พยนต์

ตอนที่ 14 : บทที่ ๑๔

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 135
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    25 ก.พ. 62

-๑๔-

 

ราวสามโมงเช้า วันก่อน

ท่ามกลางปัจจุสมัยอันเงียบสงัดในดงป่า ร่างเล็กของอุษาวิ่งเร่าร้อนข้ามมาบนตะพานลำไม้ เด็กสาวมะงุมมะงาหราฝ่าไปตามริมฝั่ง จวบลุสู่พื้นที่แคบคอดคล้ายพระจันทร์เสี้ยว

การแรมรอนตลอดหลายวันมีนางเอื้องเป็นผู้แนะนำเส้นทาง เช้านั้นมันบอกให้อุษาลงไปล้างหน้าตรงฝั่งน้ำที่พื้นดินทอดกว้างคล้ายหาด ระหว่างนั้นเอื้องมันจักตรวจเก็บข้าวของเพื่อพร้อมออกเดินทางต่อ อุษาไม่คิดว่าพอเดินกลับไป สายตาลอดพุ่มไม้ก็พบว่าอ้ายเมืองตามมาถึง แค่เห็นมันก็เหมือนเห็นมัจจุราช เท้าถอยกะทันหัน จากนั้นร่างสั่นด้วยความตระหนกก็หันกลับวิ่งเตลิดมาจนถึงนี่

สงสารนางเอื้องก็สงสาร หากมันถูกอ้ายเมืองจับได้คงไม่พ้นโทษใหญ่ โทษที่เกิดจากเรา! แต่จักให้อุษาหันหลังไปย่อมไม่มีทาง เรามาไกลเกินไป อีกอย่าง เราไม่รู้ทางให้กลับ!

เด็กสาวไม่มีความรู้เรื่องการเดินป่า ไม่รู้ว่าทิศใดเป็นทิศใด พอได้สติก็พบว่าตนตกอยู่กลางดงไม้ ข้างหนึ่งเป็นชายตลิ่ง พ้นจากขะเจาะต้นน้อย พื้นดินก็ตัดลึกลงไปเป็นโขดหินและสายน้ำ มีผักหนามชูยอดสล้าง ส่วนอีกฝั่งล้อมไว้ด้วยหมู่ไม้ ขะเจาะใหญ่และพุ่มสูงทึบของขี้หมาแห้งเป็นอาทิ

แล้วนี่เราจักต้องไปทางใดต่อ ทั้งกลัวทั้งตกใจ น้ำตาไหลออกมาดื้อๆ

ยังตัดสินใจมิได้ จู่ๆ เสียงสวบสาบก็ดังใกล้เข้ามา อุษาเบิกตา หันรีหันขวางแล้วรีบมุดหลบใต้พุ่มหนาของกอขี้หมาแห้ง

ไม่นานนักมีร่างคนโผล่มา เด็กสาวสอดสายตาผ่านช่องแคบระหว่างใบไม้ ผู้เข้ามาใหม่เป็นหญิงวัยราวสามสิบ ห่มเสื้อดำกับผ้านุ่งเขียวแต่งด้วยลูกเดือย บนหลังมีเครื่องสานสะพายโดยใช้สายรั้งที่หน้าผากอย่างชาวยางทั่วไป มือข้างหนึ่งของนางกดตรงหน้าอกซ้าย อุษามองใบหน้าของเจ้าตัวไม่ถนัด กระนั้นเห็นแค่ช่วงปากก็พอบอกได้ว่านางกำลังเจ็บปวดสาหัส

หญิงชาวยางเซซังมาใกล้พุ่มขี้หมาแห้ง นางลนลานถอดเครื่องสะพายหลังวางลงด้วยมือสั่นเทา ต่อเมื่อยืดกายขึ้นใหม่ ร่างที่โงนเงนอยู่แล้วก็ล้มพรวดลงมาเหนือกอไม้ที่อุษาซ่อนอยู่ เสียงกิ่งใบแตกหักจนเด็กสาวตกใจ กลัวว่าคนข้างบนจักหล่นทับมา กระนั้นได้แต่ยกมืออุดปากนิ่งไว้ เกรงถูกอ้ายเมืองตามมาจับได้มากกว่า...

ฟ้าลั่นสะเทือนสะท้าน ณ ปัจจุบันตัดความทรงจำไปสู่อีกภาพหนึ่ง

ภาพท่อนไม้สะบัดขวับกลางอากาศ ตามด้วยเสียงโพละ! เหมือนคนทุบกะลาแตกวาบขึ้นในมโนนึก อุษาสะดุ้งเฮือก ดวงความคิดถูกฉุดกลับมายังจุดที่ตัวเองนั่งกอดเข่าสั่นเทาอยู่

ประกายอสนีบาตคล้ายหายลับไปพร้อมทุกแสงใต้หล้า ใต้ร่มมะค่าโมงตอนนี้มองไปทางไหนก็มืดตะคุ่ม มืดเหมือนหนทางชีวิตของตัวนางเอง!

ถ้าอุษาช่วยหญิงชาวยางคนนั้น บางทีนางอาจไม่ตาย แต่นั่นก็กลายเป็นเรื่องเล็กไปทันทีเมื่อเทียบกับนางเยซา เราพรากลมหายใจแกเองกับมือ! แล้วยังอ้ายเมือง...

ด้วยสำนึกว่าถึงอย่างไรก็ต้องรอดไปให้ได้ ทันทีที่ถูกชายสักขาคว้าข้อมือ อยู่นี่เอง! อุษาพยายามสะบัดเร่าแล้วผลักมันทิ้ง ครั้นร่างใหญ่ล้มกลิ้ง มือน้อยก็คว้าท่อนไม้ที่นางเยซาหมายตาไว้แต่ต้น ฟาดผัวะเข้าที่ท้ายทอยมันทีหนึ่ง อ้ายเมืองก็ฟุบสลบไปหว่างรากตะเคียนต้นนั้นเอง

หลังจากนั้นอุษาวิ่งตาลีตาลานออกมาทิศไหนก็ตอบไม่ถูก ครั้นรู้ตัวอีกครั้งว่าไม้ใหญ่ยังอยู่ในมือ เด็กสาวก็ขว้างมันทิ้งด้วยอารามขวัญผวา ตั้งแต่เกิดมาแม้ริ้นไรก็ยังถูกสอนให้ปรานี แต่นี่ชีวิตคนทั้งชีวิต อย่างน้อยสองชีวิตที่นางฆ่าตายไปด้วยมือตน!

เราคือคนบาป! เราเป็นนางคนบาป! น้ำตาไหลพราก อุษาวิ่งเซซังใช้หลังแขนปาดน้ำตาจนมาสะดุดล้มอยู่ใกล้ๆ นี้ ฟ้ามืดเริ่มส่งเสียงครืนครานเหมือนสวรรค์เตรียมลงทัณฑ์ผู้ก่อการอัปยศ เด็กสาวคืบคลานมากอดเข่าหลบใต้ต้นไม้ น้ำตาไหลไม่หยุดหย่อน

ฟ้าวาบอีกครั้ง นางสะดุ้งเพราะเสียงเลื่อนลั่น และแล้วก็แทบผงะเพราะเงาดำที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าหลังสิ้นความพร่าพราย

นางเยซา!

เด็กสาวละล่ำละลักทั้งน้ำตา “พะ พี่ยังไม่ตายดอกรึ”

“อุษา” คนตรงหน้ายิ้มหวาน “เอ็งดู ข้าหาลูกเจอจนได้”

หญิงชาวยางพยักไปยังพื้นข้างกาย อุษาหันตามแล้วเบิกตาอ้าปากค้าง

. . . . . . . . . .

 

สิ่งที่เพิ่งได้ฟังจากสองพี่น้องนั้นสะท้านสะเทือนใจสิงห์ยิ่งกว่าอสนีบาต ชายหนุ่มยังนิ่งงันเมื่อเอื้องเริ่มเล่า

“ตอนที่วิ่งตามหาอุษามัน ข้ามองลงไปข้างล่างตลิ่งทีแรกเห็นแต่พี่จี่คว้าง ต่อเมื่อพวกตาโก่งลงจากต้นหมากพร้าวตามมาดู จึ่งรู้ว่าที่ก้อนหินข้างกันยังมีอ้ายกองหม่องนอนตายอยู่อีกราย ทั้งสองศพเกาะมือกันไว้แน่น”

นางเว่อสำทับ “อ้ายกองหม่องคงไปเล่นพิเรนทร์แถวตลิ่งตามประสา พอมันลื่นไถล มูก็รีบตามไปช่วย แต่ตอนนั้นมูอาการกำเริบอยู่คงไม่มีแรงมากพอ สุดท้ายจึ่งหล่นลงไปหัวกระแทกหิน...ตายด้วยกันทั้งคู่”

ใจสิงห์มุ่นหัวคิ้ว นั่นจักเกิดขึ้นไวจนอุษาไม่มีทางเข้าไปช่วยทันเทียวรึ

หมอสาวสูดลมหายใจที่มีน้ำเจืออยู่ เล่าต่อ “ตอนที่ป้าเยซาตามชาวบ้านไปดูศพ แกร้องลั่นว่าไม่ใช่ลูกตัว แต่หน้าตาอ้ายกองหม่องไม่ได้เปลี่ยนไป เยี่ยงใดก็ไม่มีทางเป็นคนอื่นได้ดอกน้าสิงห์”

“ทำไมเดินด้วยกันตั้งนาน ลุงม่องตะลู้ไม่บอกน้าเรื่องลูกของแกเล่า” อ้ายโจโหว่สงสัย

ใจสิงห์ไม่ตอบ คำตอบคือภาพในหัวที่แล่นย้อนกลับไปยังชายผู้นั้นตั้งแต่นาทีแรกที่ได้พบหน้า พ่อหมอไม่สบาย พวกเอ็งมากวนทำไม

และในงานศพนางจี่คว้าง พวกเอ็งอย่าออกไปไหน ข้าจักพาอ้ายสิงห์ไปตรวจดูเรือนของพวกเราป้องกันคนแปลกหน้าเข้ามาทำเรื่องร้าย

กระทั่งระหว่างเดินด้วยกันกลางป่า มีเวลามากมายแต่เจ้าตัวก็ไม่ปริปาก

--นี่คือที่ที่พี่จี่คว้างตายใช่หรือไม่—

--พี่เห็นศพตอนนั้นหรือหาไม่—

--พี่ได้สังเกตรอบบริเวณนี้หรือไม่--

แล้วภาพสุดท้ายที่ขยายใหญ่ก็คือตอนที่เจ้าตัวหันหลังตอบเสียงดัง เอ็งคิดบ้าอันใดไม่เข้าเรื่อง!

ใช่แล้ว นี่ยังไม่รวมสายตาแฝงนัยยะระหว่างม่องตะลู้กับนางเว่อครั้งอยู่ในงานศพ สายตาที่เขายังสงสัย เหตุใดลูกสาวผู้ตายจึ่งมองม่องตะลู้อย่างนั้น แล้วก็ตอนที่เจ้าตัวถลันไปยังเรือนตนทันทีที่เห็นหมอผีเฒ่าเข้าไปยุ่มย่าม พ่อหมอมาทำอันใดที่นี่!

ภาพคิดสลายเพราะเสียงตึงตังดังขึ้นนอกชาน ยังไม่ทันหันไป เจ้าของเสียงก็ทะยานเข้ามาถึงด้านใน หยดน้ำจากสายฝนหล่นจากร่างใหญ่ของม่องตะลู้

“อีเว่อ! เอ็งอยู่นี่ก็ดีแล้ว” 

ท่าทางทั้งเสียงกระหืดกระหอบของผู้ช่วยหมอผีทำให้เด็กสาวตกใจ “นั่นพี่จันเป็นอันใด!

บนแผ่นหลังกว้างใหญ่ของชายยางมีอ้ายจันเปียกโชกสลบอยู่ ถ้าม่องตะลู้ไม่แข็งแรงพอคงไม่มีทางพามันมาถึงนี่

เจ้าตัวปลดหูย่ามใส่คชกุศของอ้ายจันวางพื้นพลางตอบ “จู่ๆ มันก็ทรุดลงอีก!

ใจสิงห์สำรวจอ้ายหนวดแล้วเลื่อนสายตามาจ้องชายตรงหน้าราวจักค้นหาบางอย่าง “ดูเหมือนจักมีคนป่วยมากเกินไปแล้ว”

. . . . . . . . . .

 

หมอสาวชาวยางตรวจอาการคนป่วยครู่หนึ่งก็บอก “น้าจันคงเหนื่อยแลพักผ่อนน้อยไป ร่างกายจึ่งรับไม่ไหว” สายตานิ่งกวาดสบผู้ฟังทีละรายก่อนไปหยุดที่ม่องตะลู้

ใจสิงห์ปรายตาตาม ไม่พบว่าเจ้าตัวมีท่าทีเปลี่ยนแปลงใดๆ ในที่สุดเขาจึ่งพูด “แปลก เมื่อคืนมันโดนทำร้ายก็จริง แต่หลังจากได้พักและรับการรักษาจากพ่อหมอก็อาการดีขึ้นมาก ไม่คิดว่าจักทรุดหนักลงได้อีก”

“บางทีอาจเพราะมันตากฝน และเดินทางไกลไม่ได้หยุดพักเป็นเวลานาน” ผู้ถูกจับตาตอบด้วยเสียงแหบตามปกติ ม่องตะลู้มีลักษณะของผู้เจียมตัวระวังตนตลอดเพลาจนแทบหาความเป็นธรรมชาติมิได้ ด้วยลักษณะนี้ทำให้ใจสิงห์ยากจักสังเกตพบว่าที่แท้ท่าทางไหนมีความหมายเยี่ยงใดแน่

“เคยได้ยินว่าหมอผียางมีอิทธิฤทธิ์นัก ทั้งเข้าทรง สั่งผี พี่เป็นผู้ช่วยหมอผีคงมีมนต์เช่นกัน จึ่งเดินทางกลับเข้าหมู่บ้านได้ไวพริบตาในเพลาฝนโหมเยี่ยงนี้”

“โชคดีขากลับนี่เผอิญพบม้าที่อ้ายเมืองทิ้งไว้ ข้าจึ่งอาศัยขี่กลับมาได้ไวหน่อย อีกอย่าง แม้ว่าปกติหมอผียางจักมีผู้ช่วยอีกรายไว้สืบทอดตำแหน่ง ทำอันใดได้เท่าๆ กัน แต่นั่นไม่ใช่ข้า” ม่องตะลู้ตอบทั้งไหล่ห่อ

“แปลก พี่เป็นศิษย์ที่คอยติดตามช่วยเหลือทุกอย่าง พ่อหมอไม่ถ่ายทอดอันใดให้บ้างเทียวรึ”

“ลางทีพ่อหมอจักมีเรื่องไม่ไว้ใจลุงละมัง” โจโหว่ทำเสียงบางอย่างในคอเพราะไม่ชอบเพื่อนแม่เป็นทุน นางเว่อเขม้นตาโดยมีนางเอื้องมองตาม

ดีที่ม่องตะลู้ไม่ใส่ใจ “ไม่มีอาจารย์ที่ไหนสอนศิษย์ในสิ่งที่ตนไม่ศรัทธา”

นางเว่อยักคออย่างเห็นจริงดังว่า “มูเคยว่า ถึงพ่อหมอจักตกลงใจสืบทอดวิชาจากปู่ใหญ่ผู้ทรงอาคม แต่พ่อหมอก็สนใจเฉพาะเรื่องการรักษาและพิธีกรรมของคนในหมู่บ้าน”

ใจสิงห์ยักคอคิด แล้วตัดบทมาที่อีกเรื่อง “จู่ๆ จันมันก็เป็นลมล้มไปเลยรึ”

“ใช่” ชายยางผงกหัว น้ำฝนหยดจากผ้าโพกศีรษะติ๋งๆ “ก่อนหน้านั้นคุยกันตั้งนานมันยังไม่ยักเป็นกระไร”

คุยกันตั้งนานรึ

ถ้าใจสิงห์จำไม่ผิด ขณะตระเวนกลางป่าด้วยกันสามคน นอกจากเดินห่างกันเป็นวา จันกับม่องตะลู้แทบไม่คุยกันเลยเว้นแต่ตอนชายยางท่าทางเจ็บป่วย

คนที่ดูป่วยในตอนนั้นพูดขึ้น “เรื่องลูกของข้า เอ็งคงรู้แล้ว”

ความคิดของใจสิงห์จึ่งหวนกลับมา ม่องตะลู้ไหล่ลู่ลงอีก แสงตาสลดทั้งที่สีหน้ายังพยายามเข้มแข็ง

ชายบ้านป่ายื่นมือไปตบต้นแขนอีกฝ่ายหนักแน่น “ข้าเข้าใจ”

คำ เข้าใจ ของใจสิงห์ครอบคลุมถึงทุกท่าทางแปลกๆ ของม่องตะลู้ตั้งแต่แวบแรกที่พบกัน “ข้าเสียใจแทนพี่ด้วย”

นางเว่อละสายตาจากผู้ป่วยเหลือบมองมา ทว่าไม่พูดกระไร

ประโยคใหม่ของผู้ช่วยหมอผีมีรอยพร่า ปลายจมูกเริ่มแดงเรื่อ “ข้ายังไม่ใคร่เชื่อว่าอ้ายกองหม่องตายจากไปแล้ว อีเยซาก็คงเหมือนกัน มันเก็บกอดข้าวของของลูกไว้เหมือนเพื่อรออ้ายกองหม่องกลับมา”

ความเงียบอันเซื่องซึมลอยคั่นชั่วอึดใจ ในเรือนได้ยินเสียงฝนเสียงฟ้ากระหน่ำหนัก กระทั่งอ้ายโจโหว่พยักไปทางคนป่วยที่นอนราบอยู่กับพื้น “บางทีพี่จันอาจจักหิว ตั้งแต่เช้ายังไม่มีใครได้กินอันใดเลย”

ม่องตะลู้ไม่เห็นด้วย “ข้าหาของป่าแบ่งมันกินบ้างแล้ว”

“ของป่ามีอันใดกินรึ”

ใจสิงห์หูกระดิกต่อคำถามของนางเอื้อง

คนตอบคืออ้ายโจโหว่ พวกปลาหรือสัตว์เล็กๆ มีมากมาย ยังไม่นับผลหมากรากไม้ หรือไม่ ลางทีเราก็ขุดหาหัวเผือกหัวมัน หัวกลอยก็กินได้เหมือนกันแต่ต้องระวังพิษเสียหน่อย”

อย่างหลังสุด กลอยเป็นไม้ล้มลุกเลื้อยไปตามดิน ขึ้นตามป่ารกร้างแลไหล่เขา หัวกลมสีน้ำตาลอมเหลืองมีขนรากแข็งขรุขระกระจายทั่ว

“จริงสิ” นางเอื้องพยักพลางครุ่นคิด “เคยได้ยินว่าพิษของกลอยทำให้คลื่นไส้ ใจสั่น”

“หรือกระทั่งเป็นลม” ใจสิงห์กล่าวเสริม สายตาเริ่มพิเคราะห์คนบางคนถ้วนถี่

. . . . . . . . . .


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น