กลพิชิตรักแม่ทัพร้าย สนพ.Romantic Publishing

ตอนที่ 14 : บทที่ ๙ เอาชีวิตเข้าแลก (๑)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 650
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 72 ครั้ง
    5 เม.ย. 64



บทที่ เอาชีวิตเข้าแลก


ตอนที่ ๑ 


ผ่านมาเกือบครึ่งเดือน บัดนี้เรือนกลางเก่ากลางใหม่ในตรอกเล็ก ๆ ตรงหัวถนนเมืองหนานผิงกลับคืนสู่ความสงบอีกครา ภายในห้องอาบน้ำมีแสงสว่างจากโคมไฟลวดลายงดงามลอดผ่านฉากไม้กั้น สะท้อนลงบนเรือนร่างบอบบางแช่กายในถังไม้รายล้อมด้วยไอสีขาวขุ่นลอยตลบอบอวล ส่งผลให้รอบข้างพร่าเลือนมองเห็นไม่ชัด

ความเงียบโรยตัวเข้าปกคลุม ได้ยินเพียงเสียงน้ำตกกระทบลงพื้นเป็นระลอก ใต้สายหมอกจาง ๆ แลเห็นนิ้วมือเรียวขาวจับกระบวยไม้ขนาดพอดีตักน้ำอุ่นรดบนเรือนร่างอย่างเนิบช้า ก่อนจะจับรวบเส้นผมดำขลับคลี่สยายลอยอยู่เหนือผิวน้ำเก็บไว้ข้างบ่าขาวนวล เอนกายหลับตาพริ้มสูดดมกลิ่นหอมจากน้ำปรุงที่ทำขึ้นเป็นพิเศษหลังหยดลงในถังไม้ ซึ่งมีบุปผาถึงห้าชนิดพลันส่งกลิ่นหอมอบอวลกลบกลิ่นสมุนไพรที่แสบฉุนขึ้นจมูก

ภายใต้สีหน้าสงบเรียบนิ่งแววตากลับสะท้อนประกายมุ่งมั่น เปลือกตาบางปิดลงแล้วผ่อนลมหายใจยาวเหยียด ยามหัวสมองหวนคิดถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ เป็นต้องรู้สึกเขินอายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ต้องโทษที่นางเผลอไผลแสดงความอ่อนแอออกมาต่อหน้าอ๋องเซียว ทว่าลึก ๆ แล้วในใจมุ่งหวังจะยืมมือเขาจัดการกับเสนาบดีเหยียน คิดไม่ถึงว่าเขาจะมองนางได้ทะลุปรุโปร่ง และเป็นฝ่ายเอ่ยถ้อยคำประหนึ่งคำมั่นสัญญาว่าจะปกป้องนาง แต่ยามนี้กลับหนีหายจากไปโดยไม่เอ่ยแม้แต่คำลา ทิ้งไว้เพียงหยกเขียวมรกตชิ้นนี้ดูต่างหน้าเท่านั้น

เสียงฝีเท้าสับสนเดินเข้าใกล้ ไป๋พิงถิงเปิดเปลือกตาขึ้นมองสีหน้าไม่สู้ดีของแม่นมหวัง ในห้องพลันเงียบสนิทไปพักใหญ่ กระทั่งได้ยินเสียงทอดถอนใจของแม่นมหวังยามช่วยประคองร่างบอบบางขึ้นจากถังน้ำ แม้สีหน้ายังคงเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่น แววตากลับสับสนคล้ายจมอยู่ในห้วงความคิดที่แสนจะกลัดกลุ้ม

เพียงแค่คิดว่าคุณหนูจะพาตนเองเดินเข้าไปสู่อันตราย คล้ายมีกระบี่คมเสียดแทงกลางหัวใจของหญิงชรา ที่สุดแม่นมหวังก็อดรนทนไม่ไหว เอ่ยโพล่งออกมา “คุณหนู จะไม่เปลี่ยนใจจริง ๆ หรือเจ้าคะ”

ไป๋พิงถิงส่ายศีรษะ บางทีนี่อาจเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่นางดื้อรั้นไม่เชื่อฟังคำพูดของแม่นมหวัง ร่างบอบบางทิ้งตัวลงนั่งหน้าคันฉ่องสีทองแดง ดวงตากลมจ้องมองใบหน้าหญิงชราเห็นเส้นริ้วรอยบนหน้าผาก แล้วคลี่ยิ้มอ่อน ทว่าน้ำเสียงยามเอ่ยแฝงไปด้วยอารมณ์ทอดถอนใจ ข้าจะเปลี่ยนใจได้อย่างไร เมื่อโอกาสที่จะได้ทวงแค้นจากคนโฉดชั่วผู้นั้น ข้ารอคอยมาถึงห้าปี”

แน่นอนว่าหลายปีมานี้นางมีลมหายใจไว้เพียงเพื่อแก้แค้น ย่อมไม่มีทางปล่อยให้โอกาสนี้พลาดไปแน่ เช่นนั้นก็เท่ากับว่าทุกสิ่งที่ลงมือทำไปล้วนสูญเปล่า  

“แต่...”

แม่นมหวัง จะเข้าใกล้คนผู้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย หลังได้รับจดหมายจากพี่จี้เหิงแจ้งข่าวว่าเสนาบดีเหยียนจะเดินทางมาร่วมงานเทศกาลล่องเรือชมจันทร์ที่ริมทะเลสาบกานซู่ ข้าจึงไม่ลังเลที่จะอาศัยโอกาสนี้แฝงกายแทรกซึมเข้าไปเพื่อสังหารคนสารเลวผู้นั้นให้จงได้

คุณหนู หากเสนาบดีเหยียนคนอำมหิตใจหยาบช้าผู้นั้นรู้ว่าท่านลอบแฝงกายเข้ามา ย่อมไม่มีทางปล่อยคุณหนูไว้แน่ มิสู้ลองคิดทบทวนดูอีกทีเถิดเจ้าค่ะ

ไป๋พิงถิงส่ายหน้า พลางเอ่ย “เรื่องนี้แม่นมไม่ต้องเป็นกังวลใจไป ข้าและพี่จี้เหิงได้เตรียมการเอาไว้แล้ว” เอ่ยถึงตรงนี้ดวงตาคู่งามพลันอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด “แม่นมหวัง เสี่ยวซีไม่ค่อยฉลาดแต่ก็เป็นเด็กดี ถึงกับยอมขายตัวเพียงเพื่อต้องการนำเงินไปทำศพให้กับมารดา นับว่าเป็นเด็กที่กตัญญูโดยแท้ แม้แต่ข้ายังรู้สึกละอายใจยิ่ง กระทั่งโขกศีรษะคำนับป้ายวิญญาณท่านพ่อท่านแม่ข้ายังไม่มีโอกาส ข้าจึงไม่คิดลังเลที่จะมอบปิ่นหยกให้กับเสี่ยวซี จริงอยู่ว่าสิ่งนั้นเป็นของล้ำค่าเพียงชิ้นเดียวที่ท่านพ่อมอบให้ แต่ในยามนั้นข้าคิดเพียงขอให้ช่วยคนได้ก็พอ เชื่อว่าท่านพ่อย่อมรับรู้ได้และให้อภัยข้า...”

“โธ่! คุณหนูของบ่าว”

ดวงหน้างามเงยหน้าขึ้นมองสีหน้ากลัดกลุ้มของแม่นม “หากฟ้าสางแล้วข้าไม่กลับมา ให้รีบพาเสี่ยวซีเดินทางไปที่ตำบลไหหนานบ้านเกิดของท่านอย่าได้รั้งรอ” มือเรียวขาวเปิดห่อผ้าสีดำที่ห่อกล่องไม้สักสีทองเอาไว้แน่นหนา ส่งให้แม่นมหวัง “เงินจำนวนนี้คงจะพอให้พวกท่านใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างไม่ลำบากพักใหญ่ จากนั้นค่อยมองหาช่องทางทำมาหากิน ส่วนตำราสมุนไพรเหล่านี้ เสี่ยวซีพอรู้อยู่บ้าง วันข้างหน้าอาจเป็นประโยชน์ต่อนาง”

“คุณหนู! เหตุใดจึงเอ่ยราวกับว่าจะเอาชีวิตเข้าแลกอย่างไรอย่างนั้น”

ไป๋พิงถิงนิ่งเงียบหลายอึดใจ ก่อนสีหน้าแววตาจะปรากฏความเคียดแค้นชิงชังราวกับพลุไฟที่ปะทุขึ้นมาระลอกแล้วระลอกเล่า

ความจริง หลังได้ข่าวว่าหญิงงามจากหอจันทร์กระจ่างถูกซื้อตัวขึ้นไปบนเรือสำราญในค่ำคืนนี้ นางก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะอาศัยโอกาสนี้แฝงกายปะปนเข้าไปพร้อมกับเหล่าหญิงคณิกา และใช่จะไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าล้วนเต็มไปด้วยอันตราย จึงตัดสินใจฝืนทนต่อความเจ็บปวด แช่กายลงในถังไม้ซึ่งเต็มไปด้วยสมุนไพรพิษกว่าสิบชนิดนานกว่าหนึ่งชั่วยาม เพียงเพื่อต้องการแลกชีวิตกับเสนาบดีเหยียนคนใจหยาบช้าสารเลวผู้นั้น

รู้ทั้งรู้ว่าการจะเข้าถึงตัวขุนนางทรราชผู้นี้ไม่ใช่เรื่องง่าย หากจุดอ่อนของคนสารเลวเหยียนเป่าอยู่ที่จิตใจอันวิปริตหยาบช้ามากตัณหาราคะ! ถึงอย่างนั้นต่อให้เอาชีวิตเข้าแลก ขอเพียงลากคนชั่วลงนรกไปพร้อมกับนางได้ สามารถทวงหนี้แค้น หนี้เลือดให้กับคนตระกูลไป๋ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตามนางย่อมไม่คิดลังเล

ริมทะเลสาบกานซู่ เรือสำราญลำใหญ่ประดับประดาโคมไฟสีแดงไว้อย่างงดงามค่อย ๆ เคลื่อนออกจากฝั่งอย่างไม่เร่งรีบ

โคมไฟสีแดงแกว่งไกวอยู่ตามแนวหลังคาเรือสะท้อนใบหน้าหล่อเหลาคมสัน รอบกายมีหญิงงามนั่งรายล้อมปรนนิบัติออดอ้อนเอาใจ สุราจอกแล้วจอกเล่าถูกยกกระดกดื่มจนหมด สีหน้าแย้มยิ้มอารมณ์ดีพลางเอ่ยน้ำเสียงเรื่อยเฉื่อย ว่ากันว่าในช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วงนับเป็นช่วงเวลาที่ดีในการชมทิวทัศน์รอบทะเลสาบยามค่ำคืนที่พระจันทร์เต็มดวง กล่าวไว้ไม่ผิด

เสียงแหบทุ้มดังขึ้น แล้วตามด้วยเสียงหัวเราะของผู้คนที่พากันเห็นพ้องต้องกัน

“สุราไผ่แดงเลิศรส นารีงดงาม แสงจันทร์กระจ่าง มิใช่ว่าเป็นสวรรค์บนดินของเหล่าบุรุษหรอกหรือ เช่นนั้นพวกท่านจะดั้นด้นเดินทางมาถึงเมืองหนานผิงทำไม” เสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน ก่อนปรากฏบุรุษร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำปักลายเมฆด้วยเส้นไหมสีทองย่างเท้าเดินเข้ามา

“อะ...อ๋องเซียว!” 


************************

หนึ่งหัวใจ หนึ่งคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 72 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

39 ความคิดเห็น