นิมิตมาลย์

ตอนที่ 8 : บทที่ 7 พลิกชีวา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    18 ส.ค. 62

บทที่ 7 พลิกชีวา


ก๊อกๆ ใครกัน? มาเคาะเอาตอนนี้


ถึงจะคิดแบบนั้น อินก็ยังลุกขึ้นไปเปิดประตู ภาพที่เห็นคือ เจ้าของกลิ่นเปลือกไม้จันทน์ที่ใส่เสื้อยืดสีดำคอวีเข้ารูป เผยให้เห็นกล้ามอกที่ถูกดูแลมาเป็นอย่างดี และกางเกงผ้ายืดขายาวสีเดียวกับเสื้อ ยืนโค้งตัวเอามือหนึ่งยันกำแพงเพื่อทรงตัว อีกมือก็จับตรงหน้าอกแกร่งของตัวเอง สีหน้าแสดงถึงความทรมานจากอะไรบางอย่าง แล้วคุณต้นไม้มาเคาะประตูเขาทำไม? หรือจะป่วย แล้วให้พาไปหาหมอ?


“คุณ คุณเป็นอะไร?

“เราขอนอนด้วยสิ!


ห๊ะ!!!! ขอนอนด้วย?

เอิ่ม....อะไรของมึ๊งงงง

ถึงแม้ตอนนี้เจ้าของกลิ่นเปลือกไม้จันทน์นั้น จะดูมีสีหน้าเจ็บปวด ทรมานราวกับจะล้มลงไปอยู่ตรงหน้า แต่ประโยคที่เขาพูดออกมานั้น มันช่าง....สุ่มเสี่ยงที่จะให้คิดไปในทางที่ไม่ดีได้จริงๆ


“อะไรของคุณ คุณเป็นอะไร? ไปหาหมอมั๊ย?

“หมอก็ช่วยอะไรเราไม่ได้ ช่วยเรา ได้โปรด..”


            ดิษย์วรินทร์พูดพลางเงยหน้าสบตากับเจ้าของห้อง สายตาอ้อนวอนที่ยากนักที่จะได้เห็นจากเขา แต่ในครานี้ เขาผู้ที่เป็นกษัตริย์กับกำลังร้องขอความเห็นใจจากคนตรงหน้า คงเป็นเพราะร่างกายของเขาในตอนนี้ คงจะทนพิษจากมนต์สกปรก ที่สาปให้เขาต้องทนทรมานราวกับร่างกายนั้นถูกแผดเผาได้ไม่ไหว เมื่อเขาเจอหนทางที่จะบรรเทาอาการนั้น อาการที่เขาต้องอดทนมากว่า 5 ปี เขาจึงเลือกที่จะทิ้งทุกอย่าง แม้กระทั่งเกียรติแห่งฐานันดรศักดิ์


“ช่วย? ให้ผมช่วยคุณยังไง?”

“คืนนี้ให้เราได้อยู่ใกล้กับน้องเถิด”

“หมายถึงคุณจะมานอนกับผมที่ห้องนี้หรอ?” เจ้าอกปีบถาม พลางขมวดคิ้วไปด้วย


            สิ้นคำถามของเจ้าของกลิ่นดอกปีบ ดิษย์วรินทร์ทำเพียงพยักหน้าให้เป็นคำตอบ ยามนี้ตัวเขานั้นแค่จะยืนได้อย่างมั่งคงก็ยังเป็นเรื่องยาก แม้จะเป็นเพียงการยืนสนทนากันเพียงชั่วครู่ แต่ตัวเขานั้นก็รับรู้ได้ว่าอาการร้อนดั่งไฟในตัวเขานั้น มันทุเลาลง อาจจะเป็นผลมาจากพลังของภาณุมาศมณี และคนตรงหน้าเขาที่ตอนนี้กำลังทำสีหน้าครุ่นคิด ปนกับสีหน้าเลิ่กลั่กกับเหตุการณ์ตรงหน้า แต่ก็ยังมิวายส่งกลิ่นดอกปีบหอมรัญจวน จนทำให้เขารู้สึกดีขึ้น

“แค่นอนในห้องนี้ใช่มั๊ย? ถ้าใช่ ผมยอมช่วยคุณก็ได้”

“ขอบคุณ”


            อินนั้นใช้เวลาในการตัดสินใจอยู่สักครู่ ก็เลือกที่จะช่วยคนที่มาร้องขอความช่วยเหลือ เขาได้แต่คิดว่า หากมีคนในครอบครัวมาเห็นเขาพาอัลฟ่าที่แทบจะไม่รู้จักกันเข้าห้องตอนดึกดื่น มีหวังคงโดนเขกกบาลแตกแน่ๆ แต่เขาก็ยังคงเลือกที่จะช่วย เพราะเขารู้สึกได้ว่าคนตรงหน้าเขานี้กำลังเจ็บปวดทรมานอยู่จริงแน่ๆ อิทธิฤทธิ์ของการเป็นโซลเมทมันเป็นอย่างนี้นี่เอง

แม้จะเคยเรียนตามตำราที่โรงเรียนมาแล้ว แต่เขาก็เพิ่งได้รู้สึกถึงมันได้วันนี้ หากคนใดคนหนึ่งรู้สึกอย่างไรอยู่ อีกคนหนึ่งนั้นก็จะรู้สึกด้วยเช่นกัน คงเป็นเพราะเหตุนี้ถึงทำให้ตอนนี้เขามีอาการเจ็บแปลกๆ 

แต่ความรู้สึกอยากช่วยเหลือนั้นกลับหมดไปทันที เพราะเพียงเมื่อเขาเอ่ยปากอนุญาต ฝ่าบาทต้นไม้นั่นทำเพียงกล่าวขอบคุณ แล้วเดินพุ่งตรงไปนอนที่เตียงของเขาอย่างไร้ความเกรงใจ

“คุณ คุณมานอนตรงนี้แล้วจะให้ผมนอนตรงไหน?” อินเดินเข้าไปพูดกับฝ่าบาทเปลือกไม้ที่ดูไม่มีทีท่าจะลุกจากเตียงนอนของเขาอย่างหัวเสีย

“ตรงนี้ ที่ว่างข้างเรา” ดิษย์วรินทร์พูดพลางใช้มือตบลงที่ว่างข้างตนหนึ่งที ก่อนที่จะหลับตาลง เพราะ ตัวเขานั้นอ่อนล้าเหลือเกิน


หึ! หึ! มรึงงงงงง!

แหมมมมม พออนุญาตเข้าหน่อยก็เอาใหญ่เลยนะ

            อินกัดฟันโกรธ แต่ก็ทำได้เพียงยิ้มเหยียด ยืนมองคนตรงหน้าที่หลับตาใส่เขาไปแล้ว ตัวเขานั้นไม่เลือกที่จะไปนอนฝ่าบาทขี้เก๊กนั่นอยู่แล้ว

ใครจะไปนอน!!


ถึงจะโมโห แต่อินก็รับรู้ได้ว่าฝ่าบาทนี่คงกำลังเจ็บปวด และเหนื่อยเอาเสียมากๆ เขาเลยไม่ได้ต่อความยาว แล้วแยกย้ายกันนอน เห็นไม่สบายหรอกนะ เขาถึงยอมให้


อินจึงเลือกที่จะเดินไปนั่งตรงเก้าอี้โต๊ะทำงานของเขาแทน ยังดีที่เก้าอี้มันเป็นเก้าอี้ไว้สำหรับคอเกมส์ที่รองรับได้ดีถึงคอ ถึงแม้เขาจะไม่ได้ชอบเล่นเกมส์ก็เถอะ แต่มันใช้งานได้ดีเวลาที่เขาต้องนั่งทำงาน หรืออ่านหนังสือนานๆ รวมถึงตอนนี้ ตอนที่เขาไม่มีที่นอน เจ้าเก้าอี้นี่ก็ยังพอทำให้เขากึ่งนั่งกึ่งนอนได้บ้าง


แม้จะไม่สะดวกสบายนัก แต่ความง่วงไม่เข้าใครออกใคร อินจึงคิดจะฟุบลงไปกับโต๊ะ และคิดจะหลับไปในท่านั้น ในตอนนี้ความเจ็บที่เกิดขึ้นกับเขาได้หายไปจะแทบจะไม่เหลือแล้ว อินจึงหันไปมองตัวต้นเหตุที่ตอนนี้กำลังนอนอยู่บนเตียงของเขาอย่างสบายใจ


ฝ่าบาทกลิ่นเปลือกไม้ในเวลาที่ไม่ได้แต่งตัวอย่างเป็นทางการ ผมที่ไร้การตกแต่งจนมันตกลงมาปรกหน้าผาก อกแกร่งที่เคลื่อนไหวอย่างเป็นจังหวะ ทำให้อินรู้ได้ว่าฝ่าบาทคงกำลังหลับสนิท ภาพที่เขาเห็นอยู่นี้มันทำให้เขาอมยิ้มอย่างไม่รู้ตัว ตอนที่ฝ่าบาทนี่ไม่วางท่า ไม่พูดจาโบราณๆ ถือตัว ขี้เก๊ก

ก็....น่ารักดี


อินสะบัดหัวไปมาเรียกสติ เขาคงจะง่วงจนเบลอ ถึงเกิดความคิดบ้าๆแบบนี้ออกมา แล้วฟุบหลับพาตัวเองเข้าสู่นิทรา เพื่อที่วันพรุ่งนี้เขาจะได้มีแรงไปผจญภัยกับสิ่งใหม่ๆ สิ่งที่ไม่คาดคิด และอาจจะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตของเขาตลอดไป.....

 

           

               เมื่อยามเช้ามาเยือน อินลืมตาตื่นขึ้นมาเพราะเสียงนาฬิกาที่ตั้งไว้เมื่อคืน เขานอนบิดขี้เกียจไปมาบนเตียง ไม่อยากลุกขึ้นตื่น คงเป็นเพราะ เหตุการณ์เมื่อคืนที่ทำให้เขากว่าจะได้เข้านอนอีกครั้งก็เกือบจะตีสอง แต่กลับต้องตื่นแต่เช้ามืด เช้าวันนี้เขาเลยไม่สดใสนัก


แต่เอ๊ะ!! บนเตียง?

บนเตียง? นี่เขามานอนบนเตียงได้อย่างไร?


            คิดได้ดังนั้น อินจึงรีบดีดตัวลุกขึ้นนั่ง มองที่ข้างๆตน และรอบๆห้องก็พบว่าเวลานี้ มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่อยู่ในห้องนี้...ฝ่าบาทต้นไม้นั่นออกไปตั้งแต่เมื่อไร?

            เขาได้แต่คิดทบทวนเรื่องเมื่อคืน ภาพสุดท้ายในความจำเขาคือ ฝ่าบาทนอนบนเตียง เขานอนฟุบไปกับโต๊ะทำงาน แต่เวลานี้เขากลับตื่นมาอยู่บนเตียง


            ฝ่าบาทนั่นจะอุ้มเขามานอน?

          เป็นไปไม่ได้! สภาพฝ่าบาทเมื่อคืน แค่ตัวเองก็ยังเอาตัวไม่ค่อยจะรอดเลย

          แถมคนแบบนั้น ไม่น่าเป็นห่วงคนอื่นได้

หรือนี่เขาละเมอเดินมานอนหรอ?

แต่เขาก็ไม่เคยละเมอเดินมาก่อนนะ เหอะ! ช่วงนี้ช่างมีเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้นกับเขาบ่อยเหลือเกิน


อินได้แต่หยุดคิดหาเหตุผล แล้วลุกขึ้นไปปฏิบัติกิจวัตร วันนี้เขาตื่นเช้ากว่าปกติ เพราะต้องออกไปใส่บาตร เข้าพิธีแต่งงาน และเดินทางไปรวีนครินทร์...


เรื่องที่เกิดขึ้นกับเขามันเกิดขึ้นเร็ว และประดังกันเข้ามา ทั้งปมหลังครอบครัว โซลเมท เวทมนต์ ช่วยเหลือเมืองนู่นนี่นั่น จนเขาแทบจะรับไม่ไหว และเลือกที่จะเชื่อไม่ถูกเลยว่าเรื่องไหนควรจะเป็นเรื่องจริง หรือไม่จริงกันแน่ มันรบกวนชีวิตเขา ทำให้เขาคิดวนซ้ำไปมา จนเลือกที่จะใช้วิธีเผชิญหน้า เอาไงเอากัน!!!


เมื่อจัดการตัวเองเสร็จเขาก็เดินออกไปยังหน้าบ้านเพื่อเตรียมตัวจะใส่บาตรตามพิธีการอันแสนจะรวบรัดตามที่พ่อของเขาได้บอกไว้ นี่ถ้าไม่ติดว่าบ้านเขาไม่ได้ยากจนข้นแค้นอะไร เขาก็คงจะคิดว่านี่คงเป็นแผนของพ่อที่คิดจะเร่งขายเขาให้กับเศรษฐีรวยๆ อย่างในแบบละครหลังข่าวแน่ๆ


ระหว่างระยะทางเดินไปหน้าบ้าน เขาก็เห็นว่าคนช่วยงานในบ้านต่างเดินกันขวักไขว่ เพื่อช่วยกันจัดงานแต่งงาน ที่ในความคิดของเขามันแทบจะเป็นงานแต่งงานที่จอมปลอมมาก ไม่เห็นจะต้องตระเตรียมอะไร อย่าว่างานแต่งานเลย ใส่บาตรอะไรนี่ก็ไม่ต้อง


แต่ถึงเขาจะคิดแบบนั้น แต่เขาก็ทำได้เพียงทำตามสิ่งที่ผู้ใหญ่ต้องการ ตามจริงเขาไม่ใช่คนหัวอ่อน ยอมทำตามอะไรอย่างง่ายดาย แต่ตัวของเขานั้นเหนื่อยหน่าย แล้วก็ปวดหัวกับเรื่องที่เกิดขึ้น เกินกว่าจะเถียงออกไป


อินเดินมาถึงบริเวณหน้าบ้านก็พบว่าทุกอย่างถูกเตรียมพร้อมไว้ให้เขาหมดแล้ว วันนี้พ่อ แม่ และย่าของเขาแต่งตัวแปลกตาออกไป ทุกคนแต่งตัวดีด้วยผ้าไทย แม้จะเป็นพียงชุดเสื้อกับนุ่งกระโปรงผ้าไทยธรรมดาสำหรับ แม่และย่า ส่วนพ่อก็สวมเสื้อเชิร์ตแขนสั้นผ้าไทย กับกางเกงสแล็คขายาวสีดำธรรมดา  ไม่ได้เว่อวังเหมือนคุณหญิงคุณชายทั้งหลาย แต่สำหรับอินแล้วนี่เป็นภาพหายาก โดยเฉพาะพ่อของเขาที่วันๆเอาแต่ปลูกต้นไม้ ทำสวน กว่าจะได้เห็นแต่งตัวดีสักทีก็แปลว่าต้องมีงานบางอย่าง


แต่จะไปว่าพ่อเขาเพียงอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะเขาเองก็เป็นเหมือนกัน ที่ปกติมักจะแต่งตัวสบายๆ แต่วันนี้เขากลับแต่งตัวด้วยเสื้อเชิร์ตแขนยาวสีขาว กับกางเกงสแล็คสีเทาอ่อน ปล่อยผมด้านหน้าลง เพราะความขี้เกียจเซ็ตผมของตัวเขาเอง ต่างกับคนที่เขาจะแต่งงานปลอมๆด้วย


เจ้าของกลิ่นเปลือกไม้จันทน์นั่นที่เซ็ตผมด้านหน้าเล็กน้อย เผยให้ได้เห็นหน้าผากขาวบ้าง อินไม่อยากจะยอมรับว่าผิวขาวๆนั้นช่างเข้ากันได้ดีกับผมสีน้ำตาลอ่อนจนแทบจะทองของฝ่าบาทนัก ประกอบกับหุ่นดีๆของเขาที่ตอนนี้สวมเสื้อเชิร์ตแขนยาวสีขาว ผูกไทด์สีดำที่ตัดด้วยลายขีดสีขาว กับกางเกงสแล็คสีดำ และเข็มขัดสีเดียวกัน ยิ่งเน้นสัดส่วนว่าฝ่าบาทหน้ามึนคนนี้ขายาวกว่าช่วงลำตัว แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความดูดีของเขาลดลงเลย หรืออาจจะเป็นเพราะลักษณะพันธุ์ของอัลฟ่าที่ถูกออกแบบมาเพื่อความสง่างาม ความเป็นผู้นำ


เหอะๆๆๆๆ แค่เกิดมาเป็นอัลฟ่านี่มันดีจริงๆเลยสินะ

แต่ก็ดีแค่นั้นแหละ....ไม่ต้องไปชมเยอะล่ะ


            อินเดินเข้าไปยังโต๊ะที่ตั้งของจัดเตรียมใส่บาตร วันนี้ทุกคนต่างพูดแสดงความยินดีกับเขาเกี่ยวกับเรื่องแต่งงานกันยกใหญ่ คงมีแต่เขานี่ล่ะที่คิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องที่ทำไปงั้นๆ ทำให้มันจบๆ และเสร็จสิ้นไป พอจบเรื่องนี้เขาจะได้กลับมาเริ่มหางานทำแล้วก็ใช้ชีวิตของเขาอย่างปกติสุขเสียที


            การใส่บาตรตอนเช้าผ่านไปอย่างเรียบง่าย ถ้าไม่นับเสียงของพวกผู้ใหญ่ที่คอยแนะนำให้ทำนู่นนี่ก็แทบจะไม่มีใครพูดกัน โดยเฉพาะฝ่าบาทหน้าไม้ และตัวเขาเอง ที่ตอนนี้เงียบอย่างกับคนเป็นใบ้ และทำตามสิ่งที่ผู้ใหญ่บอกเพียงเท่านั้น


            เมื่อผ่านพิธีทางศาสนา ที่แทบจะเรียกว่าพิธีไม่ได้เสียด้วยซ้ำ เพราะมันก็แค่การใส่บาตรในตอนเช้าอย่างที่คนพุทธทั่วไปทำ ทุกคนก็ย้ายสถานที่มายังห้องรับแขกที่ตอนนี้ ถูกจัดอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้เป็นสถานที่ในการจัดงานหมั้น และงานแต่งงานในเวลาเดียวกัน

            พิธีงานหมั้น และแต่งงานของอิน และดิษย์วรินทร์นั้นเป็นไปอย่างเรียบง่าย มีเพียงการไหว้ผู้ใหญ่ และการผูกข้อมือจากผู้ใหญ่เท่านั้น

“เราสัญญา กับท่านอาและท่านย่าว่าเราจะดูแลน้องเป็นอย่างดี” ฝ่าบาทที่ตอนนี้สวมสูทสีดำเพิ่มเข้ามาจากชุดที่ใส่บาตรเมื่อครู่พูดขึ้น นี่คงเป็นประโยคที่ยาวที่สุดของเช้านี้ที่อินเพิ่งได้ยินจากฝ่าบาทหน้ามึนนี่ เขาพูดพลางมองช้อนขึ้นไปยังเก้าอี้ที่ผู้ใหญ่ทั้งสามนั่งอยู่ ในขณะที่ตัวเขา และอินนั้น นั่งอยู่ที่พื้นด้านล่าง

“กระหม่อมฝากลูกด้วยนะพ่ะย่ะค่ะ อ่าวเจ้าอิน! ยืนมือให้ฝ่าบาทสวมแหวนสิ” พ่อของอินพูดพลางชี้มาที่เขา


เขาจะทำอย่างไรได้ นอกจากยื่นมีไปให้คนหน้ามึนสวมแหวนเพชรน้ำงามที่ถูกออกแบบมาอย่างเรียบง่าย เหมาะกับโอเมก้าชายเอาเสียมากๆ แหวนที่เขาคิดว่าถ้าเอาไปขายคงมีเงินใช้ไปเป็นปี


หลังจากที่แหวนถูกสวม อินก็ได้แต่ยกมือไหว้ขอบคุณคนที่แก่กว่าเป็นพิธี และสวมแหวนของที่ปู่เขาเคยให้ย่าของเขากลับไปให้คนหน้ามึนตรงหน้า หลังจากนั้นเราทั้งสองก็ฟังผู้ใหญ่อวยพรกันอีกไม่นานเท่าไร ก็เป็นอันเสร็จพิธีการแต่งงาน....จอมปลอม


หลังเสร็จพิธีทุกคนต่างแยกย้ายกันไปพัก เพื่อรอรับประทานอาหารกลางวัน และออกเดินทางไปรวีนครินทร์ แต่อินจะพักได้อย่างไรในเมื่อเขา และฝ่าบาทหน้ามึนนั่นถูกจับมาอยู่ห้องเดียวกัน เพราะผู้ใหญ่อยากให้เราทั้งคู่ได้เข้าหอด้วยกัน แม้จะเป็นแค่พิธีก็เถอะ


เหอะ! พวกผู้ใหญ่นี่อะไรกัน ก็รู้อยู่นิ่ว่าทำไปแค่งั้นๆ ยังจะให้ทำอี๊กกกก

เข้ามาก็แยกกันอยู่คนล่ะมุม..จะให้เข้ามาทำไม!!!

ตอนนี้เขาอึดอัดจะแย่อยู่แล้ว...


“น้องเหนื่อยหรือเปล่า? พักเสียหน่อยไหม?” ดิษย์วรินทร์เอ่ยปากพูดกับอินโดยตรงเป็นครั้งแรกของวัน

“ไม่...ผมไม่เหนื่อย คุณเถอะ เหนื่อยก็งีบไปสิ”


อินตอบกลับออกไป ใช่ว่าเขาจะพูดเพราะเป็นห่วงสามีสดๆร้อนๆของเขา แต่เขาแค่อยากให้คนหน้ามึนนี่หลับไปก็ดี จะได้ไม่ต้องนั่งมองหน้ากันไปมา ทั้งที่นั่งอยู่กันคนล่ะมุมแบบนี้ มันน่าอึดอัด และเขาก็คิดว่าอีกฝ่ายก็น่าจะคิดแบบเดียวกัน


แต่การตอบกลับของฝ่าบาทต้นไม้หน้ามึนกลับทำให้อินประหลาดใจ ฝ่าบาทกลับยิ้มยกมุมปากทั้งสองข้าง และส่ายหัวไปมา แถมยังหัวเราะน้อยๆออกมาด้วย


“ไม่เลย เราไม่เหนื่อยเลย เมื่อคืนเป็นคืนที่เรานอนหลับได้สนิทที่สุดในรอบหลายปี”

“เหอะ! หลับสนิทเพราะมาแย่งที่คนอื่นเขานอน ส่วนเจ้าของห้องต้องไปนอนฟุบที่โต๊ะ”


            อินตอบกลับฝ่าบาทโซลเมทของเขาไปแบบนั้น อย่างอดเสียไม่ได้ ก็มันน่านัก!!... มาแย่งที่คนอื่นเขานอน แต่ตอนนี้กลับมาทำหน้ายิ้มหน่อยยิ้มใหญ่ เมื่อคืนไม่รู้อะไรดลใจให้เขาเป็นคนดีขึ้นมา ถึงได้ช่วยคนแบบนี้...ไม่น่าเลย เขาตัดสินใจพลาดจริงๆ


“เราก็อุ้มน้องกลับมานอนบนเตียงด้วยกันแล้วอย่างไร ทำไมยังบ่นอุบอิบเสียล่ะ”

“ก็.....ห๊ะ!!! คุณอุ้มผมมานอนด้วยกันหรอ?” อินพูดพลางถลึงตาใส่คนตรงหน้าด้วยความตกใจผสมปนกับอารมณ์โมโหที่ตอนนี้ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“ใช่ น้องนอนตรงโต๊ะนั่นคงเมื่อยตายกันพอดี อีกอย่างน้องบอกเองไม่ใช่หรือว่าเรามาอยู่ห้องของคนอื่น ถ้าเรานอนเตียง แล้วเจ้าของห้องนอนโต๊ะ เราก็คงจะใจดำเสียเกินไป”


มรึง!!! มรึ๊ง!!!!


            อินได้แต่กัดฟันโกรธอยู่ในใจ ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องเมื่อคืนที่เกิดขึ้น แต่เป็นคำพูดมึนๆที่มาจากฝ่าบาทหน้ามึน แถมตอนพูดยังทำท่าเล่นหูเล่นตา กวนประสาทเอาเสียมากๆ ต่างจากตอนเช้าที่อยู่กับผู้ใหญ่ที่ช่างเงียบขรึม และสุขม ไอ้ฝ่าบาทนี่มันเป็นคนยังไงกันแน่!!


“น้องไม่ต้องกังวลใดใดหรอกหนา น้องเป็นเมทของเรา ใครจะกล้าว่าอะไร ไม่ว่าอย่างไรเราทั้งคู่ก็ต้องแต่งงานกัน”

“ผมไม่ได้กลัวว่าใครจะว่า แต่ผมไม่ชอบที่คุณทำอะไรโดยไม่ถามผม” อินเริ่มกระแทกเสียง

“เราเพียงเห็นว่าน้องหลับสนิทจึงไม่อยากปลุก มิมีสิ่งใดให้ต้องคิดมากหรอก จะช้าจะเร็วเราทั้งคู่ก็จะต้องอยู่ด้วยกัน พี่มั่นใจแบบนั้น” ดิษย์วรินทร์พูดอย่างใจเย็น และยิ้มน้อยๆออกมา อย่างที่เขาชอบทำ

“นี่คุณ!!! คุณคิดจะกวนประสาทผมหรอ! อินพูดโพลงออกไปด้วยน้ำเสียงที่เริ่มแสดงถึงความโมโห ก็ไอ้คนตรงหน้านี่ ช่างแสดงสีหน้าชวนโมโหได้เก่งนักล่ะ

“เราไม่เคยคิดจะรบกวนน้องหรอกหนา แต่ถ้าหยอกเล่นก็คงจะมี เราก็ทำมาตั้งแต่น้องเด็กๆแล้วไม่ใช่หรือ หึหึ” ดิษย์วรินทร์พูดพลางหัวเราะในลำคอออกมา


            ภาพที่เห็นตรงหน้าแทบทำให้อินเก็บอารมณ์ไม่อยู่ แต่ก็คิดคำพูดที่จะตอบโต้คนแบบนี้ไม่ออก แถมกลัวว่าคำที่จะพูดออกมามันจะไม่ใช่คำที่เรียบร้อยนัก อย่างน้อยเขาก็ควรจะเกรงใจที่คนตรงหน้านั้นแก่กว่าตน จึงเลือกที่จะใช้วิธีเงียบแทน


            หลังจากสนทนานั้น ทั้งห้องก็กลับสู่ภาวะเงียบอีกครั้ง เราทั้งคู่เลือกที่จะไม่พูดอะไร อินเลือกที่จะไปนั่งยังโต๊ะที่เขาฟุบหลับไปเมื่อคืน ในขณะที่ดิษย์วรินทร์นั่งพิงหัวเตียง เหยียดขาที่ยาวกว่าช่วงตัวของเขาอยู่บนเตียงของอิน


ก๊อกๆๆ


            เสียงเคาะประตูช่วยทำลายความเงียบของห้องไปได้ คงเป็นคนข้างนอกที่จะมาตามเราทั้งคู่ไปกินข้าวกลางวัน หลังจากที่ปล่อยให้เราทั้งคู่เข้าหอหลอกๆอยู่เกือบสองชั่วโมง


“ฝ่าบาท กระหม่อมมาทูลเชิญฝ่าบาท และเอ่อ...องค์ราชินีไปเสวยอาหารพ่ะย่ะค่ะ”

“อืม เดี๋ยวเรากับน้องตามไป บอกผู้ใหญ่ให้เราด้วยนะชริน”

“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”


            เสียงที่ไม่คุ้นหูของอิน แต่คงจะคุ้นหูของดิษย์วรินทร์เป็นอย่างดีถึงทำให้เขาตอบออกไป โดยไม่ต้องเปิดประตูออกไปดู จะว่าไปตั้งแต่เจอกันมาอินแทบจะไม่ได้ยินเสียงของคนติดตามฝ่าบาทหน้ามึนเนี่ยเสียเท่าไรนัก ทั้งสองคนนั้นพูดแทบจะนับคำได้ ส่วนใหญ่ก็มักจะยืนแอคท่า หรือไม่ก็ยืนนิ่งเป็นเสาเสียเท่านั้น


“ไปทานข้าวกันให้เรียบร้อยเสียเถิด เราทั้งคู่ต้องออกเดินทางกันอีกไกล ควรจะเตรียมตัวเอาไว้”

“...”

“อีกอย่าง เราว่า...ไม่สิ! พี่ว่าน้องควรจะหัดเรียกพี่ว่าเสด็จพี่ ไว้เสียให้ชินปากนะ เมื่อถึงรวีนครินทร์แล้วเจอคนอื่นๆ จะได้ใช้คำให้เหมาะสม หากแต่เราอยู่กันเพียงลำพัง หรือมีเพียงแต่คนสนิท น้องก็เรียกว่าพี่ว่าพี่เสียเถิด พี่ไม่ถือ”

“...”  พูดมาก! จู้จี้! อ่ออ นี่เป็นคนแบบนี้เสมอเลยสินะ คิดเองเออเอง ชอบออกคำสั่ง


            อินได้แต่คิดอยู่ในใจ เขาคิดว่าเถียงคนแบบนี้ไปก็ไม่เป็นประโยชน์ ในเมื่อคนพูดเลือกที่จะพูด เลือกที่จะตัดสินใจให้ทำแบบนั้นแบบนี้ตามใจตนเอง จึงเลือกที่จะใช้ความเงียบ และทำหน้ามึนๆกลับ อย่างที่สามีปลอมๆของเขาชอบทำ


“อ่อ หรือน้องจะเรียกพี่ ว่าพี่ดิษย์ ตามที่คนที่นี่มักเรียกกันพร้อมชื่อก็ได้ แต่ถ้าชื่อพี่มันแปลกเสียจนเกินไปน้อง จะเรียกชื่ออังกฤษของพี่อย่างที่พวกฝรั่งเขาตั้งให้ก็ได้ พี่ชื่อแด...”

“เออ...พอเถอะครับ” อินกล่าวตัดบทออกไป เพราะมันเกิน เกินกว่าเขาจะรับไว้ เขาก็เพิ่งรู้เมื่อไม่กี่วินาทีว่าโซลเมทของเขานั้น ช่างเป็นคนพูดเก่งซะเหลือเกิน


            อินชิงเดินออกมาจากห้อง เพื่อมายังโต๊ะอาหาร ก่อนที่เสด็จพี่!!!!!!ของเขาจะพูดอะไรที่เพ้อเจ้อไปมากกว่านี้ การรับประทานอาหารกลางวันนี้ผ่านไปอย่างเรียบง่ายเช่นพิธีตอนเช้า ผู้ใหญ่ยังคงกล่าวถึงวิธีการปฏิบัติตัวต่างๆนานาให้เขาฟัง ทั้งที่ก็พูดให้เขาฟังมาเกือบจะสิบรอบแล้ว  เขาก็ได้แต่ฟังผ่านๆไป ตัวเขาได้แต่ตั้งความหวังว่าจะได้กลับมานั่งกินข้าวกลางวันที่ห้องนี้อย่างเดิมโดยเร็ว เขาจะรีบจัดการงานตัวเองให้เสร็จแล้วรีบกลับมาที่นี่ ที่ที่เป็นบ้านของเขา


            คงเป็นครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่อินรู้สึกว่าอาหารที่บ้านเขานั้นไม่อร่อย อาจเป็นเพราะกังวลเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต กังวลที่ต้องไปไกลบ้าน และอึดอัด เพราะมีคนนั่งจ้องมาที่เขา ด้วยสายตาประหลาดๆ เหมือนจะหาเรื่องแกล้งอยู่ตลอดเวลา แม้จะปกปิดด้วยใบหน้าที่ดูสุขุมนั่นก็เถอะ เขารู้ได้ว่ามีคนจ้องเขาอยู่....ไอ้ฝ่าบาทต้นไม้หน้ามึน!


            หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ อิน ดิษย์วรินทร์ และองครักษ์ที่ติดตามมาทั้งสองคนก็เตรียมตัวออกเดินทางไป รวีนครินทร์ ที่ที่อิน หรือแม้แต่กูเกิ้ลก็ไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน


            ถึงจะตั้งความหวังว่าจะกลับมาได้โดยเร็ว แต่แท้จริงแล้วอินก็ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเมื่อไร เขาจึงล่ำลาอยู่กับครอบครัวเสียนาน กว่าจะยอมออกเดินทางได้  ถึงปีนี้เขาจะอายุได้ 22  ปีแล้ว แต่เขาก็ยังคงมีด้านเด็กน้อยอยู่ดี เขาก็ได้แต่คิดปลอบใจตัวเองว่าเป็นปกติ การเริ่มต้นสิ่งใหม่นั้นก็ต้องมีกังวล มีกลัวกันอยู่บ้าง แม้เรื่องที่เขาจะเจอนั้น อาจจะแปลกจนเขาแทบจะจินตนาการไม่ออกเลยก็ได้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงชีวิตเขาไปอย่างไร....

จบตอนที่ 7 พลิกชีวา

Preciousmalee

_________________________________________________________________________________

ช่วงไรท์ขอบอก!! (Talk):

> มาแล้วจ้าาา ตอนที่7 สำหรับการต้อนรับ บริษัท Konnect ค่ะ 5555 ช่วงนี้ชีวิตวุ่นวาย เลยหายไปนานหน่อยนะคะ TT


  

Ref.ลุคชุดงานแต่งงาน ประมาณนี้นะคะ 

thank you for pic//credit: on pic 


 

ผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้นะคะ

ถ้าชื่นชอบ หรืออยากติชมเพื่อการปรับปรุง สามารถคอมเมนต์อย่างสร้างสรรค์ได้นะคะ

และไปหวีดกันในทวิตเตอร์ โดยการติดแท็กชื่อฟิคด้วยได้นะคะ ถือเป็นการช่วยกันโปรโมทค่ะ 5555

 #นิมิตมาลย์ #เนียลอง #nielong #ฟิคเนียลอง


 

 

 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น