พยนต์

ตอนที่ 15 : บทที่ ๑๕

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 108
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    25 ก.พ. 62

-๑๕-

 

ฟ้าสว่างวาบอีกครา อุษาเพ่งสายตาจับข้างกายนางเยซาไม่กะพริบ ขณะเดียวกันความทรงจำแต่เช้าพล่านผุดดุจน้ำป่าหลาก

--ข้าชื่ออุษา ช่วยข้าที มีคนคิดร้ายจับตัวข้ามามัดไว้ อีกไม่ช้ามันจักกลับมาที่นี่

--กองหม่องบอกว่าเราน่าจักเดินไปในดงไม้นั่นแล้วจึ่งค่อยถอยหลังกลับมา อ้ายเมืองจักได้เข้าใจว่าเรามุ่งหน้าไปที่อื่นแล้ว--

--อุษา เอ็งอย่าวิ่งเร็วนัก กองหม่องมันวิ่งตาม ข้ากลัวมันจักหกล้ม—

--อุษา เอ็งแน่ใจหนาว่าเห็นอ้ายกองหม่องวิ่งนำไป นี่เราเดินตามมาตั้งนานแล้วยังไม่เห็นเงามันเลย!--

--ถ้าอ้ายกองหม่องกลับมาแล้วพบว่าข้าทิ้งเอ็ง ข้าจักถูกมันโกรธ มันอุตส่าห์บอกให้ข้าช่วยเอ็งแต่แรก—

--บ...บางทีอ้ายกองหม่องอาจพบอ้ายเมือง--

--ลูกข้าไม่ใช่เด็กดื้อ!--

ใช่! แต่เช้า ตลอดเวลาดังกล่าวไม่มีคราวใดเลยที่ อ้ายกองหม่องปรากฏตัว! เฉพาะช่วงฟ้าใกล้สาง ตอนที่อุษายังถูกมัดกับต้นไม้แล้วงัวเงียตื่นเพราะรู้สึกเหมือนถูกใครเป่าหูนั่นเล่า มีเงาเล็กๆ หนึ่งเคลื่อนใกล้ทำให้หลงเข้าใจว่านั่นคงคือผู้ปลุก ต่อเมื่อพยายามร้องขอความช่วยเหลือทั้งที่แทบร้องไม่ได้ อื้ออื้อ! อื้ออื้อ! ผู้ปรากฏกายและช่วยไว้กลับเป็นนางเยซา จากนั้นมาไม่มีแม้เงาเจ้าของชื่อกองหม่องอีกเลย!

นางเยซาพูดเองเออเองเพียงลำพัง บางครั้งหันข้าง บางคราวหันหลัง ทำราวกับว่าในอากาศมีลูกชายของนางยืนอยู่เป็นตัวเป็นตน ผนวกกับการบ่นพร่ำมากความ อุษาหมดแรงอดทนจนจำหลอกให้หญิงสติไม่เต็มเต็งแยกทางกลับไป บอกแล้วว่าเราควรแยกกันไปตามหาพี่ก็ไม่เชื่อ

แต่ดูหรือ ในบัดนี้ พื้นที่อันควรเปล่าว่างกลับปรากฏร่างของเด็กชายผิวคล้ำ ร่างเล็กกะหร่องสวมเสื้อทอมือแขนสั้นสีเขียวแต่งลายขวางช่วงอกและเอว ร่วมด้วยท่อนล่างขายาวเป้าต่ำสีน้ำเงินเข้ม หน้าแหลม คิ้วบางดูจางลงด้วยความโดดเด่นของลูกนัยน์ตาเอาเรื่อง ริมฝีปากบางสีคล้ำคลี่ยิ้ม สำแดงซี่ฟันผุกร่อนเป็นสีน้ำตาลดำจนเหลือแต่เขี้ยวขาวสองข้าง ช่างเป็นรอยยิ้มที่ชวนขนลุก!

หรือว่าจักเป็นเด็กอื่น

แต่เด็กที่ไหนจักมาอยู่ลำพังกลางป่าในเวลาฟ้าคะนองน่ากลัวเยี่ยงนี้ ที่สำคัญ ท่าพยักกับหญิงชาวยางคือคำยืนยันว่านางเยซาคือแม่ของมัน

เด็กนี่คืออ้ายกองหม่องจริงแท้!

อุษายังไม่อาจไขความสนเท่ห์ นางเยซาก็เป็นฝ่ายจูงมือลูกชายและออกก้าวนำ อุษาทิ้งระยะห่างมาข้างหลัง ลังเลว่าจักติดตามต่อไปดีหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่ออ้ายเด็กปริศนาเทียวหันมายิ้มให้ด้วยความนัยอันตีไม่ออก

แลอีกครั้ง สังหรณ์บางอย่างกระตุกเตือนเหตุร้าย ลึกลงไปในห้วงทรงจำ ใต้มืดดำที่แยกแยะมิได้ว่าสิ่งไหนคืออันใด เด็กสาวรู้สึกคุ้นหูคุ้นตาอ้ายเด็กนี่อย่างน่าพิศวง ความพิศวงแล่นสู่อารามสะพรึงเมื่อสำนึกว่า ช่วงชีวิตที่ผ่านมา ตนไม่เคยพบเด็กชาวยาง นอกจากคนเดียว เพียงคนเดียวเท่านั้น...

--ช่วยด้วย! ป้าจี่คว้าง ช่วยข้าด้วย!--

วู่ว! โพละ!

อีกชีวิตที่อุษาก่อความผิดไว้มหันต์

. . . . . . . . . .

 

การพยาบาลผู้ป่วยรายใหม่เสร็จสิ้น นางเว่อลุกไปสมทบกับม่องตะลู้แลนางเอื้องที่ยืนดูอยู่ตรงประตู โจโหว่ลุกตาม แต่ก่อนที่ทุกคนจักลงจากเรือนไป ใจสิงห์ซึ่งรั้งท้ายกลับเอ่ยขึ้น “บัดเดี๋ยว!

ทุกสายตาหันมา ชายหนุ่มยกมือปราม ทิ้งก้นลงนั่งอย่างเก่า ข้างร่างอ้ายเมืองที่ทอดยาวอยู่ระหว่างพ่อหมอและอ้ายจัน

“มีอันใดรึน้า” โจโหว่ถาม

เขาไม่ตอบ แต่ก้มแนบหูลงเรี่ยริมฝีปากที่ยังปิดสนิทของอ้ายเมือง นั่นทำให้เด็กหนุ่มบ้านยางพลอยตื่นใจ “มันละเมอรึ”

ใจสิงห์ยังเงียบ เฉพาะดวงตาที่เบิกแต่น้อยช้อนขึ้นสบเอื้อง ริมฝีปากของผู้ถูกจ้องแยกออกจากกันแค่นิดเดียว มือเอื้อมจับกรอบประตูเสมือนไม่รู้ตัว เหมือนเพื่อพยุงตัว!

ยังไม่มีใครพูดอันใดต่อ อีกเสียงก็ดังขึ้นจากด้านนอก “พวกเอ็งเสร็จกันแล้วรึ!

ผู้มาใหม่คือชายแก่ สวมเสื้อเขียวยกดอก ครั้นขยับใกล้ ใจสิงห์จึ่งสังเกตเห็นว่าแขนข้างหนึ่งมีรอยแผลไฟลวก นี่คือชายที่อยู่บนเรือนนางจี่คว้างเมื่อเช้า

ตาแก่บอกกับนางเว่อโดยตรง พี่ๆ ของพวกเอ็งฝากข้ามาตาม กับข้าวกับปลาที่เรือนนั้นยังมี” เจ้าตัวพยักส่งๆ ไปที่ม่องตะลู้โดยตั้งใจไม่มองหน้า “อ้ายพวกนี้ยังไม่ได้กินอันใดแต่เช้ามิใช่รึ”

เสียงขานตอบครืดๆ ดังมาจากท้องของอ้ายโจโหว่ที่เพิ่งเคี้ยวหมากเดื่อหมดไป ทุกคนหัวร่อได้เป็นครั้งแรก โดยเฉพาะตาแก่ “อ้ายโจโหว่ เอ็งเป็นคนเดียวที่ข้ามั่นใจว่ากินแล้ว”

“เช่นนั้นลงไปรอกันที่ใต้ถุนเรือนข้าเถิด เดี๋ยวจักยกสำรับออกมาให้” นางเว่อก้าวนำทุกคนลงจากเรือนไป นางเอื้องเป็นคนสุดท้าย เมื่อสายตาของมันละจากร่างอ้ายเมืองที่ยังทอดนิ่งก็ได้พบกับใจสิงห์ที่จ้องรออยู่ ครั้นแล้วหญิงต่างบ้านจึ่งถอนหายใจแรงๆ แล้วเดินแซงเขาออกไป

ความเงียบเข้าครอบคลุมเรือนของหมอผีแค่ชั่วหม้อข้าวเดือด ร่างหนึ่งที่ยังทอดยาวก็ค่อยๆ เปิดเปลือกตา

ไม่มีใครอยู่แล้ว

เพื่อความมั่นใจ ตาคู่นั้นกลอกลงด้านข้างเพื่อสำรวจคนใกล้ๆ ปรากฏว่าทั้งสองรายยังหลับใหลไม่สมประดี ในที่สุดผู้สำรวจจึ่งขยับลุก แต่แล้วก็กลับสะดุดตาเข้ากับบางสิ่งบางอย่าง

ไม่ห่างกันนัก หมอผีเฒ่าชาวยางนอนอ้าปากหวอ ผิวหน้าเกรียมคล้ำยับย่น โพกผ้าบนศีรษะเคยรัดแน่นกลับคลายออกจนเห็นช่วงท้ายทอย ในแสงสลัวช่วงพายุเข้า ผู้สังเกตยังแลเห็นแผลเป็นพาดรอยยาวโผล่พ้นจากชายผ้า มันเหมือนกับ รอยแผลเป็นของ...

บางภาพผุดเตือน เจ้าตัวเผลอกลืนน้ำลายลงลำคออย่างยากลำบาก เรื่องร้ายที่คาดไว้ดูจักกลายเป็นจริงมากขึ้นทุกที...

รวบรวมสติ ตอนนี้แผนทุกอย่างต้องการความคืบหน้า เรื่องของคนอื่นเยี่ยงใดก็เป็นเรื่องของคนอื่น และเราไม่มีเวลาพอจักจัดการทุกอย่าง

คิดพลาง จันฉวยย่ามที่ใส่คชกุศแล้วเผ่นแผล็วออกจากเรือนพ่อหมอ

. . . . . . . . . .

 

เรือนของนางเว่อนั้นไม่ต่างจากเรือนของชาวยางในหมู่บ้าน เป็นเรือนเครื่องผูกยกสูง หลังคามุงจาก บุพื้นและฝาบ้านเป็นไม้ไผ่ ที่พิเศษกว่าใครเห็นจักเป็นด้านหลังที่กั้นแยกแลมีพื้นต่ำลงมาสำหรับหุงหาและประกอบยาสมุนไพรโดยจำเพาะ มีกระไดทอดยาวสู่พื้นล่าง

ใจสิงห์รอจนอ้ายโจโหว่โผนนำสำรับลงถึงพื้นแล้วจึ่งไต่ขึ้นไป ทั้งที่แขกยังวุ่นวายในงานศพด้านหน้า ครัวท้ายเรือนกลับเงียบเหงา ข้าวของหลายอย่างที่ปกติไม่น่าห่างมือเจ้าของถูกทิ้งร้าง นางเว่อกำลังหันรีหันขวางอยู่ ครั้นได้ยินเสียงกระไดดังแอดอาดก็เหลียวมาทัก “อ้าว น้าสิงห์ ยังขาดอันใดอีกรึ”

ข้ามีบางอย่างใคร่ถามเอ็ง” ประโยคต่อมาเคร่งขึ้น “อย่าโกรธข้า นี่เป็นเรื่องสำคัญ

น้าทำให้ข้ากลัว”

เป็นเรื่องน่ากลัว” ใจสิงห์จ้องนิ่ง มองมือสาวที่ยังสาละวนว่องไว “มูเอ็งกับพี่ม่องตะลู้มีความสัมพันธ์อันใดกันแน่”

มือบางชะงักทันควัน นางเว่อหันมาจ้องตา “เหตุใดน้าถามเยี่ยงนั้น”

“อ้ายโจโหว่บอกว่ามูของเอ็งกับเมียพี่ม่องตะลู้ เคย สนิทสนมกันมาก่อน แปลกดีอยู่หรือ พอออกเรือน เพื่อนสนิทกลับไปสนิทกับผัวตัวเองแทน”

หมอสาวส่ายหน้า เริ่มงานในมือสืบไปอย่างไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ “ความคิดสกปรกของอ้ายโจโหว่แท้ๆ น้าไม่ควรฟังมัน มันดื้อด้านกับลุงก็เพราะหวงมู โง่เง่าแบบเดียวกับที่ไม่เคยพยายามเข้าใจเรื่องของพ่อหมอ”

“อธิบายข้า”

ปรากฏว่าคำของหมอสาวไม่ต่างจากน้องชาย ม่องตะลู้สนิทกับนางจี่คว้างเพราะคำขอให้ช่วยห้ามปรามลูกเมียของตน ที่ขยายเพิ่มเติมคือ นางเยซาเมียของม่องตะลู้นั้นไปไกลเกินกู่กลับ พอโกรธผัวแล้วเห็นเพื่อนเข้าข้างผัวก็หันมาโกรธเพื่อน หาว่าไปยุ่งเรื่องในเรือนตน หลังๆ มาหญิงทั้งสองจึ่งไม่ค่อยคุยกัน กระนั้นนางจี่คว้างยังคอยดูแลอ้ายกองหม่องอยู่ห่างๆ เพราะอดสงสารมันไม่ได้

“--ที่อ้ายกองหม่องเป็นแบบนี้ก็เพราะพากับมูมันเองนั่นเล่า วันๆ เอาแต่ทะเลาะกัน พาไปทาง มูก็มายึดลูกไว้แล้วตามใจจนเสียเด็ก”

เมื่อเห็นใจสิงห์ยังเงียบ นางเว่อพูดต่อ

“เรื่องผิดผีน่ะไม่มีทางเป็นไปได้ ลุงม่องตะลู้เป็นผู้ช่วยพ่อหมอ น้าก็เห็นว่าพ่อหมอเคร่งครัดแม้แต่เรื่องจัดข้าวของ ถ้าลุงแกทำผิด แกคงอยู่กับพ่อหมอไม่ได้แน่”

แลนั่นเท่ากับว่าสิ่งที่ชายยางปลูกฝังนานมาเพื่อลูกเมียย่อมเสียเปล่า

“ว่าแต่ ที่น้าว่าเรื่องสำคัญ มันสำคัญเยี่ยงใดกันรึ”

“ข้าใคร่รู้ มูของเอ็งมีศัตรูหรือหาไม่”

นางเว่อย่นหัวคิ้วเพื่อบอกว่านั่นยังไม่ใช่คำตอบ

ใจสิงห์พ่นลม ตัดสินใจ “การตายของมูเอ็งกับอ้ายกองหม่องไม่ใช่เรื่องธรรมดา สองคนนั้นถูกจัดฉากสังหาร หาใช่ตายเพราะอุบัติเหตุ!

“ปะ...เป็นไปไม่ได้!

“เอ็งไม่จำเป็นต้องเชื่อข้า แต่จงใช้ความคิดพิจารณาด้วยตัวเอง” เขาเว้นวรรค ก่อนเปิดเรื่องด้วยภาพที่ยังติดตาตั้งแต่เมื่อเช้า

“เว่อเอ๋ย ศพมูของเอ็งไม่มีบาดแผลฉกรรจ์ใดนอกจากที่ท้ายหัว แต่ถึงอย่างนั้น ในฐานที่เอ็งเป็นหมอ เอ็งย่อมรู้แก่ใจว่ามันไม่ร้ายแรงมากพอจักปลิดชีวิต ที่เอ็งปล่อยให้คนในหมู่บ้านเข้าใจผิดก็เพราะไม่ต้องการอธิบายความป่วยไข้ที่มูของเอ็งเก็บไว้นานมา และนั่นทำให้เอ็งตอบข้าอย่างมั่นใจในหนแรก...”

--ใช่ มูตายเพราะอาการป่วยนั่นเอง!

“ด้วยรูปการณ์เช่นนี้ เอ็งเข้าใจมาตลอดว่า ระหว่างมูของเอ็งไปเก็บสมุนไพรคงได้พบกับอ้ายกองหม่องและมีอาการกำเริบ หลังจากวางแจ่กลงพัก อ้ายเด็กดื้อก็เล่นแผลงตามวิสัยจนเผลอตกลงไปในตลิ่ง มูเอ็งพยายามยื้อยุด แต่โรคร้ายกำเริบหนักถึงแก่ขาดใจ ตอนนั้นเองน้ำหนักของอ้ายกองหม่องจึ่งลากทั้งตัวเองและมูของเอ็งตกลงไปกระแทกโขดหินเบื้องล่าง”

คนฟังพยัก “หลังหัวของทั้งสองคนกระแทกเป็นแผลใหญ่ ของอ้ายกองหม่องสาหัสจนนำไปสู่ความตาย แล้วศพทั้งสองก็นอนเคียงกันทั้งในมือยังเกาะเกี่ยว”

“แต่แผลที่หัวอ้ายกองหม่องเป็นรูใหญ่ไม่เท่าเรื่องที่เอ็งกำลังเล่าอยู่บัดเดี๋ยวนี้!

นางเว่อเอียงคอ ใคร่ครวญ แต่แล้วก็ส่ายหน้ายอมแพ้

“เอ็งบอกว่าอ้ายกองหม่องไถลตกมาด้านล่างตลิ่ง มีมูของเอ็งฉุดมืออยู่ข้างบนใช่หรือหาไม่”

“ใช่”

“กำลังของพี่จี่คว้างร่อยหรอลงทุกขณะ ตามธรรมดาในเหตุการณ์เยี่ยงนั้นคนเราย่อมพยายามหาสิ่งข้างๆ ยึดไว้ สำหรับข้างตลิ่งที่เกิดเหตุนั้นมีอย่างเดียวที่พอคว้าได้ คือขะเจาะเกิดใหม่ที่เพิ่งสูงได้ศอก แต่ถึงตอนนี้มันยังอยู่ดี ไม่มีร่องรอยการถูกดึงทึ้งแต่อย่างใดเลย”

เขาเว้นจังหวะ กะพริบตา

“กลับมาที่พี่จี่คว้าง ตอนนั้นร่างมูของเอ็งกำลังโน้มพ้นจากตลิ่งลงมาเรื่อยๆ จวบจุดที่ขาดใจ น้ำหนักอ้ายกองหม่องจึ่งฉุดแกตกลงมาทั้งตัว ลองคิดดู หากเป็นเช่นนี้ หน้ามูของเอ็งย่อมคว่ำลงปะทะหินด้านล่างเป็นอย่างแรก ศพพี่จี่คว้างไม่มีทางนอนหงาย แลยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่แผลฉกรรจ์จักปรากฏที่ท้ายทอย!

ดวงตานางเว่อกำลังวาดภาพตามในหัว ไม่ช้าก็เบิกกว้าง “มูตายแต่ต้นแล้วมีคนโยนลงไป! มันตั้งใจอำพรางว่าทุกอย่างเป็นอุบัติเหตุดอกรึ!

“การจัดฉากย่อมไม่เกิดหากปราศจากความผิดเบื้องหลัง”

มูตายเพราะโรคประจำตัว เช่นนั้นที่พี่ว่า สังหาร ก็...”

“ใช่ เหยื่อแท้จริงคืออ้ายกองหม่อง!

เด็กสาวอ้าปากค้าง เสียงเล็ดลอดดังไม่มากกว่ากระซิบ “แต่มันเป็นแค่เด็ก...”

“แค่เด็ก แต่ไม่ใช่ธรรมดา”

ชายหนุ่มจ้องตา แน่นอน นางเว่อเองย่อมรู้

--อ้ายกองหม่องเล็กแกร็นแต่เที่ยวระรานคนไปทั่วหมู่บ้าน มันเคยวิ่งไล่ไก่เพื่อนบ้านเพื่อขโมยไข่มาปาเล่น ครั้นถูกเจ้าของเอาไม้ฟาด อ้ายกองหม่องถึงแก่วางไฟหมายเผาเรือน พอถูกจับได้ป้าเยซากลับตั้งหน้าทะเลาะกับเจ้าของไก่โดยไม่สนใจความจริง ลางทีเมื่อมันมีเรื่องกับเด็กด้วยกัน ถ้ามูมันไม่ทันคว้าไม้ไล่ตีอีกฝ่ายจนพอใจ อ้ายกองหม่องจักจองเวรแล้วหาโอกาสลอบทำร้ายอีกฝ่ายลับหลังเสมอ--

“เว่อ เอ็งพอนึกออกหรือไม่ ทำไมพี่จี่คว้างจึ่งไปอยู่ด้วยอ้ายกองหม่องที่นั่น”

“ม...ไม่รู้ดอก” หมอสาวส่ายหน้าถี่ๆ เหมือนสติลอยหาย “ปกติมูออกไปหาสมุนไพรตามลำพัง ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าแกจักเดินไปที่ใด”

ความคิดลอยรวมกลับเข้ามาในดวงตาอีกครั้งเมื่อนางจ้องถาม “น้าจักทำเยี่ยงใดต่อไป”

“ยังมีบางคนที่ต้องสงสัย”

. . . . . . . . . .

 

สำรับอาหารบนแคร่ใต้ถุนเรือนนางเว่อมีกับข้าวจำพวกปลาแห้งเคียงด้วยผักสดแลมุซ่าโต่[1] บรรจุในชามไผ่สานลงรักอันเป็นภูมิปัญญาของคนดอย ภาชนะมีน้ำหนักเบา พกเดินทางสะดวก ทั้งไม่แตกหักง่ายเยี่ยงเครื่องดินเผาของชาวพื้นราบ รอบสำรับมีอ้ายโจโหว่ ม่องตะลู้ และนางเอื้อง ต่างนั่งเปิบอาหารท่ามกลางความรุนแรงของลมพายุที่ตลบอวลมาถึงใต้เรือน ต่อเมื่อเห็นใจสิงห์และนางเว่อก้าวลงมาทางกระไดท้ายเรือน อ้ายโจโหว่ก็กุลีกุจอจัดแจงที่นั่งให้พลางตะโกนถามฝ่าเสียงลมอู้

“น้าสิงห์ เมื่อกี้น้าได้ยินอ้ายเมืองมันละเมอว่าอันใดรึ”

สองคนที่เคี้ยวหยับๆ อยู่แต่แรกแทบชะงักปากตั้งใจฟัง นางเว่อเองก็มองมา

“มันว่า หยุดความแค้นของเอ็งเถิด ทุกอย่างเลวร้ายไปมากแล้ว ” คนตอบรับก่องข้าวที่เจ้าเด็กหนุ่มหยิบจากก่อแหล่ส่งให้

อ้ายโจโหว่ถามอีก “ความแค้นรึ ความแค้นของใคร”

“นั่นสิ” ใจสิงห์ตวัดสายตามองนางเอื้อง “เอ็งมากับมัน น่าจักรู้ว่ามันพูดถึงใคร”

หญิงต่างบ้านเม้มริมปาก มือกำก้อนข้าวแน่น “ข้ารู้จักมันแค่ผิวเผิน นึกไม่ออกจริงๆ ว่ามันหมายถึงผู้ใด”

“รู้จักแค่ผิวเผิน” คนถามเลิกคิ้วทวนคำ “คงผิวเผินพอๆ กับที่เอ็งรู้จักนางอุษา จำได้แต่แรกเอ็งบอกรู้แค่ว่าอุษาทำผิด แต่ไม่รู้เป็นความผิดสถานใด” ก้มตักตะละเป๊าะ[2]ดุจไม่สนใจ “ลางทีอ้ายเมืองอาจไม่เหมือนเอ็ง มันอาจรู้จักเอ็งและนางอุษาลึกซึ้งนักก็เป็นได้หรือมิใช่”

“ก็อาจใช่”

“เท่าที่เอ็งรู้มาบ้าง นางอุษาเคยเดินทางเข้าป่าบ้างหรือหาไม่”

“ไม่” คำตอบไวขึ้น “อุษามันไม่เคยเข้าป่ามาก่อนแน่ๆ”

“ทำไมคราวนี้เอ็งมั่นใจ”

นางเว่อกับน้อง ตลอดจนม่องตะลู้พลอยจับตารอฟัง

“จาก...ผิวพรรณแลท่าทางไม่รู้สีสาเรื่องบ้านป่าเมืองเถื่อน ข้าคิดว่ามันไม่เคยเดินทางผ่านป่าใหญ่มาแต่ก่อน”

ใจสิงห์พยักแล้วหันถามม่องตะลู้ที่นั่งอยู่ติดกัน “รัศมีราวพันเส้นจากที่นี่ไปทางเหนือ ใต้ แลตะวันตก ยังมีบ้านหมู่อื่นอยู่อีกหรือหาไม่”

ชายยางส่ายหน้า ลักษณะการเคี้ยวบดแหลกสำแดงจากข้างแก้มปรากฏรอยสันกราม คำพูดพ่นออกมาพร้อมข้าวหนึ่งเมล็ด “นอกจากบ้านนี้แล้วไม่มี”

ใจสิงห์ยักคออีกที “เช่นกันทางตะวันออก นอกจากเรือนของข้า ห่างไปนั้นหามีใครอาศัยอยู่อีกเว้นแต่สัตว์ร้ายแลผีป่า นี่น่าจักพออนุมานได้ว่าตลอดระยะที่พวกเอ็งเดินทางมาคงยากจักเจอบ้านหมู่อื่น เฉกนั้น...” น้ำเสียงก้องขึ้น “เอ็งไม่สงสัยรึว่า เหตุใดคนไม่เคยเข้าป่าเยี่ยงนางอุษา กลับดุ่มดั้นมาถึงหมู่บ้านนี้ได้แม่นยำราวรู้แผนที่!

หน้ากางของนางเอื้องยังนิ่ง ทว่าเลือดสูบฉีดจนโหนกแก้มกลายเป็นสีคล้ำ

หญิงบ้านไกลยังไม่ตอบ อ้ายโจโหว่จึ่งคาดการณ์ “นางอุษาอาจมีคนรู้จักที่เคยเดินทางมาที่นี่ แลคนผู้นั้นอาจเล่าให้มันฟังอย่างละเอียด”

“เมื่อผนวกด้วยคำของอ้ายเมือง” ใจสิงห์ยกชี้ด้วยปลายผักนึ่ง “เป็นไปได้หรือไม่ที่ใครผู้นั้นจักสำคัญพอให้อุษามันต้องหาทางกลับมาแก้แค้นคนที่นี่!

น้ำหนักคำสะกดผู้ฟังนิ่งสะท้าน หญิงต่างบ้านเบิกตา ขณะนางเว่อและม่องตะลู้นิ่งขึงเหมือนถูกสาป

อ้ายโจโหว่ยิ่งรบเร้า “เฉกนั้นคนผู้นั้นจักเป็นใคร”

ใจสิงห์แสร้งเลียน้ำพริกบนริมปาก เหมือนตั้งใจเว้นระยะเสียมากกว่า “โจโหว่ เอ็งจำเหตุคืนวานบนเรือนพ่อหมอได้หรือไม่”

คืนวาน เหตุที่มันแอบซุ่มไปสังเกตการณ์ใต้เรือนหมอผีเฒ่าแล้วได้ยิน

--ข้าขอโทษ ข้าทำผิดกับเอ็ง แต่ตอนนี้อีจี่คว้างได้รับผลกรรมของมันแล้ว เอ็งยกโทษให้ข้าเถิด ข้าผิดไปแล้ว—

เด็กหนุ่มพลันตาโต “พ่อหมอรึ!

“เหตุการณ์นี้ปะเหมาะกับที่นางอุษาหายตัวไปจากเรือนของข้า ข้ากับอ้ายจันเข้าใจว่ามันถูกอ้ายเมืองจับได้ แต่หากมิใช่...” แสงฟ้าวูบกะพริบชวนหวั่นใจ “หากนั่นคือความตั้งใจของอุษามันเองเล่า!

เสียงฟ้าลั่นตามมา พื้นสะเทือน เฉพาะนางเว่อแลน้องชายที่คอย่นด้วยความตกใจ แต่แล้วรายหลังก็รีบปะติดปะต่อ

“อุษาปลอมเป็นผีอาฆาตฉวยโอกาสทวงแค้นตอนที่พ่อหมอป่วยหนัก จากนั้นพอรู้ตัวว่าถูกข้าแอบดู มันก็รีบวิ่งหนีไปที่ดงหมากพร้าว” เกาคาง “เหตุใดต้องเป็นดงหมากพร้าว”

“ในดงหมากพร้าวมีกระไร” ใจสิงห์ยกคำและเสียงแบบที่เคยใช้

“มีหมากพร้าว” ด้วยคำเดียวกับที่มันเคยตอบมาแล้ว อ้ายโจโหว่รู้สึกตัวขึ้นตอนนั้น

แววตาใจสิงห์เป็นประกาย “และเอ็งยังจำได้หรือไม่ เมื่อข้าถามว่า ในลูกหมากพร้าวมีกระไร เอ็งตอบว่า...”

--ก็เนื้อกับน้ำของมันน่ะซีพี่

อ้ายโจโหว่ทวนคำที่เคยใช้ ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่เข้าใจ “แล้วเนื้อกับน้ำหมากพร้าวมาเกี่ยวอันใดกับการณ์นี้”

“ลางที...” ใจสิงห์จงใจเลื่อนสายตากลับไปที่นางเอื้อง “เอ็งจักให้คำตอบเราได้”

ฝนซู่ลงมาอีกครั้ง

ร่างกายผู้ถูกถามคล้ายเกิดรากพยุงยุดอยู่กับที่ เป็นการยุดยื้อทื่อแข็งผิดปกติ ครั้นลมแรงกระพือปอยผมหยักศกไหวๆ จึ่งเป็นภาพที่มองแล้วยิ่งดูผิดประหลาด

“ว่าไง!” นางเว่อดูจักมีอารมณ์จนไม่อาจรำงับ “พี่จักพูดอันใดได้บ้างหรือยัง!

“ข้...ข้า...”

“ลางทีเอ็งอาจไม่ได้สังเกตหนาเอื้อง” ใจสิงห์ยังต่อความด้วยสำเนียงเยียบ “เศษของเสียใน พงหญ้านู่นของเอ็งมีสิ่งสำคัญ สิ่งที่นางอุษาแอบทิ้งไว้เพื่อป้ายสีพ่อหมอ!

นางเว่อหันขวับทันควัน “ป้ายสีพ่อหมอรึ!

ใจสิงห์พยัก “สิ่งที่ทำให้น้องเอ็งกระวนกระวายมาตั้งแต่เย็นวานเยี่ยงไรเล่า!

--คนแก่ที่ป่วยหนักขนาดลุงว่า ไม่น่ามีแรงลุกวิ่งออกมากลางดึกดอก จริงหรือหาไม่!—

รอจนมีแววเข้าใจปรากฏในดวงตาทั้งสี่คู่ ใจสิงห์พูดต่อ “ทั้งที่วันก่อนหน้าพ่อหมอยังดูแข็งแรงเป็นปกติ พอช่วงทำพิธีศพมูของพวกเอ็งแกกลับล้มป่วยลง ทั้งอาเจียน ทั้งถ่ายท้องเป็นโลหิตสด ทำให้อ้ายโจโหว่จับตาตลอดเวลา ลองคิดดูเถิด ถ้าคนประสงค์ร้ายต่อพ่อหมอรู้เรื่องนี้เข้า ไม่แปลกเลยที่มันจักใช้ช่องนี้ป้ายสีแกให้หนักขึ้นด้วยการนำหมากหลอดมาทิ้งไว้!

หัวคิ้วอ้ายโจโหว่กดลึก ดวงตาสะท้อนอาการตรึกหนัก มันคงกำลังนึกภาพใต้โคนไม้ใหญ่ ลมร้ายกวัดเศษใบลอยเวียน ถึงกระนั้นมุมหนึ่งที่กองสุมกลับมีร่มปกพอให้ไม่ขยับ ความผิดปกติคือกลุ่มลูกไม้แห้งเล็กสีน้ำตาลอ่อน

“หมากหลอด...” เสียงและสายตาของนางเว่อครุ่นคำนึง “ลูกไม้ที่ทำให้คนกินเข้าไปคลื่นเหียน มวนไส้ แลถ่ายหนัก...ไม่ผิดอาการของพ่อหมอ!

“แลน้ำหมากพร้าวก็คือสมุนไพรที่ใช้บรรเทาอาการนั้น” ใจสิงห์ต่อคำว่องไว “นางอุษาตั้งใจป้ายสีให้คนทั้งหมู่บ้านเสื่อมศรัทธาในความน่าเชื่อถือของแก!

เป็นครั้งแรกที่ม่องตะลู้ขยับตัว ท่าทางเจ้าตัวมัวฟังจนริมปากแทบผนึกเป็นเนื้อเดียว ครั้นเผยอแต่น้อยจึ่งคล้ายกลางรอยต่อก่อรอยปริ หน้าเหลี่ยมเหมือนหมาจิ้งจอกพยักช้าๆ อย่างถ่องแท้ขึ้นมา ถ่องแท้แทบยิ่งกว่าเรื่องที่ถูกกล่าวขึ้นข้างต้น ถ่องแท้ทั้งที่ในแววตายังขุ่นกังวล

นางเอื้องค้าน “แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังหาได้สร้างผลร้ายอันใดอย่างที่อ้ายเมืองละเมอ”

เสียงค้านปลุกม่องตะลู้จากความคิด สายตาของคนคิดเสมือนปรับมาสู่ภาพจริงตรงหน้า ครั้นพบว่าใจสิงห์จ้องอยู่ก็แสร้งกวาดมองไปยังนางเว่อ

หมอสาวต่อคำ “ไม่ได้สร้างในทางตรงน่ะสิ”

“เอ็งหมายความว่าเยี่ยงใด” คำของม่องตะลู้คล้ายเอ่ยเพื่อสำแดงความมีส่วนร่วมมากกว่า ในอีกแง่คือเพื่อเกลื่อนความคิดก่อนใครรู้ทัน

“ลุง” เห็นได้ชัดว่าอย่างน้อยนางเว่อก็รู้ไม่ทัน “การตายของมูแลอ้ายกองหม่องลูกของลุงหาใช่แค่อุบัติเหตุ มันเป็นการจัดฉากสังหาร!

“อีเว่อ!” คู่สนทนาสำแดงอาการตกใจ ในขณะที่นางเอื้องอ้าปากค้าง ส่วนอ้ายโจโหว่ตวาดเสียงดัง

“พูดอันใดของเอ็ง!

หมอสาวจ้องตาคนทั้งสาม ตาเริ่มแดงเรื่อเมื่อเลื่อนมาสบราวกับขอความมั่นใจจากใจสิงห์อีกครั้ง ครั้นเขาพยักให้ เจ้าตัวจึ่งสูดลมหายใจลึกล้ำ ก่อนเริ่มเล่าเรื่องทั้งหมดเฉกที่ใจสิงห์ปะติดปะต่อให้แต่ต้น

“...ระหว่างเกิดเหตุที่ทำให้มูกับอ้ายกองหม่องตาย เราต่างเข้าใจว่าอุษาเผอิญอยู่ที่นั่นพอดี แต่ตอนนี้ข้าชักไม่แน่ใจ...” ปลายเสียงเริ่มสั่น มีความเศร้าและกดดันจากอารามไม่พอใจเจือชัด “ไม่แน่ใจว่านาง แค่เผอิญเห็นจริงๆ หรือหาไม่!

“อุษาไม่มีทางฆ่าใคร!” นางเอื้องที่นั่งฟังปากหวอตลอดเรื่องแย้งทันควัน “มันไม่มีทางทำเรื่องร้ายกาจขนาดนั้นได้!

“ทำไมเล่า” ใจสิงห์เลิกคิ้ว จ้องลึกเหมือนจักทึ้งทุกสิ่งซึ่งซ่อนไว้ภายใต้ม่านตานั้น “ก็เอ็งเป็นคนบอกเองหรือมิใช่ มันทำความผิดร้าย ร้ายแรงจนต้องหนีมาไกลสุดฟ้า!

“ข้า...!

“อย่างน้อยต้องถือว่าคำพูดของเอ็งมีประโยชน์กับพวกเรา เอื้อง ถึงตอนนี้เราคงลงความเห็นกันได้แล้วว่า นางอุษา - ไม่ – สมควร – อยู่ลอยหน้าอีกต่อไป!

คำช้าที่ใจสิงห์ใช้คงก่อความระคายและรัดรึงใจของมันยิ่งนัก ตาดำของนางเอื้องจึ่งเต้นระริกอยู่กลางตาขาวปนเหลือง บางปลายเส้นเลือดแตกระยางเป็นสีแดงฉาน มันจ้องราวจักหลุดเข้ามาในดวงตาของชายหนุ่ม

“...ทันทีที่จับตัวได้ ความตาย คือโทษสถานเดียวที่สมควรกับมัน!

“พอ! พอ!” หญิงบ้านไกลกรีดร้องขึ้นในที่สุด น้ำตากระจาย สั่นเทิ้มไปทั้งร่าง “ข้ายอมแล้ว ข้ายอมแล้ว!

ในที่สุด! ชายหนุ่มอมยิ้ม แผนของเขาตั้งแต่เสียงละเมอลวงๆ ของอ้ายเมืองนั่นยังผล!

นางเว่อสบตากับใจสิงห์ อีกครั้งที่เขาผงกศีรษะเป็นสัญญาณรู้กัน ม่องตะลู้กังขา โจโหว่จ้องหน้า “ตกลงนี่มันเรื่องอันใด ข้างงไปหมดแล้วน้า”

“เอาล่ะ” ใจสิงห์สรุปความ “ถึงเวลาที่เอ็งต้องสารภาพความจริงทั้งหมดแล้ว เอื้อง”

“สารภาพความจริง?” อ้ายโจโหว่ทวนคำเบาๆ ต่อเมื่อแสงสว่างวาบขึ้นในหัวของมัน กรอบตาก็อ้ากว้าง “ที่แท้คนแค้นที่เราตามหาแต่แรกคือพี่เอื้องดอกรึ!

“แลมันก็หาใช่คนจอเตะอย่างที่เราเข้าใจ” ชายบ้านป่ายังจ้องตาไปที่มัน “เอื้อง เอ็งควรเริ่มจากตรงนั้น”

. . . . . . . . . .


[1] น้ำพริก

[2] อาหารกะเหรี่ยงชนิดหนึ่ง มีลักษณะคล้ายแกงเห็ดและหน่อไม้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น