Teacher you’re my love ปิ๊งรักครู(หนุ่ม)หน้าใสหัวใจเย็นชา

ตอนที่ 3 : ความไม่ประทับใจแรก....เลต!!(100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 131
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    19 พ.ค. 59

2

***ความไม่ประทับใจแรก....เลต!!***

 

                รถสปอร์ตเปิดประทุนหลังสีดำคันเท่ห์ของพี่ชอลลีจอดเทียบยังหน้าบ้านสองชั้นขนาดปานกลางของฉัน พี่เขาหันมาปัดฝุ่นที่ติดอยู่บนเสื้อของฉันเบาๆ ช่วยเกลี่ยผมที่ยุ่งเหยิงของฉันไว้คาดหู รอยยิ้มจางๆ ถูกส่งมาพร้อมกับแววตาแสนอบอุ่น
                “ถึงบ้านแล้วนะคะ เดี๋ยวจะช่วยอุ้มลงนะพี่ชอลลีว่าพลางก้าวลงไปเปิดประตู ถึงในใจอยากจะให้เขาอุ้มเอามากๆ แต่ด้วยศักดิ์ศรีของลูกผู้หญิงคนหนึ่ง ฉันว่าไม่ควรจะปล่อยเนื้อปล่อยตัวมากไปกว่านี้แล้ว

     เออ...เดี๋ยวเดินเข้าบ้านเองก็ได้ค่ะฉันว่าพลางก้าวลงมาจากรถ ถึงตอนนี้จะเริ่มปวดขาเอามากๆ ก็เถอะ แต่แล้วก็เป็นเรื่อง


พึ่บ!!

                ว้าย!” จนได้ นี่ถ้าพี่ชอลลีไม่ประคองไว้ฉันได้ล้มลงไปจูบพื้นอีกแน่

     “เฮ้อ...เด็กดื้อก็แบบนี้แหละ” พี่ชอลลีเว้นวรรค พร้อมช้อนร่างฉันขึ้นอุ้ม “ยอมให้พี่อุ้มแต่แรกก็หมดเรื่อง”

     “แต่พี่ชอลลีคะ” เฮ้อ...ขัดใจไม่ได้เลยจริงๆ นะ แต่ไม่เป็นไร ถือซะว่าเป็นการเรียกเก็บผลกำไรจากการชนฉันไปนอนคลุกฝุ่นที่ร่องระบายน้ำแล้วกัน...ฟิน~
                “หวานกันไม่อายฟ้าอายดินเสียงหล่อน่ารักๆ ของใครบางคนดังขึ้นขัดจังหวะ

     ฉันกับพี่ชอลลีจึงหันไปมองต้นเสียงอย่างพร้อมกันอย่างอัตโนมัติ


     นะ นี่มัน!!


     นี่มันเขาจริงๆ ด้วย!!


                “คีย์บอร์ด” พี่ชอลลีเอ่ยชื่อคนตรงหน้าเสียงเรียบ เขาค่อยๆ ปล่อยร่างฉันลง และฉันก็รีบตั้งหลักให้ได้ก่อนที่จะล้มลงไปให้กางเกงโผล่อีกครั้ง ขณะที่อีกคนกำลังยืนกอดอกพิงไหล่ขวาอยู่หน้าประตู สายตาจ้องมายังฉันและพี่ชอลลีอย่างไม่สบอารมณ์นัก….. 


                “ไม่ยักจะรู้ลูกสาวบ้านนี้ใจง่ายถึงขั้นให้ผู้ชายอุ้มมาส่งบ้านวะ ว่าไงนะ!

     กรี๊ดดดด!!!!!!~ สุดหล่อทำไมถึงได้สร้างความไม่ประทับใจครั้งแรกเห็นให้ฉันเกลียดนายเล่นแบบนี้ล่ะ...ฉันรับไม่ได้!!!

     นายมาทำอะไรที่นี่?” พี่ชอลลีถาม

     “แล้วนายล่ะมาทำอะไร?” พี่คีย์บอร์ดย้อนถามพี่ชอลลี

     “ก็เห็นอยู่ว่ามาส่งน้องเขา นายล่ะมีธุระอะไรที่นี่”

     “ธุระสำคัญที่ต้องคุยกันแค่สองคน” นั่นไง พอเจอคำว่า...แค่สองคน...เข้าไปพี่ชอลลีเป็นอันต้องถอยทัพ

                “มีอะไรโทรเรียกตำรวจเลยนะคะ” พี่ชอลลีหันมาบอก ฉันได้แต่ยิ้มแหยๆ ให้พี่เขา

     “ขอบคุณมากนะคะที่มาส่ง

     “ครับ” พี่ชอลลีส่งเป้กับถุงยาให้ฉันก่อนหมุนตัวเดินจากไป ถึงจะอยากย้อนกลับไปส่งพี่เขาที่รั้วอีกครั้ง แต่ฉันต้องห้ามใจ เพราะสายตาที่กำลังมองมายังฉันตอนนี้เชือดเฉือนยิ่งกว่าลวดหนามที่ขึงไว้รอบตัว

                “ขาเป็นอะไร ทำไมต้องให้หมอนั่นอุ้มมาส่ง?” นายจะเป็นคนเปิดใช่มั้ย...

                “มันเรื่องของขาฉัน ว่าแต่นายเข้ามาในบ้านฉันได้ยังไง ใครเปิดประตูให้นายเข้ามา?” ฉันจ้องหน้าเขาอย่างเอาเรื่อง ตอนนี้พี่กับแม่ไม่อยู่ และก็ไม่รู้ว่าแม่บ้านไปปัดกวาดเช็ดถูอยู่มุมไหนของบ้านถึงไม่มีใครมาให้ฉันเห็นหน้าสักคน ถึงได้ปล่อยให้นายนั่นมายืนทำหน้าหล่อแข่งกับความอ่อนไหวของฉันอยู่ได้ ให้ตาย! นายหล่อขี้เก๊กนี่นะหรอลูกชายเพื่อนพ่อฉัน ไม่เข้าข่ายกับที่คิดไว้เลยสักนิด

                    นี่นอกจากฉันแล้วยังมีหมอนี่อีกคนหรอที่เป็นลูกหลงน่ะ


       “ฉัน คีย์บอร์ด จะมาเป็นครูสอนพิเศษวิชาภาษาอังกฤษให้เธอ ฉันเป็นรุ่นพี่เธอไป 2 ปี ฉันเรียนอยู่ห้องเรียนพิเศษวิทศาสตร์-คณิตศาสตร์ ได้รับคำสั่งจากคุณอานิรุตให้มาช่วยสอนภาษาอังกฤษลูกสาวท่าน เพราะท่านได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของรายวิชานี้มาก จึงให้กุญแจฉันมาเขาว่าพร้อมกับชูลูกกุญแจห้อยหมีคุมะให้ฉันดู

เอาแล้วสิ! จากที่กลัวว่าจะหวั่นไหวขณะเรียน ตอนนี้กลายเป็นเซ็งร่วมกับไม่สบอารมณ์ขณะเรียนไปแล้ว
                “สวัสดีค่ะอาจารย์ฉันยกมือขึ้นไหว้อย่างเป็นกันเอง และหมอนั่นก็คงรู้ว่าฉันประชด

     ความรู้สึกแรกแห่งการพบกัน เธอทำให้ฉันไม่ประทับใจ หนึ่งเธอมาไม่ตรงเวลา สองเธอทำตัวให้ฉันเข้าใจว่าเธอแก่แดด และสามหน้าเธอไม่สื่อให้เห็นถึงความใฝ่รู้ใฝ่เรียน

O_O!! ว่าไงนะ!!!~

            เฮ้!! คีย์บอร์ด แว๊บแรกที่เห็นหน้านายใกล้ๆ ฉันดีใจนะที่จะมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับหนึ่งในสมาชิกคิวท์บอยส์นะ แต่ตอนนี้ฉันเริ่มรู้สึกว่ามันไม่ใช่แล้วล่ะ

                “เดี๋ยว นายคงคิดว่าฉันปะทับใจในตัวนายมากเลยสินะ อ๋อ...คงคิดว่าเป็นเด็กกิฟฯ แล้วจะพูดยังไงกับใครก็ได้งั้นสิ คิดว่าเป็นหนึ่งในคิวท์บอยด์แล้วทำอะไรก็จะดูเท่ห์ไปหมดหรอ ขอโทษ!~ ฉันไม่ใช่คนที่ยอมให้ใครมาว่าอะไรง่ายๆ หรอกนะฉันยกมือขึ้นมาเท้าเอวทันที

                “คะแนนความประพฤติของเธอถูกตัดออกไปสิบคะแนนนี่มันอะไรอีกละเนี่ย!

                “คะนงคะแนนอะไร?” มากไปแล้วนะ
                “คะแนนความประพฤติ! ฉันตั้งคะแนนนี้ไว้สิบคะแนน เธอโดนตัดออกไปสิบแสดงว่าตอนนี้คะแนนเธอมีศูนย์เพราะฉะนั้นเธอจะต้องใฝ่รู้ใฝ่เรียนให้มากกว่านี้และพยายามทำแต้มให้ขึ้น ไม่อย่างนั้นเธอจะต้องเรียนกับฉันไปจนกว่าจะจบปีการศึกษา

     นี่ใครใช้ให้นายตั้งกฏเกณฑ์พวกนี้ไม่ทราบ!!”

     ฉันเป็นครู ฉันก็ต้องเป็นคนตั้งสิ” ฮึ! ฉันล่ะหมั่นไส้สีหน้าอันเฉยชากับนิสัยขี้เก๊กของหมอนี่จริงๆ เลย ทันทีที่รู้ว่าต้องเรียนพิเศษกับหมอนี่ไม่ต่างอะไรกับการได้เรียนกับครูเจ้าระเบียบสมัยประถมเลย

                แล้วถ้าฉันไม่สนล่ะ?” ฉันกอดอกจ้องหมอนั่นนิ่ง

                “เธอก็จะโดนลงโทษหมอนั่นยังคงทำหน้าตาย

     “ไม่เห็นจะกลัวเลย” ฉันเบ้ปากใส่หมอนั่นอย่างหมั่นไส้ บอกตามตรงว่าไม่ชอบความขี้เก๊กของเขาเลยอ่ะ มันทำให้รู้สึกว่าเขามีความมั่นใจในตัวเองสูงมาก มากจนทำอะไรก็ดูดีไปหมดเลย ซึ่งคนที่จะอยู่กับฉันได้ต้องเป็นอบอุ่น น่ารัก เฟรนลี่ อาทิเช่นพี่ชอลลีเป็นต้น อิอิ

  แต่ก็นะ ถึงจะไม่ชอบขี้หน้าหมอนี่เท่าไหร่แต่ฉันก็ฝืนตน ทนตั้งใจเรียนกับหมอนี่ตั้งเกือบชั่วโมงแน่ะ!


             ฉันทั้งหาว ทั้งคันเนื้อ คันตัว ทั้งเหงื่อทั้งฝุ่นตอนนี้มันไปผสมผสานกันจนฉันคันไปหมดแล้วอ่ะ แต่นายบ้านั่นก็ยังคงนั่งอ่านอะไรต่อมิอะไรก็ไม่รู้ให้ฉันฟัง -_-!

                “จะให้ฉันอ่านหรือว่าเธอจะอ่านเอง?” เสียงนี้ดังขึ้นเป็นครั้งที่ 4 ……ฉันจึงหันไปยิ้มให้ทันที

     ครูอ่านสิ นักเรียนไม่รู้เรื่องพี่คีย์บอร์ด ไม่สิ เรียกนายคีย์บอร์ดดีกว่า เขาปรายตามองฉันก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาอ่านเนื้อหาภาษาอังกฤษที่มียาวหนึ่งหน้ากระดาษเอสี่ให้ฉันฟัง ซึ่งฉันก็ไม่รู้หรอกว่าเขาอ่านถึงไหนแล้ว เพราะฉันจับใจความอะไรไม่ได้เลย 


                “ตาเธออ่านแล้วหืม...ล้อเล่นน่ะ
                “อะไรนะ?” 

                “อ่าน ออกเสียงให้ถูกต้อง ตามที่ฉันอ่าน แล้วสรุปให้ฉันฟังว่าใจความสำคัญคืออะไร อะไรนะ?!!!~ เฮ้ไม่อยากจะบอกเมื่อกี้ฉันไม่ได้ฟังอะไรเลย....
                “เออ...

     อ่านสิ!” เขาหันมาตวัดดวงตาดุใส่ฉัน .อะไรเนี่ย ไอ้บทจะโหดก็ทำหน้าดุเป็นบ้าเลย!

     ฉันจึงรีบหยิบบทความที่เขาเพิ่งจะฟาดมันลงกับโต๊ะขึ้นมาอ่านทันที ให้ตาย อ่านว่าอะไรเนี่ย...

 

     Fruit and vegetables are long known for their benefits since they offer some vitamins. (http://variety.siam55.com/data/6/0444-1.html#sthash.NjSO5SYm.dpuf.)


                “ฟรูอิท แอน เวเจทาเบลส อา ลุง น้า…”

                “ฟรุต แอนด์ เวจิเทเบิ้ล อาร์ ลอง โนว์!!”  นายนั่นหันมาตะคอกฉันอีกรอบ อ้าว นี่ฉันอ่านผิดหรอ?

                “นั่นแหละน่ะ!!” ฉันก็ว่ามันเกี่ยวอะไรกับลุงป้าน้าอา “...ดะ เด บีเนฟีดด ซิน..”


พึ่บ! 

     บทความถูกดึงออกไป นายคียืบอร์ดถึงกับถอนหายใจยาว
                “แค่คำง่ายๆ เธอยังอ่านไม่ออกเลย ไม่น่าแปลกหรอกที่ตกวิชานี้ซ้ำๆ เห็นทีจะต้องปูพื้นฐานตั้งแต่บทแรกซะแล้วหมอนั่นวางบทความลง แล้วคว้าเมจิกมาเขียนประโยคหนึ่งลงบนกระดาษเปล่า

                “อะไรของนาย?”

                “ท่องซะหมอนั่นยื่นกระดาษมาให้ฉัน 


I’ am baffalo.


                “ไอ แอม เบฟ.... บาฟฟะโล???” O_O!!!~  มันแปลว่าควายไม่ใช่หรอ?

                 นี่นายหลอกด่าฉันนี่!!!

                “นาย!!!!!!!~” ฉันกรี๊ดลั่นบ้านอย่างไม่พอใจ นี่นายหลอกฉันให้ฉันพูดว่าตัวเป็นคนเป็นกระบืองั้นหรอ จะฉลาดไปถึงไหน ก็รู้ๆ อยู่ว่าฉันโง่ก็แกล้งหลอกด่ากันอยู่ได้!!

                “หรือว่าไม่จริง?”

                “ไม่ใช่ซักหน่อย!!! ถึงฉันจะตกอังกฤษ แต่วิชาอื่นฉันชำนาญย่ะ

                “อันที่จริงการเรียนของเธอมันพอไปได้นะ แต่เธอไม่ค่อยตั้งใจเรียนเท่าไหร่” เขามองลึกเข้ามาในดวงตาฉัน นัยน์ตาของเขามันสวยคมมาก อันที่จริงเขาออกแววหนุ่มหน้าหวานที่เวลายิ้มจะน่ารักมากๆ เลย แต่เขาดูจะเป็นคนหน้าตึง ยิ้มไม่ได้เดี๋ยวปากจะฉีก หรือเพราะอะไร ก็ไม่รู้ทำไมชอบทำคิ้วชนกัน


                “ในหัวคิดแต่เรื่องอย่างว่าสินะ ไม่น่าถึงไม่ได้สนใจเรียนเอาซะเลยหมอนั่นดึงสายตากลับแล้วหันไปจัดการกับเอกสารต่างๆ บนโต๊ะ ว่าแต่ว่าเมื่อกี้พูดว่าไงนะ ...เรื่องอย่างว่างั้นหรอ?

                “ทุเรศ ฉันยังไม่ทันคิดไปถึงจุดๆ นั้นเลยนะ นายต่างหากล่ะที่คิด” แววตาฉันมันออกขนาดนั้นเลย?

                “สายตาเธอมันฟ้อง อีกอย่างไม่ว่าใครที่อยู่กับฉันย่อมเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว แหวะ!!!

     อยากจะอ้วก!!

                “เธอจะอยากอ้วกยิ่งกว่านั้น” หมอนั่นเว้นวรรคพลางยื่นเอกสาร 4-5 แผ่นให้ฉัน “นี่คือรูปประโยคที่ฉันสรุปไว้ให้ ขยับเข้ามาจะอธิบายให้ฟัง” หมอนั่นกระดิกนิ้วเรียก ชิ เรื่องอะไรฉันต้องขยับเข้าไปใกล้เขาล่ะ

                “ไม่ได้สายตาสั้น ระดับนี้พอเห็นอยู่”

                “เอาที่สบายใจครับ” หมอนั่นพยักหน้าแล้วเริ่มบรรยาย แต่ก็แปลกดีนะแทนที่ฉันจะง่วงนอนเหมือนตอนเรียนสถาบันกรวดวิชาฉันกลับตื่นตัวดี ไม่ใช่โทษว่าสถานบันฯ สอนไม่ดีนะ แต่ฉันไม่ค่อยมั่นใจเหมือนพวกหัวกะทิก็เลยมักจะมานั่งอยู่แถวหลังๆ และหลีกเลี่ยงการสนทนากับตริวเตอร์ แต่การได้มาเรียนตัวต่อตัวกับหมอนี่ ไม่อยากตอบก็จำใจต้องตอบเพราะคุยกันอยู่แค่สองคน ถ้าไม่ตั้งใจฟังเดี๋ยวหมอนี่ถามแล้วตอบไม่ได้จะโดนดุอีก ฉันก็เลยเลือกที่จะตั้งใจฟัง

                อีกอย่างเสียงเขาก็นุ่มทุ้มน่าฟังดี น้ำหอมอ่อนๆ ที่ใส่ก็หอมหวนชวนขยับเข้าใกล้ ผู้ชายอะไรนอกจากจะหล่อแล้วยังเรียนเก่งด้วยอ่ะ นี่ถ้าลบความขี้เก๊กกับคำพูดเสียดแทงของเขาออกไป หมอนี่เป็นผู้ชายที่เพอร์เฟคคนหนึ่งเลย จะว่าไปหมอนี่เข้าข่ายผู้ชายในฝันของน้ำอิงเลย


 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก


เสียงเคาะพอเป็นสัญญาณดังขึ้นขัด ก่อนที่ป๊าจะเดินเข้ามาในบริเวณห้องนั่งเล่นอันใช้เป็นห้องเรียนพิเศษ รอยยิ้มแสนประทับใจถูกส่งมาให้เราสองคนในทันที 


                “โอ้~....ลูกสาวคนเดียวของพ่อตั้งใจเรียน เยี่ยมมากเลยลูก พ่อประทับใจป๊าพูดตะโกนขึ้น
ด้วยความดีใจพร้อมกับกระโดดเย๋งๆ เหมือนกับว่าไม่เคยเห็นฉันเรียน
??
                ป๊าอย่าเว่อร์ดิ-_-!
                “ป๊า กลับมาแล้วหรอ? อย่าพึ่งมาขัดจังหวะสิคะ หนูกำลังเรียนสนุกอยู่เลยฉันหันไปส่งยิ้มกว้างให้ป๊า

                “ฮึ!”  นายคีย์บอร์ดทำหน้าซะ นี่ในใจคงจะคิดอยู่ว่าอะไรฉันจะตอแหลได้ขนาดนี้

                “ก็มันครบสองชั่วโมงแล้วนี่นา หนูไม่หิวข้าวหรอเปียโน หนูไม่หิวแต่พี่เขาอาจจะหิวก็ได้” ป๊าเว้นวรรคแล้วหันไปพูดกับคีย์บอร์ดที่กำลังเก็บของบนโต๊ะอยู่ เออ คีย์บอร์ดอยู่ทานข้าวเห็นกับอาก่อนสิ ป๊าชวนเค้าหรอ?
                “จะดีหรอครับ?” หมอนั่นทำทีเหมือนจะปฏิเสธ แต่ก็ลังเล

                “ไม่เป็นไรหรอก ถือซะว่าเป็นการตอบแทนที่หลานมาช่วยสอนลูกสาวอาไง เราจะได้คุยกันไปด้วยไง เก็บของเสร็จแล้วก็ตามไปนะ โต๊ะอาหารพร้อมแล้ว

                “ได้ครับ คีย์บอร์ดพยักหน้า มุมปากเขาหักขึ้นเล็กน้อย นี่แสดงว่านายยิ้มอยู่ใช่มั้ย อะไรกัน จะยิ้มให้มันเต็มๆ เหมือนที่คนอื่นเขายิ้มกันหน่อยจะเป็นไรไป จะเก๊กไปถึงไหนเชียว  

 

ณ ห้องอาหาร

                บรรยากาศบนโต๊ะทานข้าวมื้อนี้ไม่เหมือนทุกวัน เพราะไม่ใช่การทานข้าวไปพูดคุยกันไปเหมือนทุกครั้งแต่มันคล้ายจะเป็นการซักประวัติว่าที่ลูกเขยที่ไม่รู้ว่าจะถามไปทอดยาวไปถึงรุ่นบรรพบุรุษมั้ย ทั้งๆ ที่ป๊าก็รู้จักพ่อแม่ของนายคีย์บอร์ดอยู่แล้ว แต่ก็ยังซักถามว่าพ่อแม่เป็นยังไง แล้วพี่น้องทำงานอยู่ที่ไหน โตขึ้นคีย์บอร์ดอยากเป็นอะไร บลาๆๆ ซึ่งฉันก็ทานข้าวไปแอบฟังไปด้วย

                “ก็คิดอยู่ครับว่าจะไปดีหรือเปล่า” คีย์บอร์ดตอบคำถามที่ว่า จบ ม.ปลายแล้วจะไปเรียนต่อที่ไหน ซึ่งพ่อฉันก็ถามต่อว่าจะไปเรียนต่อเมืองนอกเหมือนพวกพี่ๆ หรือเปล่า และก็ได้คำตอบนั้นมาว่ายังไม่แน่ใจ ซึ่งก็นะ ครอบครัวเขาเป็นหมอกันทั้งตระกูลถ้าเขาไม่เป็นหมอบ้างก็คงกลายคนไม่เข้าพวกแหละ

                “อาว่าเราน่าจะเรียนสายบริหารควบคู่ไปด้วยนะ จบมาจะได้ร่วมบริหารกิจการมหาวิทยาลัยไปด้วย มุ่งเน้นไปทางหมอกันหมดแล้วมหาวิทยาลัยของแม่เราล่ะใครจะดูแล” เอิ่ม...พ่อเกี่ยวอะไรกับเขาคะ

                “คุณคะ ให้เป็นหน้าที่การตัดสินใจของครอบครัวเขาเถอะค่ะ อย่าเพิ่งทำให้คีย์บอร์ดสับสนตอนนี้สิ” จริงค่ะแม่ พ่อไปดูแบบนั้นระวังโดนหมอนั่นสวนว่าเสือกนะคะ

                “ก็จริงนี่คุณ นี่ผมมองในเชิงธุรกิจนะ” ค่ะ พ่อฉันเป็นนักธุรกิจที่เริ่มต้นจากกิจการเล็กๆ จนสามารถเติบโตเป็นผู้บริหารระดับสูงได้ และฉันก็รู้มาว่าพ่อฉันกับพ่อแม่คีย์บอร์ดเคยเป็นเพื่อนซี้กันมาตั้งแต่สมัย ม.ปลาย พ่อแม่คีย์บอร์ดเลือกเรียนหมอทั้งคู่ แต่พ่อฉันเลือกเรียนสายบริหาร ส่วนแม่ก็เป็นผู้บริหารเหมือนกัน พ่อเลยบอกว่าถ้าพ่อเลือกเรียนหมอก็คงไม่ได้มาเจอแม่และมีฉันจนทุกวันนี้ แหมะ! ทุกอย่างมาจากพรหมลิขิตจริงๆ

                “ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมก็ดูๆ อยู่” และอย่างว่าและคุยกันไปคุยกันมาโทรศัพท์ของพ่อก็ดังขึ้น เป็นนักธุรกิจก็แบบนี้ พ่อลุกออกไปคุยโทรศัพท์และไม่นานนักแม่ที่กำลังควบคุมอาหารอยู่ก็ลุกออกไปด้วย ทั้งห้องก็เลยเหลือแค่ฉันกับคีย์บอร์ดสองคน

                “นี่นายจะสอบเข้าหมอหรอ?” ด้วยความเผือกประสมอยากรู้ฉันจึงแกล้งถามเขาไป

                “ทำไม?”

                “ฉันก็อยากเป็นหมอ แต่พ่อบอกว่าเรียนบริหารดีกว่า พ่อบอกว่าเรามีกิจการต้องดูแล เสียดาย”

                “ไม่ต้องเป็นหรอก เรียนหนักจะตาย ยิ่งโง่ๆ อย่างเธอเรียนไปก็เสียเวลา” คีย์บอร์ด!!~ ฉันพูดดีๆ กับนายก่อนนะ!

                “ย่ะ! พ่อคนฉลาดล้ำโลก!!” ฉันรู้ว่ามันเป็นแค่ความฝัน ต่อให้ฉันจะเรียนเก่งแต่ฉันก็เลือกสายนั้นไม่ได้เพราะฉันต้องสืบต่อกิจการของพ่อฉัน ฉันรู้! ฉันเจียมตัวย่ะ!! “นายอิ่มรึยังฉันจะลุกแล้วนะ” พูดถึงเรื่องโง่แล้วอิ่มเลยค่ะ กินต่อไม่ลง ที่ถามไปก็เท่านั้นแหละจะลุกก่อนแขกก็กระไรอยู่

                “เสียมารยาทไปหน่อยมั้ยจะเดินหนีแขกหรอ?” นั่นไงล่ะ

                “งั้นก็กินไปสิ เดี๋ยวนั่งรอ อ้อ รีบๆ ด้วยล่ะ ฉันเหนียวตัวอยากขึ้นไปอาบน้ำจะแย่”

                คีย์บอร์ดไม่พูดอะไรนั่งทานข้าวต่อไปอย่างไม่สะทกสะท้าน แต่เท่าที่สังเกตดูแววตาเขาดูเปลี่ยนไปมันดูเศร้าลงหลังจากที่เราพูดถึงเรื่องครอบครัวเขา จะว่าฉันไร้เดียงสาในบางเรื่องก็ใช่แต่ฉันก็พอจะดูออกว่าแววตาแบบนี้แสดงออกถึงอารมณ์แบบไหน ถึงจะเข้าใจไม่ได้มากเหมือนที่ผู้ใหญ่เข้าใจก็เถอะ

                แต่ฉันรู้สึกว่าเรื่องราวของนายคนนี้มีบางอย่างที่ซ่อนอยู่ และก็คงต้องค่อยๆ ติดตามกันในตอนต่อไปนั่นแหละ...

 

..........................

Teacher you’re my love 

ปิ๊งรักครู(หนุ่ม)หน้าใสหัวใจเย็นชา

 

-ตริวเตอร์หนุ่มสุดเย็นชา ปะทะ ยัยศิษย์บ๊องจอมทะลึ่ง-

คีย์บอร์ด & เปียโน


-1 คอมเม้นท์ 1 กำลังใจ-

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

28 ความคิดเห็น