นิมิตมาลย์

ตอนที่ 10 : บทที่ 9 Across the universe

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 18
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    29 ก.ย. 62

บทที่ 9 Across the universe


“ไว้ก่อนนอนคืนนี้ พี่จะเล่าให้ฟัง”


จ่ะ นอกจากจะมึนเก่ง หน้าไม่อายเก่ง แล้วยังพูดประโยคชวนคิดไปไกลได้เก่งอีก


นี่ผมควรจะรับมือกับคนคนนี้ยังไง?


          ถึงในใจจะบ่นอุบอิบอย่างใด แต่ใบหน้ากลับกำลังขึ้นสีออกมาเสียได้ ทำให้กลุ่มอัลฟ่า และเบต้าวัยกลางคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขาต่างอมยิ้มกันยกใหญ่ โดยเฉพาะคนที่เป็นหัวหน้าคนอื่นเขา นั่นแหละตัวดี! ที่ฉีกยิ้มมุมปากจนแทบจะถึงหูอยู่แล้ว

 

หึ! คิดจะล้อเลียนโอเมก้าอย่างเขาหรือ เขาไม่ได้เขิน เขากำลังโมโหต่างหาก!!!

 

            อินพาตัวเองออกจากสถานการณ์ตรงหน้า โดยการพาตัวเองกลับมายังห้องนอนที่เขาเพิ่งออกไปได้เพียงครู่ เพราะถ้าขืนยังอยู่ตรงนั้น อาจจะมีได้ปะทะฝีปากกันเป็นแน่

 

เขาแค่ไม่ได้อยากทะเลาะกับคนอื่น เขาไม่ได้เขิน

 

            ด้านดิษย์วรินทร์ที่หลังจากคอยดูแลจนโซลเมทของเขาหลับไป เขาก็ออกมาปรึกษาหารือกับสององครักษ์คนสนิท และลุงป้อม เบต้าวัยกลางคนที่เป็นผู้นำในการดูแลหมู่บ้านชายแดน และคอยดูแลบ้านหลังนี้ ที่เขาเอาแวะพักยามต้องเดินทางไปกลับไทย

 

            เขาเป็นกังวลอย่างมาก เนื่องจากเมื่อเช้ามืดของวันที่เขาตื่นขึ้นมา เพื่อเตรียมตัวเขาพิธี วรัชญ์ และชรินก็ได้มารายงานต่อเขาว่า มีข่าวว่าจะมีการดักลักลอบทำลาย สิ่งที่ดิษย์วรินทร์นำกลับมาจากไทย ทำให้ช่วงเช้าของวัน และระหว่างเดินทางมาที่รวีนครินทร์นี่ ดิษย์วรินทร์จึงมีสีหน้าสุขุม เรียบเฉย เพราะในหัวของเขาต้องใช้ความคิดตลอดเวลา ว่าจะทำอย่างไรให้การเดินทางนี้เป็นไปอย่างปลอดภัย


ระหว่างที่เขาเดินทางไปที่ไทย ในวังที่รวีนครินทร์นี้คงเกิดความเคลื่อนไหวไม่น้อย เพราะข่าวลือที่สะพัดไปหนาหูว่า เขาจะไปพาสิ่งที่สามารถล้างมนต์ตราสกปรกกลับมา สิ่งที่ไม่มีใครในรวีนรินทร์ทำได้ แต่เขากำลังพากลับมา.... ดังนั้นสิ่งที่แปลกไปจากตอนแรกที่เขาเดินทางออกมา จะกลายเป็นเป้าทันที ซึ่งนั่นก็คือ....เจ้าดอกปีบของเขานั่นเอง

 

หลังจากคุยตกลงแผนการกันเสร็จ ทุกคนต่างแยกย้ายกันไปปฏิบัติกิจวัตรของตนเอง ดิษย์วรินทร์ และอิน กลับมานั่งมองกันไปมา ราวกับเป็นสงครามประสาท ในระหว่างการรับประทานอาหารเย็น

 

คนหนึ่งก็ทำเป็นเล่นหน้าเล่นตากวนประสาท ต่างจากปกติที่มักจะแสดงสีหน้าเรียบเฉย และสุขุม ในขณะที่อีกคนก็มองราวกับคนระวังตัวจากการโดนแกล้งตลอดเวลา แต่ที่เหมือนกันคือทั้งคู่เลือกที่จะไม่พูดกัน

 

ภาพที่เห็นนี้ทำให้เบต้าวัยกลางคนที่ยืนคอยให้การปรนนิบัติต่อคนหนุ่มทั้งสองอยู่อดยิ้มออกมาไม่ได้ ถึงแม้เขาจะเป็นเบต้าที่ไม่ได้กลิ่นใดใด ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นของอัลฟ่า หรือโอเมก้า แต่ด้วยวัย และประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้เขาเดาได้ไม่ยากว่าในภายหน้าทั้งสองคน คงจะรักกันได้ไม่ยาก ไม่เพียงแต่เหตุผลเพราะเป็นโซลเมทของกันและกันเท่านั้น แต่เป็นไอ้อาการพ่อแง่แม่งอนที่เขาเห็นอยู่นี่ต่างหาก

 

โดยเฉพาะองค์ดิษย์วรินทร์ที่เขานั้นรู้จักมาตั้งแต่ พระองค์ยังทรงพระเยาว์ ที่มักจะแสดงสีหน้าเรียบเฉย วางตัวสุขุม ตามแบบของเชื้อพระวงศ์ และคนที่ผ่านเรื่องราวมามากตั้งแต่เด็ก แต่ตอนนี้พระองค์กลับยิ้มเล็กยิ้มน้อย พูดจาล้อเล่น ยามที่องค์ราชินีของพระองค์ปรากฏตัว

 

อาหารเย็นผ่านไปอย่างเงียบสงบ ทุกคนต่างแยกย้ายกันพักผ่อน หลังจากผ่านความเหนื่อยล้ามาทั้งวัน อินอาบน้ำจัดการตัวเองเสร็จก็นั่งกดทีวีดูไปเรื่อยเปื่อย พลางเกิดคำถามในใจขึ้น นี่เขาอยู่ที่รวีนครินทร์แล้วจริงหรือ? มันแทบไม่ได้ต่างอะไรกับบ้านที่เขาเคยอยู่เลย

 

แม้คนที่นี่จะติดพูดภาษาที่ออกจะโบราณๆไปหน่อย แต่ก็ไม่ได้ย้อนยุคไปจนเขาจะเดาไม่ออกว่าหมายถึงอะไร แถมข้าวของเครื่องใช้ก็ดูเหมือนตอนที่เขาอยู่ที่ไทย แม้จะดูเป็นรุ่นล้าหลังไปหน่อยก็เถอะ รวีนครินทร์ที่แท้จริงช่างแตกต่างจากที่เขาคิดมากนัก เห็นฝ่าบาทต้นไม้พูดถึงโลกคู่ขนาน ไอ่ตัวเขาก็นึกว่าจะต้องนุ่งโจงกระเบน พูดเอ็งพูดมึง หรือไม่ก็ต้องร่ายเวทมนต์ใส่กันแบบในหนังแฟนตาซีทั้งหลายเสียอีก

 

แกร็ก

 

เสียงกลอนประตูที่ถูกเปิดออกอย่างถือวิสาสะ ทำให้อินออกจากภวังค์ความคิดของตน แม้จะยังไม่ต้องเห็นหน้าเขาก็รู้เลยว่าเป็นใคร ก็กลิ่นไม้จันทน์หึ่งมาขนาดนี้

 

นี่ไม่คิดจะเคาะประตูบอกกันหน่อยเลยหรือ? ถึงจะไม่พอใจ แต่เขาก็รู้ตัวดีว่าตนไม่ได้อยู่ในสถานะที่แสดงความรู้สึกออกไปทุกอย่างเสียขนาดนั้น

 

ดิษย์วรินทร์ที่ยังคงสวมขุดเดิมจาดตอนเช้า เขาเพียงแค่ถอดเนคไทออก ปลดกระดุมเสื้อเม็ดบนๆ ถกแขนเสื้อขึ้นจนถึงศอกเผยให้เห็นเสื้อเลือดที่ท่อนแขน และเอาเสื้อออกมานอกกางเกง เดินเข้ามาในห้องขนาดใหญ่ แล้วเหลือบมองคนที่นอนอยู่บนเตียงเล็กน้อย ก่อนจะหยิบผ้าขนหนูเดินเข้าไปในห้องน้ำ


ทั้งท่าทาง รูปร่าง และกลิ่นหอมๆของอัลฟ่านั้นเรียกร้องความสนใจจากอินได้เป็นอย่างดี แต่ถึงลักษณะของฝ่าบาทจะน่าสนใจขนาดไหน เขาก็ไม่ได้คิดจะเข้าใกล้ฝ่าบาทคนหน้ามึนอยู่ดี  เขานั้นยังคงต้องคิดอยู่ดีว่าคืนนี้เขานั้นจะทำอย่างไร? คืนนี้เขา และฝ่าบาทหน้าต้นไม้นี่ต้องนอนด้วยกันอีกหรือ? เขาขี้เกียจนอนฟุบกับโต๊ะ หรือนั่งหลับแล้ว เขาอยากหลับสบายๆ

 

เวลาผ่านไปไม่ถึง 20 นาที ดิษย์วรินทร์ก็เดินออกมาจากห้องน้ำ แม้จะมีกลิ่นสบู่ และแชมพูออกมาจากตัวเขา แต่มันก็ยังคงกลบกลิ่นเปลือกไม้จันทน์ไม่ได้อยู่ดี เขาเดินเช็ดผมอย่างลวกๆ ก่อนจะมานั่งลงบนเตียงข้างๆคนตัวบาง เห็นอย่างนั้น อินจึงเลือกที่จะถามออกไป

 

“ฝ่าบาท จะนอนที่นี่หรือ?

 

ดิษย์วรินทร์หยุดเช็ดผม แล้วมองมายังคนข้างๆ อย่างงงๆ “ใช่น่ะสิ พี่จะนอนที่ไหนแล้วหลับได้สนิทเท่ากับนอนกับน้องเล่า”

 

กึก!! เอาจริงดิ เราเพิ่งรู้จักกันได้ไม่กี่วันเองนะ

 

 “เอ่อ...”

“ไม่ต้องกลัวหรอกหนา คืนนี้เรายังมีสิ่งที่ต้องทำกันอีก กว่าจะได้นอนน้องก็คงจะเหนื่อยจนหลับไปเอง”

 

เอาอีกแล้ว! ไอ้หน้าม่ายนี่พูดแบบนี้อีกแล้ว

 

            อินคิดโมโหอยู่ในใจ  แต่สีหน้าและสายตาของเขาก็ทรยศเขาอีกเหมือนเดิม มันบอกออกไปหมดเลยว่าเขากำลังคิดอะไร ดิษย์วรินทร์ขำออกมาเล็กน้อยอย่างที่เขาชอบทำ แล้วทำหน้าล้อเลียน พลางพูดออกมา “หึ พี่หมายถึง น้องจะให้พี่เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่หรือ? อีกพี่ยังต้องสอนมนต์บางบทให้น้องท่อง ตอนจะส่งพี่เข้านอนด้วย กว่าจะเล่ากว่าจะสอนจบคงกินเวลาไปมากโขอยู่ น้องคิดเป็นเรื่องอะไรเล่า? หน้าถึงเป็นสีลูกตำลึงแบบนี้”

 

หึ หึ หึ มรึง!!!! พลาดไม่ได้เลยนะ! ก็พูดให้คิดนี่หว่า

 

“แล้วมีเรื่องอะไรจะเล่า ก็เล่ามาสิ” อินรีบเปลี่ยนเรื่อง เพื่อเป็นการแก้เขิน ดิษย์วรินทร์เห็นแบบนั้นก็ไม่อยากจะแกล้งจนมากเกินไป กลัวคนตัวบางจะหงุดหงิดจนพาลไม่ให้เขาอยู่ด้วย

 

            ดิษย์วรินทร์เล่าว่า ตัวเขานั้นโดนของมนต์ดำ วิชาเวทย์สกปรกที่ยังคงมีอยู่ในรวีนครินทร์ ทำให้เขาต้องทนเจ็บปวด ทรมานในเวลากลางคืนช่วงตีหนึ่งตีสองของทุกวัน กว่าอาการจะหายไปก็ยามที่พระอาทิตย์เริ่มขึ้นก็ราวๆตีห้า มาเป็นเวลาหลายปี


ตามจริงแล้วนั้นคนในรวีนครินทร์ส่วนใหญ่ก็พอมีวิชาเวทย์มนต์ติดตัวกันอยู่บ้าง แต่พอเทคโนโลยีเริ่มเข้ามาของพวกนี้ก็ค่อยๆหายไปตามกาลเวลา แต่หากจะเทียบกับโลกที่อินจากมานั้น ที่นี่จะถือว่าเป็นดินแดนเวทย์เลยก็ยังได้


คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะคนรุ่นเก่ายังคงศึกษา และใช้เวทย์กันอยู่บ้าง แต่เวทย์สกปรกนั้นแทบจะหาได้ไม่มีแล้ว หากแต่เวทย์มนต์ดำที่เขาโดนนั้น มันเป็นศาสตร์ลึกลับที่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ และคนที่จะแก้มนต์ได้นั้นกลับหายากยิ่งกว่า

 

เขาจึงต้องพึ่งพา และตามหาผู้ที่ครอบครองภานุมาศมณี ของศักดิ์สิทธิอย่างเดียวที่เสด็จพ่อของเขาเคยปลุกเสกทิ้งไว้ ส่วนคนที่จ้องทำลายเขา เท่าที่เขารู้ก็เห็นจะเป็นนายพลปรานต์ ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาหลายสมัย จากการฉ่อโกง เล่นพรรคพวก และใช้เวทย์มนต์บางอย่างมัวเมาราษฎร

 

“แล้วทำไมฝ่าบาท ไม่ไล่เขาออกไปล่ะ ฝ่าบาทเป็นกษัตริย์นะ”

“ในเรื่องจริงกษัตริย์ไม่ได้สามารถทำได้ทุกอย่างเหมือนสมัยโบราณ ยุคสมัยนี้มีระบบข้าราชการ มีระบบสภา มันไม่สามารถทำได้ง่ายๆหรอกหนา”

 

            อินพยักหน้างึกงักตั้งใจฟังเรื่องที่ดิษย์วรินทร์กำลังเล่า พลางคิดตาม แม้จะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร แต่ถ้าเรื่องมันจัดการได้ง่ายขนาดนั้นฝ่าบาทก็คงจัดการไปนานแล้ว ไม่ปล่อยเวลาล่วงเลยมานานแบบนี้


“อีกอย่างพี่อยากจะสาวให้ถึงตัวตนคนเบื้องหลังจริงๆ ไม่มีทางที่นายกปรานต์จะทำเรื่องใหญ่แบบนี้คนเดียวได้ ทั้งคนที่รู้จักมนต์สกปรกที่ทำกับพี่ เขาคนนั้นควรได้รับการกำจัดทิ้งเสีย”   แม้ประโยคจะถูกพูดออกมาอย่างเรียบง่าย แต่น้ำเสียงและสายตาที่ดิษย์วรินทร์แสดงออกมาเวลาพูดนั้น ก็ทำให้อินแอบกลัวคนตรงหน้าไม่น้อย

 

“พี่จะค่อยๆบอกน้องไปแล้วกัน ไม่ต้องกลัวสิ่งใดเลยหนา ที่จะปกป้องเจ้าจริงๆ” ดิษย์วรินทร์พูดพลางจ้องไปนัยน์ตาคนตรงหน้า สายตาดุดันเมื่อครู่ เปลี่ยนเป็นความห่วงหา ทำเอาคนถูกมองทำตัวไม่ถูก จนต้องเปลี่ยนเรื่องคุย

 

“เอ่อ...เอ่อ แล้วมนต์ส่งฝ่าบาทเข้านอนอะไรนั่น ที่ว่าจะสอน คืออะไรครับ?

“อ่อ เป็นมนต์ที่สวดเพื่อบูชาภานุมาศมณีน่ะ เป็นมนต์ที่เอาไว้ปกป้องคุ้มครองภัยอันตรายต่างๆ ตามจริงพี่จำมนต์ได้แม่น เพราะเคยได้ยินเสด็จพ่อสอนน้องตอนเด็กๆ แต่ตอนนั้นน้องคงเด็กเกินกว่าจะจำความได้ พี่เองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะต้องเป็นคนท่องมันเสียเอง”

 

ตอนเด็ก? เขาเคยเจอผมตอนเด็กๆด้วยจริงหรอ?

 

“แล้วผมต้องท่องส่งฝ่าบาทเข้านอนทุกวันเลยหรอ?

“ใช่ ตามจริงเพียงน้องอยู่ใกล้ อาการพี่ก็ดีขึ้นเป็นอย่างมาก เฉกเช่นเมื่อคืนนี้ ถึงอาการจะไม่ได้หายไปเลย แต่พี่ก็พอจะหลับไปได้บ้าง เมื่อคืนเป็นคืนที่พี่นอนได้มากที่สุดในรอบหลายปี แต่ถ้าน้องร่ายมนต์อวยพรให้พี่ด้วย พี่คงจะหลับสบายเป็นไหนๆ”

 

            ดิษย์วรินทร์กล่าวพร้อมสีหน้า และแววตาที่มีความหวัง เขารอเวลานี้มานานแล้ว ตั้งแต่เขาครองราชย์มาได้ 5 ปี ไม่มีสักวันที่เขาสามารถหลับได้สนิท เฉกเช่นคนอื่นเขา ถึงแม้มนต์นั่นจะไม่ทำให้เขาตายในทันที แต่มันก็ส่งผลทำให้สภาพร่างกายของเขานั้นทรุดโทรมเข้าไปทุกวัน ยังดีที่เขาพยายามดูแลตัวเอง ประกบกับวัยที่ยังถือว่ายังหนุ่มยังแน่น เลยทำให้ภายนอกเขาดูไม่เป็นอะไรมาก

 

“แปลว่า ถ้าผมร่ายมนต์ให้ฝ่าบาท ฝ่าบาทก็จะไปนอนตรงไหนก็ได้หรอ?

“ก็ไม่เชิงใช่เสียทีเดียว ถึงจะไม่ต้องอยู่ใกล้กัน แต่ถ้าไกลกันมากอิทธิฤทธิ์ของภานุมาศมณีก็จะไม่คุ้มครอง”

            อินได้ยินดังนั้นจึงรีบกระตือรือร้นจะเรียนรู้ เขาเจอหนทางที่จะได้นอนคนเดียว โดยที่ยังทำหน้าที่ได้อยู่

 

“งั้นว่ามาเลย”

 

ดิษย์วรินทร์มองคนตรงหน้าด้วยสายตาประหลาดใจ ที่อยู่ดีๆเจ้าดอกปีบของเขาก็ดูกระตือรือร้นขึ้นมา ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่อยากขัด เขาจึงสอนมนต์ และวิธีการตั้งจิตให้กับอิน ดิษย์วรินทร์ต้องตกใจกับความหัวไวของคนตรงหน้า น้องน้อยของเขาเรียนรู้ได้เร็วดีจริง

 

“มา ลองของกันเลย”


            พอจบประโยค อินก็หลับตาพนมมือ พลางกำสร้อยภานุมาศที่ห้อยอยู่ที่คอของเขาไว้ในมือ ตั้งจิต แล้วท่องมนต์ทำปากขมุบขมับ ตามที่ได้เรียนมาเมื่อครู่ ก่อนจะลืมตาแล้วเอามือทั้งสองข้างจับที่ศีรษะของดิษย์วรินทร์เป็นอันเสร็จ


ยามที่ต้องจับศีรษะคนตรงหน้านั้น อินก็เผลอไปสบตากับเขาเข้า เหตุการณ์ที่เจอกันครั้งแรกกลับเข้ามาในหัวสมอง มันทำให้เขารู้สึกประหม่าขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ จึงแกล้งพูดเล่นไร้สาระแก้เขินออกไป

 

“นี่ถ้ามีใครมาเห็นว่าผมจับหัวฝ่าบาทเข้า เขาจะด่าว่าผมเล่นหัวคนแก่หรือเปล่า? หรือผมจะหัวหลุดจากบ่าแบบที่ลุงป้อมชอบพูด”

 

            ดิษย์วรินทร์ยิ้มกว้างก่อนจะเผลอขำออกมาเล็กน้อยเจ้าดอกปีบนี่ช่างจินตนาการเหลือเกิน

“พี่น่ะ อายุ28 ปี ยังไม่ได้แก่ขนาดนั้นเสียสักหน่อย พี่แก่กว่าน้องเพียงหกปีเท่านั้นเอง ก็ไม่ได้มากโขอะไร อีกอย่างทำไมเมทจะจับหัวกันไม่ได้หรือ? ฮึ? แถมเราก็ทำกันในพื้นที่ของเรา ใครมาเห็นก็ช่างเขาประไร”

 

            ดิษย์วรินทร์เอ่ยปากหยอดคำหวาน พร้อมส่งสายตาเป็นเชิงหยอกล้อออกไป เพราะเขาน่ะรู้อยู่แก่ในว่าคนตรงหน้า กำลังเขินเขาอยู่เพียงไหน แม้จะใช้คำพูดมาล้อเลียนเขาถึงเรื่องอายุ ให้เขาเป็นคนเขินแทน แต่ก็ยังไม่สามารถกลบสีหน้า และสายตาหลุกหลิกที่ฟ้องออกมาหมดแล้วว่าคนตรงหน้านั้นคิดอะไร


 อินเบี่ยงหน้าหลบสายตาจากฝ่าบาทหน้ามึนของเขา ที่ตอนนี้กำลังส่งสายตาไล่ต้อน ทำให้เขาเขินมากขึ้น ไอ่ต้นไม้นี้มันร้าย!!!


          ตัวเขานั้นพอจะรู้อยู่ว่าดิษย์วรินทร์นั้น คงไม่ได้แก่ไปมากเสียเท่าไร หากได้เห็นรูปร่างหน้า ตาผิวพรรณแล้วเป็นใครก็คงจะพอกะอายุอานามได้ เผลอๆอาจจะเดาแล้วน้อยเสียกว่าอายุจริงเสียด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างนั้น เรื่องอายุก็คงเป็นเรื่องแรกที่เขาพอจะนึกออก แล้วยกขึ้นมาพูดแก้เขินได้


จะไม่ให้เขินได้อย่างไร ในเมื่อโอเมก้าอย่างเขาต้องรักษาเนื้อตัว มากกว่าพวกอัลฟ่า หรือเบต้า ยิ่งโอเมก้าในบ้านที่ออกจะโบราณๆอยู่หน่อยๆอย่างเขาแล้ว ยิ่งยากที่จะได้ใกล้ชิดกับคนอื่น


แต่ตอนนี้เขากลับต้องเขาใกล้กับอัลฟ่าที่มีเบ้าหน้า และหุ่นชักชวนให้เขาเข้าหาขนาดนี้ แม้จะเมทกันก็เถอะ แต่เขาก็ไม่รู้อะไรที่เกี่ยวกับเมทของเขาเลย...แม้สักนิด

 

“ก็...ก็...ผมไม่รู้นี่ ผมแทบไม่รู้จักคุณเลยด้วยซ้ำ”


            อินพูดพลางทำเป็นเบี่ยงสายตาไปทางอื่น ไม่สบตากับคู่สนทนา แต่ถึงจะเป็นท่าทางที่ดูจะไม่จริงจังเวลาพูด แต่สิ่งที่เขาพูดออกไปนั้น เขาหมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ


            ดิษย์วรินทร์ถึงจะเห็นท่าทางแบบนั้น แต่เขาก็รู้ดีว่าสิ่งที่เมทของเขาพูดออกมานั้น สื่อถึงแบบนั้นจริงๆ เขาเข้าใจน้องดี ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเจ้าอินนั้นมันรวดเร็ว และต้องตัดสินใจอย่างกะทันหัน แต่อินก็ยังเลือกที่จะช่วยเขา ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรตาม

 

            เขาจึงอยากจะดูแล และปกป้องน้องให้มากที่สุด อีกทั้งยามนี้น้องน้อยในสายตาเขาก็ได้กลายเป็นโซลเมท เป็นความผูกพันตามจิตวิญญาณของเขาไปเสียแล้ว เขายิ่งต้องรับผิดชอบดูแลให้มากขึ้นไปอีก...มันคือความรับผิดชอบของเขา

 

“นั่นสินะ พี่เองก็เคยเห็น เคยเล่นกับน้องตอนที่น้องยังเด็กมากนักเท่านั้น ตามจริงแล้วพี่เองก็แทบจะไม่รู้จักน้องเลยเช่นกัน เช่นนั้นเราทั้งสองก็มาเริ่มทำความรู้จักกันให้ดีเสียเถิดหนา เราทั้งคู่ต้องอยู่กันไปอีกโข” ดิษย์วรินทร์พูดด้วยน้ำเสียง และแววตาจริงจัง

 

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะลักษณะของอัลฟ่า หรือลักษณะของกษัตริย์ที่ฝ่าบาทดำรงตำแหน่งอยู่กันแน่ ที่ทำให้อินแทบจะเชื่อถือเขาในทุกคำพูด


“อ่อ แล้วอีกอย่าง น้องเรียกพี่ว่าคุณอีกแล้วหนา ประเดี๋ยวเข้าไปในวัง คนในวังคงจะว่าว่าน้องพูดจาแปลกๆ เขาไม่รู้หรอกหนาว่าน้องมาจากไหน”

“ผมยังไม่ชินน่ะครับ ขออภัยนะครับฝ่าบาท” อินกล่าวตอบ แต่ก็คิดว่าตนไม่ได้พูดอะไรแปลกๆสักกะหน่อย คนที่นี่ต่างหากที่แปลก พูดจาจะสมัยใหม่ก็ไม่ใหม่ จะโบราณไปเลยก็ไม่ใช่ แต่ที่เขาเลือกจะไม่เถียงออกไป เพราะเขารู้ดีว่าเขาเองนั่นแหละที่ต้องเป็นคนปรับตัว

 

“ไม่ใช่”

“เออ...ขอโทษครับ ผมไม่ถนัดใช้ราชาศัพท์สักเท่าไร”

“ไม่ใช่ ไม่ใช่ฝ่าบาท...เรียกพี่ ว่าพี่ หรือเสด็จพี่สิถึงจะถูก”

“....”

“หัดเรียกไว้ให้ชินปากเถิดหนา ไม่ว่าเสียงอย่างไร น้องก็ต้องเรียกอยู่ดี เราควรจะเริ่มทำความรู้จักกันมิใช่หรือ? ก็เริ่มจากสิ่งนี้เถิด” ดิษย์วรินทร์บอกคนตัวบาง ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าเจ้าดอกปีบ พยายามจะเลี่ยงที่จะเรียกเขาว่าพี่ทุกครั้งไป

“พะ...พี่...”

จบตอนที่ 9 Across the universe

 

_________________________________________________________________________________

ช่วงไรท์ขอบอก!! (Talk):




ตอนนี้ไรท์พยายามสื่อถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองคนนะคะ

ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จากคนที่ไม่รู้จักกันเลย อยู่กันคนล่ะต่างกันแม้กระทั่งมิติของเวลา แต่ตอนนี้ต้องมาอยู่ร่วมกัน จึงต้องปรับตัวเข้าหากัน

แล้วเหมือนทั้งคู่ก็จะพยายามเข้าหากันอยู่ด้วย จึงเป็นที่มาของชื่อตอนค่ะ  ข้ามภพ ข้ามจักรวาลมาหากัน


           ผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้นะคะ

ถ้าชื่นชอบ หรืออยากติชมเพื่อการปรับปรุง สามารถคอมเมนต์อย่างสร้างสรรค์ได้นะคะ

และไปหวีดกันในทวิตเตอร์ โดยการติดแท็กชื่อฟิคด้วยได้นะคะ ถือเป็นการช่วยกันโปรโมทค่ะ 5555

 #นิมิตมาลย์ #เนียลอง #nielong #ฟิคเนียลอง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น