ต้านรัก CEO จอมบงการ

ตอนที่ 15 : Chapter 7 : เขาคือใครคนนั้นใช่หรือเปล่า (Is that you?) 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,041
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    16 ก.ค. 60

เมื่อคืนรัญชิดาจำได้ว่าเมามาก แต่ไม่รู้ว่าใครพามาส่งห้อง รู้แค่ว่าพอตื่นขึ้นมาตอนเจ็ดโมงเช้า เธอนอนอยู่บนเตียงของเวณิกา ส่วนบนเตียงเธอมีกระเป๋าสะพายของเธอและเวณิกาวางอยู่ ตอนนั้นรัญชิดายังไม่กังวลอะไร เพราะคิดว่าเมื่อคืนต่างฝ่ายคงต่างเมาจนนอนสลับเตียง และตอนนี้เพื่อนสนิทสาวอาจไปอาบน้ำ

          ทว่าพอไม่พบเจ้าตัวในห้องน้ำ รัญชิดาก็เดาต่อว่าเวณิกาอาจลงไปเดินเล่นรับบรรยากาศตอนเช้าของลาสเวกัส หญิงสาวเข้าไปอาบน้ำ แต่งตัว แต่งหน้า แพ็คกระเป๋าโดยใช้เวลาไปชั่วโมงเศษ เมื่อเวณิกายังไม่กลับมา เธอจึงโทร.หาเพื่อนเพื่อบอกว่าจะออกจากโรงแรมแล้ว

          ผ่านไปสามครั้ง เวณิกาไม่ยอมรับสาย จนถึงครั้งที่ห้าก็ยังเหมือนเดิม นั่นทำให้รัญชิดาวาบลึกในอกด้วยความกลัว แต่คิดในแง่ดีว่า ในเมื่อกระเป๋าสะพายของเวณิกาอยู่บนเตียง แสดงว่าเมื่อคืนฝ่ายนั้นกลับห้องมาพร้อมเธอแล้ว ที่ไม่รับสายอาจเป็นเพราะไม่ได้ยิน

แต่เธอโทร.ห้าครั้งแล้วนะ เวณิกาจะไม่รู้ตัวเลยจริงเหรอ อีกอย่างเจ้าตัวไม่ได้ลืมโทรศัพท์มือถือไว้ในกระเป๋าสะพายด้วย เพราะเปิดดูแล้วไม่มี

“โอ๊ย ยัยเวย์ เธอเป็นอะไรหรือเปล่าเนี่ย ทำไมไม่รับสายฉันเลย” สมองของรัญชิดาปั่นป่วนไปหมด ไม่รู้จะทำยังไงต่อดี แม้ว่าจะพร้อมเดินทาง แต่เธอยังออกจากโรงแรมไม่ได้ จนกว่าจะได้เจอเวณิกา เพราะงานสำคัญก็จริง แต่เพื่อนสนิทสำคัญกว่า เธอจะทิ้งเพื่อนกลับไทยโดยไม่รู้ชะตากรรมของอีกฝ่ายไม่ได้เด็ดขาด

          เธอผิดเองที่รู้ทั้งรู้ว่าวันนี้ต้องออกเดินทางแต่เช้า แต่คึกคะนองดื่มเกินพิกัด แถมยังยุให้เพื่อนดื่มอีกคน ไม่งั้นเช้านี้คงไม่มีเรื่องให้กระวนกระวาย

          รัญชิดายังคงกดโทร.ออกอย่างต่อเนื่อง พลางเดินวนไปวนมาในห้องด้วยความร้อนใจ ครั้งนี้แทนที่จะมีสัญญาณ แต่กลับมีเสียงจากระบบตอบรับอัตโนมัติแทน

 

เลขหมายที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้

    

        “ให้ตายสิ! เครื่องยัยเวย์แบตหมดแน่ๆ” หญิงสาวหน้านิ่วคิ้วขมวด ภาวนาขอให้อย่าเกิดอะไรขึ้นกับเวณิกาเลย เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น เธอคงไม่ให้อภัยตัวเองตลอดชีวิต

          ขณะที่ความกลัวพุ่งมากขึ้นทุกวินาที เสียงกริ่งหน้าห้องก็ดังขึ้น รัญชิดาหัวใจเต้นรัว รีบเดินไปยังประตู ลุ้นให้คนคนนั้นเป็นเวณิกา มือเรียวเปิดประตูโดยไม่ส่องดูช่องตาแมวด้วยซ้ำ แล้วความหนักอึ้งทั้งมวลก็ถูกยกออกจากอกเมื่อเห็นว่าใครยืนอยู่ด้านนอก

          “ยัยเวย์!” รัญชิดาโผเข้ากอดเพื่อนทั้งน้ำตา

          เวณิกากอดตอบแน่น “ฉันกลับมาแล้วดาด้า”

          “แกไปไหนมา ฉันโทร.หาตั้งหลายรอบ กลัวจะเกิดอันตรายกับแก” คนพูดยังร้องไห้ไม่หยุด มันเป็นน้ำตาของทั้งความยินดี โล่งใจ และเสียใจปะปนกัน

          “ฉันไม่เป็นอะไร ว่าแต่แกเถอะ กลับมาที่ห้องได้ยังไง” แม้จะรู้จากชาร์ลส์แล้วว่าใครมาส่งรัญชิดาที่ห้อง แต่ก็ถามเพื่อความแนบเนียนตามแผนที่วางไว้

          “ฉันก็ไม่รู้ แต่ตื่นขึ้นมา ฉันก็นอนอยู่บนเตียงแล้ว แต่แกถามแบบนี้ หมายความว่าเมื่อคืนไม่ได้กลับห้องมาพร้อมฉันเหรอ กระเป๋าสะพายแกก็อยู่ในห้องนอนนะ” รัญชิดาถามพลางดึงเพื่อนเข้ามาคุยกันในห้องและปิดประตู

          เวณิกาอึกอักเล็กน้อยเมื่อต้องโกหก “คือฉัน

          “อย่ามาอ้ำอึ้ง แกไปไหนมา” รัญชิดาซักเมื่อเห็นเพื่อนมีท่าทีผิดปกติ

          “ฉันพอดีฉัน” หญิงสาวทบทวนข้อแก้ตัวที่เตรียมมา “ฉันเจอเพื่อนเก่าน่ะ แล้วเขาชวนฉันไปปาร์ตี้ต่อที่ห้อง ฉันเลยมาส่งแกที่ห้องแล้วไปต่อ เพราะแกเมามากแล้ว”

          “เดี๋ยวๆ แกสับสนในชีวิตหรือเปล่า เมื่อกี้แกถามฉันว่ากลับมาที่ห้องได้ยังไง แต่ตอนนี้กลับบอกว่าแกมาส่งฉันที่ห้องเอง?” ใบหน้ารัญชิดาเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม

          “หือ อะไรนะ” เวณิกากะพริบตาถี่ๆ เมื่อเพิ่งรู้ตัวว่าพูดขัดแย้งกันเอง

          “อะไรล่ะ ก็แกพูดกลับไปกลับมา ตกลงยังไงกันแน่”

          “อ๋อ คือ ฉันกำลังดีใจมากที่เจอแกน่ะ เลยพูดผิดๆถูกๆ ที่จริงฉันมาส่งแกเองนั่นแหละ” เธอแถจนสีข้างถลอกปอกเปิก

          “แน่ใจ?” รัญชิดามองเพื่อนอย่างไม่เชื่อถือนัก

          “แน่สิ ฉันมาส่งแกก่อนไปปาร์ตี้ อันนี้เรื่องจริงเลย” เวณิกายืนยัน

          “โอเค เชื่อก็ได้ แต่แกนี่นะไปปาร์ตี้ต่อดึกๆดื่นๆ? ขนาดฉันชวนไปผับยังกล่อมตั้งนานกว่าจะไป”

          “มันไม่เหมือนกันนี่นา นี่ปาร์ตี้ที่ห้องส่วนตัว แล้วก็มีแต่เพื่อนผู้หญิงหมดเลย เราดื่มกันนิดหน่อย เน้นพูดคุยตามประสาเพื่อนเก่ามากกว่า และไม่มีการเล่นยา หรือมั่วสุมอะไรทั้งนั้น”

          “เหรอ” รัญชิดาก็ยังไม่อยากเชื่ออยู่ดี “เพื่อนคนไหน ฉันไม่ยักรู้ว่าแกมีเพื่อนที่เวกัส อ้อ แล้วทำไมฉันโทร.ไปไม่รับสาย”

          “แกไม่รู้จักหรอก เพื่อนสมัยอนุบาลน่ะ ส่วนเรื่องโทรศัพท์ ฉันคงทำหายที่ผับของโรงแรมเมื่อคืน” จริงๆเธอก็เพิ่งรู้ตัวเหมือนกันว่าโทรศัพท์มือถือหายไป โชคดีที่เกร็ก ลูกน้องของชาร์ลส์เอากระเป๋าสะพายของเธอมาจากผับ ไม่งั้นคงวุ่นวายกว่านี้

          “ฉันไม่อยากเชื่อแกเลย” เธอหรี่ตามองเพื่อนอย่างหาพิรุธ

          “ฉันจะโกหกทำไมล่ะ อีกอย่างฉันก็กลับมาแบบปลอดภัยครบสามสิบสอง แกอย่าสงสัยอะไรอีกเลย” เวณิกาพยายามทำสีหน้าร่าเริง แม้ความจริงแล้วจะเสียใจไม่น้อยที่ถูกผู้ชายจอมบงการคนนั้นพรากพรหมจรรย์ไปโดยฉวยโอกาสตอนที่เธอขาดสติเพราะยาปลุกอารมณ์

          “เออ ฉันก็ดีใจที่เห็นแกปลอดภัย แต่ทำไมรู้สึกเหมือนเรื่องที่แกพูดมันแปลกๆก็ไม่รู้”

          เวณิกาหัวเราะเสียงใส “แปลกอะไรเล่า ฉันพูดจริงยังจะไม่เชื่ออีก นี่ อย่ามัวถามเลย ตอนนี้แปดโมงกว่าแล้ว เดี๋ยวตกเครื่องไม่รู้ด้วยนะ”

          “จริงสิ!” รัญชิดาตาโต ถึงเครื่องจะออกสิบโมงครึ่ง แต่เธอก็ต้องรีบไปเช็คอินก่อนเวลาพอสมควร

          “เตรียมของทุกอย่างเรียบร้อยแล้วใช่ไหม” หญิงสาวถามอย่างพร้อมช่วย

          “เรียบร้อยแล้ว รอแต่แกนั่นแหละ”

          “ฉันรู้ว่าแกจะไม่ยอมไป ถ้าไม่เจอฉัน เลยรีบกลับมานี่ไง” เธอเอ่ยอย่างซาบซึ้งในความเป็นเพื่อนแท้ที่มีต่อกัน

          “แน่สิ จะให้ฉันกลับไปโดยไม่รู้ว่าแกเป็นตายร้ายดีได้ไง ว่าแต่แกอยู่เที่ยวต่อคนเดียวได้แน่นะ” รัญชิดายังไม่วายเป็นห่วง เพราะเวณิกาเป็นผู้หญิงเก่งก็จริง แต่ยังไงก็มีมุมบอบบางตามประสาผู้หญิง

          “ได้สิ สมัยนี้ผู้หญิงก็เที่ยวคนเดียวเยอะแยะ ฉันจะรอบคอบ ไม่เข้าใกล้ที่ที่เสี่ยงอันตราย แกสบายใจได้”

          “แล้วฉันจะติดต่อแกยังไง มือถือหายแบบนี้”

          “เดี๋ยวฉันซื้อใหม่วันนี้แหละ”

          “โอเค แต่ถ้ามีปัญหาอะไรรีบบอกฉันนะ ถึงอยู่ไกล แต่ก็จะพยายามช่วย”

          “ได้ ฉันจะเฟซไทม์หาแกทุกวันจนแกเบื่อหน้าฉันเลยละ” เวณิกายิ้มกว้าง แม้ข้างในจะกลัดกลุ้ม ปัญหาที่เธอเจอตอนนี้รัญชิดาคงช่วยไม่ได้แน่ เพราะถ้าเทียบชาร์ลส์ แอชตัน วินเทอร์เป็นปัญหา เขาก็คงเป็นปัญหาระดับโลกเลยทีเดียว

          และอีกหนึ่งคำถามที่ยังคงค้างคาใจไม่หายก็คือ เขาคือ ใครคนนั้นใช่หรือเปล่า บางครั้งคำพูดของเขาก็คล้ายจะแกล้งให้เธอสับสนไขว้เขว

          แต่จะใช่หรือไม่ใช่ก็ช่างเถอะ ตอนนี้เธอออกมาจากเพนท์เฮาส์ของชาร์ลส์ แอชตัน วินเทอร์ได้แล้ว และจะไม่มีทางกลับไปที่นั่นอีกเด็ดขาด

          “เอ๊ะ นั่นแหวนอะไรน่ะ!” รัญชิดาที่เพิ่งสังเกตเห็นรีบคว้ามือเพื่อนขึ้นมาดู นอกจากสร้อยข้อมือไพลินที่แขนขวาแล้ว เธอก็ไม่เคยเห็นเพื่อนใส่เครื่องประดับชิ้นอื่น แต่วันนี้กลับมีแหวนปริศนา มันน่าสงสัยมากๆ

          เวณิกาหน้าถอดสี ยิ้มไม่ออก ให้ตายเถอะ รู้ทั้งรู้ว่าเพื่อนตาดี ทำไมเธอถึงลืมถอดแหวนได้นะ แล้วจะแก้ตัวต่อว่ายังไงดีล่ะเนี่ย!

เธอดึงมือกลับไปซ่อนไว้ด้านหลัง พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด และเอ่ยด้วยน้ำเสียงน่าเชื่อถือ

          “แหวนอะไร ไม่มีหรอก” แม้เวลาไปสนามเครื่องบินจะกระชั้นชิด แต่ยัยดาด้ายังไม่วายตาไวเห็นอีก สมแล้วที่มีฉายาว่าดาด้าตาสัปปะรด

          “ยัยเวย์ แกเมาอยู่หรือเปล่าเนี่ย ฉันเห็นเต็มตา ยังจะบอกว่าไม่มีอีก” รัญชิดายกมือขึ้นเท้าสะเอว เพื่อนเธอโกหกไม่เนียนเอาเสียเลย ไม่สิ ต้องบอกว่าไม่เคยโกหกได้เนียนเลยต่างหาก

          เวณิกายิ้มแห้งเหมือนเด็กที่โดนผู้ใหญ่จับได้ว่าทำผิด “อย่าสนใจเลย แหวนธรรมดา ไม่มีอะไรพิเศษหรอก”

          “แล้วทำไมต้องทำเป็นมีลับลมคมในด้วย พอฉันทักก็รีบเอาไปซ่อนด้านหลังเลย” รัญชิดาซักไซ้ไล่เลียงด้วยความอยากรู้ เวณิกาหายไปหนึ่งคืนเต็มๆ แล้วกลับมาพร้อมแหวนบนนิ้วนางข้างซ้าย จะให้เชื่อได้ยังไงว่าเป็นแหวนธรรมดา

          “ก็ฉัน

          “ตอบดีๆนะ อย่าให้คำพูดขัดแย้งกันเองอีก” ดวงตาคนพูดมีแววเย้าแหย่

          คนถูกสอบสวนตั้งสติและเรียบเรียงความคิดช้าๆ ก่อนจะตอบแบบนิ่งสงบ เพื่อไม่ให้เพื่อนเห็นพิรุธ

          “ก็แหวนจากปาร์ตี้นั่นแหละ พอดีเมื่อคืนมีเพื่อนคนนึงออกไอเดียว่าควรแลกของที่ระลึกกัน ฉันเลยได้แหวนวงนี้มา” หวังว่าเหตุผลนี้จะฟังขึ้น

          “อืม สวมนิ้วนางข้างซ้ายด้วย ยังกับแหวนหมั้นแน่ะ” รัญชิดามองแหวนทองคำขาวที่หัวแหวนทำจากเพชรน้ำงามอย่างพินิจ

          “นิ้วอื่นมันสวมไม่พอดีนี่นา แกก็ อย่าจับผิดฉันเลย”

          “อืม ก็ฟังขึ้นนะ”

          “งั้นเตรียมตัวออกไปสนามบินได้แล้ว เดี๋ยวฉันจะไปส่ง” หญิงสาวบอกอย่างกระตือรือร้น

เวลาที่จวนเข้ามาเต็มทีทำให้รัญชิดายอมยกประโยชน์ให้จำเลย เพราะท่าทางจะไม่ยอมสารภาพความจริงง่ายๆ “เดี๋ยวๆ แล้วแกจะไปชุดนี้เลยเหรอ ยังไม่อาบน้ำตั้งแต่เมื่อคืนเลยนะ”

“ขืนมัวอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ แกได้ตกเครื่องพอดีน่ะสิ” เวณิกาโล่งใจที่รอดพ้นจากการถูกจับผิดได้

“โอเคๆ ไปก็ไป” บอกตรงๆว่าเธอไม่เชื่อที่เพื่อนเล่ามาเลยสักนิด แต่ตอนนี้มีเวลาจำกัดจริงๆ ไว้ถึงเมืองไทยเธอจะซักฟอกเพื่อนผ่านทางวีดีโอคอลอีกที




ต้านรัก CEO จอมบงการ
พิชญวารี/พิชชาธาร
www.mebmarket.com
“ในหัวคุณมีแต่เรื่องใต้สะดือตลอดเวลาเลยหรือไงนะ”“เปล่าสักหน่อย จุดที่ผมจะจูบคุณอยู่เหนือสะดือตั้งเยอะ แต่ถ้า” ชาร์ลส์ทอดเสียงหวาน ยิ้มกรุ้มกริ่ม “อยากให้จูบต่ำกว่าสะดือ ผมก็ไม่ขัดนะ”สิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนั้น... มันจะติดตามกลับมาถึงบ้านของเธอ!‘เวณิกา’ ทุ่มเททั้งชีวิตให้กับงาน และไม่ใช่ผู้หญิงประเภทที่จะใฝ่ฝันถึงเรื่องความรัก แต่ช่วงเวลาพักร้อนประจำปีกับการท่องเที่ยวในลาสเวกัสกับเพื่อนสนิทตามลำพังสองคนได้จบลงไปดื้อๆ เมื่อเธอดันตื่นขึ้นมาพร้อมกับแหวนแต่งงานและ ‘สามีแปลกหน้า’ ที่เธอไม่เคยคาดคิด เวณิกาจึงพร้อมจะทำอะไรก็ตามที่จะช่วยทำให้เธอลบล้างความผิดพลาดครั้งนี้ให้ได้ภายในสองสัปดาห์ก่อนหมดเวลาลาพักร้อน แม้ว่ามันจะเป็น ‘ความผิดพลาด’ ที่แสนจะหล่อเหลา ทรงเสน่ห์ และมีลูกสาวตัวน้อยแถมมาพร้อมกันด้วยก็ตาม แต่น่าเสียดายที่เจ้าบ่าวหมาดๆ มีแผนอื่นเอาไว้ให้เธอเรียบร้อยแล้ว‘ชาร์ลส์ แอชตัน วินเทอร์’ CEO เพลย์บอยมือฉกาจ ผู้ได้รับฉายา ‘เจ้าชายแห่งลาสเวกัส’ รู้ดีว่าเขาสามารถทำให้ ‘เจ้าสาวคนใหม่’ ตกหลุมรักเขาได้ เพียงแค่ต้องใช้เวลา ดังนั้นเพื่อแลกเปลี่ยนกับการจบสัญญาแต่งงานให้เร็วที่สุด เวณิกาก็ต้องยอมใช้เวลาพักร้อนที่เหลือในอเมริกาอยู่กับมหาเศรษฐีหนุ่มจอมเจ้าเล่ห์อย่างเสียไม่ได้ และไม่ว่าหญิงสาวจะชอบใจหรือไม่ ชาร์ลส์ก็ได้วางแผนเอาไว้แล้วที่จะใช้เวลาทุกวินาทีนั้นเอาชนะหัวใจเธอด้วยชั้นเชิงอันแสนเจ้าเล่ห์ที่เร่าร้อนที่สุด“คิดอะไรอยู่ครับ ตั้งแต่ออกมาจากบ้านก็ไม่พูดสักคำ ผมกำลังคิดว่างอนอยู่นะเนี่ย” ชาร์ลส์ทำลายความเงียบ เพราะเหงาปากชอบกล“จะงอนทำไมไม่ทราบ ชอบหาเรื่องจริงนะ”“ไม่งอนก็ดีแล้ว เพราะวิธีง้อของผมอาจทำให้คุณหมดแรง” ดวงตาสีเทาเปล่งแสงพราว*เรื่องนี้เคยตีพิมพ์แล้ว
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

161 ความคิดเห็น