พยนต์

ตอนที่ 11 : บทที่ ๑๑

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 142
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    25 ก.พ. 62

-๑๑-

 

จากเรือนนางจี่คว้าง ม่องตะลู้หันหาว่าจักไปเรือนไหนต่อ หางตาคงเห็นบางอย่าง จู่ๆ ชายบ้านยางจึ่งวิ่งอ้าวสู่เรือนห่างไปไม่ไกลนัก ใจสิงห์ จัน แลนางเอื้องสับเท้าตามกันไปงงงวย

“พ่...พ่อหมอ!” คนวิ่งนำหยุดกระหืดกระหอบอยู่หน้าตีนกระไดของเรือนหนึ่ง บนชานหน้าของเรือนนั้นปรากฏร่างบางของชายแก่โพกผ้า จังหวะขยับตัวยังค่อนข้างเชื่องช้าและต้องอาศัยไม้เท้ายัน

เมื่อได้ยินเสียงตะโกนเรียก รายนั้นชะงักฝีเท้าหันมา “อ้ายม่องตะลู้!

“พ่อหมอมาทำกระไรที่นี่” สีหน้าคนพูดเกลื่อนความตระหนกไม่มิด หมอผีมองผู้ช่วยด้วยความพิศวงไม่ต่างจากจันและใจสิงห์ ดูจักมีแต่นางเอื้องที่เบิกตาตื่นอย่างเข้าใจกัน

“พ่อหมอกำลังไม่สบาย ไม่ควรออกมาตากฝนเยี่ยงนี้หนา” เสียงของม่องตะลู้ผันสู่อารามหนักใจแทน

“ไม่ต้องห่วงข้า ห่วงเมียเอ็งดีกว่า”

“หะ...หา!

“นางเอื้อง!” ผู้มากวัยหันเรียกคล้ายตะคอก ทั้งที่แก่และผอมบางหากเสียงก้องสะท้าน “ก่อนที่จักลงไปทุ่ง เอ็งเห็นอีเยซามันยังอยู่บนเรือนหรือหาไม่”

ใจสิงห์หันตามสายตาหมอผี พร้อมกันนั้นบอกตัวเองได้ว่า ที่แท้นางเอื้องเข้าพักที่นี่...เรือนของอ้ายม่องตะลู้ 

“ข้...ข้า...” คนถูกถามสบสายตาเจ้าของเรือนก่อนมองพ่อหมอ “ข้าไม่แน่ใจ ตอนนั้นมันมืด...”

หน้าย่นยิ่งยับ “ข้าเอะใจเรื่องที่อ้ายสิงห์มันว่ามีคนไปช่วยนางอุษาที่ชายป่านั่น ในบ้านเราตอนนี้นอกจากข้ากับนางเอื้องก็มีแต่เมียเอ็งที่ไม่ได้อยู่ในงานศพ ม่องตะลู้ ข้าจึ่งตามมาดูมัน”

“ข้าจักรีบเข้าไปดูให้--”

“ไม่ต้อง!” หมอผีตวาดใส่ความลนลานของผู้ช่วย “เมียเอ็งไม่อยู่ที่นี่ เป็นมันจริงๆ ที่ไปยุ่งเกี่ยวกับนางคนร้าย!

“แต่พี่เยซารู้จักเอื้อง แกจักช่วยอุษาด้วยเหตุใด” ใจสิงห์ถาม ทุกคนต้องพลอยหยุดคิด ม่องตะลู้กับแขกสาวร่วมเรือนนัยน์ตาหลุกหลิก

ความเงียบถูกทำลายเพราะเสียงระทึกใจของจัน

“เราจักรู้เมื่อพบสองคนนั้น!” ตาคมเหมือนนิลจู่ๆ กลับดูลิงโลดราวพบของต้องใจ “พี่เยซาไม่น่าเต็มใจช่วย และแกคงไม่พาภัยเข้าหมู่บ้าน”

“เช่นนั้นควรเป็นที่ไหน” ใจสิงห์จ้องอย่างจักแกะความนัย

จันลากสายตาจากพื้นว่างๆ ข้างกายขึ้นมาตอบ “จากชายป่าที่พี่พบร่องรอยของพวกมัน ป่านนี้สองคนนั้นคงเตลิดไปถึงธารน้ำด้านนู้น!

“เอื้อง!” เสียงแหบของม่องตะลู้ออกคำสั่ง “เอ็งพาพ่อหมอไปพักก่อน ข้าจักไปตรวจดูด้วยอ้ายจันแลอ้ายสิงห์เอง”

หมอผีพยักหน้า เมื่อลงกระไดมาถึงพื้นล่าง ตาคมปรายมองจัน ปากสบถ “พวกคนนอกนำมาแต่เรื่อง!

“พ่อหมอ” เอื้องเข้ามากันไว้ก่อนจันจักพูดกระไร “ไปพักก่อนเถอะจ้ะ อย่าห่วงเรื่องทางนี้เลย”

คำพูดของหญิงสาวเรียกอาการพยักจากชายเคราขาว “ข้านึกออกแล้วว่าเอ็งเหมือนใคร”

“หือ”

“มันเป็นคนโย ไม่ใช่จอเตะเหมือนเอ็งดอก...”

ใจสิงห์มองคนทั้งสองก้าวไปยังเรือนของหมอผี

. . . . . . . . . . .

 

“อุษา เอ็งแน่ใจหนาว่าเห็นอ้ายกองหม่องวิ่งนำไป นี่เราเดินตามมาตั้งนานแล้วยังไม่เห็นเงามันเลย!

นางเยซาบ่นขึ้นเป็นรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ได้

อุษาพยายามควบคุมความอดทนด้วยการสูดลมหายใจ รักษาสีหน้านิ่งสนิทไว้ ไม่รำคาญ ไม่กระทั่งลอบขัน! “บอกแล้วว่าเราควรแยกกันไปตามหาพี่ก็ไม่เชื่อ”

“ถ้าอ้ายกองหม่องกลับมาแล้วพบว่าข้าทิ้งเอ็ง ข้าจักถูกมันโกรธ มันอุตส่าห์บอกให้ข้าช่วยเอ็งแต่แรก”

ตลอดระยะที่ก้าวตามกันมา อุษาบอกได้ว่านางเยซาเป็นแม่ที่ตามใจจนลูกน่าจักเสียเด็ก กองหม่องอย่างนั้น อ้ายกองหม่องอย่างนี้ พร่ำบ่นอย่างไรแต่ลงท้ายก็ยอมลงให้ลูกทุกที เป็นการตามใจโดยไม่เกรงว่าลูกจักสร้างความร้อนใจให้ใครอื่น นึกไม่ออกเลยว่าคนในหมู่บ้านจักเอ็นดูอ้ายเด็กนี่ลงอย่างไรได้ แลคนเป็นแม่จักต้องตามแก้ปัญหาที่เกิดจากลูกตนมากขนาดไหน

ยิ่งติดอยู่ด้วยกันนานเท่าไหร่ เด็กสาวก็ยิ่งรู้สึกว่านางเยซากับลูกเป็นตัวถ่วง ซ้ำร้าย ความพยายามในการปลดนางออกไปยังไม่เป็นผล

เด็กสาวสูดลมหายใจ แต่อีกไม่ช้าจักยังผล!

“บ...บางทีอ้ายกองหม่องอาจพบอ้ายเมือง...” หญิงชาวยางเริ่มรำพันทั้งน้ำตาเมื่อก้าวลุถึงดงหมากพร้าวไม่ไกลจากธารสายเก่า

“ถ้ามันเจอเด็กดื้ออย่างลูกพี่ล่ะก็หนา...”

“ลูกข้าไม่ใช่เด็กดื้อ--!

เสียงแหลมขาดหายเพราะจู่ๆ อุษาก็โผเข้าอุดปาก นางเยซาถูกกดตัวลงหลังพุ่มใบกูด คนกดตัวสั่นระริกอย่างตื่นตกใจ ห่อปากส่งเสียง “ชู่!” เป็นสัญญาณให้เงียบ พยายามส่งสายตาชี้ไปในทิศที่พวกตนเพิ่งผ่านมา

นางเยซาชะเง้อขึ้นเล็กน้อยเพื่อมองลอดผ่านช่องใบไม้ แค่แวบเดียวก็หดหัวลงมาใหม่ “ทำไมมันโผล่มาได้!

อ้ายเมืองแกะรอยถูกและตามมาทัน! อีกไม่กี่อึดใจมันอาจถึงตัวเรา! อุษาชันเข่า กอดไว้ด้วยกายที่เริ่มหนาวเย็น

ตรงข้ามกับเยซา “มันเป็นตัวการทำให้ลูกของข้าหายไป!” ว่าพลางคนพูดเอื้อมหาท่อนไม้หมายลุกสู้ อุษารีบตะปบปากแล้วลากนางกลับลงมา ถึงเยี่ยงใดเด็กสาวก็ไม่มีทางยอมให้อ้ายเมืองจับตัวไปเด็ดขาด อุษายอมสูญเสียมาแล้วทุกอย่าง ต่อไปนี้จักทำทุกทาง ทุกทาง เพื่ออิสรภาพ!

คงเพราะพุ่มไม้ไหว เสียงฝีเท้าของผู้ล่าจึ่งติดตามมาถูกทิศ อุษาหดขาแล้วเริ่มกระถดห่าง มือหนึ่งอุดปากเยซา ครั้นนางดิ้นรนเพราะหายใจไม่ออก เด็กสาวก็ใช้ท่อนแขนรวบข้อมือทั้งสองข้างนั้นติดกับลำตัวแล้วลากตามกันมา ไม่ช้ารูปเงาสูงใหญ่ก็เงื้อมชะโงกอยู่เหนือตำแหน่งเดิมที่ตนเพิ่งถอยมาอย่างหวุดหวิด

ช่องหว่างรากตะเคียนใหญ่กลายเป็นจุดซ่อนกายชั้นดี ถึงกระนั้นความกดดันทำให้กรงนิ้วของอุษายิ่งกด เกร็งและกดจนลืมสังเกต ว่าอาการสั่นที่เริ่มกระตุกแรงขึ้นนั้นอุบัติเนื่องภายในตนหรือเพราะนางเยซา กว่าจักรู้สึกตัวอีกครั้งก็ปรากฏว่าคนในวงแขนตาเหลือกลาน กรงเล็บจิกค้างบนมือของอุษาไม่ขยับ

สังหรณ์บางอย่างกระตุกใจ อุษาลองสลัดมือตน

มือนางเยซาร่วงผล็อย

เด็กสาวเบิกตา ขนลุกชันไปถึงบนหัว ผวาห่างจากร่างหญิงชาวยาง จังหวะนั้นเองที่ข้อแขนของตนถูกคว้า

“อยู่นี่เอง!

อ้ายเมือง!

. . . . . . . . . . .

 

ชายหมู่บ้าน จากจุดที่คาดว่านางอุษาถูกนำตัวมาแต่ต้น ม่องตะลู้พาใจสิงห์แลอ้ายจันผ่านละเมาะไม้โปร่งๆ พ้นสู่ความรกหนาของพงพี ทางดินชื้นลื่นทอดไปหว่างลำไม้สูงก่อนลุสู่ชายน้ำ สาปและเสียงป่าในอากาศกลับสดชื่นขึ้นเพราะช่องเปิดของธารกว้าง

ชายชาวยางชี้ให้เห็นว่าหากเดินไปด้านซ้ายจักเป็นพื้นที่ซึ่งถูกแผ้วถางสำหรับเรือกไร่ พ้นจากช่วงนั้นไปจึ่งเป็นท้ายหมู่บ้าน ใจสิงห์กะการอยู่ในใจก่อนก้าวตามคนทั้งคู่ต่อไปด้านขวา

ป่ารกครึ้มขึ้นทุกขณะ ตลิ่งที่ทั้งสามเลาะเลียบมาก็สูงห่างจากชายน้ำขึ้นเรื่อยๆ ม่องตะลู้เป็นชายแข็งแรง หากเพียงชั่วเคี้ยวหมากแหลกท่าเดินกลับเริ่มซึมกะทือ ตรงข้ามกับอ้ายจันที่ก้าวยาวแลถี่ขึ้นราวเกรงจักตามใครไม่ทัน

ในที่สุดสหายรุ่นน้องชะลอเท้า ชะโงกหน้าลงไปในท้องน้ำ ใจสิงห์มองตาม กะความลึกได้หลายวา น้ำป่าโครกครากเกลือกใต้แนวตลิ่ง บางจุดแซมแง่งหิน มีตะพานลำไม้ขนาดใหญ่ทอดเชื่อมไปฝั่งตรงข้าม ซึ่งตลิ่งเตี้ยกว่าและค่อยแผ่ลาดแทบคล้ายหาด

ใจสิงห์วาดสายตากลับมายังอ้ายจัน มันรู้สึกตัวว่าถูกจ้อง จึ่งใช้หลังมือปาดละอองฝนบนพุ่มหนวด พูดแก้เก้อ “อุษาต้องคิดว่าข้ากับพี่ยังไม่รู้เรื่องของมัน มันต้องหาทางหนีกลับไปที่กระท่อมของพี่แน่” 

“เพราะเอ็งสัญญาว่าจักพามันไปเมืองอู่ไทย?” ใจสิงห์เลิกคิ้ว

จันไม่ทันตอบเพราะเสียงม่องตะลู้ดังแทรก “ถ้าจักไปเรือนเอ็ง ยังมีอีกหลายทางที่สะดวกแลเร็วกว่าเดินตามลำน้ำนี่”

คนพูดเพิ่งตามมาถึงหลังจากรั้งท้ายตลอดทาง สีหน้าหมองหนัก ตาแดงก่ำ ขมับโปน ไหล่ห่อก็ยิ่งเหี่ยว

อ้ายจันค้านว่า “สายน้ำนี้เชื่อมต่อไปยังธารหลังกระท่อมของพี่สิงห์ อุษามันไม่รู้ทาง น่าจักอาศัยเลาะไปตามลำน้ำมากกว่า”

ใจสิงห์ในฐานะคนกลางพินิจผู้ร่วมทางทั้งคู่ ก่อนสรุป “ถ้ารีบตามไปทางนี้ต่อ เราอาจทันได้ตัวมัน”

ประกายตาของจันโชติขึ้น ส่วนม่องตะลู้พยักทั้งมีรอยกัดกราม

ทางช่วงถัดมาค่อนข้างลำบาก พุ่มไม้ไต่กินพื้นที่ริมตลิ่งจนแทบไม่เหลือทางเดิน แต่ความไวของอ้ายจันยังคงที่ มันชะลอลงอีกทีเมื่อถึงจุดที่ริมฝั่งเว้าเข้าคล้ายถูกน้ำเซาะ

ใจสิงห์ทิ้งห่างจากม่องตะลู้ เดินมาก้มดูตามสายตาของอ้ายจัน

วังน้ำด้านล่างนี้เชี่ยวกราก มีก้อนหินใหญ่เรียงหลั่นจนเกิดช่องชั้นซับซ้อน ผักหนามชูยอดหักกลางข้างซอกหิน

เหนือขึ้นมาบนแผ่นดิน จุดที่ตลิ่งเว้าเข้าลึกสุดดูจักมีรอยปาดโค้งลงไป ใจสิงห์เห็นถนัดเพราะรอบพื้นที่คล้ายรูปพระจันทร์เสี้ยวนี้แทบไม่มีต้นไม้แซมรกอย่างช่วงที่ผ่านมา เกิดเฉพาะต้นขะเจาะซึ่งเพิ่งสูงได้ราวช่วงแขนเท่านั้น ต้นแม่ของมันขนาดแหงนหน้าไม่เห็นยอดอยู่ถัดเข้าไปหลายวา แวดล้อมด้วยกอไม้สลับลำสูงของมะหาด ต้นยาง แลตะเคียน มุมหนึ่งมีพุ่มขี้หมาแห้งหักยับลงมากว่าครึ่ง

“เอ็งจ้องราวกับอุษามันจักอยู่ใต้โขดนั้นแน่ๆ” ใจสิงห์ทักขึ้นเมื่อเหลียวกลับมาแล้วพบว่าอ้ายหนวดยังไม่ละสายตาจากจุดเดิม

คนถูกทักเงยขึ้นมาทั้งคิ้วมุ่น หงุดหงิดเหมือนผิดหวังจากอันใดบางอย่าง กระตุกหูย่ามกระชับเข้ากับหัวไหล่ “คนดีๆ ที่ไหนจักลงไปอยู่ตรงนั้น!

คำของมันทำให้ใจสิงห์ระลึกได้ ชายหนุ่มเบิกตา รู้สึกเหมือนถูกกระแทก จากนั้นถ้อยของมันก็ทุบสะท้านโสตประสาทจนขนลุกหวือไปทั้งร่าง!

--คนดีๆ ที่ไหนจักลงไปอยู่ตรงนั้น--

ใช่! ใช่แล้ว!

หมดความสนใจในอ้ายหนวดทันที ใจสิงห์หันกลับมาหาม่องตะลู้ ปรากฏว่าเจ้าบ้านยืนยกมือยันต้นไม้อยู่ห่างไป ใบหน้าเผือดลงอีก สายตาทอดแลแค่พื้นน้ำ

ชายหนุ่มถามดัง “นี่คือที่ที่พี่จี่คว้างตายใช่หรือไม่!

อีกฝ่ายช้อนตาขึ้นตกใจ

ความเงียบแทรกคั่นแค่ครู่ ม่องตะลู้จึ่งตอบด้วยเสียงแห้งหาย “ผ...ผีเอาตัวมันไป” ตาแดงก่ำหลุบลงอีกครั้ง

“พี่บอกว่านางเอื้องเป็นคนแรกที่เห็นศพ มันออกมาช่วยพี่จี่คว้างเก็บสมุนไพรรึ” คนถามยังไม่ลืมว่าผู้ตายเป็นเซอะหระแกเลาะต่า

ม่องตะลู้ส่ายหน้า “นางเอื้องไม่เคยผ่านมาที่หมู่บ้านเรา แลเช้าวานมันก็ยังไม่ทันเข้าไปถึง

ผู้ฟังฉงน

“ตอนนั้นเริ่มสาย เอื้องบอกว่ามันกับชายชื่ออ้ายเมืองวิ่งตามหานางทาสอีกคนล่วงมาถึงที่นี่”

“นางอุษา?

คนเล่าพยักหน้า “พอถึงตรงนี้ พวกมันก็เห็น...” หยุดกลืนน้ำลายและดวงตาเริ่มเปียกชื้น “...คน...นอนอยู่ข้างล่าง...”

ที่โขดหินตรงวังน้ำนั่น

“นางเอื้องร้องตกใจ พวกลุงโก่งที่กำลังขึ้นหมากพร้าวอยู่ในดงข้างหน้าได้ยินเข้าจึ่งวิ่งมาดู ตอนนั้นอ้ายเมืองไม่อยู่แล้ว นางเอื้องบอกว่ามันวิ่งตามอุษาต่อไปในป่า พวกลุงโก่งจึ่งต้องไปตามผู้ชายคนอื่นๆ ในหมู่บ้านมาช่วยกันเอาร่างขึ้นจากข้างล่าง แต่ปรากฏว่า...ตายแล้ว...

“พี่เห็นศพตอนนั้นหรือหาไม่”

ม่องตะลู้พยัก ปากสั่นไปถึงช่วงคาง “มันนอนแผ่หงายอยู่บนหิน”

“แปลก”

“เยี่ยงใด”

“ฝนเพิ่งตกหลังยามสามของเมื่อคืน ก่อนหน้านั้นวันสองวันฟ้าแห้งผากหรือมิใช่...” ใจสิงห์จำไม่ได้ แต่เช่นเคย การสังเกตและจดจำถึงลักษณะต้นไม้ พื้นดิน แลธารน้ำช่วงเย็นวานคือหลักฐานชั้นดี

“ใช่”

“นั่นเล่าที่ว่าแปลก ในเมื่อวันเกิดเหตุฝนไม่ตก ดินแถบนี้จึ่งไม่น่าลื่นขนาดพี่จี่คว้างไถลลงไปง่ายๆ ทางเดินช่วงนี้แคบจนต้องไปไต่ริมตลิ่งเสียเมื่อไหร่” คนคะเนกวาดสายตารอบกาย ก่อนหยุดลงที่ชายบ้านยางอีกครั้ง ม่องตะลู้กำลังยกมือประสานกัน มันคงไม่แปลกหากห้านิ้วของมือแต่ละข้างจักมิได้กางออกและถูซอกระหว่างกันอยู่ คนส่วนใหญ่ใช้การสัมผัสมือเพื่อบรรเทาความกังวลรุนแรง นั่นหมายความว่าม่องตะลู้มีเรื่องที่กำลังปกปิด!

“พี่ได้สังเกตรอบบริเวณนี้หรือหาไม่”

“ท...ทำไม”

“อาจมีหลักฐานแปลกๆ ที่สามารถอธิบายเรื่องแปลกๆ”

“เอ็งคิดบ้าอันใดไม่เข้าเรื่อง!” ม่องตะลู้ก้าวเลี่ยงไปทางจัน อ้ายหนวดเพิ่งเอี้ยวมาสนใจ

ใจสิงห์ยังไม่หยุด ถามแม้กับแผ่นหลังของชายร่างใหญ่ “เป็นต้นว่ารอยเลือด?

“ไม่มี! มีแต่รอยไถลนั่นอย่างไรเล่า”

ชายยางตอบ ปลายเท้ายังเดินหนี แต่ก็ยกนิ้วชี้พุ่งไปที่จุดซึ่งใจสิงห์คาดการณ์ ช่วงที่เสี้ยวพระจันทร์เว้าลึกสุด!

“แล้วตรงหน้านั้นเล่า พี่ม่องตะลู้”

ได้ผล อีกฝ่ายหยุดฝีเท้าทันที

“พุ่มขี้หมาแห้งต้นนั้นยุบอยู่แต่แรกหรือหาไม่”

เงียบ

ใจสิงห์สูดลมหายใจ “เรื่องบ้าที่พี่ว่า ถ้าเรารู้สาเหตุ ถึงแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วมิได้ แต่อย่างน้อยก็ยังป้องภัยที่จักเกิดต่อจากนี้ได้”

คำอธิบายของชายหนุ่มทำให้ผู้ถูกถามถอนหายใจ ม่องตะลู้ซดน้ำจากน้ำเต้าที่พกติดมาก่อนตอบ “เท่าที่จำได้ไม่เคยเห็นมันหักยุบลงอย่างนี้”

“แล้ววันที่พี่จี่คว้างตาย...?

เจ้าถิ่นนิ่งลงอีก ในที่สุดหมุนกลับมาเหมือนคิดขึ้นได้ “นึกออกแล้ว เมื่อวานคนมาช่วยกันแยะ ที่ริมตลิ่งนี่เล็กนิดเดียวแต่คนเห็นได้ทั่วก็เพราะยอดมันหักลงมาแล้วอย่างไรเล่า! คนยืนห่างไปข้างหลังจึ่งยังมองถนัด”

เพราะปรกติขี้หมาแห้งเป็นไม้พุ่มสูงเรี่ยหัวคน ออกใบใกล้กันจนขอบใบซ้อน ทำให้ค่อนข้างดูทึบยากจักมองฝ่าไป

“ข้างพุ่มไม้ยังมีแจ่กใส่สมุนไพรของนางจี่คว้างวางอยู่ด้วย”

“วางรึ”

“ตั้งอยู่เหมือนถูกวางไว้ ไม่ใช่หล่น”

ใจสิงห์ฟังแล้วพยักครุ่นคิด แจ่กหรือเป้สะพายของพวกยางใช้สายรั้งกับหน้าผาก จักวางลงได้ผู้แบกต้องตั้งใจถอดวาง

ความคิดสะดุดเมื่อเสียงจันดัง “พี่ม่องตะลู้ เป็นอันใด!

อ้ายหนวดวิ่งรี่เข้าหาผู้นำทาง เสียงคชกุศในย่ามเขย่าดังตุบๆ ม่องตะลู้กำลังก้มกุมหน้าผากนิ่ง

ใจสิงห์ตามไปใกล้ “ท่าทางพี่ดูไม่สบายยิ่งกว่าพ่อหมอ?

“วางใจเถิดหนา อุษามันไม่น่าทำอันตรายเมียพี่ดอก” อ้ายจันพยายามปลอบ แต่ใจสิงห์ไม่ฟัง ยังถามต่อเหมือนไม่มีกระไรผิดแปลก

“ว่าแต่พ่อหมอเล่า ยังไม่เห็นมีใครบอกว่าแกป่วยด้วยโรคอันใด”

“พ่อหมอสำรอกแลถ่ายท้อง” พอพูดถึงคนที่เจ้าตัวบูชา ม่องตะลู้ก็เงยหน้าง่ายเข้า “แกเริ่มเป็นตั้งแต่เช้าวาน แต่ยังพยายามนั่งบริกรรมจนเที่ยง เพลาชายจัดธุระต่างๆ สำเร็จแกก็หมดแรง ครั้นถ่ายออกมาพบว่ามีมูกเลือดติดในกองมูลด้วย”

“พี่ต้องคอยดูแลพ่อหมอถึงเพียงนั้นเทียว--?

“ลุงม่องตะลู้เป็นผู้ช่วยที่จงรักภักดีนัก!

เสียงแทรกจากเบื้องหลังชักทุกสายตาตามไป ผู้โผล่หน้าจากใต้ซุ้มไม้คืออ้ายหนุ่มผอมเก้งก้างอายุย่างสิบสี่สิบห้า ตาชิดและสันจมูกแคบถอดแบบจากพี่สาว

“อ้ายโจโหว่!

ผู้ติดตามก้าวเข้ามาพร้อมรอยหยันที่มุมปาก สบตาม่องตะลู้อย่างท้าทายทั้งที่วัยน้อยกว่าเกินครึ่งชีวิต “นับจากนี้ ลุงคงหมดเหตุให้ต้องคอยป้วนเปี้ยนรับใช้พ่อหมอเสียที”

“หุบปากแล้วกลับไปช่วยงานศพมูของเอ็ง!” ผัวนางเยซาสะบัดหน้าเดินหนี เท้าของมันชะงักเพราะประโยคใหม่ของอ้ายโจโหว่

“คนแก่ที่ป่วยหนักขนาดลุงว่า ไม่น่ามีแรงลุกวิ่งออกมากลางดึกดอก จริงหรือหาไม่!

. . . . . . . . . . .

 

เย็นวาน ถึงได้รับคำยืนยันจากม่องตะลู้พร้อมกับชาวบ้านคนอื่นๆ ว่า พ่อหมออาเจียนและถ่ายท้องออกมาเป็นโลหิตสด ลูกชายคนสุดท้องของนางจี่คว้างยังคงไม่เชื่อ ทั้งวันก่อนหน้าพ่อหมอยังดูแข็งแรงเป็นปกติ ต่อเมื่อใกล้เวลาทำพิธีศพแม่ของมันกลับอ้างว่าล้มป่วยปุบปับ

ด้วยความสงสัย กลางดึกคืนนั้นระหว่างชาวบ้านกำลังเล่น ต่าสือเคเดาะชอ[1] อ้ายโจโหว่ก็อาศัยความพลุกพล่านของผู้ร่วมงานหลบลงจากพิธีศพ ก้าวใต้แสงจันทร์หรุบหรู่สู่เรือนหมอผี หมายซุ่มอยู่ใต้ถุนรอดูว่าตาแกหลับแล้วหรือไม่เพื่อจักลอบขึ้นไปจับผิด แต่แค่ถึงใต้เรือนก็ได้เรื่อง เสียงพื้นเอียดอาดดังอยู่เหนือหัวสำแดงว่าเจ้าของเรือนยังไม่หลับ โจโหว่กัดกรามกำมือแน่นเคียดแค้น คิดไปว่าผู้นำหมู่บ้านโกหก ไม่ยอมไปร่วมงานศพแม่ของตนด้วยหมายสร้างความยากลำบากในการทำพิธี กำลังกลัวๆ กล้าๆ จักวิ่งขึ้นเรือนไปดูก็แว่วเสียงหนึ่งเสียก่อน

ข้าขอโทษ...เสียงครางของหมอผีเฒ่า ข้าทำผิดกับเอ็ง แต่ตอนนี้อีจี่คว้างได้รับผลกรรมของมันแล้ว เอ็งยกโทษให้ข้าเถิด ข้าผิดไปแล้ว--

เสียงเอียดอาดดังอีก คราวนี้ดังจากด้านในไปยังชานหน้าเรือน ก่อนไล่ลงตามกระไดมาสู่พื้นล่าง เห็นดังนั้นเด็กหนุ่มผลุนผลันตาม แต่เหมือนคนข้างหน้ารู้ทันรีบออกวิ่งเต็มฝีเท้า โจโหว่ทะยานเข้าพงป่าตามแทบไม่มองทาง รู้ตัวอีกครั้งก็เมื่อสะดุดรากไม้ล้ม แล้วพบว่าร่างในแสงจันทร์ข้างหน้าหายไปท่ามดงทึบ

“ดงหมากพร้าวรึ”

เจ้าของเรื่องพยักหน้าให้ใจสิงห์ “ที่นี่!

ขณะนี้ ชายทั้งสี่ผ่านสถานที่พบศพนางจี่คว้างมาถึงช่วงถัดมา ริมตลิ่งแถบนี้รกชัฎจนต้องถอยเข้าไปในแผ่นดิน เมื่อนั้นพบว่าลานแคบถูกทิ้งไว้คล้ายเป็นห้อง มีลำชะลูดของหมากพร้าวรอบล้อม ลูกหมากพร้าวที่ถูกพวกตาโก่งเก็บหาตั้งแต่เช้าวานยังวางกองเพราะเจ้าของมัวไปร่วมพิธีศพ

“เงาคนนั่นหายไปไม่โผล่มาอีก ข้าพยายามหาก็ไม่เห็น สุดท้ายจึ่งกลับไปที่งานศพ”

โจโหว่เล่าให้ใจสิงห์ฟังเป็นสำคัญ เนื่องเพราะอ้ายจันมัวกวาดสายตามองข้างทางไม่ลดละ ส่วน   ม่องตะลู้ไม่ใคร่รับรู้เรื่องที่เด็กหนุ่มกล่าวหาคนที่ตัวเองเคารพ จึ่งก้าวนำหน้าออกไปไกล

ใจสิงห์ซักต่อ “เช่นนั้นพ่อหมอจักมาที่นี่ด้วยเหตุใด”

อ้ายโจโหว่ไม่มีคำตอบ พอดีกับเสียงผู้อยู่ห่างไปตะโกนดัง “มีคนอยู่ตรงนี้!

ใจสิงห์ โจโหว่ และอ้ายจันรีบสับเท้าตามไป พ้นจากดงหมากพร้าว ขอบลานดินโล่งเริ่มมีพุ่มใบกูดขึ้นขนัดตามลำดับ อ้อมปลายรากใหญ่ของตะเคียนยักษ์ ทั้งสามพบว่ามีร่างหนึ่งนอนสลบไสลอยู่ตรงนั้น

คนสลบฟุบไปกึ่งๆ คว่ำหน้า จึ่งเห็นถนัดว่าช่วงท้ายทอยใต้ผ้าคาดหัวมีเลือดซึมไหลคล้ายถูกตี แผ่นหลังเปลือยกำยำไล่สู่เอวคอดแข็งแกร่ง ผิวคล้ำบริเวณนั้นเริ่มดำเป็นปื้นเพราะลายสัก ต่อเนื่องไปใต้ผ้านุ่งตาโก้งลงมาถึงข้อเข่า

ไม่มีใครเคยเห็นมัน ไม่มีใครรู้จักมันมาก่อน กระนั้นใจสิงห์พอเดาได้

มันคืออ้ายเมือง

. . . . . . . . . . .


[1] การละเล่นละม้ายหมากรุก ใช้กระจาดไผ่วาดตารางเพื่อเดินแต้มสู้กันระหว่างไก่กับราชสีห์ ไก่ ๑๒ ตัวแทนผู้ตาย ส่วนราชสีห์ ๔ ตัวแทนเจ้าแห่งความตาย ถ้าไก่เดินทางผ่านอุปสรรคต่างๆ จนเอานชะราชสีห์ได้สำแดงว่าผู้ตายจักเอาตัวรอดไปถึงบ้านในปรโลก

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น