*...::il[The Marvel of Wager - เกมกล คนท้าพนัน]li::...*

ตอนที่ 11 : Marvel [No.1] - Chapter I : เคลาส์กับครอซ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 258
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    25 มี.ค. 50


บทที่   1   เคลาส์กับครอซ



         
ลิฟาร์ไม่ได้ไข้ขึ้น   แต่แค่เป็นลมเพราะหิวเท่านั้น   และเมื่อได้ซัดข้าวต้มไปหนึ่งหม้อเต็มๆ ก็ย่อมมีแรงกลับมากระปรี้กระเปร่าเหมือนเดิม   แต่ปัญหาสำคัญไม่แพ้กันก็ตามมาติด ๆ


         
"ยัยนี่กินอาหารของเรา ! กินมื้อค่ำที่ฉันเตรียมไว้สำหรับคืนนี้ !"



         
เสียงนั้นเป็นเสียงของครอซ   ชายผมดกหน้าขาววอกแต่ก็ดูดีถึงแม้จะอารมณ์บูดอยู่ตลอดเวลาก็ตาม   เขาโวยวายเรื่องอาหารมาตลอด   ขณะที่ลิฟาร์กำลังทำความรู้จักกับคนที่น่าจะคุยกันได้รู้เรื่อง   ชายผมสีบรอนซ์ตาสีฟ้าสดใสชื่อเคลาส์   เคลาส์   โรเจอร์ เป็นลูกผู้ดีอยู่ที่ประเทศอังกฤษ   ดูจากความเรียบร้อยของเครื่องแต่งกายและกิริยาท่าทาง   ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหมอนี่ถูกเสี้ยมสอนอย่างดีเรื่องมารยาท   ไม่เหมือนคู่หูของเขาและ...ของเธอ



         
"อาหารของครอซอร่อยใช่ไหม" เคลาส์ถามยิ้ม ๆ "ต่อให้ทำมามากเท่าภูเขาผมก็คิดว่าผมกินหมดเลยล่ะ   ไม่แปลกที่เธอจะกินดินเนอร์ของเราเกลี้ยงหม้อ"


         
"เอ่อ..." ลิฟาร์เปรย   ก่อนเหลือบมองคนทำอาหารที่กำลังเตรียมอาหารหม้อต่อไป "ฉันหิวจนเป็นลมหรอกถึงกินเยอะขนาดนั้น   อร่อยแค่ไหนปกติฉันก็กินไม่เกินจานนึงหรอก"


         
ชายหนุ่มเลิกคิ้ว
"ลดความอ้วนเหรอ"


         
"ไม่ใช่ !" ลิฟาร์เผลอตวาดแล้วนึกได้ "เอ้อ...ฉันเป็นพวกประเภทกินน้อย" เด็กสาวเกาแก้มเบา ๆ ด้วยนิ้วชี้   รู้สึกอึดอัดที่ต้องมาคุยเรื่องไร้สาระแบบนี้กับคนแปลกหน้า   แต่มันก็ยังดีกว่าให้เธอไปคุยกับเจ้าบ้าขี้บ่นถึงจะทำอาหารอร่อยก็เถอะ


         
"เหรอ" เคลาส์ยิ้มหวาน "เด็กผู้หญิงเขาก็กินไม่เยอะกันอยู่แล้วนี่เนอะ"


         
"ฉันไม่ใช่...!" ลิฟาร์ชะงักกึก   ถ้าเธอพูดว่าไม่ใช่ผู้หญิงจะมีใครเชื่อไหมเนี่ย "ฉัน...ฉันคิดว่าฉันต้องกลับแล้ว"


         
"อ๊ะจริงสินะ   เธอนอนมาตั้งสี่ชั่วโมง   ป่านนี้คู่หูคงตามหาแย่แล้ว"


         
"อืม" เด็กสาวรับ "แต่ฉันไม่รู้ว่าที่นี่ที่ไหน   แล้วจะกลับทางเดิมยังไง" พลันใบหน้าของเด็กสาวก็แดงฉ่า


         
"ยังไงก็ช่วยพากลับไปตรงจุดที่พบฉันครั้งแรกให้ด้วยได้ไหม"


++


          ลิฟาร์ตระหนักแล้วว่าการขอร้องไว้วานไม่ใช่เรื่องยาก   ยิ่งพูดคุยกับคนที่ดูมีมนุษย์สัมพันธ์ดีอย่างเคลาส์แล้วเธอคิดว่าหากเราได้รู้จักกันนานกว่านี้คงเข้ากันได้   เข้ากันได้...กว่าคนอื่นนิดหน่อย



         
เด็กสาวปล่อยให้คู่หูคนละขั้วได้รับประทานดินเนอร์เติมแรงก่อน   และเท่าที่ลิฟาร์สังเกต   ครอซจะบ่นเรื่องอาหารด้วยคำที่ไม่ซ้ำกันทุกครั้งหลังตักข้าวเข้าปากหนึ่งคำ   ท่าจะเป็นความสามารถพิเศษของเจ้าตัว   แต่มันไม่ใช่ความสามารถที่น่ายกย่องเท่าไหร่


         
ส่วนเคลาส์นั้นทำให้เธอนึกถึงนักบวช   เขายิ้ม   ยิ้มรับทุกอย่างที่แม้คำพูดจะอ้างอิงถึงตนในทางร้าย   ราวกับจะสื่อว่าเราสามารถพบความสุขได้ก็ต่อเมื่อเราตัดกิเลสตัณหาทั้งหลายไปให้สิ้น   ..ยังไงยังงั้น


         
"ให้ตายเถอะ   ผู้หญิงอะไรกินจุเป็นบ้า"


         
"ก็หล่อนหิวนี่นา"


         
"เป็นผู้หญิงกินแบบนี่มันไม่น่ากลัวไปหน่อยเหรอ   ไปตายอดตายอยากที่ไหนมาก็ไม่รู้   ให้ตายเถอะ   หม้อนี่ไม่อร่อยเลย   หม้อแรกยังอร่อยกว่านี้อีก"


         
"ฉันคิดว่าหม้อไหน ๆ ถ้านายทำก็อร่อยทั้งนั้นแหละ"


         
"เหอะ   อย่ามาปากไม่ตรงกับใจ"


         
ถึงจะบอกไปอย่างนั้น   แต่คนพูดดูจะปากไม่ตรงกับใจมากกว่าเสียอีก   ลิฟาร์ไม่ได้ตั้งใจแอบฟัง   ทว่าเธอนั่งอยู่ใกล้ ๆ ก็เลยเผลอไปได้ยินเข้า


         
"โกหกตกนรก   ฉันไม่ทำหรอก"


         
สาบานได้เลยว่าถึงครอซจะพ่นคำสบถออกมาแต่ลับหลังหมอนี่อายม้วนเป็นเส้นสปาเก็ตตี้ไปแล้ว


         
เด็กสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่   ก่อนเปลี่ยนเป็นนั่งกอดเข่า   นี่เธอต้องขอความช่วยเหลือจากคนที่เรียกว่าศัตรูจริง ๆ เหรอ   มันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องตามหากรีนดีโอก่อน   มีดซับเบิร์นที่ตั้งใจจะเอาออกมาล่าอาหารก็อยู่ที่กรีนดีโอ   หมอนั่นบอกว่าถึงเธอจะเอามาก็ใช้ไม่เป็นอยู่ดี   และมันก็จริงเสียด้วย


         
ในเกมนี้คงต้องมีเลือดตกยางออกเยอะแน่   เธอจะทำอย่างไรเมื่อต้องประมือกับพวกมืออาชีพด้านการต่อสู้


         
สิ่งสำคัญคือต้องแก้ไขปริศนาให้ได้โดยเร็วที่สุดก่อนคู่ของเธอจะโดนกำจัดออกจากเกม


         
ลิฟาร์นึกขึ้นได้จึงหยิบเอาแผ่นคำถามในกระเป๋าออกมาไตร่ตรองอีกสักรอบ   เธอจำเนื้อความได้หมดแล้วตั้งแต่อ่านครั้งแรก   แต่ในนั้นแทบไม่มีบอกใบ้อะไรเลย   หรือมี...?


         
ลองคิดตามเป็นบรรทัดดูดีกว่า...ดวงตาสีทับทิมไล่อ่านตัวอักษร




ตลอดเวลาข้าเฝ้ามองอยู่บนนี้


ข้าเห็น...ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น


ข้าเห็นสงครามอันร้อนแรงเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย


ข้าเห็นผู้คนล้มลุกคลุกคลาน   ตะเกียกตะกายเอาชีวิตรอดมิได้


ข้าเห็นน้ำตา...ข้าเห็นความทุกข์


ข้าเห็นการสูญเสีย


จากหนึ่งชีวิตในสนามรบ เพียงกระพริบตากลับเพิ่มจำนวนเป็นหนึ่งหมื่น


ตามมาด้วยหนึ่งแสน


...และหนึ่งล้าน....


ข้าเห็น
  ข้าเห็นมันจากบนนี้

 
ข้าเห็นมันภายในกระจกเวทมนตร์

ทว่า....มันกลับให้ข้ามองเห็นในสิ่งที่ไม่อยากรับรู้





          มันเกี่ยวกับตำนานอะไรบางอย่างหรือเปล่า   ตำนานแห่งสงคราม   การรบครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษย์และปีศาจ   กองพลมีมากกว่าหนึ่งล้าน   รบฆ่าฟันประหัตหระหาร   สงครามที่มนุษย์แสนอ่อนแอได้รับการพ่าย


         
พ่าย...ฝ่ายมนุษย์แพ้เหรอ...ปีศาจขวนขวายเอาตัวรอด   แต่ในขณะที่จิตใจมนุษย์อ่อนแอ   กลับยอมรับการตายโดยง่าย   ยอมตายในสนามรบอย่างมีเกียรติ   ขึ้นชื่อว่าเป็นวีรบุรุษแห่งสงครามเพราะแค่ได้ตายในหน้าที่ก็สมปรารถนา   ขณะที่พวกปีศาจทำการรบเพื่อสนองความใคร่เข่นฆ่าของตน   พวกมันจะตายไม่ได้...


         
ทำไมถึงตายไม่ได้เล่า ? อ้อ   ใช่สินะ   ปีศาจคือมนุษย์ที่ตายไปแล้วนี่นา


         
น่าสงสัย   ลิฟาร์ขบริมฝีปากอย่างครุ่นคิด


         
ถ้าสันนิษฐานว่าพวกปีศาจตายไม่ได้   และในความหมายของคำว่าตายสำหรับมันคือการสูญสลาย   แล้วพวกที่เหลือเพียงซาก   แต่ยังไม่สิ้นลมหายใจ   จะทำอย่างไร


         
นายใหญ่ ? พวกมันต้องมีราชา    ใช่แล้ว...ไม่ว่าจะสิ่งมีชีวิตชนิดใดก็ล้วนต้องมีผู้แข็งแกร่งถูกแต่งตั้งให้เป็นราชา   เป็นหัวหน้าเผ่า   เป็นผู้คุมอำนาจ


         
เพราะมีราชาหนุนหลัง   พวกมันจึงมีพลังคงเหลืออยู่   แต่ชีวิตไม่อาจเป็นนิรันดร์   สำหรับพวกรักชีวิตเท่านั้นจึงจะได้รับพลังคืนจากราชา


         
ทุกตำนานบอกเอาไว้เรื่องนี้   ราชาปีศาจคือแหล่งพลังงาน   ฆ่าราชาได้พวกลูกสมุนก็เป็นได้แค่แมลงน้อยตัวจ้อยที่พร้อมให้เราบดขยี้


         
แล้วนี่มันคือตำนานอะไรล่ะเนี่ย ?


         
"นี่"


         
ลิฟาร์เรียกความสนใจจากคู่หูคนละขั้วที่สนใจในบทสนทนาเรื่องอาหารเหลือเกิน   สองใบหน้าหันมาตามคำเรียกร้อง   ดวงตาสีฟ้าทอความสงสัย   ขณะดวงตาสีน้ำเงินเข้มบ่งถึงความรำคาญ


         
"ถ้าพูดถึงสงครามปีศาจกับมนุษย์   พวกนายนึกถึงอะไร"


         
"Lord of The Ring" เคลาส์ตอบทันควัน "ภาพยนตร์เรื่องนี้สนุกนะ"


         
"ปีศาจเคยทำสงครามกับมนุษย์ที่ไหนเล่า" ครอซแย้ง   เจ้าตัวเป็นปีศาจย่อมรู้ดีกว่าใคร "ปีศาจสามารถมีชีวิตอยู่ในนรกได้อย่างยั่งยืน   แล้วที่นั่นปีศาจก็ไม่มีพลังอำนาจทำลายล้างโอเว่อร์นอกจากทะเลาะวิวาทชกต่อยเหมือนที่มนุษย์ทำกัน   พลังของพวกเราน่ะถูกชั้นบรรยากาศซึ่งกั้นระหว่างโลกมนุษย์และนรกไว้หมด   แต่พลังของพวกเราจะตื่นขึ้นก็ต่อเมื่อเราสามารถฝ่าชั้นบรรยากาศนั้นไปได้แล้ว"


         
"ก็หมายความว่าต้องมาที่โลกมนุษย์งั้นสิ" ลิฟาร์ถาม


         
"เออ" ชายผมดกพยักหน้า "แต่ประตูที่เป็นทางเชื่อมนั้นถูกปิดตาย   พวกเราก็ไม่มีพลังมากกว่าตอนเป็นมนุษย์   แถมกุญแจกับโซ่ที่รัดตัวประตูนั่นก็พังอยากฉิบเป๋ง   ปีศาจเป็นร้อยเป็นพันตนเคยลองไขมันด้วยวิธีนับล้านอย่างจนล้มเลิกความตั้งใจไป   แต่ว่าตรงนั้นสิน่าแปลก   ไม่มีคนเฝ้า   ไม่มีคนคุม   มีเพียงกุญแจใหญ่เท่าฝ่ามือกับโซ่เหล็กสีเงินโอบรัดราวกับงูหลามยักษ์แน่ะ   มันเป็นสถานที่สำคัญมาก   ถึงจะเปิดยังไงก็เปิดไม่ออก   แต่มันก็ต้องมีคนคุมบ้างสิจริงไหม"


         
"ก็เพราะเปิดเท่าไหร่ก็เปิดไม่ออกแล้วจะเอาคนไปคุมหาอะไรล่ะ"


         
"อุวะ   อย่าสอดสิ   ฉันกำลังเล่าถึงจุดสำคัญเชียวนะ" ครอซทำหน้าเครียดใส่ลิฟาร์   แต่เด็กสาวไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย   เธอคิดว่า...เขาตอบไม่ตรงคำถามนะ


         
"ที่อยู่ของฉันอยู่ใกล้แถวนั้น" ครอซเริ่มเกลิ่นบทนำ "หน้าประตูแทบไม่มีใครอยากเข้าไปใกล้   ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน   แต่ในวันนึงขณะที่ฉันกำลังเคลิ้มหลับอยู่   ความจริงฉันกำลังคิดสูตรเมนูอาหารน่ะ (แล้วชายหนุ่มก็หน้าแดงขึ้นมากะทันหัน) รู้ไหมว่าฉันเห็นอะไร..."


         
เด็กสาวขยับเข้าไปใกล้วงสนทนา   ทั้งเธอและเคลาส์กำลังตั้งใจฟังอย่างหน้าดำคร่ำเคร่ง


         
"เห็นอะไร" ชายหนุ่มสูทขาวถามเสียงสั่น


         
"ชายคนนึง" ครอซตอบเรียบ   ดวงตาหรี่เล็กลงเรียกให้ลิฟาร์ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ "ชายที่เป็นร่างมนุษย์   ไม่ได้มีร่างอัปลักษณ์ใหญ่โตเช่นพวกปีศาจอย่างเรา   เขาเดินเข้าไปใกล้ประตูนั่นเพียงคนเดียว   ตอนนั้นมืดมากเพราะไฟในนรกบางส่วนดับไปแล้ว   แต่ฉันก็เห็น   เขาเอื้อมมือออกไป   สะเดาะแม่กุญแจด้วยมือเปล่า   แล้วก็คลายโซ่   จากนั้นเขาก็เดินเข้าไปข้างใน"


         
"กรีนดีโอ"


         
"อะไรนะ" สองหนุ่มหันมาถามทันที   ลิฟาร์กลืนน้ำลายตัวเอง


         
"เปล่า" ลิฟาร์รีบปฏิเสธ "เล่าต่อสิ"


         
ครอซเดาะลิ้นด้วยความหมั่นไส้   เขาขมวดคิ้วแล้วก็เริ่มตั้งบรรยากาศให้น่ากลัวกว่าเดิม


         
"ฉันตกใจมากเลยในตอนนั้น   แต่ก่อนที่ฉันจะได้ลุกจากที่นอน   ประตูนั่นก็ปิดเองทั้งที่ชายคนนั้นเดินหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้   แล้วนับจากตอนนั้นฉันก็ไม่เห็นหน้าชายคนนั้นอีกเลย   จนกระทั่งวันรวมตัว...ฉันเพิ่งรู้เดี๋ยวนั้นว่าเขาไม่ใช่ยมทูต   แต่เป็นปีศาจเช่นเดียวกับเรา   ปีศาจที่อยู่ในร่างมนุษย์ทั้งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้"


         
"ในนรกนายอยู่ในร่างไหนน่ะ" เคลาส์ขมวดคิ้วถาม


         
"นรกไม่มีกระจก" น้ำเสียงคนตอบออกเชิดหน่อย ๆ "แล้วก็ไม่มีน้ำมากพอจะเอามาส่องดูเงาหัวตัวเอง"


         
"มิน่านิสัยนายถึงเสียขนาดนี้"


         
"ว่าไงนะเธอ !" ครอซแผดเสียงลั่นขณะควันเริ่มออกหู   ใบหน้าดูดีขึ้นสีก่ำเพราะความโกรธ "เธอคิดว่าใครเป็นคนพบศพเธอนอนตายอยู่กลางป่าแล้วลากมาถึงที่นี่กันฮะ   แล้วยัง...แล้วยังข้าวต้มอีกตั้งหม้อ !"


         
"คนที่ทำอะไรลงไปโดยไม่รู้ตัวถือว่าไม่มีความผิด" ลิฟาร์เถียงหน้าตาย "อาหารห่วยแตก   ฉันกินไปไม่ท้องเสียก็บุญแล้ว"


         
"ปากอย่างเธอนี่มัน !"


         
"ฉันคิดว่าเรื่องปากใครดีปากใครไม่ดีไม่เกี่ยวกับคำถามที่ฉันถามเท่าไหร่นะ" เด็กสาวยังคงพูดหน้าตาเฉย   ดวงตาเย็นชาสื่อถึงอารมณ์หยิ่งโอหังเล็กน้อย "ทานเสร็จก็รีบ ๆ ไปเสียทีสิ   พาฉันมา...ก็ต้องพากลับ   จริงไหม"


         
"พอเถอะทั้งสองคน"


         
กรรมการผมบรอนซ์รีบเข้ามาห้ามยกก่อนที่คู่หูของเขาจะฟาดปากกับเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ   ทำแบบนั้นไม่ได้เรียกว่าสุภาพบุรุษ   อีกทั้งยังทำให้เสียภาพพจน์ของตัวครอซเองอีกต่างหาก   เคลาส์เข้ามายืนกั้นระหว่างสองคน   มือข้างหนึ่งดันให้ครอซถอยห่าง   ส่วนอีกข้างก็ดันให้ลิฟาร์หยุดทำหน้าเชิดท้าทาย


         
"เราอิ่มกันแล้วล่ะ" เคลาส์เอ่ยกับเธอด้วยเสียงอ่อนโยน "เดี๋ยวจะไปกันเดี๋ยวนี้"


         
เธอยิ้มตรงมุกปากนิดหน่อยเป็นการตอบแทน   ถ้ามีคนอย่างเคลาส์อยู่ทั่วโลกล่ะก็โลกนี้คงเจริญขึ้นแน่   แต่คิดอีกที   มันจะเจริญจริงหรือ


         
ชายหนุ่มหันไปทางคู่หูของตนบ้าง   หนุ่มผมดกสีแดงโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง
"ส่วนนาย...สงบสติอารมณ์ไว้หน่อยก็ดี   การต่อยผู้หญิงไม่ใช่เรื่องที่น่าภูมิใจนักหรอก"


         
ใบหน้าจริงจังอย่างที่ไม่ค่อยจะได้เห็นทำให้ครอซสงบสติได้ลงนิดหน่อย   ชายหนุ่มถอนใจแล้วเอากำปั้นลง   จากนั้นก็เดินกระทืบเท้าไปเก็บถ้วยชาม


         
นี่เป็นครั้งแรกที่ลิฟาร์รู้สึกว่าอยู่ในร่างผู้หญิงมันก็มีดีเหมือนกัน


         
ลิฟาร์ลุกขึ้นปัดกระโปรง   นึกบ่นในใจว่าเดินลำบากเหลือเกินถ้าใส่ชุดนี้ต่อไป   กระเป๋าเสื้อผ้าก็หายไปตอนสู้กับเมเกน   คงมีแต่ต้องไปซื้อเปลี่ยนเอาเอง


         
เด็กสาวเบือนหน้าไปทางชายผมแดง   แล้วเธอก็ถามคำถามหนึ่งด้วยเสียงอันเบาหวิวพอได้ยินสองคน


         
"ถ้านายได้เจอปีศาจตนนั้นอีก   นายจะจำเขาได้ไหม"


         
ดวงหน้าบูดบึ้งเหลือบดวงตาสีน้ำเงินกลับมา


         
"นั่นมันเป็นเรื่องของเมื่อแปดร้อยปีก่อนนะ   ฉันจะไปความจำดีขนาดนั้นได้ไงล่ะ"


 

++

          เสียงฝีเท้าของสามคนย่ำลงบนพื้นหญ้าท่ามกลางความมืดมิด   มีเพียงแสงสีแสดร้อนแรงจากคบเพลิงเป็นไฟเปิดทางให้ทั้งสามไม่ถูกกลืนไปกับสีดำเสียก่อน   เด็กสาวเดินอยู่ตรงกลาง   พยายามย่างเท้าทุกฝีเก้าด้วยความระมัดระวัง   คนที่นำทางนั้นเป็นครอซ   แล้วคนที่รั้งท้ายคือเคลาส์   ชายหนุ่มผมบรอนซ์บอกเธอว่าจะดูข้างหลังให้   เผื่อสัตว์ร้ายยามวิกาลในป่าจะโผล่พรวดมาทานมื้อค่ำหลังเรา


         
เปลวเพลิงบิดตัวเร้าขณะที่พ่อครัวสะบัดไม้เพื่อดูทาง   แสงไฟสว่างพอเห็นทางด้านหน้าสักสามสี่เมตรไม่มากหรือน้อยไปกว่านั้น   อากาศเริ่มหนาวขึ้นทุกที   คบเพลิงไม่ได้ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้นอกจากทำหน้าที่ของมัน   ลิฟาร์ลูบต้นแขนของตนเบา ๆ   ความร้อนจากร่างกายผ่านจากฝ่ามือสู่ผิวขาวบาง   แต่ก็ไม่ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นเลย


         
ดวงตาสีทับทิมลองหันไปมองด้านหลัง   ก็พบชายหนุ่มร่างสูงคอยแต่ระวังข้างหลังจริง ๆ   ในที่นี้หมายความว่า   เคลาส์แทบไม่ได้เหลือบมามองทางข้างหน้าเลย   ลิฟาร์ไม่แปลกใจที่เขาจะสะดุดรากไม้บ่อย ๆ   แล้วก็ร้องเสียงหลงทุกห้านาทีหรือห้าก้าวที่เดิน


         
จะเรียกซื่อหรือบื้อดีนะ ?


         
ก่อนจะคิดอะไรไปมากกว่านั้น   ลิฟาร์ก็ชนกับหลังของครอซจนกระดอนเล็กน้อย   เด็กสาวยกมือกุมหน้าผากแล้วร้องคราง   แต่พอเงยหน้าไปหมายจะด่าสูทสีดำสนิทก็ถูกยื่นมาตรงหน้า


         
สาวน้อยเงยมองคนตัวสูงกว่าอย่างสงสัย   ใบหน้าดูดีของครอซไม่ได้หันมามองเธอ   มือหนึ่งยัดเยียดเสื้อให้เธอส่วนอีกมือก็ลุกลี้ลุกลนปัดคบเพลิง


         
"จะใส่ไม่ใส่ล่ะ   รับไปสักทีสิ"


         
"นาย..." เสียงใสเปรยแผ่วอย่างไม่แน่ใจ   ดวงตาหยีเล็กบอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไร "หนาวจนไข้ขึ้นหรือไง"


         
"รับไปเถอะน่ายัยเบื้อก   หนาวไม่ใช่หรือไง"


         
"จะมีน้ำใจหรือจะปากเปราะก็เลือกเอาสักอย่างสิ   เจ้างั่ง" ลิฟาร์ตอกกลับทันที "ฉันว่าดูดี ๆ หน้านายก็เหมือนปลาปักเป้านะ   ฉันเรียกนายว่าปักเป้าหนามแดงดีไหม"


         
"อย่างกับปากเธอไม่เปราะงั้นแหละ !" ครอซชักสีหน้า "ฉันทนไม่ได้ที่เห็นเธอเดินปากสั่นผับ ๆ ไประหว่างที่เราจะพาเธอไปปล่อย   คิดว่าฉันอยากให้ยืมนักหรือไง"


         
"แล้วเอามาให้ทำไม" ลิฟาร์ไม่ยอมแพ้ "ฉันไม่ได้อ้อนวอนขอร้องให้นายเอาเสื้อให้ฉันยืมสักหน่อย"


         
"นี่... !"


         
"ลิฟาร์ !"


         
แล้วเสียงหนึ่งที่ไม่ใช่เสียงของกรรมการห้ามยกคนเดิมก็ดังขึ้น   ความจริงมันดังก่อนที่เคลาส์จะเอ่ยห้ามไม่กี่วินาทีด้วยซ้ำไป   ทั้งสามคนหันไปยังเงามืดข้างหน้า   ครอซชูคบเพลิงขึ้นสูงเพื่อให้แสงไฟส่องเจิดจ้าพอจะเห็นหน้าคนเรียกชื่อคู่กัดของเขาได้   และไม่พูดพร่ำทำเพลง   ลิฟาร์ก็ปาสูทสีดำใส่หน้าชายหนุ่มก่อนจะรัวฝีเท้าไปทางเดินข้างหน้า


         
เสียงนี้เธอจำได้   จำได้ดีทีเดียว


         
กรีนดีโอยืนอยู่ตรงนั้น   เนื้อตัวของชายหนุ่มเปียกปอนราวกับลูกหมาตกน้ำ   ผมสีกาแฟชุ่มยาวไล้กรอบหน้าขาวที่แสนหล่อเหลาแต่แฝงความอ่อนล้าอย่างชัดเจน   ดวงตาสีน้ำตาลทออ่อนลงเมื่อสบกับดวงตาสีทับทิม   ก่อนมันจะเปลี่ยนเป็นความโกรธเคือง


         
"นายหายไปไหน"


         
ชายหนุ่มยิงคำถามแทบจะทันทีเมื่อลิฟาร์วิ่งมาถึงตัว   ร่างสูงโปร่งเซคล้ายจะล้มไปด้านหน้า   เด็กสาวจึงรีบรุดไปพยุงปีกไว้   เก็บคำถามมากมายไว้ในใจ


         
"ฉันต่างหากที่ควรถามคำถามนั้น" คุณหนูคาเล็คว่า "นายไปไหนมา   แล้วไปทำอีท่าไหนถึงเปียกมอมแมมแบบนี้"


         
ลิฟาร์รู้สึกได้ถึงลมหายใจหอบระรินของคนข้างกาย   ความกังวลเกิดขึ้นในใจลึก ๆ ทว่าตัวเขามันหนักเกินไปแล้วนะ   เด็กสาวจำใจต้องประคองชายหนุ่มให้นั่งลงช้า ๆ อย่างนุ่มนวล


         
คล้ายกับเขาไม่สนใจจะตอบคำถามเธอ   กรีนดีโอย้ำคำถามเดิมของเขา


         
"นายหายไปไหนมา"


         
ดวงหน้าสวยบู้บี้เหมือนเด็ก
"นายทิ้งฉันไว้   ฉันหิว   ก็เลยเป็นลม"


         
"ฉันไปหานายที่เดิมตรงนั้นทำไมไม่เจอ   นายเป็นลมแล้วทำไม..."


         
พลันชายหนุ่มก็เบือนหน้าไปทางสองร่างซึ่งยืนอยู่ไม่ห่าง   เคลาส์เสนอตัวเดินเข้ามาแล้วช่วยมาตรวจอาการกรีนดีโออย่างถือสิทธิ   กรีนดีโอเคลื่อนศีรษะหนีแต่ก็ไม่มีแรงพอจะหนีพ้น


         
"คุณเป็นไข้นะครับ" เคลาส์บอกขณะใช้หลังมือนาบกับหน้าผากปีศาจหนุ่ม "ตัวเปียกชุ่มแถมมายืนตากน้ำค้างแบบนี้ไม่ดีต่อสุขภาพนะรู้ไหม"


         
"นายเป็นใคร" กรีนดีโอถามเสียงแหบห้วน "นายทำอะไรกับลิฟาร์"


         
"ผมช่วยเธอไว้" หนุ่มผมบรอนซ์ยิ้มหวาน   ดวงตาสีฟ้าค่อย ๆ เคลื่อนมาสบเธอ "แล้วก็เลี้ยงข้าวด้วย"


         
"ยัยคู่หูปากเสียของนายขโมยอาหารเราต่างหาก !" จู่ ๆ เสียงของครอซก็ดังแทรก   ลิฟาร์ขบเขี้ยวแล้วสะบัดหน้าไปมองเขา "กินไปตั้งหม้อนึง   ผู้หญิงบ้าอะไรกินจุชะมัดเลย"


         
"หุบปากนายเถอะน่าเจ้าปักเป้าหนามแดง"


         
ลิฟาร์แขวะขึ้นมา   เธอเลือกใช้ฉายานั้นอย่างจริง ๆ จัง ๆ แล้ว    ครอซตั้งท่าจะด่าต่อ   แต่เมื่อเห็นสายตาห้ามปรามของเคลาส์ก็รีบรูดซิปปิดปากโดยเร็ว


         
"ขอบใจสำหรับความช่วยเหลือ" กรีนดีโอเอ่ยเสียงเบาและอ่อนเพลีย   นั่นยิ่งทำให้ลิฟาร์รู้สึกไม่สบายใจอย่างไรไม่รู้ "เราคงต้องขอตัวกลับแล้ว"


         
ก่อนกรีนดีโอจะขยับตัวเพื่อให้เธอพาเขาเดินจากไป   ลิฟาร์ก็เหลือบไปมองคู่หูคนละขั้วเป็นการล่ำลา   ไม่ใช่สิ...เธอหันไปมองเคลาส์เป็นการล่ำลาคนเดียวต่างหาก   ก่อนจะส่งหางตาค้อนไปทางครอซที่หน้าง้ำงออยู่ด้านข้างพลางแค่นยิ้ม


         
"บ๊ายบายพ่อปักเป้า"


         
บัดดล   กลิ่นคาวชวนคลื่นเหียนก็โชยตลบฟุ้ง




++++++++++
คุยกับมะนาวขาว 20/3/50

เห็นคะแนนพุ่งพรวดแล้วก็อดสงสารแกมดีใจไม่ได้
มาอัพแล้วค่ะ T T ขอบคุณจริงๆสำหรับคะแนนและคอมเม้ม
ไม่เคยซาบซึ้งขนาดนี้มาก่อนเลย จริงๆนะ(เช็ดน้ำตา)

เอาล่ะ ต่อไปนี้คือการสปอยซ์ อิอิ
ใครไม่รู้จักการสปอยซ์มั่ง?
มีคนซื่อเหมือนนาวอีกเหรอเนี่ย =[]=!
เอาเป็นว่า การสปอยหมายถึงเอาตัวอย่างตอนต่อไปมาให้ชมเหมือนในหนังการ์ตูนน่ะค่ะ
แต่เป็นฉากที่คิดว่าน่าติดตามจริงๆน่ะนะ

Ps.อัพครั้งหน้าเมื่อถึงคนโหวต100จริงๆนะคะ

สปอยซ์ตอนถัดไป

+++++

          ร่างบางอ่อนระโหยจนทรุดลงอย่างไร้เรี่ยวแรง   กรีนดีโอซึ่งเหนื่อยอยู่แล้วแทบจะพยุงตัวเด็กสาวไม่ไหว   เคลาส์ตรงเข้ามาช่วยประคองเธอไว้   ส่วนหนุ่มปลาปักเป้ายืนดูอยู่ที่เดิม   ส่งสายตาเชิงไม่พอใจมาทางคู่หูตน



         
กรีนดีโอเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มผมแดง   ดวงตาสองคู่สบประสานกันนิ่งเป็นเวลาเนิ่นนานแต่ไม่มีใครสังเกต



         
...ปีศาจกับปีศาจ...

+++++

มีแค่3ย่อหน้านี่แหละ = =b

565 ความคิดเห็น