*...::il[The Marvel of Wager - เกมกล คนท้าพนัน]li::...*

ตอนที่ 10 : Marvel [No.1] - Prologue : The Route [WARNING : NC-15]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 280
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    25 มี.ค. 50


Prologue : The Route


            "ฉันจะเล่านิทานคลายเครียดให้ฟังดีไหม"


         
"เชิญเล่าให้นางไม้แถวนี้ฟังไปคนเดียวเถอะ   ไอ้คนเห็นแก่ตัว"


         
เสียงก่นด่าลอดจากไรฟันของเด็กสาวที่เมื่อตอนเป็นเด็กหนุ่มก็ไม่ได้ดูแตกต่างอะไรกันมาก   เหงื่อเม็ดเป้งซึมผ่านแก้มของกรีนดีโอเมื่อรับฟังคำประชดประชันนั้น   เป็นผู้หญิงก็ดูน่ารักดี   แต่ปากยังต้องจับไปปรับปรุงกันอีกนาน


         
กรีนดีโอลอบอมยิ้ม   เขาน่าจะรู้ว่าคนอย่างคริสทรอฟมักทำอะไรให้คนอื่นประหลาดใจเสมอ


         
และของขวัญชิ้นนี้แม้ไม่มีประโยชน์กับคนอื่น   แต่มันกลับมีค่าสำหรับเขาเหลือเกิน


         
"ช่วยไม่ได้นะ   ยังไงต่อให้เอาสว่านมาเจาะหรือขวานมาทุบสร้อยนั่นก็คงไม่ขาดหรอก   นอกจากจะใช้อาคมจากคนที่สร้างมันขึ้นมาถอนให้"


         
"แล้วหมาตัวไหนเป็นคนสร้างของพิลึกพิลั่นนี่ขึ้นมาล่ะ !"


         
"เอ้อ..." กรีนดีโอฉุกคิด "คนที่ให้มันกับฉันก็ไม่ใช่คนสร้างด้วยสิ   ว้า...น่าสงสารจัง"


         
"เอาเวลาสงสารคนอื่นไปสงสารตัวเองก่อนเถอะ !" ลิฟาร์กรีดเสียง "ถ้าวันนี้ฉันไม่เห็นเลือดออกจากปากนายฉันคงนอนไม่หลับแน่"


         
มือน้อยของเด็กสาวกำเข้าหากัน   เสียงกระดูกเคลื่อนดังกรอบแกรบน่าขนลุกขนพองเวลาที่รอบตัวของเธอแผ่ควันดำจาง ๆ ออกมาแบบนี้   ชายหนุ่มใช้มันสมองของเขาคิดหาคำปลอบใจต่าง ๆ นานา   แต่จะพูดชักจูงอย่างไรมันก็วกกลับมาเรื่องความผิดของเขาอยู่ดี


         
...ถ้าชมว่าน่ารักมากไปกว่านี้เลือดคงออกจากปากเขาจริงแน่ ๆ...กรีนดีโอนึกในใจ


         
ตอนนี้ทั้งคู่พักแรมอยู่ริมแม่น้ำ   ชายหนุ่มขอตัวสักครู่แล้วหายเข้าไปในป่า   จากนั้นก็กลับมาพร้อมฟืนไฟพร้อมสรรพ   เรื่องทนนอนหนาวในคืนนี้ผ่านไปแล้ว   จะเหลือก็แต่อาหาร...ท้องของลิฟาร์ส่งเสียงดังก่อนใครเพื่อน


         
เด็กสาวเดินไปริมแม่น้ำเพื่อล้างหน้าล้างตา   ภาพที่สะท้อนอยู่บนผืนน้ำสั่นกระเพื่อมคือใบหน้าสวยน่ารักของพี่สาวของเขา   แม้สีตาจะแตกต่างแต่ใบหน้าคือคนคนเดียวกัน   สิ่งที่เธอโกรธเคืองกรีนดีโอไม่ใช่เพียงเขาเปลี่ยนเพศให้   แต่อีกอย่างหนึ่งคือมันทำให้เธอนึกถึงเฟอร์ริต้า


         
สองมือยกขึ้นปิดดวงตา   ลิฟาร์ซุกใบหน้ากับฝ่ามือเพื่อไม่ให้เห็นภาพที่อยู่ในน้ำอีก   เด็กสาวรีบจ้วงน้ำขึ้นมาล้างหน้าอย่างรวดเร็วแล้วก็รีบเดินกลับที่เดิม   กรีนดีโอนั่งชันเข่าพิงก้อนหินรออยู่


         
ภาพแรกที่เธอพบคือรอยยิ้มจริงใจซึ่งเธอไม่ต้องการ


         
"หิวแล้วใช่ไหม"


         
ชายหนุ่มถามเสียงอ่อนโยน   ดวงตาหวานเยิ้มส่งตรงมา


         
แต่ยังไง...ฮอโมนเพศชายในตัวเธอก็ไม่ได้ลดน้อยลง


         
"เออ" ลิฟาร์ตอบห้วน


         
"งั้นก็ต้องหาของประทังชีวิต" กรีนดีโอพูด   ก่อนเขี่ยกิ่งไม้กับกองไฟ


         
"ก็ไปหาสิ"


         
"ได้ไงล่ะ" ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนบอกชัดว่าไม่ชอบใจ "กินด้วยกันก็ต้องไปหาด้วยกันถึงจะถูก"


         
"ทีคำถามนั่นนายยังให้ฉันแก้คนเดียวเลย !"


         
"ก็ฉันมันคนไม่ฉลาด" ชายหนุ่มแก้ตัว   ครั้นแล้วก็ลุกขึ้นปัดกางเกง "นายมันอัจฉริยะ   ส่วนฉันแค่ปีศาจสมองทึบตนนึง"


         
"รู้ตัวก็ดี !" อัจฉริยะซ้ำเติมครั้งที่หนึ่ง "ต่อท้ายคำว่าสมองทึบเป็นเห็นแก่ตัว   ทุเรศ   น่ารังเกียจ   น่าสะอิดสะเอียน   น่าขยะแขยงไปด้วยก็ดี"


         
เหมือนร่างกายของกรีนดีโอหยุดทำงานเลยทันที


         
"ฉันไม่รู้หรอกนะว่าที่นี่มันที่ไหน   แต่ถ้าเป็นปีศาจซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในนรกอย่างนาย   แค่ล่าสัตว์ป่าตัวสองตัวคงไม่ยากใช่ไหมล่ะ"


         
"ในนรกมีสัตว์ให้ล่าที่ไหนกัน" ปีศาจหนุ่มเกาท้ายทอยแกรก "ฉันอาศัยอยู่ที่นั่นโดยใช้ร่างมนุษย์นะ   จะไปมีแรงทำอะไรได้"


         
"เหอะ ! ไอ้ตัวถ่วงเอ้ย !" อัจฉริยะซ้ำเติมครั้งที่สอง   กรีนดีโอรู้สึกเหมือนมีศรปลายแหลมทิ่มเขาจนสะดุ้ง "น่าจะไปหาหมู่บ้านใกล้ ๆ แล้วค้างแรมที่โรงเตี๊ยมก่อนค่อยเดินทางต่อก็ได้   แต่ไม่ใช่   กรีนดีโอผู้อวดฉลาดรีบร้อนจะไปภูเขามิสเทียร์ร่าให้เร็วที่สุดเพราะคิดว่าเบาะแสจะอยู่ที่นั่น   ก็ไหนนายยกให้ฉันเป็นคนไขคำถามแล้วทำไมต้องลากมาด้วยเล่า !"


         
"ภูเขามิสเทียร์เรียสต่างหาก" ชายร่างสูงก้มหน้างุด   ราวกับถูกน้ำหนักของคำพูดของเด็กสาวทับเขาจนจะติดดินอยู่แล้ว


         
"จะภูเขาอะไรก็นั่นแหละ ! ไปหามาเลยไป   แล้วอย่ากลับมาจนกว่าจะได้เนื้อมานะ"


         
"ไม่เอาหรอก   ฉันไม่ไปคนเดียวแน่   จะปล่อยให้นายอยู่คนเดียวได้ไง"


         
"ฉันอยู่คนเดียวจนชินแล้ว" ลิฟาร์ตวาดตอบ "ถ้ามีอะไรมาฉันจะเตะให้คว่ำไปเลย"


         
"ลืมไปแล้วเหรอว่าตอนนี้นายเป็นผู้หญิง"


         
คำพูดของกรีนดีโอทำให้คนเป็นผู้หญิงสะอึก   ดวงตาสีทับทิมเป็นประกายมุ่งมั่นบอกถึงว่าเจ้าตัวยังไม่ยอมแพ้   ลิฟาร์อยากตอบไปว่าเป็นผู้หญิงแล้วทำไม   เป็นผู้หญิงแล้วเตะไม่ได้หรือไง   แต่ถ้าเผลอพูดออกไปแบบนั้นก็เท่ากับว่าเขาเริ่มยอมรับว่าตัวเองเป็นผู้หญิงเต็มตัวแล้วน่ะสิ


         
ใบหน้านวลของเด็กสาวเริ่มขึ้นสีก่ำ   ริมฝีปากขบอย่างขัดใจจนได้ยินเสียงกัดฟันกรอด   แต่ความน่ารักนั้นก็ทำให้กรีนดีโออดหยอกเย้าอีกรอบไม่ได้


         
"แถมใส่กระโปรงเสียด้วย"


         
"ใครอยากจะใส่ของพรรค์นี้กัน !" สาวน้อยเถียง   ต่างคนก็ต่างไม่ยอมแพ้


         
"เอาเถอะน่า   เรื่องชุดค่อยว่ากันทีหลัง   แต่คนหิวคือนายนะไม่ใช่ฉัน   สำหรับฉันจะอดสักสามวันก็ยังกระปรี้กระเปร่าเหมือนเดิม"


         
ไม่ว่าเปล่า   ชายหนุ่มก็คว้ามือเด็กหัวดื้อไว้แล้วออกแรงดึงให้ร่างบางถลาตามมา   ความจริงเขาไม่อยากจะทำรุนแรงกับเธอนัก   แต่ให้ทำไงได้   ก็ดูความดื้อด้านของเธอสิ   กลางป่าจะให้อยู่คนเดียวได้อย่างไร   และแม้จะอยู่ในร่างผู้ชายแต่ร่างกายผอมบางออกขนาดนี้อย่าว่าแต่เตะเลย   แค่ยกมือขัดขืนคงไม่รอด


         
"ว่าแต่นาย...ตั้งแต่เช้ากินอะไรบ้างหรือยัง"


         
ดั่งศรสีดำทิ่มแทงใจ   ลิฟาร์หุบปากเพื่อให้คำตอบเวียนวนภายในใจเท่านั้น


         
ตั้งแต่ออกจากบ้านยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย...


++


         
ยามโผล้เผล้ภายในป่าไม่ต่างอะไรกับตอนกลางคืน   อากาศเย็นเฉียบขนาดลมพัดเบา ๆ ยังทำให้ขนแขนของลิฟาร์ลุกซู่ได้   กลิ่นของต้นไม้โชยมาอ่อน ๆ   ทั้งดินที่อับชื้นและน้ำค้างแข็งตามใบหญ้า   สภาพแบบนี้ลิฟาร์ไม่ชอบเลยเสียจริง   รองเท้าส้นสูงสีแดงจะทำเอาคนใส่ล้มแหล่ไม่ล้มแหล่   ครั้นเมื่อเหยียบลงบนดินที่ชุ่มโคลน   ส้นรองเท้าก็ฝังลึกลงไป   หากรอบตัวไม่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่   ลิฟาร์คงล้มหน้าคว่ำไปกี่หนแล้วเป็นแน่


         
ดวงหน้าสวยชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อ   แก้มขาวเรียบเนียนจนน้ำใสไหลลื่นไปได้สบาย   เรียวปากสีแดงขยับส่งเสียงบ่นอุบตลอดทาง   ขณะที่เริ่มรู้ตัวว่าตนทิ้งห่างชายหนุ่มมากขึ้นทุกที


         
วิ่งทีไรต้องลงเอยแบบนี้ทั้งปีสิน่า...ลิฟาร์ขบริมฝีปาก   ใจจริงอยากตะโกนไปว่า จะรอกันหน่อยไม่ได้หรือไงวะ   แต่ก็ได้แค่คิดเท่านั้นแหละ


         
ตัวเองเป็นคนบอกว่าไม่อยากทิ้งเธอไว้คนเดียวแท้ ๆ   แล้วทีแบบนี้ทำไมเดินหน้าอย่างไม่คิดจะเหลียวหลังมามองคนที่มาด้วยกันบ้าง


         
คิดแล้วก็หงุดหงิด   ลิฟาร์เตะก้อนหินซึ่งอยู่ใกล้ปลายเท้ามากที่สุดเต็มแรงจนมันกระดอนไปข้างหน้า   ไม่ได้ยินแม้เสียงกระทบพื้น


         
โป๊ก
! โอ๊ย !


         
คิ้วเรียวสีเข้มเลิกขึ้น   เสียงร้องใช่ไหมนั่น ?


         
ดวงตาทับทิมกวาดมองรอบตัว   เสียงจักจั่นเรไรแว่วตามหน้าที่   บรรยากาศเริ่มเย็นยะเยือก   สายลมกรีดกรายผ่านเรือนผมสีดำสนิทเฉกเช่นความมืดรอบกาย   ลิฟาร์เริ่มมองไม่เห็นอะไรนอกจากเงาของต้นไม้   เธอไม่รู้ว่าคู่หูตนวิ่งหายไปไหนแล้ว   และรู้สึกราวกับว่ากำลังยืนอยู่คนเดียว   แต่ก็รู้สึกอีกเช่นกันว่ามีคนอื่นที่ไม่ใช่เธอหรือแมลงอยู่ใกล้ ๆ นี่


         
ลิฟาร์ยกมือกอดตัวเองไว้   ที่หนาวคงเพราะใส่กระโปรง   ให้ตายเสียล่ะ   ชีวิตนี้ไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องมาใส่กระโปรงเหมือนที่เฟอร์ริต้าใส่


         
ดวงจันทร์ยังคงลอยคว้างอยู่เบื้องบน   เสี้ยวหนึ่งที่ถูกเมฆดำบดบัง   แต่ถึงแม้นไม่ถูกเมฆบังแสงสว่างของมันก็ไม่อาจลอดผ่านใบไม้หลายชั้นเพื่อมาเป็นแสงส่องทางให้ลิฟาร์ได้   เด็กสาวเริ่มมึนหัว   ภาพโคลงเคลงไม่ต่างจากยืนอยู่บนเรือออกทะเล   เธอสะบัดศีรษะสองสามที   แต่มันก็ไม่ช่วยอะไรเลย


         
ไม่มีแรงแล้ว...ลิฟาร์เริ่มทรงตัวไม่อยู่   อัจฉริยะน้อยเซไปข้างหลัง   นอนราบกับพื้นอย่างหมดแรง


         
ไอ้บ้านั่นไม่รู้หายไปไหนของมัน   รู้อย่างนี้อยู่ตรงที่พักแรมเหมือนเดิมยังดีกว่า


         
แล้วเสียงเมื่อกี้นี้มันคือ...?


         
"บ้าเอ้ย ! หมาที่ไหนปาก้อนหินใส่หัวฉันวะ"


         
นั่นเสียงใคร...สติของลิฟาร์เริ่มเลือนลาง


         
ไม่ใช่...ไม่ใช่เสียงกรีนดีโอ   หมอนั่นเสียงทุ้มกว่านี้เยอะ


         
แล้วนี่เธอจะไปสนว่าใครเสียงแหลมเสียงทุ้มทำไมเนี่ย   สิ่งที่เธอต้องทำตอนนี้คือขอความช่วยเหลือจากใครสักคนที่หาว่าเธอเป็นหมา   ลิฟาร์ส่งเสียงคราง   คุณชายตระกูลใหญ่ไม่เหลือคราบความเป็นคุณชายอีกต่อไปแล้ว


         
เด็กสาวได้ยินเสียงเหยียบกิ่งไม้ใกล้เข้ามา   หัวใจของเธอเต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆ   เข้ามาใกล้อีกสิ   เข้ามา


         
และในไม่ช้าฝีเท้าก็หยุดลง


         
"ผู้หญิง..."


         
เสียงของชายคนนั้นพูดขึ้น   ลิฟาร์ถอนหายใจอย่างโล่งอก   แต่ตัวเธอก็ต้องแข็งทื่ออีกครั้งเมื่อนึกได้ว่าเธอกำลังอยู่ในเกม


         
เกม
! ใช่ ! นี่คือเกม   เกมที่ผู้แข่งขันต้องต่อสู้กันเพื่อชัยชนะ


         
"เฮ้   เคลาส์   ผู้หญิงล่ะ   ยังเป็น ๆ อยู่ด้วย   เอ๊ะ   หรือว่าเป็นศพไปแล้ว"


         
"หา...ผู้หญิงเหรอ"


         
คิ้วของลิฟาร์กระตุกโดยอัตโนมัติ   คำพูดของชายคนที่พบเธอคนแรกมันฟังทะแม่ง ๆ   อีกทั้งเธอยังไม่ชินที่ถูกเรียกว่าผู้หญิงด้วย


         
ชายคนที่สองเดินมาจากทางทิศไหนก็ไม่ทราบ   แสงไฟสีส้มจากคบเพลิงในมือโน้มมาใกล้ร่างบางซึ่งใกล้สลบไสลเต็มแก่   แต่ก็ยังฝืนสังขารไว้   ชายคนแรกมองชายคนที่สองแล้วเอ่ยถาม


         
"เอาไง   เชือดทิ้งเลยไหม"


         
"จะบ้าเหรอ   หล่อนเป็นผู้หญิงนะ"


         
"ผู้หญิงแล้วทำไม   ผู้หญิงก็ถือว่าเป็นศัตรูอยู่ดี"


         
"ไม่ล่ะ   หล่อนยังหายใจอยู่" ลิฟาร์รู้สึกถึงมืออุ่น ๆ มาอิงที่แก้มชื้นของเธอ "พากลับไปที่แค้มป์แล้วหาอะไรเช็ดตัวให้หน่อยดีกว่า   ผมคิดว่าหล่อนไม่สบาย   ตัวเย็นเฉียบแถมหน้าก็ซีด"


         
คู่สนทนายังไหล่เป็นเชิงอยากทำอะไรก็ทำ   ชายที่อยู่ใกล้ลิฟาร์มากที่สุดจึงส่งคบเพลิงให้เขาถือ   จากนั้นก็ช้อนตัวเธอขึ้นมา   ลิฟาร์รู้สึกว่าตัวเขาเหมือนนุ่น   ที่ปล่อยให้ชายคนนี้อุ้มได้สบาย   เธออยากขัดขืน   แต่ร่างกายดันทรยศเสียนี่


         
ภาพสุดท้ายก่อนที่สติสัมปชัญญะของเธอจะหายไป   เปลือกตาบางปรือขึ้นเล็กน้อย   เธอเห็นใบหน้าของร่างสูงเพียงนิดเดียวเพราะแสงจากคบเพลิง   เรือนผมนุ่มสลวยยาวลงมาประบ่ากว้าง   แม้จะมองไม่ชัดนักแต่เธอกลับเห็นรอยยิ้มอ่อนโยนประดับบนกรอบหน้าได้ถนัดกว่าสิ่งใด   รอยยิ้มอ่อนโยนอันแสนคุ้นเคย


         
กรีนดีโอหรือ...


         
พลันเด็กน้อยก็เข้าสู่นิทราแต่หัวค่ำ


++

          ชายหนุ่มเร่งซอยเท้า   เร็วขึ้น   เร็วขึ้นทุกวินาทีจนดูราวกับหายตัวก็ว่าได้   ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนพลันเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นเข้าให้แล้ว   ขณะที่พาลิฟาร์ไปหามื้อค่ำ   และเขาก็รู้ทันทีว่าสิ่งที่เขาเห็นนั้นเต็มไปด้วยประสงค์ร้าย


         
แน่นอน...นั่นคือสิ่งมีชีวิต


         
ไกลออกไปเป็นโยชน์   สายตามนุษย์ไม่มีทางสังเกตเห็น   ในเวลานี้เพิ่งเริ่มเล่นเกม   ผู้เข้าแข่งขันส่วนมากก็เป็นพวกหวังผลประโยชน์   เรียกง่าย ๆ ก็พวกสันดานโฉด   ให้ปีศาจเป็นส่วนมันสมอง   แล้วเลือกมนุษย์คู่หูเป็นพวกเต็มไปด้วยพละกำลัง   หรือไม่ก็กลับกัน   แต่เพราะงั้น...ลิฟาร์ยังต้องอยู่อย่างปลอดภัยต่อไป


         
กรีนดีโอวาดสายตาสอดส่ายไปรอบทิศ   เขามาหยุดอยู่ตรงจุดซึ่งเป็นที่โล่งขนาดย่อม   เสียงน้ำตกดังซู่ซ่าไม่ไกลจากที่นี่   เขามาถึงจุดหมายแล้ว...แต่ก็ไม่พบอะไร


         
ชายหนุ่มสงบปากสงบคำกว่าปกติ   ครั้นแล้วเขาก็ก้มหน้า   มองผืนหญ้าเปียกชื้นซึ่งเต็มไปด้วยน้ำค้าง


         
อากาศหนาวนักยามนี้   เขาคิดผิดแท้ ๆ ที่พาลิฟาร์มา


         
ก็ใครจะรู้เล่าว่าเขาต้องขอปลีกตัวออกมากะทันหัน...กรีนดีโอคิดพลางอยากลงโทษตัวเอง...เขาปล่อยให้คู่หูอยู่คนเดียวจนได้


         
"อย่าลอบกัด" ชายหนุ่มเอ่ยทำลายความเงียบ   เสียงจักจั่นหวีดร้องก้องเป็นคำตอบ   ทว่าเขาไม่สน "ฉันไม่ชอบ"


         
พลันพุ่มไม้ด้านข้างสั่นไหว  กรีนดีโอหันหน้าไปมองทางนั้น   เขาพบว่าตรงพุ่มไม้นั้นมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่   มือเรียวเอื้อมไปอิงต้นไม้ใหญ่ข้างกาย   ขณะเพ่งมองกรีนดีโอแล้วสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า   ดวงตาคู่นั้นฉาบไปด้วยความเย็นชาจนแทบมองหาความรู้สึกไม่เจอ   ประกายดวงตาไม่อาจเปล่งออกมาได้เมื่อไร้แสงจันทร์   ใบหน้านิ่งเฉยดูขาวซีด   หล่อนอยู่ในชุดโลลิต้าสีดำ   กระโปรงจับกลีบริมลูกไม้สีขาว   กับรองเท้าบูทส้นสูงสีเดียวกัน   ถึงจะดูน่าจิ้มลิ้มแต่กรีนดีโอไม่มีเวลาเกี้ยวพาราสีหรือส่งคำหวาน


         
ก่อนที่เขาจะเอ่ยถาม   เสียงหนึ่งจากบนต้นไม้ก็ดังแทรกมาก่อน


         
"ฉลาดไม่เบานี่ไอ้หนุ่มหน้ามน"


         
ไม่นานเจ้าของเสียงก็กระโดดตุบลงมา   เขาเป็นชายร่างสูงใหญ่และล่ำสัน   กล้ามเป็นมัดซ่อนอยู่ในเสื้อสูทเนื้อดีสีดำสนิทอันเป็นเอกลักษณ์ของปีศาจเช่นเดียวกับกรีนดีโอ   ดวงตาใต้แว่นสีชาปกปิดความเจ้าเล่ห์ร้ายกาจของเขาได้ไม่มากก็น้อย   ควันจากไปป์สีเงินราวกับแสงจันทร์ตลบอบอวลน่าสำลัก   กรีนดีโอแพ้กลิ่นพวกนี้   แต่เขาจำต้องกล้ำกลืนมันลงคอ


         
กรีนดีโอยิ้มมุมปากเป็นการทักทาย


         
"ฉันชื่อคามาร์   ส่วนแม่นี่..." ชายร่างใหญ่แนะนำตัวและเหยียดรอยยิ้ม   เขาเดินไปหาเด็กสาวพร้อมกับวางมือแหมะบนไหล่บาง "แม่นี่คือไซเรน"


         
"กรีนดีโอ" ถึงทีเขาแนะนำบ้าง "ฉันกำลังรีบ   แล้วก็ไม่อยากให้ใครสอดแนมวิธีไขปริศนาของฉันด้วย"


         
"สอดแนมวิธีไขปริศนาของนายเหรอ" คามาร์ทวนเสียงสูง   ปากของเขากรีดยิ้มขึ้นไปราวกับกำลังล้อเลียน   ศีรษะหงกโคลงเคลง "ฉันคิดว่าที่นี่ไม่มีกฎว่าห้ามขโมยความคิดกันหรอกนะ   เพราะถึงมีคนเกือบล้านที่ลงแข่งขันเขาก็ไม่สนกันหรอก"


         
สิ้นประโยคนั้นคามาร์ก็ส่งเสียงหัวเราะลั่น   นกในรังต่างตกใจกระพือปีกโบยบินหนีไป   เนื่องจากทนความดังของเสียงนั้นไม่ไหว


         
ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนหลุบมองพื้นครั้งที่สอง


         
ต้องรีบจัดการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้...นั่นคือสิ่งที่เขาคิด...แต่แล้วจะทำอะไรเล่าในเวลาแบบนี้


         
เจ้าสองคนนี้มันจะตามเขาไปจนถึงหุบเขามิสเทียร์เรียส   ซึ่งนั่นก็เท่ากับมันไม่หวังใช้มันสมองของตัวเองเลย


         
โชคยังดีที่เขาเจอพวกนี้ก่อน   โชคดีสำหรับเขา   แต่โชคร้ายสำหรับมัน


         
คงต้องสู้กันสินะ


         
กรีนดีโอหันไปมองข้างหลังเป็นครั้งสุดท้าย   ที่นี่คงไกลพอจะไม่ให้มีคนอื่นเห็น   ไกลพอที่ลิฟาร์จะไม่รับรู้ถึงเหตุการณ์ซึ่งจะเกิดขึ้นต่อไปนี้   ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง...เขาก็ค่อยเบาใจ


         
"งั้นถ้าจะตัดคู่แข่ง   ต้องทำอย่างไรบ้าง" กรีนดีโอถามทั้งที่เขารู้กฎดี   แต่เพื่อความมั่นใจ   ลองเชิงมันหน่อยก็ดี


         
"สำหรับเราคือฆ่าทิ้งเท่านั้น" คามาร์ตอบ


         
"งั้นเหรอ" ชายหนุ่มเสมองด้านข้าง "งั้นก็คงต้องใช้วิธีนี้เท่านั้นกระมัง"




         
เมื่อสิ้นคำนั้นชายหนุ่มหน้ามนก็หายวับไป   คามาร์ผงะถอยหลัง   เพียงพริบตาเดียวคู่ต่อสู้ก็มาอยู่ตรงหน้าเขาเสียแล้ว




         
ทันใด   เลือดก็สาดกระเซ็นราวกับธารน้ำพุครั้นเมื่อท่อนแขนของชายหนุ่มเสียบทะลุใจกลางอกแน่นเนื้อ   กรีนดีโอถอนมืออกมา   ปลายนิ้วแปรเปลี่ยนเป็นกรงเล็บแหลมยาวถึงสี่หรือห้านิ้วเห็นจะได้   ดวงตาใต้แว่นสีชาเบิกโพลง   สิ่งแรกที่รู้สึกคือความเจ็บปวดปานขาดใจตาย   กรอบหน้าขาวของหนุ่มหน้ามนแสยะยิ้มกว้าง   ตวัดลิ้นเลียรสเลือดซึ่งเปรอะเต็มใบหน้า   พลันมืออีกข้างของชายหนุ่มก็คว้าร่างของคามาร์แล้วเหวี่ยงคว้างไปยังพื้นที่โล่ง   ชายตัวใหญ่หล่นตุบกระแทกพื้นหญ้าจนสะเทือน   ไม่รอช้ากรีนดีโอขึ้นคร่อมโดยเร็ว





         
เรือนผมสีกาแฟยาวลงมาปลกดวงตาทั้งสอง   ความมืดเนื่องจากจันทราเบื้องบนถูกบดบังโดยเมฆหมอกยามรัตติกาลทำให้ผู้ซึ่งถูกทำร้ายมองไม่เห็นอะไรนอกจากมัจจุราชที่นั่งอยู่บนร่างของเขา   มือไม้ซุกซนกำลังคลำตามเนินอกกว้างแล้วฉีกกระชากสูทสีดำที่บัดนี้ถูกย้อมเป็นสีแดงจนขาดกระจุย   เผยรูโหว่อันเป็นบาดแผลบริเวณใต้ไหปลาร้า   เล็บแหลมไล้ผิวหนังหยาบกระด้างแล้วเฉือนเป็นทางยาวลงมา   ก่อนจิกลึกแล้วล่อนออกมาเป็นแผ่น   นิ้วจอมขี้เล่นไม่ยอมหยุดการกระทำ   โครงกระดูกแสนเกะกะถูกกระชากออกแล้วปาทิ้ง





         
คามาร์ยังไม่สิ้นลมหายใจ   ดวงตาเบิกค้างแทบถลนออกจากเบ้า   หยาดน้ำตาลูกผู้ชายไหลอาบแก้มเป็นสาย   ขณะที่มือของกรีนดีโอกำลังควักอวัยวะของเขาออกมาดูทีละชิ้นแล้วยัดกลับที่เดิม   โลกที่คามาร์เห็นมีแต่สีดำ   และเสียงร้องโหยหวนเรียกหาความตาย   ก่อนที่เขาจะกรีดร้องขอความช่วยเหลือ   ปีศาจหนุ่มก็ถูกกรงเล็บนั้นทำลายกล่องเสียงจนหมดสิ้น   เลือดคล้ำแสนสกปรกไหลนองผืนหญ้า   อาบสีเขียวให้กลายเป็นดั่งทะเลเลือด   กรีนดีโอฝังใบหน้าบนต้นคอแล้วซุกไซ้   เมื่อหายความอยากจึงฝังเขี้ยวคมลงบนเนื้อนวล   โลหิตอุ่นเอ่อทะลักเข้าสู่โพลงปาก   เขาดื่มด่ำมันอย่างหื่นกระหาย   ใบหน้าของคามาร์ไร้ซึ่งสีใดเมื่อเลือดไม่อาจไปหล่อเลี้ยงได้   มือทั้งสองนาบลำตัวกดลึกบนพื้นดิน   เส้นเลือดปูดโปนทั่วร่างกายก่อนจะแน่นิ่ง   แต่ปีศาจหนุ่มไม่หยุดเพียงเท่านั้น





         
กรีนดีโอไล่นิ้วไปตามจุดที่เคยเห็นเนินอก   ควักปอดสีดำทั้งสองออกมาแล้วบดขยี้   ปอดพังแต่เจ้าของยังเดินได้   นี่กระมังสาเหตุการตายของชายผู้นี้




         
ดวงตาใต้เรือนเส้นผมเหลือบไปเห็น   ซี่โครงมนุษย์หายไปสองซี่   ซี่หนึ่งเป็นเพราะเขาหักมันออกไป   ส่วนอีกซี่นั้นไม่มีอยู่ก่อนแล้ว




         
สัญลักษณ์ของปีศาจ...



         
ชายหนุ่มเพิ่งรู้ตัวว่าคนที่ถูกคร่อมอยู่นั้นไม่หายใจแล้ว   แสงไฟดวงเล็กอันเคยกระพริบถี่เสมอในหัวใจบัดนี้ดับวูบไร้ประกาย   ภาพที่กรีนดีโอเห็นคือซากศพซึ่งไม่เหลือเค้าเดิมครั้นเมื่อมีชีวิตอยู่   สองมือยังประจำตำแหน่งสนุกสนานสั่นระริกแล้วถอนออกจากร่างกาย   โลหิตหลั่งนองอาบทั่วกายสองบุรุษทั้งที่ไม่ใช่ของตน




         
นภาสีดำยามวิกาลดูน่าสะพรึงนักในครานี้   กลุ่มเมฆใหญ่ถูกสายลมกรีดพัดพาให้เคลื่อนคล้อยจากไป   เผยเห็นดวงดาราสีอำพันส่องประกายระยับจับตาเคียงคู่จันทรางามเด่น   แสงนวลส่องผ่านแมกไม้หนาชั้นมาเยือน   ราวกับกำลังไว้อาลัยผู้เข้าแข่งขันตนหนึ่งอันได้จบชีวิตไปแล้วอย่างเงียบ ๆ



         
ใบหน้าของกรีนดีโอไร้ซึ่งอารมณ์ใด   เขาหยุดการกระทำทั้งหมดแล้วแน่นิ่งอยู่ตามเดิม   ผิวขาวเนียนซึมชื้นเหงื่อเล็กน้อย   สิ่งที่เกิดขึ้นไม่อาจบอกได้ว่าใช้เวลานานเพียงเท่าใด   ทว่าเมื่อครู่ไม่มีใครเร็วและกล้าพอจะเข้ามาห้ามเขาได้




         
ไซเรนมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ไม่ห่าง   เลือดกระฉูดจากร่างคู่หูไกลมาจนถึงตำแหน่งที่หล่อนยืน   แน่นอนว่าหล่อนย่อมไม่กล้าเข้าไปช่วยคู่หูได้   ไซเรนจับหน้าอกตนเอง   ขณะเกิดเหตุการณ์มันแทบจะหยุดเต้นเสียเดี๋ยวนั้น   แต่พอทุกอย่างจบลง   มันก็เต้นถี่ราวกับรัวกลอง




         
ภาพที่เห็นเลือนรางเพราะมองจากแสงจันทร์   แต่มันช่างไม่น่าดูเอาเสียเลย




         
ชายหนุ่มผมสีกาแฟบ่ายหน้ากลับมา


         
ดวงตาเฉิดฉายเป็นสีแดงก่ำราวกับสัตว์ร้าย


         
...กำลังปักไปป์บนกลางศีรษะส่งคืนเจ้าของ...


         
นี่สิ   ถึงจะเรียกว่าปีศาจอย่างแท้จริง




         
ไซเรนกรีดร้องลั่นป่า   เด็กสาวหันหลังแล้ววิ่งหนีไม่คิดชีวิต   น้ำตาอาบเป็นสายแต่ก็โดนลมหนาวตบหน้าพัดจนแห้งเหือด   สิ่งเดียวที่หล่อนจะต้องทำคือหนีไปจากที่นี่หากยังไม่อยากตาย   ชีวิตใครใครย่อมรัก   มีหรือผู้ใดจะรักชีวิตอื่นมากกว่าชีวิตตน




         
เสียงฝีเท้าย่ำหญ้าดังตามมาติด ๆ   เด็กสาวหวีดร้องไม่หยุด   พยายามอย่างยิ่งที่จะหนีออกไปจากป่าแห่งนี้   กิ่งก้านไม้เลื้อยทิ่มแทงผิวขาว   เลือดไหลหลั่งเป็นสายแต่เจ้าตัวไม่รู้สึกรู้สา   หนามแหลมในดงป่าแน่นหนาราวกับจะรั้งมิให้หล่อนหนีไป   กรีดใบหน้าและลำตัวจนเป็นรอยแดงยาว



         
เด็กสาวชุดดำเห็นแสงสว่างข้างหน้า   อดคิดไม่ได้ว่านั่นคือประตูสวรรค์   ทางออกจากขุมนรกแห่งนี้   รอยยิ้มผุดบนมุมปาก   เหงื่อกาฬชุ่มร่างบางพอ ๆ กับเลือด



         
ฉับพลันได้สัมผัสกับแสงสว่าง   ปลายเท้าก็จรดกับความว่างเปล่า   ใบหน้างามเชิดขึ้นรับความรักจากพระเจ้า   ก่อนร่างจะร่วงหล่นสู่ความมืดมิดครั้นถูกพระบิดาสลัดตกแดนสวรรค์   ไร้ซึ่งเสียงตกกระทบ   เมื่อถูกกลบด้วยเสียงแห่งวารี



         
น้ำตกสูงยังคงไหล่ซู่ตามหน้าที่   มอบความงดงามแด่ทุกราตรีเป็นของขวัญ




         
เมฆน้อยกลอยใจ       เมื่อไหร่ผ่านพ้น

          เจ้าอยู่นานจน           มืดมนคืนคลาน


 

          แสงจันทร์นวลผ่อง     มองได้ไม่นาน

          เจ้าก็ผันผ่าน             เป็นมารบดบัง


 

          เมฆน้อยกลอยใจ        เคลื่อนไปบนฟ้า

          บดบังจันทรา            แสงหนาดับไป


 

          ถึงเวลานอน             แม่สอนลูกไว้

          เข้านอนเร็วไว           จะได้ฝันดี


 

          เด็กน้อยดื้อดึง           เมื่อถึงยามนอน

          คัดค้านเล่นก่อน         อ้อนวอนแม่จ๋า


 
  

          แม่บอกเด็กโง่           โมโหลูกว่า

          ปีศาจนั้นหนา            ...จะมาจับกิน


 

          อีกหนึ่งชีวิตที่เริ่มเข้านอนแต่หัวค่ำ...


++
 

          เสียงถกเถียงดังแว่วสู่โสตประสาท   ปลุกร่างบางขึ้นจากอาการหลับใหล   ขนตางอนยาวกระพริบปริบ ๆ ไล่ความงัวเงียออกไป   ก่อนยันตัวลุกนั่ง   ลิฟาร์ครางเสียงอื้ออึงเมื่อรู้สึกวินเวียนศีรษะอีกครั้ง   ดวงตาสีทับทิมส่ายไปรอบ ๆ ห้องเพื่อสำรวจ   และหยุดลงตรงร่างสูงสองร่างซึ่งกำลังทำการปะทะคารมกันอยู่



         
ชายคนหนึ่งมีผมสีแดงดกหนา   ยาวไล้เครื่องหน้าขาวถึงปลายคาง   ชายหนุ่มใส่สูทสีดำสนิท   ดูกลมกลืนกับความมืดรอบกายนัก   ส่วนอีกคนตัวสูงกว่านิดหน่อย   ผมตัดซอยอย่างเป็นระเบียบสีบรอนซ์   ยาวประบ่ากว้างซึ่งสวมทับสูทสีขาวสะอาดดูเป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว   แต่ใบหน้าของชายคนนี้ยังคงความสุขุม   ดวงตาสีฟ้าทอความเบื่อหน่ายกับคู่สนทนาเสียเหลือเกิน



         
"ฉันไม่ทำอาหารสำหรับสามคนแน่   นายเอาแม่นี่มานายก็ทำให้แม่นี่กินเองสิ"


         
"แต่ครอซ...คนเราควรรู้จักมีน้ำใจแก่มนุษย์ด้วยกัน"


         
"ฉันไม่ใช่มนุษย์ !" ชายผมแดงตอบทันควัน "แล้วฉันก็ไม่อยากแบ่งน้ำใจอันมีอยู่น้อยนิดของฉันให้คนอื่นที่ไม่ใช่นายด้วย"


         
"ครอซ   หล่อนเป็นผู้หญิงนะ   แล้วก็กำลังป่วยด้วย   ให้ตายสิ   ผมไม่คิดเลยว่าคู่หูของฉันจะใจจืดใจดำขนาดนี้"


         
"เออสิ   ฉันมันโง่เองที่ใจอ่อนให้นายมาเป็นคู่หูด้วย   ฉันมันทั้งโง่ทั้งใจดำแถมไม่ใช่มนุษย์อีกต่างหาก !"


         
"เฮ้"



         
ดูเหมือนว่าชายสูทขาวจะพยายามเกลี้ยกล่อมชายสูทดำให้ทำอาหารสำหรับเธอด้วย   ลิฟาร์ยังเรียกแรงกลับมาไม่พอที่จะตะโกนบอกไปว่าหนวกหู   เด็กสาวสะบัดศีรษะไล่ทั้งความงัวเงียและงงงวย   แต่ก็ไม่เป็นผล   สมองยังเบลอจนเห็นภาพตรงหน้าไม่ชัดเท่าไรนัก



         
ชายผมแดงนามว่าครอซเชิดหน้าหนี   ในมือเขาถือทัพพีตักซุปไว้ข้างหนึ่ง   ส่วนอีกข้างถือฝาหม้อซึ่งส่งควันอุ่น ๆ ลอยออกมา   ประสาทรับกลิ่นของลิฟาร์เริ่มทำงานทันที   กลิ่นหอมของข้าวต้มร้อน ๆ ลอยมาจากหม้อพร้อมกับควันหอมฉุย   เด็กสาวกลืนน้ำลายเอื้อก   ถึงไม่มีแรงก็ต้องมีแล้วตอนนี้



         
เด็กสาวคลานจากที่นอนซึ่งปูด้วยผ้าบาง ๆ ผืนหนึ่ง   ไปยังหม้ออาหาร   ข้าวต้มเนื้ออะไรก็ไม่รู้เดือดผุดได้ที่อยู่ข้างใน   ดวงตาสีทับทิมสอดส่ายหาอุปกรณ์รับประทาน   แล้วก็พบชามกับช้อนอยู่ใกล้ ๆ   ไม่ต้องคิดอะไรไปมากกว่านั้น   คนหิวก็คว้ามาตักอาหารมื้อแรกของวันทันที



         
"ยังไงก็แล้วแต่   ฉันก็ไม่ทำเพิ่ม..."



         
บทสนทานาหยุดลงเมื่อดวงตาสีน้ำเงินเข้มดั่งท้องฟ้ายามรัตติกาลเบือนมาเห็นว่าหม้ออาหารที่เขาอุตส่าห์ทำนั้นว่างเปล่า   ของที่เคยอยู่ข้างในถูกย้ายไปอยู่ในกระเพาะของสาวน้อยที่คู่หูผมบรอนซ์พามาด้วยน้ำใจอันเปี่ยมล้น   พ่อครัวเบิกตาค้าง   ส่วนอีกคนก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน




         
"เห็นทีนายต้องทำใหม่สำหรับเราสองคนเสียแล้วล่ะ"






พักยกมาฟังเพลงกันดีกว่า
Ting Ma Ma De Hua (Listen to Mama's Words) - Jay Chou

คุยกับมะนาวขาว 16/3/50

เป็นอะไรที่แต่งได้สนุกที่สุดแล้ว แต่ก็ใช้พลังงานไปเยอะมากเหมือนกัน =_=^
นี่แต่งเพราะตามใจอีฟนะเนี่ย =w= หุหุ
ขอโทษด้วยนะคะหากมันรุนแรงเกินไป
นาวเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตรงไหนรุนแรง ตรงไหนยังไม่ถึงขั้นต้องห้าม
แต่เพื่อเด็กๆที่อ่าน นาวขอตั้ง[NC-15]ไว้ก็แล้วกันนะคะ

แล้วจะตั้งมากขึ้นเมื่อถึงอนาคต(?) ฮา

อ้อ อิมเมจของผู้เข้าแข่งขัน
สำหรับปีศาจจะใส่เป็นชุดสูทสีดำ   แต่หากมนุษย์ผู้ชายจะใส่สูทสีขาวค่ะ
ผู้หญิงจะเป็นชุดราตรี   แบบไหนก็แล้วแต่ดวง
แหม กะว่าลิฟาร์จะใส่ชุดดำ   ที่ไหนได้มาเป็นชมพูเสียนี่   เจ้าตัวคงอึดอัดน่าดู

ขอบคุณที่ติดตามค่ะ


Ps.นิยายเรื่องนี้เป็นแนวแฟนตาซีนะคะ มิใช่รักหวานแหวว =w=
Ps2.หนูอยากได้คะแนนโหวตอ่ะ =w=" กดสักจึ๊กสองจึ๊กให้หน่อยนะ น้านะ

565 ความคิดเห็น