กลพิชิตรักแม่ทัพร้าย สนพ.Romantic Publishing

ตอนที่ 16 : บทที่ ๙ เอาชีวิตเข้าแลก (๓)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 503
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 53 ครั้ง
    5 เม.ย. 64

บทที่ ๙ เอาชีวิตเข้าแลก


ตอนที่ ๓

เมื่อปลาติดเหยื่อเป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้แต่แรก ไป๋พิงถิงลอบกระตุกมุมปากยิ้ม พลางใช้มือเรียวขาวผลักแผ่นอกของเสนาบดีเหยียนเบา ๆ แววตาเอียงอายขวยเขินหลุบลงด้วยจริตแห่งสตรี แต่พอถูกเขารั้งข้อมือเรียวไว้หมายกระตุกผ้าคลุมหน้านางออกอีกครั้ง ในใจลอบสบถด่าเจ้าคนสารเลวสมควรตายไม่หยุด ถึงกระนั้นก็แสร้งเอียงอายก่อนดึงชายผ้าโปร่งที่ตวัดออกไปกลับคืนอย่างแนบเนียน

กริยายั่วยวนแฝงจริตสตรียิ่งทำให้เหยียนเป่าตื่นตัวถึงขีดสุด มือใหญ่ยื่นออกมายื้อยุดฉุดรั้งมือทั้งสองข้างของหญิงสาวไว้ นั่นทำให้ปลายนิ้วของขุนนางหนุ่มยิ่งสัมผัสผิวเนื้อนวลเนียนของนางอย่างลึกชึ้ง ครั้นเห็นแววพึงพอใจนัยน์ตาเคลิบเคลิ้ม ไป๋พิงถิงยิ่งได้ใจวาดท่อนแขนเรียวยาวออกไปพร้อมกับตวัดชายผ้าโปร่งผ่านหน้าขุนนางหนุ่ม

พิษที่นางลอบโปรยไว้บนผ้า กอปรกับพิษบนร่างกายของนางคาดว่าเวลานี้คงค่อย ๆ แทรกซึมผ่านผิวหนังคนสารเลวเหยียนเป่าเข้าสู่ร่างกายแล้ว เพราะนอกจากจะขยับตัวเคลื่อนไหวได้ช้ากว่าปกติ บนหน้าผากมีเหงื่อผุดเรียงเม็ดเปียกชื้น เพียงแต่พิษที่แล่นเข้าสู่ร่างกายไม่มากพอที่จะทำให้ตายได้ในฉับพลัน

ไป๋พิงถิงขมวดคิ้วก่อนลอบดึงเข็มเงินซุกซ่อนไว้ตรงชายแขนเสื้อออกมาซ่อนไว้ตรงปลายนิ้ว ขอเพียงนางเข้าใกล้ขุนนางทรราชได้อีกครั้ง เข็มเงินอยู่ในมือเตรียมพร้อมจะซัดออกไปทันที ดวงตาใสกระจ่างพลันแปรเปลี่ยนไปเป็นความเคียดแค้นชิงชัง ทว่ายังไม่ทันได้ซัดเข็มเงินออกไปดั่งใจหมาย ข้อมือเรียวขาวของนางพลันถูกบุรุษสวมหน้ากากคว้าเอาไว้ ออกแรงเพียงไม่กี่ส่วนก็สามารถรั้งร่างบอบบางนั่งลงบนตักแกร่งได้แล้ว

“ตัวโง่งม! เจ้าเล่นซุกซนเกินไปแล้ว...”

น้ำเสียงทุ้มดังขึ้นชิดริมหู ไป๋พิงถิงถึงกับกลั้นลมหายใจ เนื้อตัวแข็งทื่อไปหมด มือเรียวขาวเผลอกำรวบชายเสื้อเขาด้วยความคุ้นชิน คิ้วเรียวขมวดมุ่น เงยหน้าขึ้นสบประสานสายตาคมกริบราวกับห้วงทะเลสาบอันเวิ้งว้างดำมืดไร้ขอบเขต ขณะเดียวกันก็ร้อนแรงดั่งเพลิงเผาผลาญให้ร้อนรุ่มทั่วสรรพางค์กาย

หลังคว้าสติเสี้ยวสุดท้ายกลับคืน ก็ตระหนักได้ว่าทั่วทั้งร่างล้วนอาบไว้ด้วยพิษร้าย นางหมายจะดิ้นรนขัดขืนให้หลุดจากท่อนแขนที่แน่น ลำแขนแข็งแกร่งของเขากลับตวัดรอบเอวบางแล้วรั้งศีรษะนางแนบแผ่นอก

“ปล่อย!” นางกัดฟันถลึงตาใส่เขา

อย่าดิ้น..

ไป๋พิงถิงเห็นคิ้วกระบี่ของอ๋องเซียวเลิกขึ้นคล้ายยียวนกวนอารมณ์ หากนัยน์ตาดุดันพลันฉายความเหี้ยมเกรียมจนรู้สึกหวาดหวั่น กระนั้นความดื้อรั้นที่มีอยู่แต่เดิมทำให้นางเชิดปลายคางมนขึ้น ครั้นคิดจะเอ่ยปากเตือนเขาประโยคหนึ่งด้วยร่างกายนางล้วนเคลือบไว้ด้วยพิษร้าย กลับเป็นเสนาบดีเหยียนที่กล่าวแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น

“ท่านอ๋องดูเหมือนจะมีใจตรงกับกระหม่อมไปเสียทุกเรื่อง แต่น่าเสียดายหญิงคณิกานางนี้เป็นกระหม่อมที่หมายตาไว้ก่อนแล้ว” เสนาบดีเหยียนกดมุมปากยิ้ม สายตากดลึกจ้องมองสตรีในอ้อมกอดของบุรุษสูงศักดิ์ “ท่านอ๋องคงไม่ลดตัวลงมาแย่งชิงสตรีกับกระหม่อมกระมัง”

เซียวไห่หลงเลิกคิ้วกระบี่ขึ้นเล็กน้อย สีหน้ายิ้มแย้มแทนที่จะมีโทสะ “ไม่ได้หรือ?”

เสนาบดีเหยียนได้ยินสีหน้าเขียวคล้ำขึ้นทันที เขายอมก้าวล้ำเข้ามาในแผนการของนางจิ้งจอกเจ้าเล่ห์เพียงเพราะต้องการจับตัวนางกลับไปลงทัณฑ์อย่างสาสม คิดไม่ถึงว่าผู้ที่เข้ามาขัดขวางแผนการของเขาจะเป็นอ๋องเซียว ทั้งที่คนผู้นี้มีนิสัยเย็นชา ไม่ชอบยุ่งเกี่ยวเรื่องของผู้ใด ดังนั้นยากนักที่จะสอดมือเข้ามาแย่งเนื้อชิ้นงามไปจากปากผู้อื่น

นั่นก็เรื่องหนึ่งแต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกฉงนใจยิ่งกว่า อ๋องเซียวหาใช่บุรุษเจ้าสำราญรักสนุก ทั้งยังมีนิสัยเย่อหยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะเที่ยวเด็ดดมบุปผาในหอแดง แต่หากกล่าวว่าทั้งสองมีความเกี่ยวข้องกันมาก่อน เขากลับมองว่าไม่น่าเป็นไปได้

หลายปีมานี้อ๋องเซียวกรำศึกอยู่ชายแดน ส่วนนางจิ้งจอกหดหัวอยู่ในโพรงราวกับกระต่ายตื่นกลัว ขบคิดให้ตายระหว่างคนทั้งสองอย่างไรก็มองไม่เห็นว่ามีความเกี่ยวพันกันได้อย่างไร ยามนี้ไม่ใช่เพียงเหยียนเป่าที่รู้สึกระคนสงสัย ผู้คนในเรือสำราญต่างก็เบิกตากว้างอย่างตกตะลึง จากนั้นก็มีเสียงอื้ออึงขึ้นเป็นระลอก

บางคนถึงกลับโพล่งออกมาว่าคนผู้นี้ใช่อ๋องเซียวแน่หรือ ไฉนจอมทัพผู้องอาจหยิ่งทะนงจึงลดตัวลงมาแย่งชิงหญิงคณิกากับเสนาบดีเหยียนได้เล่า ขณะที่หญิงสาวผู้ตกเป็นชนวนเหตุ ได้แต่ลอบกลอกตาก่นด่าในใจ

จิ้งจอกเซียว ช่างน่าตายนัก!

เฮอะ! บุรุษสูงศักดิ์อันใดกัน...คนผู้นี้หน้าหนาประหนึ่งกำแพงที่ก่อด้วยอิฐแดงสิไม่ว่า เขาไม่เพียงอกตัญญูต่อนาง ยังเป็นดาวหายนะที่นำพาความซวยมาให้ไม่หยุดหย่อน ครั้นคิดว่าเมื่อครู่เกือบสังหารเสนาบดีชั่วได้แล้วเชียว ถ้ามิใช่เพราะจิ้งจอกอ๋องเซียวสอดมือขัดขวางไว้

น่าโมโหนัก เหตุใดคนผู้นี้ต้องทำตัวเหมือนขอนไม้ขวางลำธารด้วยเล่า

ไป๋พิงถิงลอบก่นด่าโทสะยังไม่ทันจางหาย จู่ ๆ ร่างเล็กลอยขึ้นในอากาศต่อหน้าผู้คนท่ามกลางความตกตะลึงพรึงเพริด จนนางเผลอเปล่งเสียงร้องออกมา ยิ่งทำให้ภาพหญิงงามถูกแบกไว้บนบ่าแทนที่จะโอบอุ้มอย่างทะนุถนอม พาให้เหล่าบุรุษที่รักหยกถนอมบุปผายิ่ง รู้สึกหดหู่ใจขึ้นมาอย่างยากระงับ

ชั่วขณะนั้น เจ้าเมืองหนานผิงคล้ายสมองทึ่มทื่อ นัยน์ตาปูดโปนยิ่งคล้ายระฆังเบิกกว้าง พอตั้งสติได้ก็รีบเอ่ยประจบประแจงโดยไม่สนใจสายตาผู้ใดที่ถลึงมองมาอย่างไม่ชอบใจ สตรีหอจันทร์กระจ่างล้วนงดงามดุจบุปผาสะพรั่ง ท่านอ๋องช่างมีสายตาเฉียบแหลมยิ่งนัก

เหยียนเป่าได้ยินถ้อยคำประจบสอพลอของเจ้าเมืองหนานผิงประหนึ่งสุนัขกระดิกหางประจบเอาใจผู้เป็นนาย อดมิได้ถลึงตาโกรธแค้น ก่อนหันไปเผชิญหน้ากับอ๋องเซียวอย่างไม่หวาดหวั่น เพียงสตรีนางเดียวท่านอ๋องถึงกับคิดแย่งชิงกับกระหม่อม เกรงว่าเรื่องนี้อาจทำให้ชื่อเสียงท่านอ๋องเสื่อมเสียได้ มิสู้...คืนนางให้กระหม่อมเถิด”

แต่ไหนแต่ไรเซียวไห่หลงไม่เคยสนใจสายตาผู้อื่นอยู่แล้ว ดังนั้นต่อให้ถ้อยคำคมกริบดุจกระบี่ สายตาเคียดแค้นของเสนาบดีเหยียนพุ่งตรงมาราวกับหอกธนูไฟ คิ้วกระบี่เพียงเลิกขึ้นเล็กน้อย แล้วเหยียดมุมปากยิ้มหยัน

“ก็แค่สุนัขตัวหนึ่งที่คิดยื้อแย่งชิ้นเนื้อจากพยัคฆ์ร้าย ไยข้าจะต้องสนใจด้วยเล่า”

สะ...สุนัขตัวหนึ่ง!

พลันมีเสียงเซ็งแซ่ดังขึ้น อ๋องเซียวผู้ไม่เกรงกลัวฟ้าดินจะพิโรธ ถือดีว่าฝ่าบาทโปรดปรานถึงได้กล่าววาจาไม่ไว้หน้าขุนนางเช่นนี้ นับว่าเกินไปแล้ว ฝ่ายเสนาบดีเหยียนฮึกเหิมในอำนาจบารมีเสมือนแสงจากเปลวเทียนที่ไม่รู้ว่าจะมอดดับลงเมื่อใด ถึงกับกล้าต่อกรกับพยัคฆ์ร้ายก็สมควรแล้ว

ครั้นได้ยินเสียงผู้คนวิพากษ์วิจารณ์แตกออกเป็นสองฝ่าย เหยียนเป่ากัดฟันกรอด สองมือกำแน่นเก็บความแค้นรวบรวมไว้กลางอกคล้ายภูเขาไฟที่รอการปะทุขึ้นมา ขณะเดียวกันก่อให้เกิดเพลิงโทสะอันแรงกล้า สีหน้าแววตาจึงไร้ความกลัวเกรง แล้วแสยะริมฝีปากยิ้มเย็นพลางเอ่ย “ตระกูลเหยียนของกระหม่อมแม้แต่ฝ่าบาทยังให้ความสำคัญ ขุนนางในราชสำนักไม่น้อยพากันนับหน้าถือตา ใช่จะยอมให้ผู้อื่นเหยียดหยามได้”

“เหยียดหยามอย่างนั้นรึ! เสนาบดีเหยียนเจ้าลองตรองดูเถิดมีสิ่งใดที่ข้ากล่าวผิดไป”

“ท่านอ๋อง!

เซียวไห่หลงเลิกคิ้วกระบี่ขึ้น มุมปากกดลึก “ข้ารู้ว่าเจ้าเข้าใจความหมายที่ข้าเอ่ยดียิ่งกว่าผู้ใด อีกอย่างต่อให้ผู้คนทั้งใต้หล้าพากันหลับหูหลับตายกย่องสรรเสริญตระกูลเหยียนของเจ้า ในสายตาข้ากลับมองเห็นเจ้าเป็นแค่ขุนนางทรราชผู้หนึ่งที่ชอบใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงผู้อื่นอยู่ร่ำไป” เซียวไห่หลงก้าวเท้าเดินไม่กี่ก้าวก็เผชิญหน้ากับเสนาบดีเหยียน มุมปากเหยียดยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ใช่ว่าผู้อื่นไม่กล้าพูดแล้วข้าจะไม่กล้าเอ่ย รวมนิสัยใจคอที่แสนวิปริตของเจ้าอีกเล่า...”

ภายในโถงกลางเรือสำราญมีเสียงอื้ออึงดังขึ้นอีกครั้ง บัดนี้เรื่องกลับตาลปัตร กลายเป็นขุนนางหนุ่มที่ถูกผู้คนวิพากษ์วิจารณ์ นั่นเพราะไม่มีผู้ใดไม่รู้ว่าเสนาบดีเหยียนมีจิตใจหยาบช้าวิปริตผิดมนุษย์ ทั้งยังชอบระบายอารมณ์กำหนัดบนเรือนร่างสตรีอย่างป่าเถื่อน ด้วยการทรมานเจียนตาย

บ่าทั้งสองข้างของเหยียนเป่าสั่นอย่างรุนแรง สองมือกําแน่นกราดตามองผู้คนรอบข้างด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม ใบหน้าหล่อเหลาบัดนี้บิดเบี้ยวเสียรูป ก่อนกระแทกเท้าจากไป

ความแค้นครานี้ เหยียนเป่าสาบานว่าสักวันจะต้องทวงคืนมาให้จงได้

9หลีฮื้อ ก็คือ ปลาไน


************************

หนึ่งหัวใจ หนึ่งคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 53 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

39 ความคิดเห็น

  1. #35 oraphan00 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 5 เมษายน 2564 / 19:29
    ไรท์หายไปนานดีใจคะที่กลับมา
    #35
    1
  2. #33 zaap55 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 5 เมษายน 2564 / 11:29
    รอๆๆค่ะ
    #33
    1