พยนต์

ตอนที่ 16 : บทที่ ๑๖

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 201
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    25 ก.พ. 62

-๑๖-

 

--กาลครั้งหนึ่งนานมา...

กลางป่าใหญ่ยังมีสระอันอุดม ฝูงหมาน้ำอาศัยสุขเสรี ยกเว้นเพลาที่ฝนพรำ พวกมันไม่มีแหล่งพำนักอาศัย จึ่งหารือกันว่าในฝูงน่าจักมีผู้คอยคุ้มครอง

พวกมันไปบวงสรวงผีป่าให้ส่งหัวหน้าฝูงมาให้ ผีป่าเสกบัวกอหนึ่งผุดขึ้นจากใต้สระ แผ่ใบแลสาขาคอยคุ้มฝน พวกหมาน้ำดีใจ แต่เพียงไม่นานครั้นฝนตกใหญ่ บัวทั้งกอก็ล้มหายจนพวกมันต้องไปบวงสรวงผีป่าอีกครั้ง

เราใคร่ได้หัวหน้าที่เข้มแข็งกว่าเดิม

ผีป่ารับคำอย่างรำคาญ เสกซุงใหญ่จากฟ้าร่วงสู่กลางสระ หมาน้ำพากันตกใจแหวกว่ายหลีกลี้ จวบเห็นว่าปลอดภัยจึ่งเข้ามาชื่นชมชิดใกล้ พวกมันอาศัยขอนไม้หลบฝนได้แม้คราวพายุหนัก แต่ความภาคภูมิใจในหัวหน้ามีได้ไม่นานปัญหาก็เกิดอีก

พวกหมาน้ำขอให้หัวหน้าสอนมันร้องเพลง แต่ซุงใหญ่กลับนิ่งเฉย หนักเข้าพวกมันขึ้นขย่มเขย่าจนถีบถองให้พ้นทาง ถึงอย่างนั้นหัวหน้าก็หาโต้ตอบไม่ พวกมันจึ่งบวงสรวงผีป่าอีกครั้ง หวังมีหัวหน้าที่สอนพวกมันร้องเพลงได้

ผีป่าฟังแล้วโกรธ จึ่งส่งนกกระสาลงมาแทนซุง จิกกินหมาน้ำตัวแล้วตัวเล่า ครั้นหมาน้ำร้องขอให้ผีป่าเอานกกระสากลับไป ผีป่าก็ว่าเมื่ออยู่กันแล้วพวกเอ็งไม่พอใจ ก็จงทนสภาพที่พวกเอ็งร้องขอไปเถิด—

จบเรื่องเล่าพิสดารของนางเยซา ลูกชายซึ่งจูงมือก้าวนำหน้าไปพร้อมกันหันถาม “มูเอาเรื่องนี้มาจากไหน”

อุษาที่ตัดสินใจก้มหน้าเดินตามหลังอยู่ห่างๆ ไม่ได้ตั้งใจ แต่ยังได้ยินคำตอบ “คนนอกหมู่บ้านเคยผ่านเข้ามา มันเล่าว่าได้ฟังจากคนต่างถิ่นต่างฟ้า”

เด็กสาวพลอยเงยมองคนข้างหน้า คนต่างถิ่นต่างฟ้าไม่มีสิทธิ์เลือกผู้นำที่ดีพอล่ะหรือ?

ชั่วเคี้ยวหมากจืดแล้วที่อุษาก้าวตามสองแม่ลูกมาด้วยความแคลงใจ การปรากฏตัวของอ้ายเด็กตัวร้ายยังมิคลายความน่าพิศวง แลยังคงหาคำอธิบายมิได้ ถึงกระนั้นอุษาเองก็ไม่รู้จักไปทางไหน ในที่สุดจึ่งได้แต่หวังว่าสองแม่ลูกจักนำทางสู่กระท่อมของใจสิงห์ได้เร็วที่สุด

ความคิดสิ้นลงเพราะเสียงแสกสากดังจากข้างหลัง สังหรณ์วูบไหว ฟ้าแลบและพรายฝนชวนก่อจินตภาพโหดร้าย หากทันทีที่ได้เห็นต้นเหตุ ใจสาวก็ฟูขึ้น

“พี่จัน!

ชายหนุ่มแทรกกายออกจากพุ่มไม้ ในแสงวาบสลัวเจ้าตัวดูสูงใหญ่แข็งแรงดุจรูปสลัก ใบหน้าคมสันมีโหนกแก้มชัดและหนวดลู่เพราะพรูฝน เสื้อคอกลมแขนยาวจดศอกและโจงเปียกปอน ทว่ากลับนำมาซึ่งไออุ่นที่ซับแตะลงบนหัวใจ อบอุ่นคล้ายแสงแรกแทรกฟ้าประโลมหล้าหลังราตรียาวนาน

พี่จัน! ไม่รู้เลยว่าน้ำตาร่วงลงผสานน้ำฝนตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่คิดเลยว่าชายที่เพิ่งพบกันวันเดียวจักนำความรู้สึกปลอดภัยแลมั่นคงได้ถึงเพียงนี้ บางทีอาจเพราะอุษาเหน็ดเหนื่อยเกินไปแล้วกับคนประหลาดและภัยร้ายกลางป่า จันคือคอนไม้ให้อุษาเกาะพัก เด็กสาวแทบถลาเข้ากอดด้วยความตื้นตันหลากหลาม

“อุษา!” ชายหนุ่มเร่งตรงมาหาเช่นกัน กุมข้อแขนทั้งสองข้างของนางไว้ด้วยมือใหญ่คงมั่น ใบหน้าร้อนใจ “เอ็งต้องรีบไปจากที่นี่!

รอยยิ้มทั้งน้ำตาเลือนไป “ทะ...ทำไมจ๊ะพี่”

ตาคมจ้องตา “นางเอื้องเพื่อนของเอ็งบอกคนในหมู่บ้านว่าเอ็งเป็นคนร้าย พวกมันกำลังตามมา นี่ข้ารีบหาทางออกมาส่งข่าวก่อน”

ร่างอ่อนกลับแข็งทื่อขึ้นทันควัน ทวนคำอย่างไม่ใคร่เชื่อ “อ...เอื้องน่ะรึ”

“อ้ายม่องตะลู้หลอกให้ข้ากินกลอยหมายจักให้เป็นลมพับไป ข้าแสร้งนอนหลับจนมันตายใจแล้วจึ่งรีบหนีจากหมู่บ้านออกมานี่ โชคดีที่พบเอ็ง...” น้ำเสียงเขาอ่อนลง แววตาอบอุ่น มือหนายกลูบปอยผมที่ไหลจากบนศีรษะลงมาเรี่ยนวลแก้ม คำใหม่หนักแน่น “เอ็งต้องหนี! เราต้องรีบหนีก่อนที่มันจักตามมาเจอะ--”

คำชะงักเพราะเสียง ผลั่ก! ดังแทรก โดยเฉพาะเสียงนั้นอุบัติด้วยหินก้อนหนึ่งปลิวใส่บ่าผู้พูด

น่าจักเจ็บ แต่จันไม่ร้อง เพียงเสมองผ่านบ่าของอุษาไปยังผู้อยู่เบื้องหน้าราวสองวาเศษ

เด็กสาวเหลียวตาม ปรากฏว่าอ้ายเด็กประหลาดกำลังยืนยกกำปั้นทั้งสองข้างเท้าเอว หน้าง้ำจ้องมาด้วยดวงตาขุ่น ขณะที่แม่ของมันตกใจหน้าเสีย

“เอ็งปาหินใส่ข้าทำไมวะ” จันตะคอก ยกมือปัดบ่า แต่ด้วยกำลังที่เหมือนตบ

“ข้าต่างหากต้องเป็นฝ่ายถาม” เสียงอ้ายกองหม่องไม่ลดราวาศอก สายตามันเหมือนผู้ใหญ่ “เอ็งเป็นใคร!

“อ้ายกองหม่อง” แม่ของมันคว้าข้อแขนข้างหนึ่ง แทนที่จักดุว่ากลับแสร้งหัวร่อกลบเกลื่อน “นี่พี่จันที่มูเล่าให้ฟังไง พี่เขามาพักในหมู่บ้านไม่กี่วันก่อน ตอนนั้นเอ็งจับไข้เลยไม่ได้เจอ”

อ้ายเด็กพิลึกหรี่ตา

“นั่นสิหนา พี่จันจริงๆ รึนี่”

. . . . . . . . . .

 

มิใช่ดอก

มิใช่เพียงนางเอื้อง ผู้ที่ทำให้ใจสิงห์มั่นใจว่าคนกลุ่มนี้มิใช่ชาวอโยธยาคือนางอุษานั่นเล่า!

คราวอยู่ด้วยกันในเรือนกลางป่า ขณะกินกล้วยแทนมื้อค่ำ เลาะไล่ใกล้เหตุที่เจ้าตัวหลบบนต้นไม้ เพียงชายหนุ่มหยั่งเชิง เอ็งคงได้บทเรียนก็คราวนี้ โจรลาวมันร้ายกาจนัก ปฏิกิริยาในพลันของนางอุษาคือเผลอเหลือบตา หน้าซีดแทบสิ้นสี!

--มีดซุยเล่มนั้นเป็นของพวกลาว--

--การสักหมึกที่ขาเป็นลักษณะของชายลาวเท่านั้น!--

ยิ่งอธิบายหลักฐานตอกย้ำ แต่ละคำยิ่งทำให้มันทุรน ภาษากายของนางอุษาประกาศว่ามันรู้ทุกอย่าง แลกลัวว่าทุกอย่างจักพุ่งล้อมมาเฉลยความลับตน อย่างไรก็ดี สิ่งหนึ่งที่มันไม่รู้คือ ถ้อยแถลงแท้จริงได้ร่วงจากปากมันแล้วตั้งแต่พูดคำแรก!

...กลางป่า หลังจากใจสิงห์ฟื้นมาด้วยความทรงจำขาดหาย กระทั่งช่วยพามันลงจากคาคบไม้ ตอนนั้นนางอุษาหน้าซีดมือสั่น พยายามรำงับอาการขณะกล่าว ขอบน้ำใจ แต่...คำแรกของมันมิใช่คำนี้

การหลุดปากว่า ยินดิ... ของมันจึ่งคือเฉลยคำใหญ่! ห้วงเวลาสติไม่อยู่กับตัวเป็นไปได้นักที่คนจักสำแดงเนื้อแท้ แลครานี้ คำที่ติดปากนางอุษาคือ ยินดีจ๊าดนัก ต่างหากเล่า!

ใช่เพียงนั้น เกี้ยวรัดผมที่ใจสิงห์ใช้คาดคั้นคำนางเอื้องเมื่อเช้าก็คือหลักฐานสำคัญ

ข้าพบสิ่งนี้ที่นั่น

หาใช่ของข้า ของข้ายังอยู่นี่

และ

พ่อหมอ ปกติหญิงชาวยางเกล้าผมด้วยวิธีใด

พวกมันใช้ปิ่นปัก เอ็งถามทำไม

เพราะสตรีที่ใช้เกี้ยวรัดผมหาใช่ทั้งหญิงชาวยางหรือกระทั่งอโยธยา สตรีในราชสำนักอโยธยานิยมเกล้าผมบนกระหม่อมแล้วคล้องมาลัย ถัดลงมาจึ่งปล่อยสยาย หากเป็นหญิงชาวบ้านเยี่ยงที่อุษาแลนางเอื้องเพียรสำแดงตน ส่วนใหญ่จึ่งจักตัดสั้นตอนบน ถอนไรโดยรอบแล้วไว้ตอนที่ถัดลงมายาวประบ่าเรียกว่าผมปีก ลางคนดอกจึ่งโกนท้ายทอย ฤาไว้ทรงดอกกระทุ่มมีรากไทร

ใจสิงห์ตอบไม่ได้ว่าทำไมเขารู้ รู้แต่ว่ารู้ รู้แต่ว่าไม่มีวันผิด

แลท้ายสุด สิ่งที่ยืนยันว่าทุกสันนิษฐานล้วนถูกต้อง คือคำที่พ่อหมอใช้บอกนางเอื้องตอนลงจากเรือนอ้ายม่องตะลู้เมื่อเช้า

ข้านึกออกแล้วว่าเอ็งเหมือนใคร

หือ

มันเป็นคนโย ไม่ใช่จอเตะเหมือนเอ็งดอก...

คนโย โยนก ล้านนา ลาวเมืองเหนือ นั่นแหละเนื้อแท้ของพวกมัน!

แลเช่นกัน นั่นคือคำปลดสลัก คำตอบของปริศนาที่ว่า ป่ากว้างเพียงนี้ เหตุใดนางอุษาแลพวกจึ่งดุ่มดั้นมาถึงนี่ได้แม่นยำ

พวกมันมาถูก เพราะหนึ่งในนั้นรู้จักใครบางคนที่เคยเข้ามาที่นี่ รู้จักเป็นอย่างดี ถ้อยว่าหน้าเหมือนกันย่อมบ่งความสัมพันธ์ไม่ธรรมดา

ที่แท้ นางเอื้องมีสายเลือดเดียวกับคนโยผู้เคยมาบ้านยาง!

ทันทีที่คำตอบนี้กระจ่าง ใจสิงห์ก็เฝ้าระวังทุกการกระทำของมันอย่างไม่ให้คลาดสายตา หลังมันถูกซักจนจนแต้มไปรอบหนึ่งด้วยปฏิภาณแลเกี้ยวรัดผม ชายหนุ่มพบว่าหญิงรายนี้ลอบล่ออ้ายโจโหว่ให้ตามเขาไปถึงกลางป่า ทั้งนี้ มันคงหวังว่านิสัยเยี่ยงอ้ายโจโหว่ย่อมโพนทะนาเรื่องพิสดารคืนวานเกี่ยวกับพ่อหมอให้เขาฟัง นางเอื้องหวังว่าเงื่อนที่ตัวเองผูกไว้เมื่อคืน – แสร้งวิ่งจากเรือนพ่อหมอไปหยุด ณ ดงหมากพร้าว – จักมีใจสิงห์จอมสอดรู้เป็นผู้ปลดไขให้คนอื่นทราบ ต่อจากนั้นมันก็รอจวบใจสิงห์กับอ้ายโจโหว่หวนกลับสู่บ้านยาง

พี่เอื้อง!’

โจโหว่ ทำไมเอ็งกลับมาไวนัก

นางเอื้องแสร้งนำหมากหลอดไปทิ้งให้เห็น หมายให้ใจสิงห์จับโยงว่าหมอผีเจตนาสร้างเรื่องเลี่ยงงานศพของนางจี่คว้าง มันคงตั้งใจให้เขาเฉลยแก่อ้ายโจโหว่ เพื่อกระพือความแค้นในใจจนอ้ายเด็กเลือดร้อนพุ่งไปหาเรื่องพ่อหมอแทนตัว

ทั้งหมดนี้มิได้บอกหรือ นางเอื้องฝังใจด้วยเรื่องเลวร้ายบางอย่างเกี่ยวกับหมอผีเฒ่า!

“ใช่แล้ว” หลังจากใบ้บึ้งไปถึงนาที ในที่สุดคนในคำนึงของใจสิงห์ก็ยอมปริปาก ม่องตะลู้ นางเว่อและน้องชายจ้องมันเป็นตาเดียว

ท่ามกลางเสียงวายุครืนครั่น เอื้องเล่าต่อปากคอสั่น “แท้จริงข้าเป็นคนล้านนา หรือที่พวกเอ็งเรียกว่าคนโย แม่ส่งตัวข้าไปรับใช้ในคุ้มหลวงตั้งแต่ยังเล็ก ถึงอย่างนั้น นานๆ ทีข้าก็ยังได้ติดต่อกับพ่อที่อยู่ข้างนอก...”

ประกายตาของมันหม่นลงเมื่อเท้าความถึงบิดา เอื้องเล่าว่าพ่อของมันเป็นพรานป่า หาของป่าเอามาขายในเมือง ระหว่างเดินทาง มีหลายครั้งพรานหนุ่มใหญ่เข้ามาหยุดพัก ณ บ้านยางนี้

ม่องตะลู้ที่นิ่งฟังอยู่มีรอยรำลึก หัวคิ้วมุ่นพลางรำพึง “พี่อินแปง...?

นางเว่อกับอ้ายโจโหว่หันมองงงวย หากนั่นทำให้ใจสิงห์บอกได้ พรานอินแปงมักคุ้นกับคนที่นี่ก่อนที่มันสองคนจักรู้ความ

การผงกศีรษะของเจ้าของเรื่องคือคำยืนยัน “ใช่ พ่อสนิทสนมกับคนในหมู่บ้านนี้ บางคราวพาเพื่อนมาพัก หลายครั้งเอาของในเมืองมาฝาก แลกเปลี่ยนของจากบ้านยางไปขาย ทุกครั้งที่กลับไป พ่อจักรอพบข้า พ่อมีเรื่องเล่ามากมายถึงหมู่บ้านกลางป่าให้ข้าฟังเพลินเสมอ” หางเสียงเครือลงพร้อมๆ กับวาวน้ำปรากฏขึ้นในดวงตา “ทว่าไม่ใช่ครั้งสุดท้าย...”

“พ่อเอ็งไม่ได้กลับไป”  คำของม่องตะลู้ไม่เหมือนคาดการณ์ ทว่าต่อความ

นางเอื้องกลืนกล้ำ รับคำด้วยเสียงแหบลึก น้ำตาหลาม “พ่อไม่ได้กลับไปเพราะต้องตายเป็นผีไร้ญาติที่นี่! เพื่อนของพ่อเป็นคนส่งข่าวให้ข้ากับแม่รู้ รู้ว่าผู้ยื่นความตายแก่พ่อไม่ใช่ใครนอกไปจากหมอผีเฒ่า!

สหายพรานเล่าว่า อินแปงถูกเสือกัดที่หน้าขา คนร่วมทางช่วยกันพามาบ้านยางหวังได้รับการรักษาจากเซอะหระป๊ะต่าผู้วิเศษ โชคร้าย ขณะนั้นหมอผีออกไปเสาะหาของป่าหลายวัน คนที่คอยช่วยพยาบาลเหลือเพียงนางจี่คว้างซึ่งยังไม่ประสา พอพ่อหมอกลับมาจึ่งขัดใจใหญ่เพราะไม่ชอบแผนการรักษาที่นางสืบทอดมาจากบรรพบุรุษอยู่เป็นทุน พ่อหมอไล่นางไป อินแปงตกอยู่ในการดูแลของแกเพียงลำพัง แต่หลังจากนั้นไม่นานกระบวนการของพ่อหมอก็ทำให้อาการของพรานหนุ่มย่ำแย่ก่อนจบลงด้วยชีวิต

“ข้าไม่เคยลืม...” ลูกสาวพรานอินแปงสูดสะอื้น “ไม่เคยลืมว่าทิฐิและความโง่เขลาของใครทำให้พ่อไม่มีวันได้กลับไปเจอหน้าลูกเมียอีก!

“เอ็งเข้าใจผิดแล้ว” ม่องตะลู้ขัด ก่อนอธิบายเสียงเยือก “คนที่ทำให้พ่อเอ็งตายไม่ใช่พ่อหมอ”

“ไม่ใช่พ่อหมอ?!” เอื้องขึ้นเสียงอย่างยังไม่เชื่อ เมื่อนั้นคนขัดเพียงกัดกรามขรึมลง

นางเว่อที่หันมองไปมาอยู่นานจึ่งสอดขึ้น “มู! มูใช่ไหม!

ซี้ทอเดอ[๑]! มึงพูดบ้าอันใด” น้องชายของมันไม่ยอม แต่หมอสาวไม่สน

“ที่แท้มูคือคนที่ทำให้พ่อของพี่เอื้องตายใช่ไหมลุง!

ใจสิงห์มองเด็กสาวด้วยความสะท้อนใจ บางถ้อยของมันสะท้านหู

--เท่าที่ข้ารู้ หมู่บ้านเราเคยเกิดเรื่องร้ายแรงบางอย่าง พ่อหมอไม่พอใจมูมานับแต่นั้น แลต่างคนต่างก็ล้มป่วยด้วยโรคภายในคล้ายๆ กัน มูเองมีอาการปวดท้องคลื่นไส้บ้างเป็นบางครั้ง ทั้งๆ ที่มูไม่ใช่คนคิดมากแต่กลับป่วยหนักกว่าพ่อหมอ มีอาการเจ็บหน้าอกร่วมด้วย บางครั้งเจ็บจุกจนหายใจไม่ออก...--

เสียงม่องตะลู้เรียกความคิดกลับมา “ตอนนั้นพ่อหมอติดอยู่กลางป่าเพราะตัวเองก็ได้รับบาดเจ็บหลังจากตกเขา หนามยาวแทงเข้าหน้าแข้งของแก ครั้นแกกะโผลกกะเผลกกลับมาก็พบว่าพี่อินแปงเจ็บหนักมากแล้ว หนักอย่างไม่น่าเชื่อ! แกซักมูของเอ็งได้ความว่าการรักษาของมันผิดพลาด อีจี่คว้างตีความอาการผิด แลให้สมุนไพรที่เป็นพิษต่ออาการดั้งเดิมจนพี่อินแปงอ่อนแอลงไม่เหลือสติ พ่อหมอโกรธมากไล่อีจี่คว้างออกไป สั่งห้ามมันอย่าได้ยุ่งเกี่ยวหรือรักษาใครอีก หาไม่แกจักเปิดโปงความผิดใหญ่หลวงนี้ของมันให้คนรู้”

ชายยางวรรคลง สายตาอนาทร

มูของพวกเอ็งเสียใจมาก แต่ยังไม่มากกว่าตอนที่รู้ว่าอาการของพี่อินแปงทรุดหนักจนกระทั่งพ่อหมอก็เยียวยาไม่ไหว หลังจากพี่อินแปงตายแกจึ่งรับความผิดไว้เอง อีจี่คว้างมันเสียใจแทบสิ้นสติ ไม่กล้ารักษาใครอีก พอถูกถามก็ได้แต่อ้ำๆ อึ้งๆ แล้วทั้งมันทั้งพ่อหมอก็เก็บกดจนเป็นโรคประหลาด...”

กาลต่อมา มารดาของนางเว่อหาทางรักษาตัวเองจนอาการทรงตัว ขณะที่หมอผีเฒ่ากลับไม่ยอมรับว่าตัวเองป่วย นางจี่คว้างกังวลจนจำแอบเอาสมุนไพรมาให้แกเรื่อยๆ ครั้นมีคนล่วงรู้จึ่งขอร้องให้นางรักษาโรคอื่นๆ ดูบ้าง ในที่สุดจี่คว้างก็กลายเป็นเซอะหระแกเลาะต่า เป็นหมอยาอีกคนของหมู่บ้านนับแต่นั้น ด้านหมอผีเฒ่าแม้ได้รับความช่วยเหลือมากมายแต่คงไม่เคยยอมรับหรือให้อภัยนางจี่คว้าง ถึงอย่างนั้นแกก็ไม่เคยปริปากเล่าความลับของนางให้ใครล่วงรู้

“...ที่ข้ารู้ ก็เพราะมูของพวกเอ็งเล่าให้ฟังด้วยความอึดอัดใจ”

“พี่เอื้อง...” นางเว่อสะอื้นไห้ “ข้าขอโทษ ขอโทษแทนแม่ของข้า...”

ม่องตะลู้มองตานางเอื้องอย่างผู้เป็นกลาง “เอื้องเอ๋ย เอ็งคงเห็นแล้วว่าที่แท้หามีคนผิดไม่ อีจี่คว้างเองมันก็พลาดเพราะความตั้งใจดี พี่อินแปงคงไม่เป็นสุขหากรู้ว่าลูกยังติดอยู่กับเรื่องของแกจนก้าวไปไหนต่อไม่พ้น”

ทุกสายตามองไป แต่นางเอื้องยังนิ่ง เงียบ สายตาหลังคลองน้ำล้นกดมองแค่พื้นแคร่

“คนที่หลงในวังวนเรื่องเก่าๆ ก้าวไปไหนไม่ได้...” เสียงม่องตะลู้ยังแหบแห้ง ทว่าเจือความนุ่มนวลอันเจ็บปวด “เอ็งก็เห็นแล้วว่าสุดท้ายจักเป็นผลเช่นใด”

นั่นทำให้มันเงยมองชายยางเป็นครั้งแรกตั้งแต่ฟังจบ

“อีเยซาเมียข้ายอมรับความตายของลูกไม่ได้ มันเที่ยวเก็บดินปั้นหุ่นที่อ้ายกองหม่องชอบเล่น พูดคุยกับลมเหมือนลูกยังไม่ตาย เอ็งยังมีสติสมประกอบ จงอย่าเป็นเยี่ยงนั้นเลยเอื้อง”

น้ำตาเอื้องหยดเผาะ แต่แววตาก็สว่างขึ้น ในที่สุดมันพยักอย่างยอมรับด้วยความถ่องแท้

แต่ไม่ใช่ใจสิงห์

“เดี๋ยวก่อน พี่ว่าเมียพี่เป็นบ้าแลปั้นเก็บหุ่นดินไว้รึ!

ทุกสายตาเสมาสนเท่ห์ ม่องตะลู้ตอบ “ใช่”

ใจสิงห์ขนลุกหวือ เบิกตา มิน่า มิน่าเล้า!...

บางภาพหวนมา ภาพม่องตะลู้ตาลีตาเหลือกวิ่งหาทันทีที่พบว่าเซอะหระป๊ะต่าตะกายหาเมียมันที่เรือนเมื่อเช้า

ไม่ต้องห่วงข้า ห่วงเมียเอ็งดีกว่า

หะ...หา!’

ข้าเอะใจเรื่องที่อ้ายสิงห์มันว่ามีคนไปช่วยนางอุษาที่ชายป่านั่น ในบ้านเราตอนนี้นอกจากข้ากับนางเอื้องก็มีแต่เมียเอ็งที่ไม่ได้อยู่ในงานศพ ม่องตะลู้ ข้าจึ่งตามมาดูมัน

ข้าจักรีบเข้าไปดู

ไม่ต้อง! เอ็งไม่อยู่ที่นี่ เป็นมันจริงๆ ที่ไปยุ่งเกี่ยวกับนางคนร้าย!’

ใจสิงห์ร้องขึ้นด้วยตากระจ่าง “ที่แท้สองวันมานี่พี่คงเก็บเรื่องนี้ไว้ ไม่กล้าให้พ่อหมอรู้!หาไม่ในฐานะเซอะหระป๊ะต่าย่อมจับนางเยซาเฆี่ยนไล่ผี

ม่องตะลู้ก้มหน้า “หลังจากรู้ว่าลูกตาย เมียข้าก็อาการมิใคร่ดี ข้าจึ่งปดคนในหมู่บ้านว่ามันเสียใจจนล้มป่วยไปร่วมงานศพอีจี่คว้างไม่ได้ เมื่อนางเอื้องเข้ามา ทุกคนจึ่งให้ข้าคอยดูแลแขกของหมู่บ้านไปพร้อมๆ กับดูแลเมีย”

ม่องตะลู้คงกำชับขอให้แขกสาวเก็บความลับของตนไว้ นี่เองสาเหตุของท่าทางแปลกๆ ทั้งหลายระหว่างเจ้าตัวกับนางเอื้อง!

“พี่ม่องตะลู้” เสียงใจสิงห์ลงหนักอย่างย้ำความสำคัญ “นอกจากเอื้องยังมีใครรู้เรื่องนี้อีกบ้าง!

เมื่อนั้นเอง ผู้ถูกถามเกิดแววไฟในดวงตา ยังมีอ้ายจัน”

เสียงพูดธรรมดา ทว่าคนฟังขนลุกหวือไปทั้งร่าง ราวพายุข้างนอกพัดวนเป็นเกลียวเข้าไปถึงภายใน

นี่มันอันใดกันรึน้า อ้ายโจโหว่เขย่าขา ทว่าเขาไม่ฟัง

ถ้าเดาไม่ผิด... ลิ้นแทบพันรัว ชายหนุ่มต้องสูดลมราไฟในอกลง ถ้าเดาไม่ผิด ไม่ช้าหลังจากได้ฟัง อ้ายจันก็เป็นลมไปใช่หรือไม่

เอ็งจักถามไปทำไม

ใช่หรือไม่ ตอบข้า!

. . . . . . . . . .

 

จันสลับตำแหน่งอีกครั้งสู่การนำหน้า

            อุษาจับตาไหล่กว้างอันสอบสู่เอวคอดแข็งแรง เขาคือชายคนแกร่งที่นางยอมวางให้แล้วทั้งหัวใจ เพียงมีชายผู้นี้นำหน้า เด็กสาวพร้อมจักก้าวตามไม่ว่ามุ่งสู่หนไหน จันไม่เหมือนใครที่เคยพานพบ ทั้งชีวิตของอุษา ถ้ามิใช่ชายที่จำนอบนบต่อนาง ก็มักเป็นเจ้าของคำลือแห่งความเหี้ยมโหดกดขี่ ไม่มีใครเลยที่อ่อนโยน แต่ขณะเดียวกันก็ห้าวหาญเด็ดเดี่ยวเยี่ยงพี่จัน กระทั่งนางเยซาและลูกชายที่มีทีท่าไม่ยอมเชื่อถือ สุดท้ายยังจำย่ำตามห่างๆ

ละอองฝนโรยตัวหนักขึ้นครั้นร่างสูงก้าวนำสู่เหนือหุบเขา ด้านบนนั้นพื้นที่ดูแผ่เป็นลาน ท่ามกลางพงกูดรกชัฏ เงาตะคุ่มของตอกระไรสักอย่างผุดขึ้นเว้นจังหวะเป็นระยะ อุษากำลังเพ่งมองหมายรู้ว่ามันคือสิ่งใด ก็ต้องหันกลับไปเพราะเสียงอ้ายกองหม่อง “มู!

นางเยซาที่รั้งท้ายหยุดยืนทื่อห่างไปคล้ายถูกสาป กรอบตาขยายกว้างขึ้นเล็กน้อย ดวงตาลอยเหม่อ อ้ายกองหม่องถลาเข้าฉุดแขนผอมๆ ของแม่มัน “มูนี่! เดินตามมาซะทีเซ่!

ผิดกับทุกครั้ง นอกจากไม่ตามใจลูกชาย ร่างซูบในเสื้อแลผ้าถุงคนละท่อนก็ทรุดลงกลางดิน เด็กน้อยให้ร้ายแค่ไหนก็ต้องตกใจ โดยเฉพาะเมื่อนัยน์ตาของแม่กลั่นหยดน้ำร่วงเป็นสาย

มู! มูเป็นอันใด!

มูเอ็งคงนึกความจริงบางอย่างขึ้นได้” เสียงห้าวของจันเรียกให้อ้ายกองหม่องเงยหน้า อุษาพลอยผินมาฉงน

“เอ็งพูดอันใด!” อ้ายเด็กยางตะคอกทั้งที่ยังประคองแม่ มันตระหนกยิ่งขึ้นอีกครั้นคนในประคองยกมือไส

“เอ็ง...ไม่ใช่...ลูกข้า!

มู?!

“อ้ายหนู” อีกครั้งที่คำของจันหยุดเสียงมันไว้ อ้ายกองหม่องตวัดสายตาวะวับ

จันยังยกมุมปากไม่ยี่หระ “เอ็งคงไม่รู้สิว่า ที่นี่--” ท่อนแขนของเขาผายกาง “--คือสุสานของพวกยาง!

คำว่า สุสาน กระตุกใจไหววับ อุษาพลันกวาดมองรอบกาย ขนลุกชันพร้อมความเข้าใจที่เริ่มคืบ ที่แท้ ตอที่ผุดทั่วลานนั่นก็คือ--

 “หญิงที่เอ็งเรียกว่าแม่ได้เดินทางมาที่นี่เมื่อวาน--” ปลายคางประดับเคราของจันพยักไปทางนางเยซา “—ด้วยพิธีฝังศพของลูกชาย!

ขนลุกโหดร้ายลามไปถึงบนหัวอุษา เสียงจันกังวานว่า “กองหม่องตัวจริงตายไปตั้งแต่เช้าวาน เอ็งไม่ใช่อ้ายกองหม่อง!

“น่...นี่มันอันใด--” เด็กสาวไม่ทันจบเสียงแหบหาย อ้ายเด็กตรงหน้าก็ช้อนตาจ้องจันแข็งกร้าว

“มึงเป็นใครกันแน่!

. . . . . . . . . .




[๑] คำด่าภาษากะเหรี่ยง แปลว่าตายทั้งกลม

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น