ร้อยรักดลใจ (ตีพิมพ์กับ สนพ. Sugar beat)

ตอนที่ 20 : จำไม่ได้หรือไม่ใส่ใจ 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 723
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    17 พ.ค. 63

Credit : ภาพทั้งหมดจาก Pinterest นะคะ

 

ปรีชญาณ์คิดอย่างแง่งอนแล้วก็หอบเสื่อขึ้นมาถือไว้ แต่ไม่ทันได้ก้าวออกจากบ้าน เสียงเข้มก็ดังขึ้น “จะไปไหน?”

“ก็พี่ริศร์บอกว่าเหม็น ฉันเลยจะออกไปไกลๆ ไงคะ” ปรีชญาณ์บอกเสียงสะบัด ปรายตามองคนที่ยืนหน้าเคร่งอย่างหมั่นไส้ ไม่ได้รู้ตัวว่าอาการกระฟัดกระเฟียดของเธอทำให้ทรวงอกหยุ่นสะท้านไหว ก่อกวนอารมณ์ของคนมอง

“ไม่ต้อง ... อยากทำอะไรก็ทำในนี้ล่ะ ละ เรื่องกลิ่น เดี๋ยวผมเลี่ยงขึ้นบ้านให้ก็ได้”

 

 

คำว่า ‘เลี่ยง’ ของบุริศร์คล้ายแส้ฟาดที่ทำให้ม้าอย่างปรีชญาณ์ดีดผลึงทันใด หน็อย... รังเกียจกันนักใช่ไหม ได้สิ!

“พี่ริศร์นั่นแหละค่ะ ที่ต้องอยู่ในบ้าน ฉันเป็นผู้อาศัย  ควรจะเป็นฝ่ายไปมากกว่า” พูดจบปรีชญาณ์ก็ผลุนผลันจะเดินออกไป แต่เพราะขาสั้นกว่าจึงย่ำเท้าได้เพียงสองก้าวก็ถูกมือแข็งแรงคว้าต้นแขนไว้ ตามด้วยเสียงดุ

“บอกว่าไม่ให้ออกไป เชื่อฟังกันบ้างสิ!” 

บุริศร์ไม่อยากบอกว่าเหตุผลที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องกลิ่น แต่จะโทษชุดที่เธอสวมก็ว่าได้ไม่เต็มปาก เพราะลำพังแค่เสื้อยืดสีขาวพอดีตัวกับกางเกงผ้ายืดห้าส่วน ใครๆ เขาก็สวมกันทั้งนั้น ต้นตอของปัญหาคือรูปร่างได้สัดส่วนยวนเย้าอารมณ์ของเธอต่างหาก ซึ่งถ้าเขาปล่อยให้เธอออกไปเล่นโยคะนอกบ้านก็อาจจะไปเตะตาไอ้หนุ่มกลัดมันจนกลายเป็นภัยต่อตัวของเธอเอง

 

 

ปรีชญาณ์สบดวงตาดุแล้วก็พบว่าบุริศร์ที่อยู่ตรงหน้าเฉียบขาดและเข้มงวดกว่าพี่ริศร์ที่เธอเคยรู้จัก หรืออีกนัยหนึ่ง คือเขาไม่ได้เมตตาต่อเธอดังเช่นวันวาน และเธอก็ไม่ควรจะดื้อรั้นเอาแต่ใจเหมือนเด็กน้อยในอดีต

“ค่ะ ฉันจะไม่ไป” 

บุริศร์ถอนหายใจยาว มองคนที่เบือนหน้าหนีทำท่าทีปั้นปึ่ง “ฟังผมนะปริศนา ผมไม่มีปัญหาที่คุณจะออกกำลังกายในบ้าน ส่วนเรื่องกลิ่นที่พูดเมื่อครู่ ผมปากเร็วไปหน่อย อย่าถือสาหาความเลยนะ เอาเป็นว่านับจากนี้ไป ผมยกห้องนี้ให้คุณใช้เป็นห้องนันทนาการ นันทนาการ อยากทำอะไรก็ตามใจ”

คุ้มหรือเปล่าก็ไม่รู้ เมื่อเขาเสียพื้นที่หนึ่งไปแล้วได้รอยยิ้มสดใสกลับมา แต่คงดีไม่น้อยถ้าเสียงหวานใสของเธอจะไม่ตามมาหลอนอนุสติของเขาว่า “ถ้าคุณสนใจเล่นโยคะก็บอกได้นะคะ ฉันคิดว่าฉันพอจะสอนได้”      

 

 

 

หลังจากอิ่มข้าวปลาอาหารแล้วบุริศร์ก็ยกโทรโทรทัศน์จากห้องนอนของตัวเองมาตั้งไว้ที่ห้องนั่งเล่น เพราะคิดว่ารายการทีวีคงจะช่วยคลายความเหงาให้ปรีชญาณ์ได้บ้าง และมันก็เป็นจริงเมื่อคนตรงหน้ามองเจ้าจอสี่เหลี่ยมขนาดสามสิบสองนิ้วด้วยดวงตาเป็นประกาย แต่ยังมีแก่ใจถามก่อน

“แล้วพี่ริศร์มีดูหรือคะ” 

“ไม่มี” บุริศร์ตอบ และเมื่อเห็นเธอตั้งท่าจะปฏิเสธก็บอกเพิ่ม “ผมไม่ค่อยดูทีวีหรอก ไม่มีเวลา และตอนค่ำก็ชอบจะเข้าห้องพระสวดมนต์มากกว่า คุณเอาไว้ดูเถอะ” บอกแล้วก็ตั้งท่าจะเดินกลับ แต่เสียงเรียกของเธอก็ทำให้เขาชะงักและมองคนตรงหน้าเต็มตา

 

 

“พี่ริศร์คะ ฉันไปด้วยได้ไหม คือ...ที่ห้องพระน่ะค่ะ ฉันอยากจะสวดมนต์”

คำพูดตะกุกตะกักของปรีชญาณ์ทำให้บุริศร์ยิ้มขัน หลายครั้งที่บุคลิกขัดแย้งในตัวเองของผู้หญิงคนนี้ทำให้เขานึกกังขาว่าแท้จริงเธอเป็นคนอย่างไรกันแน่ บางครั้งก็เหมือนจะกล้าเกินหญิง ชอบแสดงสีหน้าและแววตายั่วล้อเขา แต่บางครั้งก็ดูประหม่าขัดเขินจนแก้มขาวๆ นั้นเรื่อด้วยเลือดฝาด และเพียงเขาพยักหน้าอนุญาต ดวงตาสุกสกาวก็พราวพร่างน่ามอง 

เอ...น่ามองอย่างนั้นหรือ?

บุริศร์มองใบหน้าเนียนสวยตรงหน้าแล้วก็ปรามตัวเองสถานเบา ‘ผู้หญิงคือความยุ่งยาก’ แต่จะให้เขาห้ามคนมีจิตกุศลคิดจะสวดมนต์หรือก็ใช่ที่ หากห้ามไป ตัวเขาเองนั่นแหละที่จะบาป ไหนอาจจะต้องถูกแววตาท้าทายนั่นมองเชิงล้อเข้าให้อีก เมื่อไม่มีทางเลือกใดดีไปกว่าฝึกฝนและรักษาความสงบในหัวใจตัวเองไว้ให้อยู่กับร่องกับรอย บุริศร์จึงตัดสินใจพาหญิงสาวปริศนาเข้าไปในห้องพระ แล้วหยิบยื่นหนังสือสวดมนต์เล่มบางให้เธอ จากนั้นก็จงใจอธิบายสั้นๆ แล้วหันหน้าเข้าหาโต๊ะหมู่บูชาขนาดกลางเพื่อเริ่มต้นสวดมนต์ตามกิจวัตรประจำวันของตนเอง

 

 

นานนับชั่วโมงที่บุริศร์ตัดความสนใจที่มีต่อผู้หญิงด้านหลังโดยสิ้นเชิง เขาเริ่มต้นสวดมนต์ด้วยสมาธิอันแน่วแน่จนจบบทเมตตาใหญ่แล้วก้มลงกราบพระสามครั้ง แล้วก่อนที่จะเปลี่ยนอิริยาบถเป็นท่านั่งขัดสมาธินั้นเองบุริศร์ก็หันมามองคนด้านหลังเพื่อ และพบว่าเธอนั่งเท้าแขนอ่อนมองเขาอยู่ก่อนแล้วด้วยสี ใบหน้าแจ่มใสนั้น ก่อนกล่าวคำรายงานเหมือนเด็กๆ

“ฉันสวดมนต์เสร็จแล้วค่ะ ให้ทำอย่างไรอะไรต่อไปคะ” 

“ลองนั่งสมาธิดูไหม สมองจะได้ปลอดโปร่ง เผื่อจะนึกอะไรได้” 

คำพูดเขาเข้าทางคนช่างเย้าอีกจนได้ แววตาคนฟังเป็นประกายพราวเหมือนกับน้ำเสียงหวานใสที่เอ่ยล้อ “ลองดูก็ได้ค่ะ แต่เอาแค่เรื่องก่อนเกิดอุบัติเหตุก็พอนะคะ อย่าให้ถึงอดีตชาติ” 

รอยยิ้มของปรีชญาณ์เจื่อนลงเมื่อถูกเขามองด้วยสายตาเคร่งครัดมองอย่างเอือมระอา และคำบอกต่อมาก็เรียบกริบเฉือนใจคนฟัง “ยังไม่ต้องกลัวไปถึงขั้นนั้นหรอกครับ เอาแค่ดึงสติได้มากขึ้นก็พอแล้ว”

 

 

การถูกตำหนิอ้อมๆ ว่าเธอ ‘ไม่มีสติ’ ทำให้ปรีชญาณ์ยื่นริมฝีปากออกอย่างแสนงอน อยากโต้แย้งเหลือเกินว่า ‘ไม่มีสติยังดีกว่าคนไม่มีหัวใจก็แล้วกัน’

ตอนแรกบุริศร์ไม่รู้ตัวหรอกว่าถูกงอน แต่พอเห็นปรีชญาณ์กอดอกนิ่ง เชิดหน้าหนี และทำแก้มพอง บุริศร์ก็จำต้องรู้ไปโดยปริยาย และเมื่อรู้แล้วก็อดขบขันไม่ได้ ‘ตอนเด็กคงจะเอาแต่ใจน่าดู’

ปรีชญาณ์เลิกงอนทันทีเมื่อเห็นว่าบุริศร์มองเธอแล้วยิ้ม จุดเริ่มต้นของความรักมักเกิดจากรอยยิ้มทั้งนั้น คิดแล้วจึงเปิดยิ้มกว้างส่งคืนไปบ้าง ยิ้มน่ารักน่าชังที่ทำให้คนมองอึ้งไปครู่หนึ่ง

“ถ้าคุณออกจากสมาธิแล้วผมยังนั่งสมาธิอยู่ก็กลับไปห้องได้เลยนะ”

ตัดบทแล้วบุริศร์ก็หันหลังให้และเริ่มต้นทำสมาธิ เห็นอย่างนั้นแล้วปรีชญาณ์ก็ขยับท่าทางเลียนอย่างเขาบ้างและเริ่มกำหนดลมหายใจ หลายครั้งที่ความคิดกระเจิดกระเจิง แต่เมื่อรู้ตัวปรีชญาณ์ก็วางสติไว้ที่ลมหายใจเข้าออกใหม่ ครั้งแล้วครั้งเล่า

 

 

ด้านบุริศร์ การนั่งสมาธิของเขาค่อนข้างได้ผลกว่าเพราะผ่านการฝึกฝนตัวเองมานานหลายปี อาจจะมีว่อกแว่กนอกลู่นอกทางเพราะรอยยิ้มซุกซนกับแววตาตัดพ้อของคนข้างๆ ครั้งสองครั้ง โดยแต่เมื่อรั้งสติได้ บุริศร์ก็สามารถครองจิตให้อยู่ในสมาธิได้ตามเวลาที่ต้องการ จนเมื่อเขาออกจากสมาธิแล้วก้มลงกราบพระนั่นละ บุริศร์จึงพบว่าหญิงสาวปริศนาพบหนทางของตนเองแล้ว

บุริศร์ทอดตามองคนที่นั่งสัปหงกหลับอย่างพินิจพิจารณา สองวันมาแล้วที่เขาติดต่อแพทย์ประจำตัวของเธอไม่ได้ โทรศัพท์โทรศัพท์ไปที่คลินิกก็โอนสายหลายต่อหลายทอด แล้วสายก็หลุดไป จะเข้าไปสอบถามเรื่องอุบัติเหตุจากสถานีตำรวจในพื้นที่ บุริศร์ก็เลิกงานค่ำทุกวัน จึงกลายเป็นว่าหญิงสาวอยู่ที่บ้านนี้มาเกือบสัปดาห์โดยที่ความทรงจำไม่ฟื้นคืนมา แต่น่าแปลกว่าเธอดูไม่ทุกข์ร้อนสักเท่าไร ยังคงกินอิ่ม นอนหลับสบาย ดูคล้ายมาพักตากอากาศมากกว่าเป็นคนป่วย

 

 

“คุณตื่นเถอะ ไปนอนได้แล้ว” บุริศร์เรียกน้ำเสียงปรานี โดยเมื่อไม่มีเสียงตอบ บุริศร์ชายหนุ่มก็จำต้องแตะต้องตัวของอีกฝ่าย โดยทันทีที่มือแตะลงบนบ่าบอบบาง ร่างที่โอนเอนอยู่แล้วก็ทิ้งตัวพิงเขาในทันใด หน้าผากมนซุกซบลงหัวไหล่พอดิบพอดี 

“คุณ...  ตื่นเดี๋ยวนี้ ได้ยินไหม” บุริศร์เรียกเสียงเข้ม เม้มริมฝีปากชั่งใจ ใคร่ครวญว่ามีหนทางอื่นให้เลือกอีกไหม นอกจากนั่งเป็นหมอนให้คนนอนหลับสบาย กับเรียกปลุกให้ตื่นขึ้นมา 

ปรีชญาณ์ปรือเปลือกตาขึ้นมองแล้วรีบหลับลงใหม่ รอยยิ้มซุกซนประดับบนริมฝีปากบางอย่างสาสมใจ ในที่สุดความบังเอิญก็กลายร่างเป็นวาสนาเสียที!

 

 

อันที่จริง ปรีชญาณ์มีเจตนาบริสุทธิ์ในการนั่งสมาธิ และเธอก็พยายามเจริญภาวนาแล้วอย่างยิ่งยวด แต่ไม่ทันที่จิตจะเกิดสมาธิ ความเมื่อยขบและเหน็บชาก็ดาหน้าเข้ามาเกาะแข้งเกาะขา ปรีชญาณ์คนที่มีความเพียรน้อยอยู่แล้วจึงออกจากสมาธิแต่โดยดี ครั้นจะหนีกลับห้องไปเสียเลย ปรีชญาณ์ก็เสียดายโอกาสที่จะได้เฝ้ามองบุริศร์ใกล้ๆ แล้วพอนั่งคิดฝันอะไรไปเรื่อยเปื่อย ก็กลายเป็นว่าเธอเผลอหลับ เพิ่งมาตื่นเต็มตาตอนบุริศร์เขย่าเรียกนี่ละ แล้วไหนๆ ก็สัปหงกซบอกได้ทั้งที จะปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไปก็เสียเชิงหญิงแย่ คิดแล้วปรีชญาณ์หญิงสาวจึงแสร้งหลับต่อ รอจังหวะสำคัญ!

ในความในความเพริศแพร้วแห่งอณาจักรจินตนาการ ปรีชญาณ์วาดภาพบุริศร์อุ้มเธอไปส่งที่ห้องพักและค่อยๆ วางลงบนเตียงอย่างทะนุถนอม ใต้แสงนวลของดวงจันทร์นั้น ผมของเธอสยายเต็มหมอนล้อมกรอบใบหน้าให้ดูอ่อนเยาว์และงดงาม เปลือกตาของเธอหลับพริ้มเช่นเดียวกับริมฝีปากที่ปิดสนิทหากแต่ แต่นุ่มชุ่มชื้นด้วยลิปปาล์ม และเพียงริมฝีปากหยักก้มลงมาจูบซับ เธอก็จะ...

 

 

Talk

ไม่ได้ทักทายทุกคนเลย และก็มีหายหัวไปเป็นระยะๆ ด้วย งือ เค้าผิดไปแล้ว Y_Y

ช่วงนี้เขียนนิยายไม่ได้เลยค่ะ ร้อนมากกกกกก ร้อนจนอาบน้ำวันละ 5 รอบเป็นอย่างต่ำ และพอวันไหนฝนตก หรืออากาศเย็น // เปิดแอร์ในห้องฉ่ำๆ ก็จะหลับชนิดซ้อมตาย >_< ก็พยายามปลอบใจตัวเองว่า ร่างกายน่าจะชาร์จแบตไว้ให้เต็ม เมื่อเต็มแล้วเราจะเขียนนิยายเจ็ดวันเจ็ดคืน แฮร่!

สำหรับคนที่ผ่านเข้ามาอ่าน ฝากพี่ริศร์แสนดี กับเปรียวศรีแสนเพี้ยนไว้ในอ้อมใจด้วยนะคะ ^^

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

125 ความคิดเห็น