ต้านรัก CEO จอมบงการ

ตอนที่ 19 : Chapter 10 : จนกว่าจะพบกันอีกครั้ง (Until we meet again)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,690
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    4 ส.ค. 60

Chapter 10 : จนกว่าจะพบกันอีกครั้ง (Until we meet again)



สองวันแล้วที่เวณิกาไม่ได้พบชาลี และเป็นสองวันที่กระวนกระวายขึ้นเรื่อยๆเมื่อคิดว่าอีกฝ่ายอาจจากโลกนี้ไปแล้ว

          “เวย์” เสียงเรียกและมือที่เขย่าแขนเบาๆทำให้เด็กหญิงได้สติ หลังนั่งใจลอยอยู่ในห้องเรียนพิเศษมาพักใหญ่

          “มีอะไรเหรอดาด้า” เวณิกาถามเพื่อนหน้าเหลอหลา

          “คุณครูสอนจบแล้ว” คนที่สองวันก่อนไม่ได้ปิกนิกกันตามนัดเพราะเผลอหลับบอก

          “อ้าว จริงเหรอ” เธอถามแล้วก็ได้คำตอบเมื่อหันไปรอบๆเห็นคนอื่นกำลังเก็บของใส่กระเป๋าเตรียมออกจากห้อง

เวณิกากลับถึงบ้านประมาณบ่ายสาม เด็กหญิงเดินผ่านห้องรับแขกก็พบลุงกับป้านั่งดูทีวีกันอยู่ จังหวะที่เธอเดินไปหยุดอยู่หน้าประตู พวกท่านก็หันมาเห็นพอดี

          “สวัสดีค่ะคุณลุงคุณป้า” เด็กหญิงยกมือไหว้อย่างอ่อนน้อม

          ลุงชยศและป้าวิมาลารับไหว้ แล้วหญิงวัยกลางคนก็พยักหน้าเรียกให้เธอเข้าไปหา

ขณะนั้นเอง เสียงผู้ประกาศข่าวจากโทรทัศน์ก็ทำให้ดวงตากลมโตของเวณิกาขยายกว้างอย่างตกใจ

          พบเด็กชายชาวต่างชาติฆ่าตัวตายที่คอนโดย่านสุขุมวิทเมื่อเช้านี้ คาดน้อยใจพ่อแม่

        เด็กชายชาวต่างชาติฆ่าตัวตายย่านสุขุมวิทงั้นเหรอ!

          สิ่งที่ได้ยินทำให้เวณิกาขนลุกวูบ รู้สึกเย็นเยียบไปทั้งร่างกาย เธอยืนดูรายละเอียดของข่าวต่อ ด้านลุงชยศและป้าวิมาลาก็สนใจข่าวนี้ไม่แพ้กัน เพราะเหตุเกิดอยู่ในย่านที่บ้านทิพยวาริณตั้งอยู่นี่เอง

          ข่าวรายงานว่า เด็กชายคนนั้นเป็นชาวญี่ปุ่น อายุสิบห้าปี อาศัยอยู่ที่คอนโดคนเดียว โดยพ่อแม่ทำธุรกิจอยู่ในประเทศไทย แต่บินไปๆมาๆระหว่างไทยกับญี่ปุ่น คาดว่าปมที่ทำให้คิดสั้นเกิดจากขาดความอบอุ่นนั่นเอง

          เท่าที่รู้ชาลีเองก็มีปมคล้ายๆเด็กชายญี่ปุ่นคนนี้ที่พ่อแม่เอาแต่ทำงานไม่สนใจเขา จนทำให้เจ้าตัวเหงาหงอยเคว้งคว้าง ต้องออกมานั่งที่สวนสาธารณะคนเดียวโดยหวังจะมีใครสักคนมาเป็นเพื่อนคุยแก้เหงา แต่เธอภาวนาขออย่าให้เขาคิดทำแบบเดียวกันกับข่าวเมื่อครู่นี้เลย

 

วันรุ่งขึ้นเวณิกาปั่นจักรยานที่ซ่อมเบรกแล้วมายังสวนสาธารณะและจอดใต้ต้นจามจุรีริมบึงน้ำ ที่ที่เจอชาลีครั้งแรกและมั่นใจว่าหากฝ่ายนั้นมาที่สวน เขาต้องมานั่งตรงนี้ เพราะปกติเวลาคนเราชอบที่ไหนก็มักจะไปที่นั่นประจำ เหมือนเธอและรัญชิดาที่เวลามาสวนทีไรก็จะไปนั่งบริเวณลานน้ำพุ หรือไม่ก็สนามเด็กเล่น

          เด็กหญิงนั่งมองผิวน้ำที่เป็นระลอกคลื่นพลิ้วสวยเมื่อสายลมพัดมาพลางทอดถอนใจ ชาลีจะไม่มาอีกแล้วจริงๆเหรอ แล้วเขาหายไปไหนกัน จะว่ากลับอเมริกาแล้วก็ไม่น่าใช่ เพราะเจ้าตัวบอกเองว่าจะอยู่ที่นี่อีกประมาณหนึ่งเดือน หรือจะเก็บตัวร้องไห้อยู่ในห้อง ทรมานตัวเองด้วยการไม่กินข้าวกินน้ำ เพื่อให้ตายลงช้าๆ

          นายชาลี หวังว่านายคงไม่ทำร้ายตัวเองเพราะความเหงาหรอกนะ

       เวณิกาหลับตาลงพลางอธิษฐานขอพระเจ้าดลใจให้เขามีจิตใจเข้มแข็ง ไม่ปล่อยให้ความอ่อนแอนำพาไปสู่ความตาย ขอให้เขาคิดถึงพ่อ แม่ คนที่อยู่ข้างหลังให้มากๆ ขอให้เขามีพลังก้าวข้ามปัญหา ขอให้เขามองเห็นทางออก และขอให้เธอได้เจอเขาอีกครั้งด้วยเถอะ

          “ยัยตัวเล็ก”

          ดวงตากลมโตลืมขึ้นโดยพลันเมื่อได้ยินเสียงห้าวดังขึ้นตรงหน้า

          “ชาลี!” เวณิกาอ้าปากค้างอย่างไม่เชื่อสายตา การขอพรของเธอได้ผลเร็วทันตาเห็นขนาดนั้นเชียวเหรอนี่ “คุณจริงๆใช่ไหม” เด็กหญิงยืนขึ้นและมองใบหน้าคมราวกับว่าหากกะพริบตาแล้วเขาจะสลายไปกับอากาศ

          “แล้วคิดว่าวิญญาณหรือไงเล่า” ดวงตาสีเทาพราวด้วยรอยขบขัน

          “ก็ใช่น่ะสิ คุณอาจจะเป็นวิญญาณแต่ไม่รู้ตัว” เธอเอ่ยเสียงจริงจัง

          “นี่เธอเป็นอะไร” คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน วันนี้ยัยตัวเล็กดูซีเรียสชอบกล

          “ตกลงคุณยังไม่ตาย?

          “ตาย?                           

          “ใช่ ก็วันนั้นคุณบอกว่า ในเมื่อไม่มีใครสนใจ บางทีคุณอาจไม่สมควรจะอยู่บนโลกนี้อีกต่อไป ฉันคิดว่าคุณจะกลับไปฆ่าตัวตาย” เวณิการู้สึกเหมือนความหนักอึ้งในใจถูกยกออกไปหมด

          ชาลีนิ่วหน้าเล็กน้อย ก่อนดวงตาสีแปลกจะเป็นประกายพราวระยับเมื่อนึกขึ้นได้

เขาลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าพูดอะไรออกไป วันนั้นก็แค่พูดประชดชีวิตด้วยความเซ็งเท่านั้นเอง แต่ไม่คิดเลยว่ายัยเด็กกะโปโลจะเก็บเอาไปคิดเป็นตุเป็นตะว่าเขาจะฆ่าตัวตาย อยากบอกเหลือเกินว่า มันไม่เคยอยู่ในความคิดด้วยซ้ำ แม้จะรู้สึกเหงา แต่เขาไม่ได้จิตตกจนถึงขั้นสามารถคิดสั้นได้

นี่เธอคงกังวลว่าจะเป็นต้นเหตุทำให้เขาฆ่าตัวตาย เลยออกมารอพบที่นี่สินะ แต่ไหนๆเรื่องก็ดำเนินมาถึงตรงนี้แล้ว เขาก็จะเล่นตามตามน้ำแล้วกัน

“ใช่ ตอนนั้นฉันคิดจะฆ่าตัวตาย แต่อีกใจบอกว่า ถ้าฉันมาที่นี่อีกครั้ง เธออาจจะยอมเป็นเพื่อนด้วย” ความจริงที่เขาหายไปสองวันเพราะเป็นไข้ไม่สบาย ไม่ใช่อย่างที่พูดสักนิด

“คุณคิดถูกแล้วที่ยังไม่ได้ฆ่าตัวตาย เพราะฉันมาวันนี้เพื่อบอกว่าจะยอมเป็นเพื่อนคุยแก้เหงาให้”

“จริงเหรอ เธอไม่ได้หลอกฉันใช่ไหม” ใบหน้าชาลีเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แต่แววตายังไม่วางใจ

“จริงสิ ฉันไม่อยากให้คุณคิดสั้น ถ้าการคุยกับคุณจะช่วยได้ ฉันก็ยินดีจะเป็นเพื่อนคุยให้”

“ไม่อยากเชื่อเลย”

“แต่มีข้อแม้นะ” เวณิกาเอ่ยเสียงเป็นทางการ “เราจะเป็นเพื่อนคุยกันเท่านั้น จะไม่ถามเรื่องส่วนตัวนอกจากอีกฝ่ายจะอยากเล่าเอง” เธออยากกำหนดสถานะให้ชัดเจนไปเลย

“เธอกลัวฉันจะจีบเหรอ” คนพูดทำหน้าเป็น

“นั่นไง ไม่ทันไรคุณก็กวนประสาทอีกแล้ว หรือจะปล่อยให้ฆ่าตัวตายโดยไม่ต้องสนใจดี”

“ไม่นะๆ ฉันสัญญาว่าจะไม่กวนประสาทเธออีก” ชาลีปฏิญาณตนหนักแน่น

“ทำให้ได้อย่างที่พูดด้วยละ อ้อ แล้วก็ต้องสัญญาด้วยว่าจะไม่คิดฆ่าตัวตายอีก ทางออกของปัญหามีมากมาย ถ้าคุณไม่รู้จะแก้ปัญหายังไงจริงๆ ก็ต้องหาคนปรึกษา จะเป็นเพื่อน พี่ คุณครู หรือใครก็ได้ที่ไว้ใจ ไม่ใช่ตัดสินใจทำอะไรโง่ๆ”

“จ้า” เขารับคำด้วยภาษาไทยสำเนียงเพี้ยนๆ ก่อนสรุป “ตกลงเราเริ่มเป็นเพื่อนกันตั้งแต่วันนี้นะ ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการ”

“อืม ยินดีที่ได้รู้จักเหมือนกัน”

“เธอยังไม่ได้บอกชื่อเลย”

“ฉันชื่อเวย์” เด็กหญิงตอบแล้วนั่งลงบนม้านั่ง

“โอเค เวย์” ชาลีเดินมานั่งข้างๆ ก่อนจะตัดสินใจชวน “ไปกินไอติมที่ร้านฝั่งโน้นกันไหม”

          “คุณจะเลี้ยงเหรอ” เวณิกานึกอยากกินอยู่เหมือนกัน ถ้าเขาเลี้ยง เธอจะกินให้เต็มที่เลย

          “ได้! เพื่อฉลองมิตรภาพของเรา” เด็กชายเอ่ยเสียงกระตือรือร้น

 

นั่นคือจุดเริ่มต้นของการคุยกันดีๆเป็นครั้งแรก และยิ่งคุยกันหลายวัน เวณิกายิ่งพบว่าเธอกับเขาเข้ากันได้ดีเกินคาด โดยเฉพาะเรื่องความสงสัยในสิ่งที่คนอื่นอาจไม่เคยสงสัย จินตนาการประหลาดที่ไม่เคยคุยกับใคร เพราะกลัวถูกมองว่าผิดปกติ

          “เธอเคยคิดไหมว่า คนแรกที่กินทุเรียน เขารู้ได้ยังไงว่ามันกินได้ กลิ่นออกจะเหม็นอย่างนั้น” ชาลีเปิดประเด็น สถานที่นัดพบของเขาและเธอยังคงเป็นสวนสาธารณะในเวลาหลังจากเด็กหญิงเลิกเรียนพิเศษเช่นเดิม

          “อืมเขาคงไม่ได้ตั้งใจกินหรอก แต่วันนั้นอาจไม่มีอะไรให้กินจริงๆ พอเดินไปเจอทุเรียนเลยต้องกินประทังชีวิต แล้วก็พบว่ามันอร่อยมาก” ดวงตากลมโตเป็นประกายสดใส

          “อร่อยเหรอ ฉันไม่เคยคิดจะลองเลย” คนพูดทำหน้าแหยงๆ

          “อร่อยสิ ถึงฉันจะไม่ค่อยชอบกลิ่นของมัน แต่ยอมรับเลยว่าอร่อยมาก ใครไม่กินเสียชาติเกิด”

          “ยังไงก็ไม่กิน” ชาลีส่ายหน้าหวือ

          “ไม่อยากกินของอร่อยก็ตามใจ” เวณิกายักไหล่

          “เอ้อ พูดถึงเรื่องเกิด เธอว่าถ้าคนเราตายไปแล้ว ชาติหน้าจะเกิดเป็นสิ่งของได้หรือเปล่า เช่นเกิดใหม่เป็นเครื่องบิน หนังสือ หรือรองเท้า”

          “คิดได้ไงเนี่ย” เด็กหญิงหัวเราะพรืด ก่อนจะอ้อมแอ้มบอก “แต่ยอมรับนะว่าฉันก็เคยคิดแบบนี้”

          “งั้นแสดงว่าฉันไม่ได้เพี้ยนอยู่คนเดียว”

          “ไม่ได้เพี้ยนสักหน่อย แค่คิดแหวกแนว ถ้าคนเราคิดแบบเดิมๆไปหมด โลกนี้อาจไม่มีเครื่องบิน ไฟฟ้า เครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆแบบทุกวันนี้”

          “เป็นเหตุผลที่ทำให้เราดูดีมาก แต่มันไม่ค่อยเกี่ยวกันเท่าไหร่นะ” ชาลีทำหน้าปูเลี่ยน

          “ใครจะไปรู้ อนาคตเราสองคนอาจมีโอกาสทำอะไรสักอย่างที่ยิ่งใหญ่ให้โลกก็ได้”

 

แม้จะเป็นเวลาแค่หนึ่งเดือนที่ได้รู้จักกัน และไม่ได้รู้ข้อมูลของกันไปมากกว่าชื่อเล่น แต่มิตรภาพก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เพราะความสนใจในเรื่องคล้ายๆกัน และบางครั้งเธอก็ให้ชาลีสอนภาษาสเปนซึ่งเป็นอีกภาษาที่เขาพูดได้คล่อง ขณะที่เธอสอนภาษาไทยให้เขาเป็นการแลกเปลี่ยน

          “พรุ่งนี้ฉันต้องกลับอเมริกาแล้ว” นี่เป็นสิ่งที่เขารอคอยแต่สำหรับเมื่อก่อน เพราะตอนนี้ยังไม่อยากกลับแม้แต่น้อย

          “ดีแล้วไม่ใช่เหรอ” เวณิกาไม่คิดเลยว่าจะรู้สึกใจหายแบบนี้ อาจเป็นเพราะการรู้จักกันทำให้เห็นแง่มุมในตัวชาลีที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เขาอาจจะกวนโมโหเก่งและปากเสียไปบ้าง แต่ก็ถือเป็นเพื่อนที่ดีและมีน้ำใจคนหนึ่ง

          “มันก็ดี แต่ฉันอยากคุยกับเธอต่ออีกหลายๆวัน” วันนี้ทั้งเขาและเธอต่างหัวใจห่อเหี่ยวอย่างประหลาด

          “ปีหน้าไม่มาอีกหรือไง”

          “มาสิ แต่กว่าเราจะเจอกันอีกก็ต้องรอหนึ่งปี นานเหมือนกันนะ” ดวงตาสีเทาเป็นประกายเหมือนอยากขออะไรบางอย่าง แต่ไม่ทันได้พูดก็โดนแทรก

          “แค่หนึ่งปีเอง”

          “แค่เหรอ?

          “ใช่ ถ้ามาเมื่อไหร่ก็เจอกันได้นี่ นอกเสียจากคุณจะลืมฉันไปแล้ว” เธอจะไม่แลกข้อมูลติดต่อกับเขาตอนนี้ เพราะตั้งใจไว้แล้วว่าจะเป็นเพื่อนคุยแก้เหงาเฉยๆ ดังนั้นไม่มีเหตุผลจำเป็นต้องติดต่อกันอีก แม้ว่าจะคุยถูกคอก็เถอะ

          “ฉันไม่มีทางลืมคนที่คุยสนุกแบบเธอแน่ แล้วเธอล่ะ จะลืมฉันหรือเปล่า” เขาสบตาเธออย่างรอคอยคำตอบ

          “ไม่รู้สิ เราไม่มีทางรู้หรอกว่าอนาคตจะเป็นยังไง จนกว่าจะถึงตอนนั้น”

          “จะปล่อยให้มันเป็นเรื่องของโชคชะตาใช่ไหม” ชาลีเห็นแววลังเลสับสนในดวงตากลมโต

          “ดีกว่าไหม มาเล่นเกมโชคชะตากัน ถ้าถึงวันนั้นคุณยังไม่ลืมฉัน และฉันยังไม่ลืมคุณ เราก็คงมีโอกาสได้พบกัน” เวณิกายิ้มอย่างจริงใจ แค่หนึ่งเดือนมันไม่ทำให้คนเราผูกพันกับใครได้มากจนถึงขั้นจะเป็นจะตายหากต้องจากกันหรอก

          คนตัวสูงสบตาคนตัวเล็กกว่าอยู่เป็นนานราวจะค้นลึกเข้าไปในความคิด ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ “โอเค” บางทีการเล่นเกมกับโชคชะตาก็เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นดี เพราะไม่มีวันรู้เลยว่าผลจะออกมาเป็นยังไง เธอเองก็คงคิดเหมือนเขา

 

เวณิกาคิดว่าไม่กี่วันคงจะลืมเขาได้ แต่น่าประหลาดนักที่ผ่านมาเกือบสามเดือนแล้ว เธอยังนึกถึงรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และใบหน้าของเพื่อนต่างเชื้อชาติอยู่เลย โดยเฉพาะเมื่อเขาทำหน้าตลกๆเพี้ยนๆให้ดู เธออดขำไม่ได้ทุกที และนึกไม่ออกว่าใครจะขยันหาเรื่องมาให้หัวเราะได้เท่าเด็กชายอีก

          ดวงตากลมโตหันไปมองปฏิทินตั้งโต๊ะ มือเล็กเอื้อมไปหยิบมาเปิดดู ชาลีบอกว่าจะมาเมืองไทยอีกทีช่วงกลางปีหน้าซึ่งเป็นช่วงปิดเทอมของไฮสคูลที่อเมริกาและโรงเรียนนานาชาติที่ไทยพอดี โดยเขาจะอยู่ที่นี่ประมาณหนึ่งเดือนถึงหนึ่งเดือนครึ่ง แล้วแต่ตารางงานของพ่อและแม่

          เวณิกาวางปฏิทินเอาไว้ที่เดิมพลางครุ่นคิด ป่านนี้ชาลีจะทำอะไรอยู่นะ จะยังนึกถึงเรื่องฮาๆตอนอยู่เมืองไทยบ้างหรือเปล่า หรือพอกลับไปเจอเพื่อนที่นู่นก็ลืมความเหงาและเพื่อนคุยแก้เหงาอย่างเธอหมดแล้ว

          เฮ้อ เขาจะลืมหรือจำได้ก็ช่างเถอะ บอกแล้วว่าปล่อยให้เป็นเรื่องของโชคชะตา ไม่มีทางรู้หรอกว่าจะได้กลับมาเจอกันอีกไหม หรือเจอกันแล้วจะยังคุยเฮฮาแบบเดิมได้หรือเปล่า อย่างที่มีคนบอกว่า เวลาเปลี่ยนคนก็เปลี่ยน

          จนกว่าจะพบกันอีกครั้งนั่นละถึงจะได้คำตอบ

 

เมื่อถึงช่วงปิดเทอมปีต่อมา เวณิกาขี่จักรยานมายังสวนสาธารณะ ในใจหวังลึกๆว่าจะได้พบชาลี แม้รู้ว่าเป็นไปได้ยาก

          ว่าไปแล้วก็ขำที่แต่ละวันเธอนึกถึงเรื่องตลกของชาลีตลอด และนึกแปลกใจตัวเองที่คบกับเขาเป็นเพื่อนได้ ทั้งที่ปกติไม่สนิทกับใครง่ายๆ อาจเป็นเพราะเธอกับชาลีพูดคุยกันได้ถูกคอ ชอบอะไรเหมือนๆกัน เลยสนิทกันเร็วแบบนี้

       เด็กหญิงจอดเจ้าสองล้อสีชมพูคู่ใจเมื่อปั่นมาถึงใต้ต้นจามจุรีริมบึงน้ำ ที่ที่เธอกับชาลีเจอกันครั้งแรก ม้านั่งตัวนั้นไม่มีใครนั่งอยู่ รอบๆบริเวณมีพ่อแม่ลูกมาวิ่งเล่นสนุกสนาน และบางคนก็มานั่งปูเสื่อปิกนิกพูดคุยกันอย่างมีความสุข

          เวณิกาถอนหายใจเบาๆ รู้สึกห่อเหี่ยวอย่างประหลาด ชาลีคงไม่มาอีกแล้วล่ะมั้ง แต่จะทำอะไรได้ในเมื่อต่างฝ่ายต่างบอกเองว่าปล่อยให้ทุกอย่างเป็นเรื่องของโชคชะตา โดยลืมไปว่าในโลกนี้ไม่มีใครบังเอิญมาพบกันบ่อยๆนักหรอก

          ไหนๆก็มาแล้ว ไปนั่งรอหน่อยดีกว่า เผื่อว่าเขาจะกำลังมา

          คิดแล้วเด็กหญิงจึงเดินไปนั่งยังม้านั่งพลางนึกอะไรไปเรื่อยเปื่อย สิบห้านาทีผ่านไป สามสิบนาทีผ่านไป คนที่เธอรอพบก็ยังไม่มา

          เขาน่าจะรู้สิว่าเธอจะมาเวลานี้ นอกจากไม่อยากพบเธออีก หรือปีนี้ไม่มาเมืองไทย หรือไม่ก็คงลืมเธอไปแล้ว

          “โอเค ถึงจะไม่ได้เจอกันอีก คุณก็ยังจะอยู่ในความทรงจำของฉัน ในฐานะเพื่อนที่ตลกและคุยกันถูกคอคนนึงนะชาลี” เวณิกาไม่อยากเศร้า แต่ก็อดใจหายไม่ได้

          เด็กหญิงลุกขึ้นจากม้านั่งเตรียมจะกลับ แต่ยังไม่ทันได้ก้าวขา เสียงห้าวแสนคุ้นหูก็ทำให้หัวใจที่ห่อเหี่ยวพองฟูและมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง

          “จะรีบกลับไปไหนล่ะ”





ตอนหน้าจะกลับมาฉากปัจจุบันแล้วจ้า :)


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

161 ความคิดเห็น