กลพิชิตรักแม่ทัพร้าย สนพ.Romantic Publishing

ตอนที่ 13 : บทที่ ๘ เชื่อใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 680
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 80 ครั้ง
    5 เม.ย. 64




บทที่ ๘ เชื่อใจ


ขอบฟ้าด้านนอกเริ่มเปลี่ยนสีอีกครา

สองวันหนึ่งราตรีไป๋พิงถิงตรากตรำรักษาอาการบาดเจ็บให้กับอ๋องเซียว กระทั่งวันเวลาผ่านไปโดยไม่รู้ตัว บัดนี้ดวงหน้างามฉายความอิดโรย ร่างกายอ่อนเพลียเกินกว่าจะฝืนต่อไปได้ มือเรียวรวบห่อผ้าข้างในมีเข็มเงินหลายขนาดเรียงรายเป็นระเบียบมัดเก็บพร้อมหยัดกายยืนขึ้น กลับถูกองครักษ์ผู้หนึ่งได้ยินว่าเขามีนามว่าเจ้าหลิวยื่นมือออกมาขวางทางนางเอาไว้

“เจ้ายังไปไหนไม่ได้!

“อาจ้าว! อย่าเสียมารยาท” เฝิงต้าเอ่ยปรามสหาย ก่อนหันมาประสานมือโค้งคำนับหญิงสาวตรงหน้า แม่นาง ข้าใคร่ขอถามว่าเหตุใดท่านอ๋องถึงยังไม่ฟื้นอีก”

ไป๋พิงถิงเหลือบตามองใบหน้ารูปสลักดุจหยก หากมิใช่เพราะความจำเป็นนางคงไม่กล้าปลดหน้ากากเขาออก แต่ด้วยการฝังเข็มต้องกระทำอย่างระมัดระวังยิ่งยวด อีกทั้งจุดตรงกึ่งกลางหน้าผากเป็นจุดที่อันตราย สามารถสั่งเป็นหรือตายได้ชั่วพริบตา ถึงอย่างนั้นก็อดแปลกใจมิได้ บุรุษผู้เปรียบเสมือนปีศาจแห่งกองทัพไฉนจึงมีใบหน้างดงามเกินกว่าสตรี ที่แม้แต่นางเองยังปฏิเสธมิได้ว่าจู่ ๆ ก็เกิดความหวั่นไหววูบขึ้นกลางอก

ที่แท้เขาสวมหน้ากากไว้เพื่อปิดบังอำพรางใบหน้าสง่างามแฝงเสน่ห์ชวนมองประหนึ่งคุณชายหน้าหยก ซึ่งขัดกับภาพลักษณ์อันดุดันของเขาอย่างสิ้นเชิง

เฮ้อ...สวรรค์ช่างลำเอียงยิ่งนัก...

“เดิมทีท่านอ๋องสมควรฟื้นแล้ว แต่เพราะก่อนหน้าได้รับบาดเจ็บสาหัสทั้งยังฝืนใช้กำลังเกินขีดจำกัด ส่งผลให้อวัยวะภายในบอบช้ำอย่างรุนแรง ตอนนี้ท่านอ๋องสามารถฝืนทนต่อความเจ็บปวดกระทั่งผ่านสองวันหนึ่งราตรีมาได้ ก็ไม่มีสิ่งใดให้ต้องเป็นกังวลใจอีก”

“เช่นนั้น เหตุใดท่านอ๋องถึงยังไม่ได้สติ” เป็นจ้าวหลิวที่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงคาดคั้นแฝงกดดัน

เดิมทีไป๋พิงถิงคิดว่าจะตอบคำถามสองสามประโยคก็จะจากไป ทว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้ทำให้นางต้องมองประเมินอย่างละเอียดอีกครั้ง

องครักษ์ผู้นี้มีนิสัยชอบเอาชนะไม่ยอมคน ทั้งยังเย่อหยิ่งเลือดร้อนไม่กลัวตาย ช่างเหมือนกับไป๋สวี๋เฉินน้องชายของนางไม่มีผิดเพี้ยน ทว่าความมุทะลุของอาเฉิน สุดท้ายแล้วกลับหนีไม่พ้นต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือคนสารเลวอย่างเสนาบดีเหยียน

ร่างบอบบางก้าวเดินหน้าสองก้าว ดวงตากลมจ้องมองจ้าวหลิวมุมปากกดลึกเป็นรอยยิ้มเย็น

“ประการแรก เจ้าควรรู้เอาไว้ว่าข้าหาใช่หมอเทวดาสามารถยื้อชีวิตผู้ใดจากพญามัจจุราชได้ไม่ ประการต่อมาข้ามิใช่คนของอ๋องเซียว และการที่ข้าได้ช่วยชีวิตท่านอ๋องไว้ถึงสองครั้งสองครา ต่อให้ตาบอดยังรู้ว่าข้าคือผู้มีคุณของท่านอ๋องย่อมนับเป็นผู้มีคุณของเจ้าด้วย” หลังระบายโทสะเต็มที่แล้ว ไป๋พิงถิงรู้สึกเหนื่อยหอบหายใจกระชั้น กอปรกับความง่วงงันเข้าจู่โจมอย่างไม่ทันตั้งตัว สองเท้าแทบหยัดยืนไม่ติดพื้น ร่างโงนเงนเปลือกตาพลันหนักอึ้งขึ้นมา ในหัวสมองมีเสียงวิ้ง ๆ คล้ายแมลงบินวนไปมาก่อนสติจะดับวูบลง จมดิ่งลึกในความมืดมิดอันไร้ขอบเขต

เฝิงต้าและจ้าวหลิว สององครักษ์ตกอยู่ในสถานการณ์ยากบรรยายออกมาเป็นถ้อยคำได้ ที่สุดแล้วแม้จะเป็นจ้าวหลิวที่พุ่งเข้ามารับร่างหญิงสาวไว้ได้ทัน กลับมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก

“นี่เจ้า!...เอ่อ...แม่นาง เมื่อครู่เพราะข้าเป็นห่วงท่านอ๋องมากเกินไป มิได้คิดบีบคั้นเจ้าเสียหน่อย”

เฝิงต้าถลึงตามองอาจ้าว “หยุดพูดไปเลย! ยิ่งพูดเรื่องก็ยิ่งแย่ เสียทีที่มีลูกนัยน์ตากลับมองไม่เห็นขนคิ้ว! ท่าทีท่านอ๋องมีต่อสตรีผู้นี้เจ้าตาบอดหรืออย่างไรถึงมองไม่เห็น”

จ้าวหลิวสมองทึ่มทื่อไปชั่วขณะ สีหน้าดำคล้ำแทบคั้นสีหมึกออกมาได้ จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าท่อนแขนทั้งสองข้างราวกับถูกของร้อนลวกอย่างไรอย่างนั้น “เจ้าอย่าด่าข้านักเลย มิสู่ช่วยข้าคิดว่าควรทำอย่างไรกับนางดี”

สีหน้าร้อนรนจนเก็บอาการไม่อยู่ของจ้าวหลิวทำให้เฝิงต้าลอบขำ แล้วไหวไหล่เบา ๆ เอ่ยอย่างอารมณ์ดี “เจ้าคิดเองเถิด ข้าไม่อยากร่วมชะตากรรมเดียวกับเจ้า”

“เฝิงต้า! เจ้าคนทรยศ ไหนสาบานว่ามีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้านอย่างไรเล่า” จ้าวหลิวกัดฟันถลึงตามองเงาเฝิงต้าวูบหายไปพร้อมกับลมสายหนึ่ง จากนั้นก็กลอกตาครุ่นคิดก่อนตัดสินใจวางร่างบอบบางลงบนเตียงเคียงข้างผู้เป็นนาย และอดคลี่ยิ้มให้กับความคิดอันล้ำเลิศของตนมิได้

ทิวาราตรีสลับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนดั่งสายลมพัดผ่าน ไป๋พิงถิงกำลังดิ่งลึกลงสู่ห้วงนิทราไร้ซึ่งทางออก

กลางความมืดโรยตัวเข้าปกคลุมจนมองไม่เห็นนิ้วมือ มีแสงอสุนีบาตแลบแปลบปลาบเป็นระลอกสะท้อนร่างบอบบางของหญิงสาว เงาอันโดดเดี่ยวยืนกลางสายฝนกระหน่ำดุจฟ้ารั่ว ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นหยาดโลหิตสีแดงฉาน

ดวงหน้าหม่นเศร้าแววตาไหวระริกกะพริบมองร่างไร้วิญญาณของผู้คนล้มตายเกลื่อนกลาดผ่านแสงสว่างอันเลือนราง ปลายเท้าเล็กจิกเกร็งขณะย่างก้าวเดินอย่างเร่งรีบคล้ายวิ่ง มือข้างหนึ่งยกขึ้นวางทาบอกซ้ายกดข่มหัวใจสั่นรัวเหมือนกลองศึก ทว่ายิ่งเดินเข้าใกล้แต่ราวกับห่างออกไปทุกที ชั่วพริบตาเดียวภาพนั้นพลันเปลี่ยนไป ปรากฏใบหน้าใครบางคนที่นางแสนจะเกลียดชัง คนผู้นั้นกำลังเงื้อดาบฟาดฟันลงมาบนร่างของบิดา มารดาอย่างไร้ปรานี

นางแผดเสียงกรีดร้องออกมา น้ำตาหลั่งรินเป็นสายดุจธาราอันเย็นเยียบขณะยื่นสองมือเล็กออกไปไขว่คว้ากลับได้เพียงอากาศ นางล้มลุกคลุกคลานกระเสือกกระสนกระทั่งคว้าร่างของบิดาไว้ได้ ร่างสั่นเทิ้มพลางสะอื้นไห้ไม่หยุด เหลือบมองพื้นดินแดงฉานราวกับถูกอาบย้อมไปด้วยธารโลหิตจนแยกไม่ออก

แต่แล้วหัวใจอันเปราะบางต้องพลันแตกลายไม่มีชิ้นดีอีกครา อาเฉินผู้เป็นน้องชายเดิมทีสมควรหนีออกนอกเมืองไปแล้ว ไฉนจึงหวนกลับมา

ไม่! ไม่! อาเฉิน รีบหนีไป เจ้ารีบหนีไป...

 นางส่ายศีรษะพลางร้องตะโกนพร้อมกับพุ่งตัวออกไป หากหัวใจกลับสัมผัสได้ถึงความสิ้นหวังอย่างไร้ที่สุด

เด็กหนุ่มวัยเพียงสิบสามปีเดินลากกระบี่ตรงเข้ามาราวกับไม่ได้ยินถ้อยคำห้ามปรามของนาง นัยน์ตาคู่นั้นมีแต่ความอาฆาตเคียดแค้นแผ่ขยายไปทั่วร่าง แต่ทว่า...จิ้งจอกไร้ประสบการณ์หรือจะสู้หมาป่าผู้จัดเจน

สุดท้ายแล้วกลับต้องพาชีวิตไปเซ่นสังเวยให้กับความตายอย่างน่าอนาถ ถูกดาบของคนโฉดชั่วแทงเข้าสู่หัวใจ...

“กรี๊ด!!! ท่านพ่อท่านแม่ อาเฉิน พวกท่านจะต้องไม่ตายอย่างไร้ความยุติธรรม คนสารเลวพวกนั้นจะต้องชดใช้ พวกมันจะต้องชดใช้... เสียงกรีดร้องอย่างตื่นตระหนกยากจะข่มกลั้นไว้ได้ ร่างเล็กสั่นเทิ้มศีรษะส่ายไปมา ดวงตาเบิกโพลงสองมือจิกเกร็งยื่นออกไปอย่างไร้ทิศทางหมายจะไขว่คว้าหาที่พึ่งพิง  

ชู่ว์...ไม่เป็นไรเด็กดี...ข้าอยู่ตรงนี้แล้ว น้ำเสียงอ่อนโยนหมายจะปลอบประโลมคนในอ้อมกอด

อันที่จริงหลังเซียวไห่หลงหลับไปถึงสามวันสองคืน พอฟื้นขึ้นมาร่างกายดูเหมือนจะฟื้นฟูขึ้นมาก แต่ที่ยังไม่ลุกจากไปไหนเพราะเห็นว่าคนตัวเล็กนอนกระสับกระส่าย ข้างขมับมีเหงื่อผุดชื้นดวงหน้าซีดเซียวคล้ายตกอยู่ในห้วงฝันร้าย เพียงแต่สิ่งที่ทำให้เขาปวดใจอย่างที่สุด จนอดใจไม่ไหวรวบร่างเย็นเฉียบดุจน้ำแข็งเข้าสู่อ้อมกอดทันที นั่นเพราะสีหน้าเจ็บปวดและตื่นตระหนกสุดขีดของนาง

เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ปล่อยให้นางได้ผ่อนคลายก่อนจะใช้นัยน์ตาลึกล้ำจ้องมอง มือใหญ่ยกขึ้นลูบแผ่นหลังบอบบางพลางโน้มใบหน้าคมฝังปลายจมูกบนหน้าผากขาวมนอย่างไม่นึกรังเกียจ กระซิบเอ่ยถ้อยคำปลอบประโลมไม่หยุด หากเสียงสะอื้นร่ำไห้ ร่างสั่นสะท้านของคนในอ้อมกอดส่งผลให้ท่อนแขนแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าขยับไหว แม้เพียงเล็กน้อยแต่ในทางกลับกันนางหารู้ไม่ว่า ท่าทางประหนึ่งลูกนกตกน้ำเช่นนี้ได้เขย่าหัวใจแกร่งจนสั่นคลอน

เซียวไห่หลงใช้ปลายนิ้วมืออุ่นเคลื่อนขึ้นเช็ดซับน้ำตาที่เอ่อล้นขอบตาทั้งสองข้างให้นาง ก่อนประทับจุมพิตบนหน้าผากขาวมน พลางเอ่ยปลอบประโลมด้วยเสียงทุ้มแผ่วอ่อนโยน “เจ้าฝันร้าย มันเป็นเพียงฝันร้ายเท่านั้น”

ไป๋พิงถิงนึกไม่ถึงว่าเพียงถ้อยคำปลอบโยนจากปากของคนผู้นี้ จะทำให้หัวใจดวงน้อยรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยดวงตาฝ้าฟางไม่นานหยาดน้ำตาหลั่งไหลออกมาทีละหยด ดุจไข่มุกขาวบริสุทธิ์ร่วงหล่นจากปลายหางตากลิ้งหล่นกระทบลงบนฝ่ามือใหญ่เปียกชื้น เมื่อเห็นว่านัยน์ตาคมทอดมองลงมาอ่อนโยนยิ่งกว่าคราใด

ท่ามกลางแสงสว่างอันเลือนราง ร่างเล็กหลับตาพักพิงแผ่นอกกว้างใหญ่แข็งแกร่งดุจศิลา ซึมซับถ้อยคำปลอบประโลมน้ำเสียงอ่อนโยนเนิ่นนานกว่าจะเรียกสติกลับคืน แต่กลับไม่อาจควบคุมบ่าเล็กทั้งสองข้างไม่ให้สั่นเทา ยามที่นางลืมตาขึ้นเงียบๆ อีกครั้งจึงเห็นว่าใบหน้าหล่อเหลาอยู่ใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนที่รดรินลงมาบนปลายจมูก

ดวงตากลมจ้องมองคิ้วกระบี่ นัยน์ตาประดุจเหยี่ยว รูปหน้าอันงดงามแม้แต่สตรีเช่นนางยังรู้สึกอับอาย ปรับลมหายใจนานครู่ใหญ่กลับไม่อาจสยบหัวใจที่หวั่นไหวลงได้ จึงเผลอเอ่ยความในใจออกมาผ่านน้ำเสียงเจือสะอื้นแผ่วเบา

“หม่อมฉันไม่อยากอ่อนแอ ไม่อยาก...”

“ตัวโง่งม...เจ้าเป็นสตรีอ่อนแอก็ไม่นับว่าเป็นอะไร” มือใหญ่เชยปลายคางเรียวขึ้นสบประสานนัยน์ตาคม ดวงหน้างามสะพรั่งดุจสาวน้อยวัยแรกแย้มทำให้นึกเอ็นดูระคนสงสาร แววตาเซียวไห่หลงพลันเปลี่ยนเป็นลึกล้ำ ก่อนจะค่อย ๆ ยกมือขึ้นสัมผัสผิวนุ่มละมุนบนพวงแก้มนวลเนียนขึ้นสีแดงระเรื่อคล้ายผลท้อสุกเย้ายวน

แต่จนแล้วจนรอดเขากลับไม่ประทับริมฝีปากลงไปอย่างที่ใจต้องการ เพียงวางปลายนิ้วอุ่นนิ่งค้างอยู่อย่างนั้นแล้วเอ่ยว่า “จงเชื่อใจข้า เชื่อว่าข้าผู้นี้จะปกป้องเจ้าตลอดไป” 

ถ้อยคำของเขาคล้ายพาให้ความรู้สึกอ่อนไหวกลางอกยิ่งแผ่ขยายกว้าง ราวกับมีแสงสว่างในใจลุกเรืองรองเจิดจ้าขึ้นทันใด

จงเชื่อใจอย่างนั้นหรือ คนผู้นี้มักเน้นย้ำถึงถ้อยคำนี้มาตลอด ถึงอย่างนั้นหัวใจกลับสั่งให้ลองเชื่อใจเขาสักครั้ง เชื่อว่าเขาจะปกป้องนางดั่งที่ให้คำมั่น...

ฮื้อ...ไป๋พิงถิงยิ้มบาง ๆ ครางตอบรับเขาโดยไม่รู้ตัว แล้วปล่อยใจล่องลอยไปกับความอบอุ่นละมุนแล่นผ่านสองมือใหญ่โตมั่นคงดุจขุนเขา ยามโอบอุ้มร่างนางไว้ทะนุถนอมประหนึ่งสายหมอกบางเบาที่เพียงสายลมพัดก็พลันเลือนรางจางหาย

นางปิดเปลือกตาลงโดยมิได้เอ่ยตอบสิ่งใดอีก หากแต่ในหัวใจดวงน้อยกลับดังก้องไปด้วยถ้อยคำประหนึ่งสัญญาจากเขา

************************

หนึ่งหัวใจ หนึ่งคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 80 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

39 ความคิดเห็น

  1. #31 mamanaja (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 3 มีนาคม 2564 / 21:18

    ท่านอ๋องอบอุ่นเหลือเกิน
    #31
    0
  2. #30 SONE07 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 3 มีนาคม 2564 / 16:33
    อบอุ่นมาก
    #30
    0
  3. #29 marchere01 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 3 มีนาคม 2564 / 16:12
    โอ้ว....มีความอยากเป็นน้องในอ้อมกอดขิงเซียวอ๋องสักแปร๊บ
    #29
    0