จีบคนเถื่อน [YAOI] [สนพ.Lavender By B2S] : Spin-Off

ตอนที่ 9 : จีบคนเถื่อน : 08

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,570
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 440 ครั้ง
    30 ส.ค. 62






08



ริค (คุณใหญ่)

---------------




07.04 นาฬิกา


ก๊อก ก๊อก ก๊อก


ผมชะงักมือที่กำลังเก็บข้าวของเตรียมไปมหาลัยแล้วเดินไปที่ประตูห้องนอนทันทีที่ได้ยินเสียงเคาะประตู


จะไปมหาลัยหรือยังครับ?” หลังบานประตูไม้สีเข้มไม่ใช่ใครอื่นนอกจากพี่ชายคนโตของผมเอง


จะไปส่งเหรอครับ?” ผมยกยิ้มอ้อน


ครับคุณใหญ่ที่อยู่ในชุดสูทสีดำดูดีจนผมแอบหวง ไม่รู้ว่าเวลาไปทำงานจะถูกสาวๆ ตามจีบบ้างหรือเปล่า?


ใจดีจังครับ


ก็รถอยู่ในอู่อีกตั้งหลายวันนี่ครับผมโกหกไปว่ารถมันสตาร์ทไม่ติดเลยเอาเข้าอู่ไปซ่อม


อ่า ไปส่งทุกวันเลยได้ไหมครับ?” อีกตั้งหลายวันกว่าจะได้รถ บางทีก็ขี้เกียจนั่งรถเมล์ไปเรียน จะขับรถคันอื่นที่มีอยู่ไปก็รู้สึกว่าไม่โอเค ที่จอดกันอยู่มีแต่แพงๆ ทั้งนั้น ผมไม่กล้าขับไปมหาลัยหรอก เดี๋ยวก็เป็นประเด็นให้คนหยิบมาพูดคุยกันอีก ผมไม่อยากทำตัวเด่นไปมากกว่านี้อีกแล้วนะ


ได้ตามที่ต้องการครับบอสร่างสมส่วนราวกับนายแบบโค้งให้ผมคล้ายกับพวกบอดี้การ์ดในหนังที่กำลังรับคำสั่งจากเจ้านาย


ดีมาก เดี๋ยวผมจะขึ้นเงินเดือนให้คุณผมยิ้มร่าอย่างอารมณ์ดีพร้อมยื่นมือไปตีแปะๆ ที่ไหล่กว้าง


เปลี่ยนจากขึ้นเงินเป็นขอวันหยุดได้ไหมครับบอส?” ใบหน้าหล่อเหยเกออกมาทันทีไม่ต่างจากตอนถูกบังคับให้ต้องกินยาขมของออมม่า


คุณจะหยุดไปไหนครับ?” ผมเอียงคอมองด้วยรอยยิ้มหวาน ผมชอบเวลาที่คุณใหญ่ไม่ได้ทำงาน ไม่ต้องคีพลุค ไม่ต้องมีมาด เป็นเพียงแค่พี่ชายที่แสนดีก็เท่านั้น


หยุดมาอยู่กับบอสไงครับ แล้วตัวผมก็โดนคว้าไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงจนแก้มช้ำไปหมด


โอเค ผมอนุมัติผมพยายามอย่างมากที่จะงัดตัวเองออกมาจากอ้อมกอดที่แสนแข็งแกร่งของคุณพี่ชาย


กว่าจะลงมากินมื้อเช้ากันได้ก็เล่นเอาสายแล้ว ยังดีที่มหาลัยผมเป็นทางผ่านที่ทำงานของคุณใหญ่ ไม่อย่างนั้นต้องเสียเวลาคุณใหญ่มากแน่ๆ แต่เรื่องนี้จะโทษว่าเป็นความผิดของผมไม่ได้ ทั้งหมดมันคือความผิดของคุณใหญ่ ก็ใครใช้ให้คุณใหญ่มาแกล้งผมกันล่ะ

 






“มึง”


“ครับ?” ผมหันตามเสียงเรียกแล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อคนที่มาดักรอผมที่หน้าคณะคือผู้ชายตัวสูงเจ้าของผิวสีแทนที่ใครๆ ต่างก็รู้จักเขาในด้านที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก


“วันนั้น...” มารุตเดินเข้ามาหาผมด้วยท่าทางอึกอัก เหมือนเขามีเรื่องอะไรสักอย่างที่จะพูด และผมคิดว่าเขาน่าจะหมายถึงเรื่องในวันที่เขาทิ้งผมไว้ในร้านอาหาร


“อ่า ไม่เป็นไร”


“กู...”


“คืนดีกับไอริสแล้วเหรอ?” ผมพาเปลี่ยนเรื่องเพราะท่าทางกระอึกกระอักของเขา ยิ่งเขาทำแบบนั้นมันยิ่งทำให้ผมอึดอัดเข้าไปใหญ่


“...ยัง...”


“อ่า มีอะไรหรือเปล่า?” ผมคิดว่าเราไม่ควรจะมาคุยกันในตอนนี้ ทั้งที่เราต่างก็เป็นคนแปลกหน้าต่อกัน แต่ก่อนหน้านี้มันไม่ได้รู้สึกน่ากระอักกระอ่วนเหมือนอย่างในตอนนี้


“เย็นนี้มึงกลับยังไง?” มารุตยืนจ้องหน้าผมอยู่นิ่งๆ ไปพักหนึ่งก่อนจะยอมเปิดปากพูดออกมา


“รถโดยสาร” ผมยังไม่รู้ว่าตัวเองจะกลับบ้านยังไงในตอนเย็น แต่ขอตอบกว้างๆ ไปก่อนก็แล้วกัน


“กูไปส่งไหม?”


“หืม?”


“ก็...ไถ่โทษวันนั้น ที่ทิ้งมึงไว้”


“คิดมากเหรอ?”


“แค่รู้สึกผิด”


“ถ้าอย่างนั้นเลี้ยงข้าวแทนคำขอโทษด้วยสิ” ผมแกล้งแหย่กลับ เห็นท่าทางที่ทำอะไรไม่ถูกของมารุตแล้วก็อดจะแกล้งให้หงุดหงิดไม่ได้ มารุตแตกต่างจากผู้คนที่ผมเคยพบเจอมา เวลาอยู่กับเขามันก็เหมือนกับว่าผมได้เจอในสิ่งใหม่ๆ ที่แตกต่างและหาไม่ได้จากสิ่งเดิมๆ ที่เคยพบมา


“ได้คืบจะเอาศอก มึงนี่มันเป็นคนแบบไหนวะ?” นั่นไง แค่แหย่นิดแหย่หน่อยก็หงุดหงิดแล้ว คิ้วนี่แทบจะชนกันเป็นเส้นตรงแล้วนะนั่น


“อาสาจะไปส่งแล้วนะ ห้ามผิดคำพูด”


“เออ กูซ้อมบอลเลิกหนึ่งทุ่ม รอกูได้หรือเปล่า?”


“อือ”


หลังจากที่เจรจากันเสร็จเรียบร้อยแล้วมารุตก็เดินออกไปคร่อมมอไซค์ของตัวเองแล้วขี่ออกไป ผมยืนมองตามไปอย่างงงๆ สรุปเขามาทำอะไรที่นี่กันแน่? มาเพื่อบอกว่ารู้สึกผิดแล้วก็ขอไถ่โทษเหรอ? ผมส่ายหัวเบาๆ เพราะไม่ค่อยเข้าใจกับการกระทำของอีกฝ่ายเท่าไหร่นัก

 

“คุณรัชช์ ทำไมช่วงนี้ไม่เห็นขับรถมาเลย?” ระหว่างที่นั่งเรียนกันอยู่กรินก็ขยับมากระซิบถามผมด้วยความสงสัย


“...รถอยู่ที่อู่น่ะ” ทำเอาผมนิ่งไปพักหนึ่งกว่าจะตอบออกไป


“อู่? รถเป็นอะไรเหรอ?” เชนที่ได้ยินอย่างนั้นก็ขยับเข้ามาหา ผมผงะไปนิดเมื่อรู้สึกว่าใบหน้าของเรามันอยู่ใกล้กันเกินกว่าที่ควรจะเป็น


“สตาร์ทไม่ติดน่ะ”


“เหรอ?” ผมเริ่มทำตัวไม่ถูกเมื่อถูกเชนจ้องมองอย่างจับผิด ก็ก่อนหน้านี้รถมันยังดีๆ อยู่เลย ถึงจะใช้มาเกือบสามปีแล้วแต่ผมก็ดูแลมันอย่างดีมาตลอด ผมเลยเลี่ยงที่จะสบตากับเขาแล้วหันไปสนใจสไลด์ที่จอโปรเจคเตอร์แทน


พอหมดคาบผมก็พยายามทำตัวให้เป็นปกติแต่เลี่ยงที่จะสบตาหรืออยู่ตามลำพังกับเชน ผมรู้ว่าเขามีข้อสงสัยหลายอย่างเกี่ยวกับตัวผม โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ของผมกับมารุต ผมบอกเขาไม่ได้ว่าที่ทำไปทั้งหมดก็เพราะช่วยไทม์ เชนคงไม่โกรธไม่เกลียดผมหรอก แต่จะต้องไม่พอใจไทม์แน่ๆ แล้วหลังจากนั้นจะเป็นยังไงล่ะ? พวกเขาจะต้องทะเลาะกันเหมือนทุกทีนั่นแหละ แต่ผมไม่อยากให้มันเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้น ให้เรื่องทั้งหมดมันจบลงที่ผมดีกว่า


“คุณรัชช์ยังตามจีบมารุตอยู่หรือเปล่า?”  ไทม์ลดความเร็วฝีเท้าลงเพื่อที่จะได้เดินเทียบกับผมที่เดินรั้งท้ายสุด


“ก็เจอกันบ้าง แต่ติดซ้อมบาสเลยไม่ค่อยได้เจอ” ผมเลือกตอบกลางๆ เพราะไม่อยากให้เขาคิดไปไกลว่าผมจะช่วยเขาได้สำเร็จ สำหรับผมในตอนนี้คิดว่าเปอร์เซ็นที่จะทำให้มารุตอยู่ห่างจากไอริสได้ค่อนข้างต่ำ มารุตไม่ใช่คนที่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ เขาพยายามหาเวลาไปเจอไอริสอยู่ตลอด อย่างเมื่อเช้าก่อนที่เขาจะมาดักรอเจอผมที่คณะเขาก็ไปส่งไอริสก่อน ทำไมผมถึงรู้น่ะเหรอ? คนเขาพูดกันทั้งมหาลัยนั่นแหละ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำให้คนที่รักกันมากแยกจากกันได้


“วันก่อนมารุตไปกินข้าวกับไอริส”


“อ่า”


“คุณรัชช์ต้องกันมารุตออกจากไอริส” ฟังยังไงก็ไม่ใช่คำขอร้อง นับวันไทม์ยิ่งออกคำสั่งกับผมมากขึ้นเรื่อยๆ และมันยิ่งทำให้ความรู้สึกดีๆ ที่ผมมีต่อเขาเริ่มจะจางหายไป


“อืม”


“คุณรัชช์รับปากแล้วว่าจะช่วยก็ต้องทำให้ได้นะ อย่าให้มารุตมายุ่งกับไอริสได้ เข้าใจไหม?” เขาย้ำอีกครั้งด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจ ผมไม่รู้ว่าเขาไม่พอใจมารุตหรือไม่พอใจผมกันแน่?


“รู้แล้ว” แต่ไม่ว่ายังไง ถ้าจบเรื่องนี้เมื่อไหร่ ผมคงไม่ยืนอยู่ข้างเขาอีกแล้ว ผมคงใจดีกับเขามากเกินไปจนเขาลืมว่าผมไม่ใช่ทาสของเขา ผมเป็นเพียงแค่เพื่อนที่เขามาขอร้องให้ช่วยก็เท่านั้น


“คุณรัชช์นี่น่ารักเนอะ” ไทม์หันมายิ้มกว้างจนตาหยีให้


“...” ผมไม่ได้ตอบอะไรกลับไปนอกจากมองหน้าเขานิ่งๆ


ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ผมไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นเวลาที่เห็นรอยยิ้มของเขา แม้แต่ตอนที่เขาขยับเข้ามาใกล้พูดกับผมด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มน่าฟังและมอบรอยยิ้มหวานน่ามองมาให้ แต่ผมกลับรู้สึกนิ่งเฉยกับมัน รอยยิ้มของเขายังคงดูงดงามแต่ไม่ได้มีผลต่อความรู้สึกของผมเหมือนที่เคยเป็น อาจเป็นเพราะผมไม่ได้ชอบเขาถึงขั้นรักใคร่ ผมชอบแค่บางสิ่งบางอย่างในตัวเขา ไม่ได้ชอบทุกอย่างที่เขาเป็น หรือไม่เขาก็อาจจะไม่เคยแทนที่ใครบางคนในใจของผมได้เลย


“นิสัยก็ดี ใจดีด้วย ผู้หญิงก็ชอบคุณรัชช์กันเยอะนะ ถ้าใครได้เป็นแฟนนี่โคตรโชคดีเลย”


“แต่ตอนนี้คงไม่ค่อยมีใครชอบแล้ว”


“ทำไม?”


“ตอนนี้คงถูกมองว่าชอบผู้ชายไปแล้ว” ถึงผมจะชอบจริงๆ ก็เถอะ


“จริงด้วย ขอโทษนะคุณรัชช์” ไทม์ก้มหัวขอโทษผมด้วยสีหน้ารู้สึกผิด แต่ผมกลับไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายในคำขอโทษนั้น เพราะต่อให้เขาจะพูดหรือไม่พูดมันก็คงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้


“ช่างเถอะ มันผิดที่ฉันเอง ไม่ใช่นาย” ผิดที่การตัดสินใจของผม ผิดที่ผมคิดว่าอยากเห็นรอยยิ้มของเขาเลยยอมทำทุกอย่างเพื่อให้เขาได้มีความสุข เพื่อให้เขาได้ยิ้ม


“คุณรัชช์...”


“คุยอะไรกันอยู่ รีบเดินสิคุณรัชช์”


“อืม”


ไทม์ที่กำลังจะพูดอะไรต่อก็ถูกเชนขัดขึ้น เชนหันกลับมาแล้วเดินมาลากผมให้ออกห่างจากไทม์โดยที่ไม่ได้หันมองสีหน้าของไทม์เลยแม้แต่น้อย ผมที่คิดว่าจะขืนตัวออกจากการเกาะกุมก็เปลี่ยนใจเพราะถ้าทำอย่างนั้นเชนก็อาจจะโมโหขึ้นมาได้อีก เลยต้องปล่อยเลยตามเลย เชนลากผมไปที่รถของเขาทั้งที่เรายังไม่ได้บอกลาเพื่อนกันเลย พอจับผมเข้าไปนั่งในรถได้เขาก็รีบวิ่งมาขึ้นที่ฝั่งคนขับแล้วพาผมไปส่งที่โรงยิมหลังมหาลัย ผมบอกลาเขาสั้นๆ ก่อนจะรีบเดินหนีเข้าโรงยิมอย่างรวดเร็ว เชนเองก็คงต้องใช้ความพยายามอยู่ไม่น้อยในการที่จะไม่ระเบิดใส่ผม ถ้าหากเขาพูดอะไรออกมาในตอนนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเราอาจเปลี่ยนไปตลอดกาล ซึ่งผมไม่อยากให้มันเป็นอย่างนั้น


ผมซ้อมบาสไปตามโปรแกรมที่ได้วางเอาไว้กับพี่นิล พอได้ลองซ้อมด้วยกันมากๆ ก็ยิ่งทำให้พวกเราเล่นกันได้ดีขึ้น พี่นิลให้พวกเราเลิกกันไม่ดึกมากนักเพราะเข้าใจดีว่าทุกคนก็เหนื่อยกับการเรียนกันมามากแล้ว ช่วงใกล้ๆ เกือบหนึ่งทุ่มเราก็แยกย้ายกันกลับ ผมขอติดรถพี่นิลไปรอมารุตที่สนามบอล แม้จะมีสีหน้าสงสัยอยู่ไม่น้อยแต่พี่นิลก็ไม่ได้ถามอะไรผมออกมา เขายังคงเว้นระยะห่างให้ผมไม่รู้สึกอึดอัด นั่นเป็นสิ่งที่ผมอยากจะขอบคุณเขามากๆ เขามักอยู่กับผมในช่วงเวลาที่ผมต้องการใครสักคน และเขาก็จะถอยห่างเมื่อผมสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง เขาจะไม่เข้ามาใกล้หรือถอยห่างมากเกินไป เขาไม่เคยทิ้งให้ผมโดดเดี่ยว นิลกาฬจึงถือว่าเป็นความสบายใจของผม


นั่งรอมารุตเกือบยี่สิบนาทีเขาก็เดินออกมาในชุดนักศึกษายับยู่ยี่ เราไม่ได้พูดคุยอะไรกันแต่ก็เดินไปที่รถมอไซค์คันเก่งของมารุตด้วยกัน แวะกินข้าวและเขาก็ส่งผมถึงบ้านอย่างที่บอกไว้เมื่อเช้า เมื่อผมถึงบ้านเราก็แยกย้ายกัน ผมกับมารุตไม่ได้คุยอะไรกันเลย มันเหมือนมีเรื่องค้างคาใจอยู่ ในหัวของผมก็มัวแต่คิดเรื่องที่ไทม์พูด ผมรับปากที่จะช่วยไทม์ไปแล้ว ผมจึงได้แต่คิดว่าผมควรจะช่วยเขาจนสุดความสามารถ ไปให้สุดจนถึงทางตันหรือควรจะหยุดตั้งแต่ตอนนี้ คืนนั้นผมนอนคิดทั้งคืน จนกระทั่งที่ผมเห็นข้อความของไทม์เด้งขึ้นมาบนหน้าจอโทรศัพท์ แล้วมันก็ทำให้ผมตัดสินใจได้


พรุ่งนี้มารุตมีเรียนเช้า อย่าลืมไปหาเขานะ หวังว่าคุณรัชช์จะทำสำเร็จ ขอบคุณล่วงหน้าครับ


ผมจะช่วยเขาเป็นครั้งสุดท้ายในฐานะเพื่อนสนิท

 







เช้ารุ่งขึ้น


เช้านี้ผมต้องรีบตื่นแต่ฟ้ายังไม่สางเพื่อพาตัวเองมาที่มหาลัยทั้งที่ผมมีเรียนตอนบ่าย ถ้าไม่ใช่เพราะข้อความของไทม์เมื่อคืนผมคงไม่พาตัวเองมาถึงคณะเกษตรขนาดนี้ ผมไม่ได้มีใจฮึกเหิมที่อยากจะช่วยให้ไทม์สมหวังหรืออะไรหรอก ผมคิดแค่ว่าอยากให้เรื่องนี้มันจบๆ เสียที ในใจก็ได้แต่ภาวนาอยู่สองอย่าง ขอให้มารุตเลิกตามตื้อไอริสเสียทีหรือไม่ก็ขอให้มารุตและไอริสกลับมาคบกันเสียให้สิ้นเรื่อง  ผมไม่ชอบที่จะเอาความรู้สึกของใครมาล้อเล่น ผมว่ามันเสี่ยงเกินไป ยิ่งมันมีผมเข้าไปรวมอยู่ด้วยผมยิ่งไม่อยากเสี่ยง เรื่องของความรู้สึกเราห้ามมันไม่ได้ มันจะเปลี่ยนไปวันไหนผมเองก็ไม่รู้


เดินมาที่โรงอาหารคณะเกษตรแล้วสอดส่ายสายตามองหาเป้าหมายไม่นานก็เจอคนตัวสูงนั่งกินข้าวเช้าอยู่คนเดียวตรงที่เป็นมุมอับของโรงอาหาร ไม่ต้องเสียเวลาคิดนานผมรีบเดินเข้าไปหาเขาทันที


“มารุต”


“มาทำไม?” ใบหน้าหล่อคมเงยขึ้นมามองตามเสียงเรียก และทันทีที่เขาเห็นผมก็ดึงหน้าเสียตึงใส่


“มาจีบ“ ผมแสร้งทำเมินแววตาหงุดหงิดของอีกฝ่ายแล้วทิ้งตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามอย่างถือวิสาสะ


เคยได้ยินคุณใหญ่พูดกับคุณกลางว่าถ้าจะจีบใครสักคนต้องใจกล้าและหน้าด้าน ผมเลยจำแล้วนำมาใช้


“กวนตีน” แกล้งเล่นนิดๆ หน่อยๆ ก็อารมณ์เสียซะแล้ว น่าเอ็นดูจริงๆ ด้วยสินะเด็กคนนี้ ถึงจะอายุห่างกันแค่ปีเดียวก็เถอะ แต่นิสัยของมารุตไม่เหมือนคนที่อายุยี่สิบเลย เขาเหมือนเด็กวัยกำลังโตเสียมากกว่า ผมว่ามันน่ารักดีนะ เห็นแล้วนึกถึงกริชเลย รายนั้นก็ชอบทำตัวเด็กไม่ต่างกัน


“มากินข้าว” แหย่เล่นพอเป็นพิธีแล้วผมก็เลิกเล่น ถ้าจะเข้าหามารุตก็คงต้องเลือกวิธีเข้าหาสักหน่อย การกวนประสาทก็อาจช่วยให้สามารถหาเรื่องชวนคุยได้ แต่ถ้าเล่นมากไปก็อาจจะได้คุยกันด้วยหมัด


“กินไกลเนอะ” รู้ว่ารำคาญแต่ก็ไม่เห็นต้องกลอกตามองบนขนาดนั้นเลย เห็นแบบนี้แล้วยิ่งอยากแกล้งเข้าไปใหญ่ แต่ผมก็ไม่ได้ทำอย่างที่ใจคิดหรอก ผมทำเพียงแค่ยกยิ้มบางแล้วลุกเดินไปซื้อข้าว เดินหาร้านอยู่พักหนึ่งเพราะไม่รู้จะกินอะไร เช้าๆ แบบนี้จะให้กินหนักๆ ผมก็ไม่ชิน เดินวนจนครบรอบสุดท้ายก็ต้องซื้อโจ๊กหมูมา


“นั่งด้วยสิ” เดินกลับไปที่โต๊ะของมารุตอีกครั้ง ก็จุดประสงค์ที่มาที่นี่ก็เพราะเขานั่นแหละ ถ้าไปนั่งที่อื่นก็คงจะผิดแผน ถึงจะไม่รู้ว่าต้องจีบเขายังไงแต่การเอาตัวเองมาให้เขาเห็นบ่อยๆ มันก็น่าจะช่วยได้ ขอแค่ทำให้มารุตไม่มีเวลาไปหาไอริสได้แค่นั้นก็น่าจะพอแล้ว


“แล้วแต่มึงเถอะ” เขาตอบกลับมาติดจะรำคาญนิดๆ และถึงแม้จะรู้ว่าเขาไม่ได้ยินดีที่จะนั่งร่วมโต๊ะกับผม แต่ผมก็ยังทิ้งตัวลงนั่งร่วมโต๊ะกับเขา


“ชอบกินเผ็ดเหรอ?”


“อืม”


บทสนทนาจบลงแค่นั้น รู้ดีว่าไม่ใช่คนที่พูดเก่งหรือเป็นคนที่น่าสนใจอะไร ผมไม่สามารถดึงความสนใจของมารุตมาที่ผมได้ ดวงตาคู่สวยยังคงจับจ้องอยู่ที่หน้าจอโทรศัพท์ ปลายนิ้วเรียวยาวกดรัวเร็วคล้ายกับว่ากำลังพูดคุยกับใครบางคนผ่านทางหนังสืออยู่ มุมปากบางกระตุกยกขึ้นทุกครั้งที่เขาพิมพ์โต้ตอบกับอีกฝ่าย ผมได้แต่ถอนหายใจแล้วนั่งละเลียดโจ๊กตรงหน้าไปเงียบๆ ทั้งที่มารุตมานั่งอยู่ตั้งนานแล้วแต่ข้าวในจานของเขากลับไม่พร่องลงเลย คงเป็นเพราะเขามัวแต่เล่นโทรศัพท์นั่นแหละ


“แล้วนี่มึงกลับคณะยังไง?” กว่าเขาจะนึกขึ้นได้ว่ายังมีผมนั่งร่วมหายใจอยู่ด้วยก็ปาไปเกือบสิบนาที


“เดิน” ผมตอบกลับทั้งที่ไม่ได้หันไปมอง เตรียมหยิบกระเป๋าขึ้นมาสะพายแล้วเอาจานไปเก็บ


“ไม่ได้เอารถมา?”


“รถอยู่ในอู่”


“ทั้งบ้านมีรถแค่คันเดียวหรือไง?” อันนี้ประโยคคำถามหรือคำพูดกระแหนะกระแหน


“เมื่อเช้ามีคนมาส่ง” ผมรีบเดินไปขวางหน้ามารุตเมื่อคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้


“มองกูแบบนั้นคืออะไร? จะให้ไปส่ง?” ตากลมสีเข้มกวาดมองผมตรงแต่หัวจรดเท้าก่อนจะถอนหายใจแรงใส่


“อือ” พยักหน้าเพื่อยืนยันความต้องการอย่างหนักแน่น


“เออๆ รีบไป กูมีเรียนแปดโมงครึ่ง” เขาว่าพร้อมยื่นมือมาดันหลังผมให้เดินไปยังที่จอดรถมอเตอร์ไซค์


“ใจดีเนอะ” ผมหันไปยกยิ้มให้คนทางข้างหลังหนึ่งที


“คำว่าเนอะของมึงมันดูตอแหล”


“แต่เราจริงใจนะ”


“กูไม่เชื่อ!


“เสียใจ”


“หน้าตามึงโคตรตอแหล”


“ขอโทษด้วยก็แล้วกัน”


ใบหน้าหล่อบึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัด คนตัวโตกระฟัดกระเฟียดเดินนำออกไปโดยไม่รอผมเลยแม้แต่น้อย ผมได้แต่หัวเราะในลำคออย่างขบขัน ก็เป็นเสียอย่างนี้แล้วจะไม่ให้เอ็นดูได้ยังไง ทั้งขี้หงุดหงิดทั้งขี้โมโห แต่พอทำอะไรไม่ได้ก็บ่นเป็นหมีกินผึ้ง ใครไม่รู้จะเข้าใจผิดว่าคุยกับแม่ซื้อเอาได้นะ  น่าเป็นห่วงจัง

 








20.03 นาฬิกา


“ทำไมกูต้องเจอมึงทุกวันเลยวะ?”


“ไปส่งหน่อยสิ” ผมฉีกยิ้มพร้อมเดินเข้าไปใกล้ร่างสูงที่ยังคงอยู่ในชุดนักบอล ใบหน้าหล่อเต็มไปด้วยเหงื่อเม็ดใสที่บ่งบอกถึงการผ่านการออกกำลังกายมาอย่างหนักหน่วง ผมหยิบผ้าเย็นที่ตัวเองซื้อมาเกินส่งให้อีกฝ่ายด้วยความเป็นมิตรและจริงใจ


“มึงไม่ให้ที่บ้านมารับล่ะ?” ถึงจะดูไม่พอใจแต่เขาก็ยอมรับผ้าเย็นจากมือผมไป


“ขี้เกียจรอ” เปล่าหรอก ผมตั้งใจจะให้เขาไปส่งอยู่แล้ว อย่างเมื่อวานหลังจากที่ถ่อไปกินข้าวเช้าไกลถึงคณะเกษตรแต่เช้าแล้วผมก็ตื้อขอให้เขาไปส่งที่บ้านในตอนเย็น ซึ่งผมก็ต้องทนฟังคนขี้โมโหต่อว่านู่นนี่นั้นสารพัด แต่สุดท้ายเขาก็ยอมตอบตกลงเพื่อเป็นการตัดปัญหา วันนี้ผมก็คิดว่าจะมาตื้อให้เขาไปส่งผมที่บ้านอีก


“ให้ตายเถอะ! วุ่นวายกับชีวิตกูจริงๆ นะมึงน่ะ” ผมได้ยินคำพูดทำนองนี้มาเยอะจนนับไม่ถ้วนแล้วตั้งแต่ที่รู้จักกันมา ถามว่ารู้สึกอะไรไหม? ตอนแรกก็หน้าชานิดๆ แต่หลังๆ ก็กลายเป็นชินชาไป


“เดี๋ยวเลี้ยงข้าวแล้วก็จ่ายค่าน้ำมันให้” อยู่กับมารุตก็ต้องรู้จักปรับตัวให้เป็นครับ เรื่องกินเรื่องเงินนี่ยกเอามาพูดให้หมด ให้เป็นการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมกัน


“จ่ายค่าแรงกูมาด้วย” พูดผิดเสียที่ไหน แรกๆ เอาแค่เลี้ยงข้าวกับค่าน้ำมัน ตอนนี้อัพเกรดมีค่าแรงด้วย


ตั้งแต่รู้จักกันมานี่ผมหมดเงินกับมารุตไปเยอะกว่าตอนผมขับรถเองเสียอีก ค่าน้ำมันหนึ่งอาทิตย์ของผมยังถูกกว่าค่าข้าวของมารุตอีกนะ


“ก็ได้” แต่ผมก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากตอบตกลงและพยักหน้ารับ


มารุตไม่ได้ตอบอะไรอีกเขาเดินแยกไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและเก็บของ ผมเลยนั่งรออยู่ที่ข้างสนามบอล รอประมาณสิบกว่านาทีเขาถึงเดินออกมาในชุดนักศึกษาที่ยับยู่ไปหมด สงสัยตอนถอดเสื้อเขาไม่ได้พับมันให้ดีแต่จับยัดๆ เข้าล็อกเกอร์ไปเลยแน่ๆ


“จะกินข้าวที่ไหน?” เขาหันมาถามพร้อมส่งหมวกกันน็อคมาให้อย่างเช่นทุกครั้ง


“ร้านแถวนี้ก็ได้”


“เออ”


ตั้งแต่เริ่มซ้อมบาสแล้วกลับดึกผมก็ฝากท้องไว้กับร้านข้าวแถวมหาลัยแทบทุกวัน จริงๆ จะกลับไปกินที่บ้านก็ได้ แต่กว่าจะถึงบ้านก็ดึก ผมไม่อยากหิ้วท้องไปจนถึงตอนนั้นและก็ไม่อยากรบกวนคนที่บ้านด้วย การกินข้าวข้างนอกบ้านมันก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่นัก จะแย่ก็ตรงคนที่มากินด้วยกันมันกินไม่หยุดนี่สิ กินอย่างกับจะกินทุกอย่างบนโลกใบนี้อย่างนั้นแหละ

 





“วันหยุดไปไหนหรือเปล่า?” หลังจากที่ผมกินบะหมี่เกี๊ยวหมดไปหนึ่งชามก็มานั่งรอมารุตกินชามที่สองต่อ เชื่อได้เลยว่ามันจะไม่จบแค่สองชาม มื้อเย็นที่รวบมื้อดึกไปด้วยแบบนี้ต้องสามชามเท่านั้นถึงจะอยู่ท้อง ถ้าเขาไม่ได้ออกกำลังกายเขาจะต้องเป็นหมีตัวใหญ่แน่ๆ ทุกวันนี้ก็เริ่มจะเหมือนหมีแล้ว หน้าดุๆ ตัวใหญ่ๆ แถมยังดุร้ายอีก


นี่มันหมีกริซลี่ชัดๆ


“ไม่ ทำไม? จะชวนกูไปไหน?” แสนรู้ดีจัง


“อยากไปดูต้นไม้ ไปเป็นเพื่อนหน่อย”


ความจริงผมไม่ได้อยากออกไปไหนในวันหยุดนักหรอก แต่ไทม์บอกว่าเขาจะชวนไอริสไปเดทวันพรุ่งนี้ และเขาไม่ต้องการให้มารุตมีเวลาว่าง เพราะไทม์กลัวว่ามารุตจะไปชวนไอริสซ้อนกับตัวเองแล้วไอริสจะเลือกมารุตแทนที่จะเป็นเขา บางทีผมก็รู้สึกว่าไทม์คิดเยอะไป แต่ก็นั่นแหละ ผมรับปากที่จะช่วยเขาไปแล้วก็ต้องช่วยจนกว่าทุกอย่างจะจบ ผมไม่คิดว่าการกระทำเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้จะทำให้มารุตแยกจากไอริสได้ ผมหมายถึงต่อให้ตัวห่างแล้วยังไง ใจมารุตก็ยังคงเป็นของไอริสอยู่ดี แถมไอริสเองก็ใช่ว่าจะลืมมารุตได้ ผมยังเห็นพวกเขาไปไหนมาไหนด้วยกัน ยังติดต่อหากันอยู่ตลอด การกันมารุตออกจากไอริสไม่ได้ช่วยให้ไทม์สามารถเข้าใกล้ไอริสได้หรอก เพราะตัวไอริสเองก็ไม่ได้จะไปไหนไกลจากมารุตเลย


“เพื่อนมึงไม่คบเหรอ?”


“เพื่อนมี แต่แฟนไม่มี”


“กูขอไปอ้วกได้ไหมวะ?”


“เสียดายข้าวนะ”


“มึงเลิกพูดจาเสี่ยวหน้าตายเถอะ”


“ทำไม?” หัวผมโยกไปตามแรงผลักของคนอายุน้อยกว่า หมดแล้วความเคารพนับถือ จริงๆ มารุตก็ไมได้เคารพผมตั้งแต่แรกอยู่แล้วล่ะอันนี้ผมรู้ดี


“มันน่าโมโห กูไม่ได้รู้สึกเหมือนโดนจีบ แต่รู้สึกเหมือนมึงกำลังกวนตีนกูอยู่” ตากลมโตถลึงมองผมอย่างดุดัน แต่มันไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย


“ใจร้ายเนอะ”


“เนอะหน้ามึงสิ”


“ทำไมไม่อ่อนโยน”


“ก็มึงมันกวนตีน”


“อย่าหงุดหงิดสิ” เห็นคิ้วหนาเริ่มผูกกันอีกเป็นครั้งที่เท่าไหร่ของวันแล้วก็ไม่รู้


“เห็นหน้ามึงกูก็อารมณ์เสียแล้ว”


“แย่เนอะ”


“โคตรแย่”


“ใจร่มๆ นะ”


“มึงเลิกพูดแล้วนั่งเงียบๆ ไป!” เขาว่าเสียงแข็งก่อนจะก้มหน้าก้มตากินต่ออย่างตั้งใจ ผมที่แหย่อีกฝ่ายจนพอใจแล้วก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นฆ่าเวลาไปเงียบๆ ถ้ามัวแต่กวนเขาอยู่วันนี้ผมก็คงไม่ได้กลับบ้านแน่ เผลอๆ อาจจะได้วางมวยกันด้วยซ้ำ 



---------------


ใครอยากด่าไทม์เชิญตามสบายเลยค่ะ
ส่วนมารุตนั้น จริงๆ น้องก็ไม่ได้เลวร้ายนะคะ
อย่าว่าน้องกันเลย สงสาร ฮาาา
คุณรัชช์อารมณ์แบบน้องอะ น้องมาก
ฮือ อยากเป็นพี่สะใภ้คุณรัชช์จังเลยค่ะ

ไม่มีใครทีมมารุตกันเลยเหรอคะ
แต่เราขอเป็นกลางนะ #ทีมคุณใหญ่ ก็แล้วกัน

เราใช้อิมเมจจาก NCT เยอะเพราะว่าฉันรักเขา
*ปารูปคู่พี่น้อง*


ดีใจที่มีคนอ่านและชอบกัน
ขอบคุณที่ติดตามนะคะ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 440 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

569 ความคิดเห็น

  1. #558 LOOKSORN. (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 21:38
    หมดคำจะพูดกับรัชช์อ่ะ ควรพอกับไทม์ได้แล้ว ไม่ควรช่วยอะไรอีกแล้ว ควรเลิกคบเลยตั้งแต่ตอนนี้ มาออกคำสั่งมาหลอกใช้แล้วยังไม่พอใจแบบนี้คือมันไม่ควรเรียกว่าเพื่อนแล้วอ่ะ
    #558
    0
  2. #511 Beom_0601 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 กันยายน 2562 / 12:53
    ไม่ชอบรัชช์อ่ะ สงสารนิล ด้วย
    #511
    0
  3. #510 Khun Noo (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 1 กันยายน 2562 / 07:58
    เริ่มเบื่อคุณรัชช อ่ะ คนดีเกิน
    #510
    0
  4. #504 mmtm2 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2562 / 16:36
    สงสารไอริสเหมือนกันแงง
    #504
    0
  5. #453 feonixsh (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 เมษายน 2562 / 10:14
    ไทม์ก็เยอะไปนะ
    #453
    0
  6. #431 yayeff (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 มีนาคม 2562 / 20:54
    เบื่อ ไทม์อ่ะ คุณรัช เลิกใจดีกับไทม์ได้มั้ยอ่ะ หงิดแทน
    #431
    0
  7. #342 linonan_ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 15:28
    ถ้ามีพี่ชายแบบคุณใหญ่นะ หนูยอมไม่มีแฟนค่าาาาาาาาาา เรื่องราวครั้งนี้จะจบลงเช่นไร ในเมื่อคนสองคนยังมีความรู้สึกดีๆให้กันอยู่เลย นี่เป็นรัชช์ก็รู้สึกผิดนะ เพราะมันไม่ใช่พื้นที่ของเราอ่ะ แล้วไม่ควรเล่นกับความรู้สึกคนอื่น ตอนนี้รำคาญไทม์มาก อยากให้คุณรัชช์ปฏิเสธไทม์สักที ตัวเองแทบไม่ทำไรแล้วมาออกคำสั่งรัชช์อยู่นั่นแหละ เป็นบ้าหรอ
    #342
    0
  8. #212 020540 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2561 / 22:02
    อ่าาา
    จะพยามยามมโนว่าแทยองสูงเหมือนนายแบบ5555
    #212
    0
  9. #169 Lc.Jw (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2561 / 18:27

    แงงงงในความน่ารัก ต่อปากต่อคำที่เค้ามีให้กัน เจอด่าเจอว่าแบบที่ไม่มีใครแม้แต่จะทำกับรัชช์ คนที่เป็นดั่งเทพบุตรของหลายๆคน มาเป็นแค่คนกวนตีนคนนึงของมารุต แต่ความจริงในตอนนี้..คือมันดูไม่มีอะไรเป็นไปได้เลย เค้ายังรักกันอยู่ รัชช์มาทำอะไรอยู่ตรงนี้ -ไทม์ก็นะเรื่องของตัวเองแท้ๆ

    #169
    0
  10. #161 jjingg. (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2561 / 16:19
    คุณใหญ่น่าร้ากกก แงสงสารรัชช์ อยากจะพอแต่ไทม์ก็ยังทำตัวแบบนี้TT
    #161
    0
  11. #122 Kog-sasithon (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2561 / 19:45
    คุณรัชซ์น่าโมโหไทม์ก็น่าเกลียดโอยยยยเครียด
    #122
    0
  12. #121 yamakawaii (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2561 / 18:53
    คุณรัชช์พอเถอะนะ มันทำร้ายตัวเองชัดๆ ถ้ามารุตมีใจขึ้นมาจริงๆคนที่จะเจ็บเองก็คือคุณรัชช์นะ
    #121
    0
  13. #80 Kim-kibom (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2561 / 22:47
    คุณรัชต์ไม่น่าทำจามที่ไทม์บอกเลย
    #80
    0
  14. #33 Saly_45 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 กันยายน 2561 / 19:24
    คิดไม่ออกว่าจะรักกันยังไง
    #33
    0
  15. #32 kingkaew1221 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 กันยายน 2561 / 17:46
    คุณรัชช์ควรอยู่คนเดียว รู้สึกไม่มีใครคู่ควรกับคุณรัชช์เลย แงงงง สงสารคุณรัชอ่ะ
    #32
    0
  16. #31 GG.Garn (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 กันยายน 2561 / 15:17

    ไอริสคืนดีกับมารุตเถอะ ปล่อยคุณรัชช์ของเรามาาา

    ส่วนไทม์เลิกคบไปเลยยย 555 สู้ๆๆนะคะ สนุกมากกนี้คิดตามแล้วตอนต่อไปจะเป็นอย่างไรรร

    #31
    0
  17. #30 Chrysola (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 กันยายน 2561 / 14:36

    ไทม์กากและเห็นแก่ตัวมากๆ คุณรัชช์เลิกคบเถอะ เชนก็เยอะสิ่ง มารุตก็เกรี้ยวกราด ไอริสก็สตอ งุ้ย อินไปอีก
    #30
    0