย่างมาก เขายันตัวลุกขึ้นนั่ง รับแก้วจากดิษย์วรินทร์ แล้วยกขึ้นดื่มอย่างรวดเร็ว เพียงอึดใจน้ำในแก้วก็หมด ราวกับเขาอดน้ำมาเป็นวันๆ

 

“เอาอีกหรือไม่?” ดิษย์วรินทร์ถามคนตรงหน้า

            อินส่ายหัวแล้วยื่นแก้วคืนให้ จากนั้นก็ทิ้งตัวหลับตาลงนอน เขาคิดว่าหากเขาได้หลับสักงีบร่างกายเขาต้องดีขึ้น ด้วยร่างกายที่อ่อนล้า ทำให้เขาใช้เวลาเพียงชั่วครู่ก็เขาสู่ห้วงนิทรา

 

            อินตื่นมาอีกครั้งก็พบว่าท้องฟ้าได้เปลี่ยนสีไปเป็นช่วงเวลาโพล้เพล้เสียแล้ว แสดงว่าเขาหลับไปหลายชั่วโมงอยู่เหมือนกัน แม้ตอนตื่นจะมีอาการมึนหัวเล็กน้อยจากการนอนในช่วงบ่ายที่แสงยังจ้า แต่ตอนตื่นกลับใกล้มืดเอาเสียแล้ว เขาก็ยังคงรู้สึกดีกว่าตอนบ่ายที่แทบจะอ้วกไส้ตัวเองออกมา

 

            เขาลุกขึ้นจากเตียง ไปล้างหน้าให้ตัวเองสดชื่นขึ้น ก่อนจะเดินออกจากห้องที่เขานอน ไปตามกลิ่นเปลือกไม้จันทน์ ที่ตอนนี้แม้จะไม่เห็นตัว แต่เขาก็รู้ว่าฝ่าบาทอยู่แถวนี้

 

            อินเดินตามกลิ่นไปก็พบว่าฝ่าบาทกำลังนั่งคุยอะไรบางอย่างกับคนสนิทของเขาทั้งสอง กับชายแปลกหน้าวัยกลางคนอีกคนที่ตัวเขานั้นไม่รู้จัก

 

“อ่อ ตื่นแล้วหรือ? หิวหรือไม่?” ดิษย์วรินทร์เอ่ยถาม คนที่เพิ่งเดินเข้ามา แม้ตัวเขาจะรู้ได้อยู่แล้วว่าคนตรงหน้ากำลังเดินมาหา เพราะเขาเองก็ได้กลิ่นดอกปีบชัดขึ้นเรื่อยๆเหมือนกัน

 

            อินส่ายหัวปฏิเสธ เขาเพิ่งตื่น และงงกับเหตุการณ์ตรงหน้า เขาไม่รู้ว่าต้องทำอะไรต่อไป จึงไม่ค่อยมีอารมณ์หิวให้รู้สึกนัก แม้จะอาเจียนจนไม่มีอะไรเหลือในกระเพาะ ในไส้แล้วก็เถอะ

 

“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท พระองค์ช่างงดงามจริงๆ”

 

            ก่อนที่ดิษย์วรินทร์จะได้พูดอะไรกับเขาต่อ ชายคนแปลกหน้าที่อินไม่รู้จักก็ลุกขึ้นยืน แล้วก้มหัวโค้งคำนับ แล้วพูดจาจักรๆวงศ์ๆกับเขา ด้วยปฏิกิริยาอัตโนมัติเวลามีคนก้มหัวให้ อินจึงรีบก้มหัวโค้งคำนับให้กลับ

 

“หามิได้ฝ่าบาท อย่าทำให้หัวกระหม่อมหลุดจากบ่าเลย” ชายแปลกหน้าพูดพลางก้มตัวให้ต่ำลงไปอีก

 

หัวหลุดจากบ่า? หลุดจากบ่าอะไรกัน นี่มันยุคไหนแล้วลุง แล้วก็แค่แสดงความเคารพกลับ มันผิดตรงไหน

 

          ดิษย์วรินทร์เห็นเหตุการณ์ตรงหน้าแล้วก็ได้แต่อมยิ้ม ให้น้องน้อยจอมดื้อของเขา แม้คนหัวบางจะไม่ได้ต่อล้อต่อถียงออกมาตลอดเวลา แต่สีหน้าและแววตานั้นมักพูดออกมาแทนเสมอ

 

“นี่คือลุงป้อม เป็นหัวหน้าหมู่บ้านอยู่ที่นี่ ลุงป้อมเคยเป็นคนที่เคยทำงานให้เสด็จพ่อของพี่ เป็นคนคอยส่งข่าวตามชายแดนให้ แล้วก็ดูแลบ้านหลังนี้ให้พี่”

 

“....” ลุงชื่อป้อมหรอ? ท่าทางจะรวย ขอยืมนาฬิกาได้ไหม? อินได้แต่คิดแต่ไม่ได้เล่นมุกออกไป เพราะคิดว่าคนที่นี่คงไม่รู้จัก

 

“แล้วที่ลุงเขาแสดงความเคารพน้อง เพราะเขาทราบแล้วว่าน้องเป็นองค์ราชินีของพี่ ไม่ต้องตกใจหรืองงไปหรอกหนาที่มีใครมาทำความเคารพ หลังจากนี้น้องต้องเจออีกมาก จนนับครั้งไม่ถ้วน”

เหอะๆๆ องค์ราชินี พูดออกมาได้ ไม่คิดจะเขินอายอะไรบ้างเลยหรือ? นอกจากจะหน้ามึน แล้วยังหน้าไม่อายอีก

 

“แล้วเราไม่เดินทางกันต่อหรอ...เอ่อ..ครับ หรือว่านี่คือถึงแล้ว?” อินทำเป็นไม่สนใจสิ่งที่คนไหล่กว้างที่ยังคงใส่ชุดเดิมพูดออกมาอย่างหน้าไม่อาย แล้วเอ่ยถามคำถามออกไป อย่าง...สุภาพ อย่างคนรู้งาน เพราะเขาต้องให้เกียรติคนตรงหน้า ยิ่งตอนที่มีคนอื่นอยู่ด้วยยิ่งแล้วใหญ่

 

            ดิษย์วรินทร์ส่ายหัวปฏิเสธก่อนจะพูดออกมา “ยังหรอก เรายังต้องเข้าเมืองกันอีก แต่ตอนนี้เย็นมากแล้ว พี่ว่าคืนนี้เราพักกันที่นี่ก่อน คงจะเป็นผลดีมากกว่าฝืนเดินทางต่อ เพื่อร่างกายของน้อง และเพื่อความปลอดภัยของทุกคน”

 

อ่ออ เป็นเพราะเขาหลับไปหลายชั่วโมงสินะ การเดินทางเลยดีเลย์

ซอรี่นะฝ่าบาท แต่ผมฝืนไม่ไหวแล้วจริงๆ

 

“แล้วทำไมเดินทางกลางคืนถึงไม่ปลอดภัย?” อินถามออกไปด้วยความสงสัย ที่นี่ก็มีน้ำมีไฟเหมือนที่ไทยนี่ ไม่เห็นจะเหมือนทะลุมิติต่างภพตรงไหน เผลอๆสภาพสิ่งแวดล้อมโดยรอบก็แทบจะเหมือนไทยอย่างไม่มีผิดเพี้ยน  อาจจะมีเพียงอากาศที่ที่นี่ออกจะเย็นสบายกว่ามาก

 

“ด้วยหลายเหตุปัจจัย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือเพียงมีข่าวว่าพี่จะพาสิ่งสำคัญกลับมาจากไทย ก็มีคนจ้องแต่จะทำลายแล้ว แม้จะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งนั้นคืออะไร”

 

นำสิ่งสำคัญกลับมาจากไทย หมายถึงตัวเขาหรอ? นี่เขามายังไม่ถึงวัน จะโดนฆ่าตายแล้วหรอ! ชิบหายล่ะ!!!

“แล้วคนที่จ้องจะทำลายนี่คือใครครับ? แล้วเขาจะทำแบบนั้นทำไม ผมว่าคุณ..เอ่อ..ฝ่าบาทต้องบอกข้อมูลกับผมนะครับ อย่างน้อยผมก็ควรรู้ว่าผมต้องเจอกับอะไร” อินพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง อย่างน้อยเขาก็ควรจะเริ่มงานอย่างมีฐานข้อมูลอยู่บ้าง ไม่ใช่ไม่รู้อะไรเลย

“ไว้ก่อนนอนคืนนี้ พี่จะเล่าให้ฟัง”

จ่ะ นอกจากจะมึนเก่ง หน้าไม่อายเก่ง แล้วยังพูดประโยคชวนคิดไปไกลได้เก่งอีก

นี่ผมควรจะรับมือกับคนคนนี้ยังไง?

 

 

จบตอนที่ 8 ปฐม


_________________________________________________________________________________

ช่วงไรท์ขอบอก!! (Talk):

 กลับมาแล้วค่ะ หลังจากไปปฎิบัติภารกิจในชีวิตตัวเองมา แถมเจออข่าว.....

ก็เลยไปพักรักษาใจมา แต่ไม่เป็นไรเราจะกาวต่อไป 

เพราะอย่างไร มิตรภาพของ#เนียลอง  ก็เป็นเรื่องจริงเช่นกัน....



    

Ref.รถ และบ้านที่ใช้พักในฉากนี้นะคะ



ผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้นะคะ

ถ้าชื่นชอบ หรืออยากติชมเพื่อการปรับปรุง สามารถคอมเมนต์อย่างสร้างสรรค์ได้นะคะ

และไปหวีดกันในทวิตเตอร์ โดยการติดแท็กชื่อฟิคด้วยได้นะคะ ถือเป็นการช่วยกันโปรโมทค่ะ 5555

 #นิมิตมาลย์ #เนียลอง #nielong #ฟิคเนียลอง


นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น