ต้านรัก CEO จอมบงการ

ตอนที่ 18 : Chapter 9 : ความสัมพันธ์ที่ไม่มีชื่อเรียก (The Undefined Relationship) 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,055
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    25 ก.ค. 60

Chapter 9 : ความสัมพันธ์ที่ไม่มีชื่อเรียก (The Undefined Relationship)



กรุงเทพมหานคร, สิบห้าปีก่อน

ตอนบ่าย ณ สวนสาธารณะแห่งหนึ่งในช่วงฤดูหนาว เด็กหญิงวัยสิบสองปี ผมถักเปียยาวสองข้าง กำลังขี่จักรยานชมวิวไปตามถนนด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พอเห็นถนนโล่งจึงเร่งความเร็วขึ้นอีกเท่าตัวด้วยความคึกคะนอง ใบหน้ามอมแมมแตะแต้มด้วยรอยยิ้มละมุน รู้สึกเหมือนทั้งสวนเป็นโลกของตัวเอง

          แต่แล้วทันใดนั้นเอง มีเด็กชายกลุ่มหนึ่งขี่จักรยานโผล่พรวดมาจากอีกทางโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ เวณิกาเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด หักจักรยานหลบอย่างอัตโนมัติจนวิ่งออกนอกถนน เธอกำเบรกสุดแรง แต่โชคร้ายเหลือเกินที่เบรกข้างหนึ่งเสีย และความเร็วของจักรยานก็ทำให้เบรกอีกข้างเอาไม่อยู่

          “กรี๊ดดดดด!” เวณิกากรีดร้องเสียงสูงเพราะจักรยานกำลังตรงดิ่งไปยังบึงน้ำขนาดใหญ่ เด็กพวกนั้นนอกจากไม่ช่วยแล้วยังหัวเราะเห็นเป็นเรื่องสนุกสนานและขี่จักรยานหนีไปเฉยๆ เธอได้แต่ก่นด่าในใจด้วยความหงุดหงิด

        ตูม!!

        ในที่สุดทั้งจักรยานทั้งคนปั่นก็ตกลงไปในบ่อน้ำ วินาทีก่อนรถจะพุ่งลงไป เวณิกาสบตากับเด็กชายชาวต่างชาติคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่บนม้านั่งใต้ต้นจามจุรีบริเวณนั้นอย่างขอความช่วยเหลือ แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาได้แต่อ้าปากค้าง ทำอะไรไม่ทัน

          ทว่าเด็กหญิงก็ว่ายน้ำขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัย เพราะป้าให้เรียนว่ายน้ำจนเก่ง เวณิกานั่งหอบอยู่ริมฝั่งในสภาพเปียกโชกหัวจรดเท้าไม่ต่างจากลูกแมวตกน้ำ

          “พวกเด็กบ้าเอ๊ย ทำวันดีๆของฉันพังหมด” ใบหน้ากลมอิ่มบึ้งตึง ขณะนั้นเองมีเสียงห้าวดังขึ้นเหนือศีรษะ เธอแหงนหน้าขึ้นมองโดยอัตโนมัติ

          “เธอโอเคหรือเปล่า หนูน้อย” เด็กชายชาวต่างชาติที่เธอสบตาขอความช่วยเหลือเมื่อกี้นั่นเอง เจ้าตัวยิ้มปลอบโยนและยื่นมือมาให้จับ เวณิกาเพิ่งเห็นว่าดวงตาเขาเป็นสีควันบุหรี่สวยแปลกตาเมื่อตอนอยู่ใกล้ๆ ผมของเขาเป็นสีน้ำตาลเข้มหยักศก โครงหน้าคมแบบชาวตะวันตก

          แก้มกลมยุ้ยพองขึ้นเล็กๆด้วยท่าทีไม่พอใจ เขาเรียกเธอว่าหนูน้อยงั้นเหรอ ถึงตัวเขาจะสูงกว่ามาก แต่ดูท่าทางแล้วไม่น่าจะอายุมากกว่าเกินห้าปี เรียกแบบนี้ข่มกันชัดๆ

          “ไม่ชอบให้ฉันเรียกอย่างนั้นเหรอ” เขาหัวเราะเบาๆและเอ่ยเหมือนเดาออก ดวงตามีรอยขันปนเอ็นดู

          “ฉันอายุสิบสองปีแล้ว ไม่สิ สิบสามปีต่างหาก ไม่ใช่หนูน้อยแบบที่คุณเรียก” ด้วยความที่เรียนโรงเรียนนานาชาติจึงโต้ตอบได้อย่างทันควัน และแม้อีกสามเดือนถึงจะอายุครบสิบสามปีเต็ม แต่ก็ขอบวกเพิ่มเข้าไปก่อน

          “โทษที ฉันเห็นตัวเธอเล็กกะเปี๊ยกเดียว นึกว่าเพิ่งอยู่อนุบาลซะอีก แล้วอายุสิบสามขวบนี่ไม่ได้เรียกว่าเป็นผู้ใหญ่เลย” ยิ่งเห็นเธอทำตาวาวๆเหมือนอยากจะกัดเขา เด็กชายก็ยิ่งเย้าแหย่

          “แต่ไม่ใช่หนูน้อยแล้วกัน ว่าแต่คนอื่นเด็ก คุณล่ะอายุเท่าไหร่”

          “สิบห้า”

          “มากกว่าฉันแค่สองปีเอง”

          “แต่ฉันดูโตกว่าเธอมากใช่ไหมล่ะ”

          “พวกเด็กฝรั่งก็แก่เร็วอย่างนี้แหละ”

          “เห็นตัวเล็กๆแต่ร้ายไม่เบาเลยนะ” คนตัวสูงยิ้มเอ็นดูอย่างไม่ถือโทษ ก่อนบอก “เอาละ ถ้าไม่เป็นอะไรก็ลุกขึ้นมาเถอะ ฉันช่วย”

          “ไม่เป็นไร ฉันลุกเองได้” พร้อมกับพูด เด็กหญิงหยัดตัวลุก ทว่าด้วยความรีบร้อนทำให้ก้นจ้ำเบ้าลงไปอย่างแรง “โอ๊ย!” ใบหน้ากลมเหยเก

          “ให้ช่วยแต่แรกก็ไม่ต้องเจ็บตัวแบบนี้” เขาเอ่ยด้วยท่าทางขำขัน ยิ้มกว้างอย่างน่าหมั่นไส้

          “ถ้าอยากช่วยมากละก็ ไปเอาจักรยานขึ้นมาให้ฉันดีกว่า” เวณิกาบุ้ยใบ้ไปยังบึงน้ำขนาดใหญ่ที่จักรยานคู่ใจของเธอจมอยู่

          “ได้สิ แค่จักรยานคันเล็กๆเอง” เจ้าของร่างสูงถอดเสื้อออกรวดเร็ว หุ่นของเขาเก้งก้างอย่างเด็กวัยรุ่นทั่วไปที่กำลังเติบโต

          “คุณว่ายน้ำเป็นเหรอ” แม้จะท้าไปแล้ว แต่ก็กลัวว่าอาจเกิดอันตรายขึ้น

          “สบายมาก ฉันเป็นแชมป์ว่ายน้ำของโรงเรียนมาสามสมัยซ้อน” คนพูดอวดรางวัลการันตีความสามารถ ก่อนจะกระโดดตูมลงไปในบึงใหญ่ และดำหายลงไป

          เวณิกามองตามด้วยดวงตาตระหนกเล็กๆ ถึงเขาจะยืนยันว่าว่ายน้ำเป็น แต่เธอไม่อยากเป็นต้นเหตุที่ทำให้ใครจมน้ำตายนี่นา เด็กหญิงเตรียมพร้อมลงไปช่วย หากอีกฝ่ายมีท่าทีว่าไม่ไหว

เด็กชายชาวต่างชาติหายไปใต้น้ำเกือบสามนาทีแล้ว ผืนน้ำนิ่ง ไม่มีวี่แววว่าเขาจะกลับขึ้นมา เวณิกาหวาดหวั่นมากขึ้นเรื่อยๆ

“นี่คุณ คุณคนปากเสีย ได้ยินฉันไหม” เด็กหญิงตะโกนเรียก แต่ไม่มีสัญญาณใดๆ ไม่ได้การณ์แล้วละ เธอต้องลงไปช่วยเขาเดี๋ยวนี้

จังหวะที่จะกระโดดลงไปนั้นเอง ผืนน้ำที่เรียบสงบก็กระเพื่อม ตามด้วยเด็กชายคนนั้นที่โผล่ขึ้นมาพร้อมจักรยานของเธอ เขาว่ายกลับเข้าฝั่งอย่างคล่องแคล่วสมคำคุย และส่งเจ้าสองล้อคืนให้

“บอกแล้วว่าสบายมาก” แม้จะหายไปในน้ำร่วมสี่นาที แต่อีกฝ่ายไม่มีท่าทีเหนื่อยหอบให้เห็นเลย ผิดกับเธอที่หมดสภาพ

เวณิการับจักรยานคืน และเสมองไปทางอื่น เพราะหมั่นไส้ดวงตาเป็นประกายยินดีของเขา

“คงคิดว่าฉันจะทำไม่ได้ละสิ” เสียห้าวถามอย่างลำพอง

“ใช่ เห็นท่าทางเก้งก้าง กลัวจะจมน้ำตายแล้วฉันต้องรับผิดชอบ”

“ฉันไม่ทำให้เธอเดือดร้อนหรอกน่าหนูน้อย” คนตัวสูงยกมือขึ้นจะวางลงบนศีรษะเล็กที่ยังเปียกหมาด แต่อีกฝ่ายรีบเอียงตัวหลบ

“ฉันไม่ให้คนไม่รู้จักมาเล่นหัวหรอกนะ แล้วก็เลิกเรียกฉันว่าหนูน้อยด้วย เราอายุห่างกันแค่สองปีเอง” ริมฝีปากอิ่มโค้งขึ้น มองเขาอย่างประกาศตัวว่าจะไม่เป็นมิตรด้วย “แต่ยังไงก็ขอบคุณมากที่ช่วยเอาจักรยานขึ้นมาให้” แม้จะหมั่นไส้เขา แต่เมื่ออีกฝ่ายช่วย เธอก็เอ่ยอย่างจริงใจ

เด็กชายตัวสูงยิ้มตอบ “ไม่เป็นไร ว่าแต่บ้านเธออยู่แถวนี้เหรอ”

“เปล่า” เด็กหญิงโกหก เพราะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายถามเพื่ออะไร

“เสียดาย” คนพูดทำหน้าผิดหวัง

“ทำไมต้องเสียดายด้วย”

“นานๆจะเจอคนวัยใกล้กันที่คุยภาษาอังกฤษกับฉันได้ ฉันเหงา อยากเป็นเพื่อนกับเธอ” เขาบอกอย่างซื่อตรง แต่ยัยเด็กกะโปโลทำหน้าเพลียๆ

“ถามฉันยังว่าอยากเป็นเพื่อนคุณหรือเปล่า” เวณิกาก้าวขึ้นคร่อมจักรยานเตรียมจะกลับบ้าน

“อยากอยู่แล้ว ฉันรู้ว่าเธอชอบฉัน” เด็กชายยิ้มกว้าง ดวงตาฉายแววมั่นอกมั่นใจเหลือล้น

“ฉันชอบคุณ?” เธอชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง

“ใช่ พ่อแม่ฉันบอกว่าคนไทยชอบฝรั่ง โดยเฉพาะฝรั่งที่พูดไทยได้นี่น่ารักมากในสายตาคนไทย ฉันก็พูดได้นิดหน่อยนะ เธออยากฟังไหม” ดวงตาคนพูดเป็นประกายกระตือรือร้นและภูมิใจนำเสนอ

“คงพูดประโยคเดิมๆอย่าง สวัสดี สบายดีไหม ไม่อยากฟัง” เวณิกาปรามาส

“เหรอ งั้นเธอคงต้องมาสอนภาษาไทยให้ฉันแล้วละ”

“เรื่องอะไรฉันต้องสอนคุณด้วย เป็นใครมาจากไหนไม่รู้ ชื่อยังไม่ยอมบอกเลย” เวณิกาตั้งท่าจะปั่นจักรยานหนีไป แต่คนตัวสูงโย่งก้าวมาขวางข้างหน้าเอาไว้

“เรียกฉันว่าชาลีก็ได้ แล้วเธอล่ะชื่ออะไร” เด็กชายถามอย่างมีอัธยาศัย

“ไม่บอก”

“อ้าว ทำไมล่ะ”

“บอกแล้วไงว่าฉันไม่อยากเป็นเพื่อนกับคุณ ฉันมีเพื่อนเยอะแล้ว”

“แต่ฉันไม่มีเพื่อนเลย ฉันเหงา ถ้าเธอเห็นใจจะมาเป็นเพื่อนคุยกันได้ไหม แค่วันละชั่วโมงสองชั่วโมงก็ยังดี” ชาลีมองอย่างอ้อนวอน

เวณิกาเห็นดวงตาเศร้าของเขาแล้วแอบเห็นใจเล็กๆ แต่ก็ไม่อยากผูกมิตรกับคนแปลกหน้าอยู่ดี “ที่โรงเรียนไม่มีเพื่อนเหรอ”

“ถ้าที่อเมริกามี แต่ที่นี่ไม่มีเลย”

“อ้าว นึกว่าอยู่ที่นี่ซะอีก คุณแค่มาเที่ยวเหรอ”

“เปล่า พ่อแม่ของฉันมาทำงาน และท่านก็พาฉันมาด้วย มันไม่ใช่เรื่องสนุกเลยที่ต้องอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคยและไม่มีเพื่อนตลอดหนึ่งเดือนต่อจากนี้”

“แล้วทำไมคุณไม่อยู่อเมริกาล่ะ”

“พ่อกับแม่ไม่ยอม ท่านอยากให้ฉันมาด้วยเพื่อจะได้รู้จักหลายๆประเทศ แต่แล้วไง พวกท่านเอาแต่ทำงาน ทิ้งให้ฉันอยู่คนเดียวแบบนี้” ชาลีระบายด้วยน้ำเสียงน้อยใจ

“แล้วฉันต้องรับผิดชอบด้วยหรือไง ฉันไม่ใช่คนที่ปล่อยให้คุณอยู่คนเดียวสักหน่อย” และตอนนี้เธอก็เริ่มหนาวสั่น อยากเปลี่ยนเสื้อผ้าเต็มทีแล้วด้วย

“เธอคือคนที่จะช่วยให้ฉันหายเหงาไง ไม่งั้นจู่ๆพระเจ้าจะทำให้เธอขี่จักรยานผ่านมาตรงที่ฉันนั่งอยู่ทำไม” เขาเชื่ออย่างนั้นจริงๆ

“บ้า บังเอิญมากกว่า ไม่ใช่สิ ซวยต่างหาก” คิดแล้วก็เจ็บใจพวกเด็กลิงทะโมนนั่นไม่หาย

“เอาอย่างนี้นะ พรุ่งนี้เราเจอกันที่นี่ เวลาเดิม ฉันจะรอเจอเธอ แล้วเราจะได้ทำความรู้จักกันมากขึ้น” ดวงตาสีควันบุหรี่เป็นประกายพราวสวย

เธอไม่ตอบ ปั่นจักรยานจากมาพลางส่ายหน้า ใครอยากเป็นเพื่อนกับฝรั่งปากเสียอย่างนายกัน เชิญรอไปเถอะนายเสาไฟฟ้า จ้างให้ก็ไม่มา!

 

เวณิกาขี่จักรยานกลับถึงบ้านโดยใช้ความเร็วไม่มากนักเพื่อความปลอดภัย บ้านทิพยวาริณที่เด็กหญิงอาศัยอยู่มีอาณาบริเวณกว้างขวางมาก ลุงชยศสามีของป้าวิมาลาซึ่งรับเธอมาอุปการะหลังจากแม่เสียทำธุรกิจซื้อขายอัญมณี จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าท่านร่ำรวยเพียงใด ส่วนป้าของเธอทำธุรกิจร้านสปาตามความถนัด

เวณิกาจอดจักรยานไว้ในโรงรถ และเดินเข้าไปในบ้านหลังใหญ่ ขณะเด็กหญิงเดินผ่านห้องรับแขกก็พบลุงชยศนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ในนั้น จึงหยุดทักทายท่าน

“เวย์กลับมาแล้วนะคะคุณลุง”

“อ้าว ทำไมถึงเปียกอย่างนั้นล่ะ ตกลงไปปั่นจักรยานหรือไปเล่นน้ำมากันแน่” ท่านถามด้วยน้ำเสียงห่วงใยมากกว่าตำหนิ พร้อมกับกวักมือเรียก “ไหน เข้ามาหาลุงซิ”

เวณิกายิ้มแห้ง เธอจะแก้ตัวว่ายังไงดีนะ

“ว่าไง ไปทำอะไรมา ถ้าเล่าความจริงไม่ต้องกลัวจะโดนดุ” ท่านมองด้วยสายตาอารี

เมื่อท่านบอกอย่างนั้นเลยตัดสินใจบอกตามตรง “คือเวย์ไปปั่นจักรยานเล่นมาจริงๆค่ะ แต่บังเอิญมีเด็กกลุ่มนึงขี่จักรยานมาตัดหน้า เวย์เลยเสียหลักตกบึงในสวน”

สีหน้าลุงชยศตกใจไม่น้อย ท่านลุกขึ้นจากโซฟา เดินมาจับไหล่สองข้างของหลานสาวพร้อมถามอย่างร้อนใจ “เด็กพวกนั้นเป็นใคร ลุงจะไปคุยกับพ่อแม่ให้เตือนลูกตัวเอง”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เวย์เองก็ผิดที่ขี่เร็วเกินไป เลยทำให้เบรกไม่ทัน”

“แต่ยังไงเราก็ควรจะไปบอกพ่อแม่เด็กพวกนั้นให้รู้ด้วย” ชยศลากไล้ฝ่ามือลงมาตามแขนทั้งสองข้างของหลานสาวและมาหยุดอยู่ที่มือเล็ก ใช้นิ้วโป้งไล้วนบนฝ่ามือเด็กหญิงแผ่วเบา “ลุงเป็นห่วงเวย์นะ ถ้าเกิดเราว่ายน้ำไม่เป็น ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้”

“เวย์ไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่ค่ะ ยังไงคราวหน้าถ้าไปปั่นจักรยานที่นั่นอีก เวย์จะระวังตัวเองให้มากกว่านี้นะคะ” เธอสัญญามั่นเหมาะ

คุยกับท่านต่ออีกครู่ เด็กหญิงก็ค้อมศีรษะและหันหลังเดินออกมาจากห้องรับแขก

ชายวัยกลางคนมองสะโพกผายของหลานสาวด้วยดวงตาระยิบระยับ ริมฝีปากกระตุกยิ้มพราย รอโตเป็นสาวอีกนิด ลุงจะไม่ปล่อยให้เธอหลุดมือแน่ ชยศคิดอย่างหมายมั่น!

 

เวณิกาคิดว่าจะไม่ไปปั่นจักรยานเล่นสักสองสามวัน เพราะถ้านายชาลีไม่เห็นเธอ เขาคงเลิกไปที่สวนสาธารณะเอง

แต่ดูเหมือนความตั้งใจจะไม่เป็นผล เมื่อวันรุ่งขึ้นรัญชิดาเพื่อนสนิทชวนไปปิกนิกที่นั่นหลังเรียนพิเศษ และฝ่ายนั้นก็ไม่ให้เธอปฏิเสธด้วย

เวณิกาเตรียมตะกร้าปิกนิกเดินมุ่งหน้าไปยังสวนสาธารณะ เพราะจักรยานยังซ่อมไม่เสร็จ ประมาณห้านาทีต่อมา เธอก็มาถึงลานน้ำพุซึ่งเป็นจุดนัดพบ

          เวณิกาวางตะกร้าลงบนม้านั่งตัวหนึ่งและนั่งรอเพื่อนสนิทที่ชอบมาสายประจำ เด็กหญิงทอดสายตามองสวนดอกไม้สีสวยพลางคิดเรื่อยเปื่อย แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อเสียงห้าวที่มีแววยินดีดังขึ้นจากด้านหลัง

          “เธอมาจริงๆด้วย”

          ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเจ้าของเสียงคือใคร เวณิกากัดริมฝีปากล่างและถอนหายใจเบาๆด้วยความเหนื่อยหน่าย อุตส่าห์มาอีกฟากของสวนสาธารณะแล้วนะ แต่ยังไม่วายเจอเขาอีก

          “ฉันไม่ได้มาหาคุณสักหน่อย” เธอหันไปปฏิเสธ

          คนยืนอยู่ด้านหลังยิ้มกว้าง เดินอ้อมมานั่งบนม้านั่งตัวเดียวกัน และเอ่ยเสียงทะเล้น “จริงเหรอ”

          “จริงสิ บอกแล้วไงว่าฉันไม่อยากเป็นเพื่อนกับคุณ” เด็กหญิงบอกด้วยท่าทีเฉยชา

          “ฉันควรจะเชื่อดีหรือเปล่า” ชาลียังทำหน้าเป็นอยู่ได้

          “เชื่อไม่เชื่อก็แล้วแต่” เวณิกาหันหน้าไปทางอื่น ทำเหมือนเขาเป็นสสารเล็กๆที่มองไม่เห็น

          เด็กชายเห็นดังนั้นจึงเปลี่ยนเรื่อง “โห เธอเอาขนมกับน้ำหวานมาด้วย น่าอร่อยจัง สำหรับเราสองคนใช่ไหม” น้ำเสียงของเขาตื่นเต้นจนเกินเหตุ แต่ทำให้อีกฝ่ายหันกลับมาได้

          “คนอะไรขี้ตู่ที่สุด นี่สำหรับฉันกับเพื่อนสองคนเท่านั้น คุณไม่เกี่ยว” เธอมองอย่างขับไล่ไสส่ง

          “เธอกับฉันเป็นเพื่อนกัน ลืมไปแล้วเหรอยัยตัวเปี๊ยก” ถึงเธอจะไม่ได้ตัวเล็กเป็นเด็กอนุบาล แต่เขาก็ยังอยากเรียกแบบนี้ เพราะชอบเห็นเจ้าตัวทำแก้มพองลมและมองเขาด้วยดวงตาวาววับ เหมือนลูกแมวขู่เสือไม่มีผิด

          “บอกแล้วไงว่าฉันไม่ได้ตัวเล็ก”

          “ตัวเล็กกว่าฉัน” ชาลียักคิ้วและขยิบตาข้างหนึ่ง

          เวณิกาเถียงไม่ออก ใช่ เธอตัวเล็กกว่าเขา แต่ถ้าเทียบกับเด็กไทยทั่วไปไม่ใช่สักหน่อย “ใครจะสูงได้แบบคุณล่ะ ท่าทางจะกินเสาไฟฟ้าไปหลายต้น อ้อ แล้วกรุณาอย่าโมเมเอาเองว่าฉันเป็นเพื่อนคุณ”

          “งั้นไหนล่ะ เพื่อนคนนั้นที่เธอว่า ฉันเห็นเธอนั่งอยู่คนเดียว”

          “เดี๋ยวก็มา ว่าแต่คุณเถอะ มาได้ไง”

          “เดินมา”

          “ติงต๊อง” เวณิกากลอกตาและเอ่ยเป็นภาษาไทย

          “ติงต๊อง?” ชาลีพูดตามด้วยสำเนียงแปร่งๆ พลางขมวดคิ้วหนาเข้าหากัน ดวงตาสีควันบุหรี่เต็มไปด้วยแววสงสัยซึ่งทำให้เขาดูเหมือนเด็กน้อยช่างอยากรู้อยากเห็นยังไงยังงั้น

          “อ๋อ ติงต๊อง แปลว่าเจ๋งน่ะ ฉันชมว่าคุณเจ๋งมากๆ” เด็กหญิงกลั้นขำ รู้สึกสนุกที่ได้แกล้งฝรั่งจอมยียวนบ้าง

          “จริงเหรอ” ท่าทางเขาไม่ไว้ใจเธอนัก

          “จริงสิ ชาลีติงต๊อง หมายความว่า Chalie is so cool.” เวณิกายิ้มพร้อมยกนิ้วโป้งประกอบคำพูด

          You are so ติงต๊อง than Chalie.” เด็กชายชมกลับบ้าง ก่อนจะหัวเราะครืนเมื่อเห็นเธอหุบยิ้ม “ขอโทษนะ บังเอิญฉันรู้จักคำนี้ เธอหลอกด่าฉันไม่ได้หรอก”

          เวณิกาเอื้อมมือไปคว้าตะกร้าลุกขึ้น เพราะขี้เกียจจะต่อปากต่อคำ ชาลีลุกขึ้นตามและถาม

          “จะไปไหนล่ะ เดี๋ยวเพื่อนมาไม่เจอนะ”

          “ไปที่ไหนก็ได้ที่ไม่มีคุณ”

          “โกรธเหรอ ฉันขอโทษที่ชอบแกล้งเธอ แต่ฉันอยากเป็นเพื่อนกับเธอจริงๆนะ ฉันรู้สึกว่าเราสองคนจะเข้ากันได้ดีมาก” ชาลีก็อธิบายไม่ได้เหมือนกันว่าอะไรทำให้รู้สึกอย่างนั้น

          “เป็นไปไม่ได้หรอก ในเมื่อฉันกับคุณเจอกันทีไรก็มีเรื่องกันประจำ” พูดจบเด็กหญิงก็สาวเท้ายาวๆเดินหนีไปอีกทางพลางภาวนาขอให้รัญชิดามาถึงไวๆ

          “เพื่อนหลายคู่ก็ทะเลาะกันมาก่อนจะสนิทกันนะ” เขาเดินตาม ด้วยความที่ขายาว ไม่กี่ก้าวก็เดินขึ้นมาตีคู่กับคนตัวเล็กกว่าได้

          “แต่ไม่ใช่ฉันกับคุณแล้วกัน”

          “ท่าทางเธอรังเกียจฉันมาก” ชาลีทำหน้าหงอย

          “ถูกเลย”

          “ถ้าเธอไม่ยอมเป็นเพื่อนกับฉัน ฉันคงต้องเหงาต่อไปอีกเป็นเดือนกว่าจะกลับอเมริกา”

          “เรื่องของคุณ”

          “โอเค โอเค ฉันขอโทษจริงๆที่รบกวน” คนตัวสูงหยุดเดิน บอกอย่างยอมแพ้และก้มหน้าเศร้า

          เด็กหญิงหยุดตามโดยอัตโนมัติ และดีใจที่เขาถอดใจสักที “ไม่เป็นไร ฉันให้อภัย”

          “ขอบคุณมากนะ อย่างน้อยเธอก็ทำให้ฉันหายเหงาได้ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงตอนนี้” คนขี้เหงาเงยหน้าขึ้นสบตาและยิ้มซาบซึ้ง

          ดวงตาเศร้าลึกและว้าเหว่ทำให้เวณิกาใจอ่อนยวบลงอย่างห้ามไม่อยู่ บ้าจริง ทำไมต้องสงสารนายชาลีด้วย ต้องดีใจสิที่เขาจะเลิกมาวุ่นวายตามตื๊อขอเป็นเพื่อน

        “ฉันสัญญาว่าจะไม่มาทำให้เธอรำคาญใจอีก” เขาเอ่ยเสียงรู้สึกผิด

          “ขอให้จริงเถอะ จะขอบคุณมากเลย”

          “ทำไมจะไม่จริงล่ะ ในเมื่อไม่มีใครต้องการฉัน ทั้งพ่อ แม่ หรือแม้กระทั่งเธอ ฉันจะดันทุรังอยู่ต่อไปทำไม บางทีฉันอาจจะไม่สมควรอยู่บนโลกใบนี้ก็ได้” ชาลีเอ่ยเสียงเศร้าจัด ก้มหน้าหันหลังเดินจากไปโดยดี  

          เด็กหญิงกลับมานั่งรอรัญชิดาต่อที่ลานน้ำพุ พลางครุ่นคิดเรื่องเด็กชายชาวอเมริกัน เพราะคำพูดสุดท้ายของเขาชวนให้คิดมาก

เธอผิดหรือเปล่านะที่ไม่ยอมเป็นเพื่อนกับเขา ทั้งที่รู้ดีว่าความเหงานั้นทรมานแค่ไหน แล้วที่ชาลีบอกว่าบางทีเขาอาจจะไม่สมควรอยู่บนโลกใบนี้ก็ได้ มันหมายความว่ายังไง

ถ้าคิดง่ายๆ ก็คือเขาแค่บ่นเรื่อยเปื่อยเพราะเซ็งชีวิต แต่ถ้าคิดให้ลึก มันหมายความว่าเขาจะจบชีวิตตัวเองเพราะไม่มีใครต้องการหรือเปล่า หวังว่านายนั่นคงไม่คิดสั้นนะ

โอ๊ย ถ้าเขาทำอย่างนั้นจริง เธอต้องรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตแน่ เพราะเป็นคนที่ทำให้ฟางเส้นสุดท้ายขาด

เอายังไงดีนะ เธอควรจะวิ่งตามชาลีไปเพื่อบอกเขาว่าจะยอมเป็นเพื่อนด้วยดีหรือเปล่า เธอจะยอมฝืนใจตัวเองเป็นเพื่อนกับเขาในช่วงหนึ่งเดือนที่เขาอยู่ที่นี่ มันไม่ใช่เรื่องหนักหนาเท่าไหร่หรอก ถ้าแลกกับการช่วยชีวิตคนไว้หนึ่งชีวิต

ถึงจะยังไม่รู้ว่าคำว่า ไม่สมควรอยู่บนโลกใบนี้ของเขาหมายถึงความตายหรือเปล่า แต่เธอก็ไม่ควรรีรอใช่ไหม เพราะหากเกิดเรื่องร้ายขึ้นจริง ตอนนั้นคงแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว เธออาจจะคิดมากเกินไป แต่ก็ดีกว่าคิดน้อยไม่ใช่หรือ

          คิดได้ดังนั้น เวณิกาจึงลุกขึ้นพร้อมกับคว้าตะกร้าปิกนิกวิ่งไปยังทิศทางที่ชาลีเดินไปโดยไว หวังว่าจะตามทัน เพราะเขาเพิ่งเดินจากไปไม่ถึงห้านาที แต่ทว่าเธอไม่เห็นแม้แต่เงาของฝรั่งขี้เหงา



วันนี้มาแบบเต็มตอนอ่านจุใจเลยจ้า :)



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

161 ความคิดเห็น