ชายาตัวร้าย ชินอ๋องลวงรัก สนพ.Dbooks

ตอนที่ 3 : บทที่ ๑ จุดเริ่มต้น ๒

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 21,171
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 266 ครั้ง
    27 เม.ย. 63


บทที่ ๑ จุดเริ่มต้น


ตอนที่ ๒


ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึม เมฆลอยคล้อยต่ำคลี่คลุมจนกลายเป็นสายหมอกจาง ๆ รอบด้านดูขมุกขมัว ทางทิศเหนือของเมืองหางโจวมีเสียงประทัดดังขึ้นตามด้วยเสียงมโหรีบรรเลง พิธีวิวาห์ระหว่างเจ้าเมืองหางโจวกับคุณหนูหม่าเกิดขึ้นรวดเร็วอย่างไม่คาดฝัน


หลังมีข่าวลือว่าเจ้าเมืองหางโจวคนใหม่ บัดนี้ได้เลื่อนขั้นเป็นถึงขุนนางขั้นสี่ ส่วนหนึ่งเพราะได้รับการสนับสนุนจากเสนาบดีหม่าผู้เป็นพ่อตา แท้จริงแล้วก็คือบัณฑิตตกยากแซ่เว่ยผู้นั้น ขณะที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่ขาดสายเสียงชื่นชมยินดีก็ไม่แพ้กัน ผู้อื่นต่างก็รู้ว่า เสนาบดีหม่านับว่าเป็นผู้ที่มีเส้นสายในราชสำนักมากมายคล้ายต้นไม้ใหญ่ที่หยั่งรากลึก อีกทั้งยังเป็นคนกว้างขวาง หากคิดสนับสนุนเว่ยซิ่นสือผู้เป็นบุตรเขยย่อมต้องมีอนาคตไกล


เสียงประทัดดังขึ้นท่ามกลางความยินดี เจ้าบ่าวในชุดพิธีการพร้อมด้วยแม่สื่อ แต่ไร้เงาญาติสนิทหลังจากบิดามารดาจากไปเว่ยซิ่นสือก็คล้ายยืนอยู่บนขอนไม้เดียวดาย ดังนั้นในวันมงคลสมรสจึงมีเพียงมิตรสหายไม่กี่คนที่ร่วมเดินทางไปรับเจ้าสาวยังจวนตระกูลหม่า ครั้นถึงจวนตระกูลหม่าเจ้าบ่าวต้องเดินทางไปเคารพศาลบรรพชนของฝ่ายเจ้าสาวตามธรรมเนียม จากนั้นจึงจะรับเจ้าสาวขึ้นเกี้ยวเพื่อทำพิธีกราบไหว้ฟ้าดินยังจวนเจ้าเมืองเว่ย


ขณะที่เกี้ยวเจ้าสาวเคลื่อนผ่านประตูใหญ่โดยมีเจ้าบ่าวในชุดอาภรณ์สีแดงสดขี่ม้านำหน้าขบวน ทางครอบครัวฝ่ายเจ้าสาวจึงนำน้ำสะอาดสาดตามหลังเกี้ยว[2] ตามธรรมเนียมการออกเรือนของแคว้นเสิ่น ถือว่าเป็นอันเสร็จพิธีรับตัวเจ้าสาว ท่ามกลางสายตาผู้คนนับสิบคู่ที่ร่วมแสดงความยินดีในวันอันเป็นมงคล


ทันทีที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวจับชายผ้าแดงคนละฝั่งก้าวเท้าผ่านธรณีประตูเข้ามาในโถงพิธี เสียงดังเซ็งแซ่พลันเงียบลงขณะพ่อบ้านผู้มีหน้าที่ทำพิธีกระแอมไอจนโล่งคอ จากนั้นจึงขานเสียงดังกึกก้องด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเบิกบาน

หนึ่ง .. คำนับฟ้าดิน

สอง .. คำนับพ่อแม่

สาม .. คำนับกันและกัน


เมื่อเสร็จพิธีไหว้ฟ้าดินก็ถือว่าบ่าวสาวทั้งสองเป็นสามีภรรยากันโดยถูกต้อง จากนั้นแม่สื่อรีบสาวเท้าเข้าประคองเจ้าสาวในชุดอาภรณ์สีแดงสดส่งตัวเข้าในห้องหอ ตามธรรมเนียมปฏิบัติเจ้าบ่าวจะยังคงอยู่รับสุราอวยพรจากแขกเหรื่อ ส่วนเจ้าสาวจะถูกประคองเข้าไปรอเจ้าบ่าวในห้องหอกระทั่งถึงฤกษ์ส่งตัว


หม่าชิงจูถูกแม่สื่อประคองขณะลอบมองใบหน้าของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสามี พวงแก้มขาวพลันขึ้นสีโลหิตคล้ายผลท้อสุก ก้มหน้าลงซ่อนรอยยิ้มขวยเขินเอาไว้ภายใต้ผ้าคลุมหน้าผืนโปร่งสีแดงยามหวนนึกถึงเรื่องราวเมื่อครั้งได้พบหน้าผู้เป็นสามีคราแรก จำได้ว่าห้าปีก่อนนางกำลังเดินทางกลับเมืองหางโจว หลังเดินทางไปเคารพหลุมศพมารดาที่วัดประจำตระกูลซึ่งอยู่ในอำเภอเฉิงตู ขณะเร่งเดินทางกลับจวน จู่ ๆ เกิดพายุฝนจนทำให้เส้นทางสายหลักถูกตัดขาดอย่างสิ้นเชิง


ในยามนั้นสารถีพยายามฝืนบังคับรถม้าไม่ให้ลื่นไถลตกลงไปในหุบเหวลึก ความไม่ชำนาญในเส้นทาง กอปรกับพายุฝนโหมกระหน่ำพิรุณโปรยปรายราวม่านฝนทำให้เส้นทางถนนลาดชันกลายเป็นดินโคลน เสี้ยวความเป็นความตายพลันเกิดเหตุชุลมุนขึ้น รถม้าคันที่หม่าชิงจูนั่งมาแต่แรกคล้าย ดูเหมือนม้ากำลังจะหมดแรงหลังพยายามพารถม้าเคลื่อนผ่านหลุมดินโคลนขนาดใหญ่ แต่เหมือนฟ้าไม่เข้าข้างเมื่อสายฝนโปรยปรายท่ามกลางเสียงฟ้าร้องคำรามก้อง พลันบังเกิดอสุนีฟาดลงเป็นวงโค้งแสงสีทองแลบแปลบปลาบรอบด้านสว่างวาบดุจกลางวัน ส่งผลให้ม้าตื่นตระหนกตกใจก่อนออกแรงดึงลากรถม้าขึ้นจากหลุมดินโคลน แล้วพารถม้าวิ่งเตลิดหายเข้าไปในป่ารกครึ้ม ในตอนนั้นหม่าชิงจูตระหนักได้ว่า ตนเองคงเอาชีวิตมาทิ้งไว้กลางป่าเสียแล้ว


ขณะที่รถม้าโยกคลอนสะบัดไปมาอย่างไร้ทิศทาง ร่างของนางก็กระแทกเข้ากับผนังรถม้าอย่างแรง ผ้าม่านประตูไม่รู้ว่าขาดหายไม่ตั้งแต่เมื่อใดทำให้มองเห็นร่างสารถีที่เมื่อครู่ยังจับสายบังคับม้าเอาไว้แน่น เวลานี้ถูกเหวี่ยงตกลงจากรถม้าไปแล้ว หม่าชิงจูกรีดร้องด้วยตวามตื่นตระหนกตกใจพลางใช้สองมือจับยึดขอบประตูรถม้าเอาไว้แน่น เมื่อพบว่าเบื้องหน้าคือหุบเหวลึก นางพลันเกิดความหวาดกลัวขยับริมฝีปากกรีดร้องราวบ้าคลั่ง แต่กลับไร้เสียง


รถม้าวิ่งไปอย่างไร้ทิศทาง เวลานี้ไม่มีสารถีบังคับม้าแล้ว ซ้ำข้างหน้ายังเป็นหุบเหวลึก เสี้ยวความเป็นความตายขณะม้าวิ่งเตลิดรถม้าโยกคลอนไปมา เคราะห์ดีที่ล้อรถม้าสะดุดเข้ากับหินก้อนใหญ่ แรงกระแทกทำให้รถม้าสะบัดหลุดจากม้าที่กำลังวิ่งเตลิด ร่างของนางกระแทกไปมาจนศีรษะแตกโลหิตอาบไล้ดวงหน้า ชั่วขณะที่ร่างกำลังจะกระเด็นตกจากรถม้าด้วยมืออ่อนแรงจึงไม่อาจจับยึดเหนี่ยวสิ่งใดไว้ได้อีก


ความรู้สึกหวาดกลัวค่อย ๆ กัดกินหัวใจดวงน้อยกลายเป็นแผลลึก ยามตกใจถึงขีดสุดหัวใจคล้ายกระเด็นกระดอนร่วงลงไปอยู่ที่ข้อเท้า หม่าชิงจูตื่นตระหนกตกใจกรีดร้องราวกับเสียสติ โดยไม่รู้ว่าเสียงกรีดร้องของนางได้ปลุกบุรุษผู้หนึ่งที่กำลังเอนหลังหลับตาพักผ่อน หลังรีบรุดเดินทางเข้าเมืองหลวง  


นับว่ายังโชคดีที่ดวงชะตาของหม่าชิงจูยังไม่ถึงคาดเสียทีเดียว ระหว่างที่ร่างระหงกระเด็นกระดอนตกจากรถม้า พลันปรากฏร่างสูงโปร่งของบุรุษผู้หนึ่งควบม้าทะยานตัวลอยขึ้นในอากาศ แสงจากดวงตะวันสาดส่องประกายกระทบเสี้ยวหน้าคนผู้นั้น หม่าชิงจูถึงกับดวงตาพร่ามัวไปชั่วขณะ ในที่สุดร่างของนางถูกท่อนแขนแข็งแรงของคนผู้นั้นคว้าเอาไว้อย่างทันท่วงที ก่อนร่างจะร่วงหล่นลงกระทบพื้น


ความประทับใจในคราแรก ทำให้ใบหน้าอันหล่อเหลาของคนผู้นั้นได้สลักอยู่ในหัวใจของหม่าชิงจูไม่เสื่อมคลาย  นางอดรนทนไม่ไหว ในเวลาต่อมาจึงส่งคนออกไปสืบเสาะกระทั่งทราบว่าเขาคือคุณชายเว่ย เป็นบัณฑิตผู้มากความสามารถเก่งกล้าทั้งบุ๋นและบู๊


น่าเสียดาย ที่คนผู้นี้เป็นเป็นเพชรน้ำดีแต่จมอยู่ในโคลนตม หม่าชิงจูเชื่อว่าตนเองมองคนไม่ผิด คุณชายเว่ยผู้นี้มีความสามารถ หากได้รับการส่งเสริมผลักดันจากบิดาของนาง เชื่อว่าวันข้างหน้าเขาต้องเป็นผู้ที่มีอนาคตไกลผู้หนึ่ง


ความจริงนางไม่เพียงสืบรู้ฐานะเว่ยซิ่นสือ แต่ยังสืบรู้ว่าคุณชายเว่ยผู้นี้มีคู่หมั้นคู่หมายซึ่งเป็นเพียงบุตรสาวนายอำเภอเมืองเล็ก ๆ ทว่าผู้ใดสนกันเล่า ขอเพียงนางพึงพอใจในตัวบุรุษผู้นี้ ต่อให้ต้องแย่งชิงมาก็แล้วอย่างไร บิดาของนางเป็นถึงเสนาบดีมีเส้นสายในราชสำนักราวกับรากไม้ใหญ่ที่แทรกซึมหยั่งรากไปทั่วราชสำนัก แม้จะอยู่ใต้เพียงคนผู้เดียวก็ตาม ถึงกระนั้นอำนาจในมือก็สามารถเรียกลมเรียกฝนได้เพียงพริบตา


เช่นนั้นแล้ว บุตรสาวนายอำเภอยังจะนับเป็นอะไรได้ หากคิดจะกำจัดทิ้งย่อมง่ายราวกับบดขยี้มดแมลง


ขณะที่เจ้าสาวถูกประคองพาไปยังห้องหอตั้งแต่เสร็จพิธีการ เจ้าบ่าวยังคงอยู่ต้อนรับแขกเหรื่อตามธรรมเนียมปฏิบัติ สุราอาหารถูกลำเลียงออกมาไม่ขาดสาย เจ้าบ่าวในชุดสีแดงสดยกจอกสุราขึ้นกระดกดื่ม มุมปากกระตุกยิ้มหยัน นัยน์ตาคมปลาบกวาดมองผู้คนที่มาร่วมแสดงความยินดีปรีดา แม้ในเวลานี้อากาศหนาวเย็นเสียดแทงเข้าไปถึงกระดูกจนขาทั้งสองข้างกลายเป็นหินก็ตาม แขกเหรื่อยังคงแห่แหนกันมาร่วมแสดงความยินดีอย่างไม่ย่อท้อ ส่วนหนึ่งเพราะต้องการส่านสัมพันธ์อันดีกับเจ้าเมืองหางโจวคนใหม่ ทว่าลึก ๆ แล้ว เป็นเพราะบารมีของเสนาบดีหม่า


มีหรือเขาจะมองจุดประสงค์ของคนเหล่านี้ไม่ออก


สายตาของเว่ยซิ่นสือพลันมืดครึ้ม ยามหวนนึกถึงเรื่องราวเมื่อหลายปีก่อน หลังมรสุมชีวิตราวคลื่นลมพายุที่พัดเข้ามาระลอกแล้วระลอกเล่า เพียงพริบตาเขาได้กลายเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัว คนเหล่านี้กลับมองเขาด้วยสายตาสมเพช ทว่ายามนี้เขาเป็นถึงเจ้าเมืองคนพวกนี้ก็เลือกที่จะกลืนน้ำลายตนเองแล้วสวมหน้ากากขณะที่มือซ่อนมีดคมกริบ พร้อมที่จะแทงข้างหลังเขาอย่างไม่ลังเล


ในเวลานั้น ผู้อื่นต่างก็คิดว่าเขาไม่สามารถกลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง ทว่าสรรพสิ่งล้วนยากที่การเริ่มต้น กระทั่งวันหนึ่งเขาได้พบคุณหนูหม่าบุตรสาวเสนาบดีหม่ากงซุนเข้าโดยบังเอิญ ครั้นพบกันเป็นความบังเอิญแต่หลังจากล่วงรู้ฐานะของสตรีผู้นี้ ความคิดสายหนึ่งผุดขึ้นในหัวสมองอย่างรวดเร็ว ราวกับมองเห็นแสงอยู่ปลายอุโมงค์ เขาเลือกที่จะกลืนน้ำลายตนเองอย่างไร้ความละอายใจ ขณะเดียวกันก็ลืมแม้กระทั่งสัญญาที่ให้ไว้กับหญิงคนรัก


เว่ยซิ่นสือคล้ายจมอยู่ในห้วงความคิด ความละอายใจต่อสองพ่อลูกตระกูลเถียนทำให้มือที่กำจอกสุราบีบแน่นขึ้น ในยามที่เขารู้สึกสิ้นหวังมีเพียงพ่อลูกตระกูลเถียนที่ยังคอยสนับสนุนและเห็นความสามารถของเขาอย่างแท้จริง แต่เขาก็เลือกที่จะตระบัดสัตย์ต่อนาง เขายอมผิดต่อนายอำเภอเถียน ผิดต่อผู้อื่น แต่เขาจะไม่ยอมผิดต่อตนเอง ไม่ยอมผิดต่อตระกูลเว่ย  


ที่ผ่านมาเขายอมเดินตามที่สวรรค์เป็นผู้ลิขิต แต่ตอนนี้เขาจะเป็นผู้ลิขิตชะตาชีวิตตนเอง เมื่อใดก็ตามหากมีโอกาสสามารถไขว้คว้ามันไว้ได้ ต่อให้เหยียบบ่าผู้อื่นข้ามไปสู่หนทางข้างหน้าเขาก็ไม่คิดลังเล ในขณะที่คุณหนูหม่าเปรียบเหมือนหมากตัวสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น นางจะเป็นสะพานให้เขาก้าวเดินไปสู่ตำแหน่งขุนนางใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม


ชะตากรรมที่ผ่านมาทำให้เขารู้ว่า มีเงินก็สามารถใช้ผีโม่แป้งได้[3] ในตอนนั้นเขายังเป็นเพียงบัณฑิตตกยาก แต่มาตรว่าในวันข้างหน้าผู้อื่นล้วนต้องก้มศีรษะให้กับเขา คิดได้ดังนั้นเว่ยซิ่นสือก็เริ่มวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน เริ่มจากวางแผนสานสัมพันธ์กับคุณหนูหม่าด้วยการลอบติดตามนางและปรากฏกายขึ้นทุกที่ที่นางเยื้องกรายไป จากนั้นใช้เล่ห์เหลี่ยมบุรุษร้อยพันวิธีเข้าล่อลวงนาง กระทั่งเขาและนางลอบมีความสัมพันธ์กันอย่างลับ ๆ ภายใต้จมูกเสนาบดีหม่า


เป็นดังคาด ในปีนั้นการสอบจอหงวนเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่เพียงเท่านั้นหลังประกาศชื่อผู้สอบผ่านจอหงวนปรากฏว่าเว่ยซิ่นสือเป็นผู้สอบผ่านในลำดับที่หนึ่ง ต่อมาเขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นจิ้นชื่อ[4]


เว่ยซิ่นสือมีเสนาบดีหม่าคอยสนับสนุนผลักดันก็เปรียบเสมือนเถาวัลย์พันรอบต้นไม้ใหญ่ หลังได้รับความไว้วางใจจากฝ่าบาท กอปรกับความสามารถที่เป็นถึงจิ้นชื่อ ในเวลาต่อมาฝ่าบาททรงแต่งตั้งให้เขาเป็นถึงขุนนางขั้นหกใช้ปู่จือ[5]ลายนกกระยาง ทว่าแวบหนึ่งในหัวสมองอดที่จะคิดถึงอดีตพ่อตามิได้ เถียนเจียนจั่วเป็นนายอำเภอใจซื่อมือสะอาดอีกทั้งรับใช้ราชสำนักมายาวนานถึงยี่สิบปี ส่วนหนึ่งเพราะไร้เส้นสายในราชสำนัก ความดีความชอบจึงคล้ายมีเมฆหมอกมาบดบัง ที่สุดก็รั้งเอาไว้ได้เพียงตำแหน่งนายอำเภอขั้นเจ็ด


ต่างจากเขาที่เป็นถึงขุนนางขั้นหก ใช้เวลาเพียงสามปีเขาได้เลื่อนขั้นเป็นขุนนางขั้นห้า ในขณะที่ขุนนางในราชสำนักบางคนยังย่ำเท้าอยู่ในดินโคลน สองปีต่อมาเขาได้เลื่อนเป็นถึงขุนนางขั้นสี่ ทั้งยังได้ดำรงตำแหน่งเจ้าเมือง ไม่เพียงเท่านั้น ฝ่าบาทยังทรงพระราชทานจวนเจ้าเมืองซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองหางโจว ตราบใดที่เว่ยซิ่นสือมีเสนาบดีหม่าคอยสนับสนุน ตำแหน่งเสนาบดีย่อมอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม


ขั้วอำนาจเส้นสายในราชสำนักไม่ว่าหนทางใดก็ตามหากสามารถนำพาสิ่งที่เขาต้องการมากองอยู่แทบเท้าได้ เขาย่อมไม่เกี่ยงวิธีการ หรือต่อให้ต้องก้าวเท้าเปล่าเดินบนพรมเข็มก็ตาม ดังนั้นเว่ยซิ่นสือยิ่งลำพองใจ หลังคิดตรึกตรองมาเป็นอย่างดี เมื่อเล็งเห็นความก้าวหน้าในอนาคตเขาจึงหมายจะสานสัมพันธ์กับเสนาบดีหม่าให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น


ครั้นตีเหล็กต้องตีเมื่อร้อน เว่ยซิ่นสือคิดแต่งคุณหนูหม่าเป็นภรรยาเอกด้วยหมายจะเกี่ยวดองกับตระกูลหม่า ในขณะเดียวกันเขาได้ปกปิดเก็บงำพันธะหมั้นหมายระหว่างเถียนชิงหรูเอาไว้เป็นความลับ หลายครั้งที่คิดอยากปลดพันธะหมั้นหมายระหว่างสองตระกูล ส่วนหนึ่งเพราะหวั่นเกรงเรื่องยุ่งยากในวันข้างหน้า แต่พอนึกถึงใบหน้างาม ดวงตาสีน้ำผึ้งกระจ่างใสคู่นั้นราวกับมีบางสิ่งบางอย่างรบกวนจิตใจ และเป็นเขาที่ไม่อาจตัดใจปล่อยนางไปได้


[โคมม้าวิ่ง[1] เป็นโคมที่มีลักษณะพิเศษ โดยตรงกลางภายในโคมจะมีแกนขนาดเล็กอยู่ บนตัวแกนติดภาพกระดาษซึ่งมักจะตัดเป็นรูปคนขี่ม้า ด้านบนของแกนคือกระดาษที่ตัดเป็นรูปกังหัน เมื่อจุดเทียนไขภายในโคมไฟ ไอร้อนจะไปดันให้กังหันหมุน ชักนำให้แกนที่ติดกระดาษตัดเป็นรูปคนขี่ม้าพลอยหมุนไปด้วย และแสงจากเปลวเทียนจะส่องกระดาษตัดเหล่านี้ให้เกิดเป็นเงาทาบบนกระดาษบุรอบตัวโคม โดยเงานี้จะวิ่งหมุนวนไปเรื่อยๆ และเนื่องจากบนกระดาษบุโคมมักจะวาดเป็นรูปคนขี่ม้า เมื่อกระดาษตัดภายในโคมไฟวิ่งหมุน จึงดูเหมือนรูปคนขี่ม้าบนกระดาษบุโคมกำลังวิ่งไล่กันเป็นวงกลม จึงได้เรียกชื่อโคมชนิดนี้ว่า โคมม้าวิ่ง”]      

[บางครอบครัวจะนำน้ำสะอาดสาดตามหลังเกี้ยว[2] หมายถึง ลูกสาวแต่งงานไปแล้ว ก็ถือว่าเป็นสมาชิกของครอบครัวฝ่ายชาย เหมือนน้ำที่สาดออกไป]       

[มีเงินก็สามารถใช้ผีโม่แป้งได้[3] หมายถึง หากมีเงินมีอำนาจก็บันดาลทุกสิ่งใด

[จิ้นชื่อ[4] หมายถึง "บัณฑิตชั้นสูง" จะได้รับการแต่งตั้งเป็นข้าราชการระดับสูงแห่งราชสำนัก ตำแหน่งที่ได้รับจะเรียงตามลำดับผลคะแนนที่สอบได้]      

[ปู่จือ[5] คือผ้าที่ปักลายเป็นรูปต่างๆเอาไว้เย็บติดบนชุดขุนนางและราชวงศ์]


*****************************
 ปลายนิ้วสะกิดหัวใจเป็นกำลังใจให้นักเขียน คอมเมนต์คุยกันค่า ^^

ติดตามมะปราง/ฟางซิน ผ่าน Facebook

https://www.facebook.com/maprangloykaew

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 266 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

566 ความคิดเห็น

  1. #539 1988yongsi (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 กันยายน 2563 / 19:21
    เห็นแก่ตัวดี
    #539
    0
  2. #385 anny2562 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 12:21
    รีไรท์ใหม่ใช่หรือปล่าวค่ะ
    #385
    0
  3. #334 เมมฟิส (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 / 12:53
    ทั้งคู่เหมาะกันมากๆเหมือนผีเน่ากับโลงผุ
    #334
    0
  4. #275 _darinn_ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 / 02:28
    อืม...เห็นแก่ตัวดี
    #275
    0