ร้อยรักดลใจ (ตีพิมพ์กับ สนพ. Sugar beat)

ตอนที่ 19 : จำไม่ได้หรือไม่ใส่ใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 726
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    16 พ.ค. 63

 

 

6

จำไม่ได้กับไม่ใส่ใจ ความหมายคล้ายคลึงกัน

 

 

 

“ข้าวของข้าพเจ้า ขาวดังดอกบัว ยกขึ้นเหนือหัว ถวายแด่พระพุทธ ถวายแด่พระธรรม ถวายแด่พระสงฆ์ ตั้งจิตจำนง ตรงต่อพระนิพพาน” 

ปรีชญาณ์กล่าวคำถวายของใส่บาตรตามบุริศร์และยกขันใส่ข้าวขึ้นจบเหนือศีรษะ โดยระหว่างรอพระสงฆ์ก็อดถามในสิ่งที่สงสัยไม่ได้ “เราต้องอธิษฐานถึงนิพพานเลยหรือคะ ฉันนึกว่าเราใส่บาตรเพื่อสั่งสมบุญไว้ใช้ชาติหน้ากับทำบุญให้ญาติที่ล่วงลับไป” 

บุริศร์มองดวงตาใสแจ๋วของคนอยากรู้แล้วก็เปิดยิ้มบางพลางอธิบายว่า “อันที่จริงแล้ว ผมใส่บาตรเพราะตั้งใจสืบทอดศาสนาเป็นสำคัญที่สุดนะ เพราะพระสงฆ์ท่านดำรงชีพด้วยปัจจัยที่พุทธศาสนิกชนถวาย โดยเมื่อท่านแข็งแรงดีทั้งกายใจ ท่านก็จะศึกษาพระธรรมคำสอนมาปฏิบัติ มาสอนให้เราเข้าใจและทำตาม ส่วนเรื่องนิพพาน เราทุกคนก็ต้องการพ้นจากทุกข์ไม่ใช่รึ แต่ไม่ใช่จะถึงได้โดยง่ายเพียงแค่ใส่บาตรหรอกนะ คุณต้องหมั่นสะสมเสบียงบุญ”

“เพราะอย่างนี้นี่เอง พี่ริศร์ถึงได้ตื่นมาหุงข้าวทำอาหารเองทุกเช้า เพื่อให้พระคุณเจ้าท่านก็จะมีอาหารที่มีประโยชน์ให้เลือกรับประทาน ฉัน ในระยะยาวท่านจะได้ไม่ต้องอาพาธโดยมีสาเหตุจากอาหารที่เราใส่บาตรไป ขออนุญาต สาธุดังๆ อีกครั้งค่ะ”

 

 

บุริศร์มองอาการกิริยาจบยกมือขึ้นไหว้จบของแม่สาวปริศนาด้วยความพึงพอใจ ยินดีที่เธอเข้าใจว่าบุญจากการใส่บาตรนั้นไม่ได้เกิดจากรสชาติหรือมูลค่าของอาหารหากแต่ แต่เกิดจากเจตนาบริสุทธิ์และความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาของผู้ใส่ เพื่อที่เมื่อใส่บาตรเสร็จแล้วจะได้เกิดความยินดีในทานที่ได้ถวายไปแล้วนั้น

“พระมาแล้วค่ะ” เสียงหวานเรียกและกระวีกระวาดยื่นขันให้บุริศร์ใส่บาตร ก่อนจะหันมาถือกล่องใส่กับข้าวเพื่อส่งให้บุริศร์ถวายพระเป็นลำดับถัดไป 

“แตะแขนผมสิ” บุริศร์เอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงปรานี มองท่าทีเก้ๆ กังๆ ของคนข้างตัวอย่างขบขัน

ปรีชญาณ์เป็นคนห่างวัดห่างวาเพราะบิดาของเธอแทบไม่เคยพาไปตักบาตรทำบุญที่วัด บุญที่รู้จักคือการใส่ซองกฐินผ้าป่า และการหยอดเงินบริจาคลงในกล่องเวลาไปเที่ยวถ่ายรูปที่วัดเท่านั้น ฉะนั้น พอบุริศร์บอกให้แตะแขนเขา เธอจึงงงเป็นไก่ตาแตก

เพราะพระสงฆ์เดินมาหยุดตรงหน้าแล้ว บุริศร์จึงไม่มีเวลาอธิบาย เขายื่นแขนไปใกล้มือของปรีชญาณ์เพื่อให้เธอจับแขนเขาไว้ ก่อนจะเริ่มต้นตักบาตร ท่าทีของเขาเป็นธรรมชาติและคล่องแคล่วอย่างคนที่ปฏิบัติเป็นประจำ พลอยทำให้ปรีชญาณ์รู้สึกว่าการใส่บาตรเป็นการเริ่มต้นวันใหม่ที่ดี

 

 

 

แม้รู้ดีว่าไม่เป็นที่ต้องการ แต่ปรีชญาณ์ก็ยังอดมีความสุขกับความใกล้ชิดนี้ไม่ได้ ทุกเช้าของเธอเริ่มต้นด้วยการนั่งมองใบหน้าคร้ามคล้ามคมสะอาดสะอ้านของผู้ชายที่รักบนในโต๊ะอาหาร ไต่สายตามองมือยาวๆ ที่หยิบจับ ผัด ทอดอาหารเช้าอย่างคล่องแคล่ว และมีความสุขกับการกินอาหารสุขภาพที่บุริศร์ทำ กลางวัน...ปรีชญาณ์มักขลุกตัวอยู่ในห้องนั่งเล่นเพื่ออ่านหนังสือที่บุริศร์ซื้อไว้ เบื่อจากหนังสือก็เปิดดูอัลบั้มอัลบัมรูปถ่ายเก่าๆ เพื่อสืบเรื่องราวตลอดสิบสองปีที่ผ่านมาว่าบุริศร์เคยไปที่ไหน ทำอะไร พบเจอใครมาบ้าง ซึ่งบางครั้ง... เรื่องราวที่รับรู้ ก็ทำให้เธอหงุดหงิด!

“เห็นกรอบรูปที่ตั้งอยู่ตรงนี้ไหมปริศนา” บุริศร์ชี้ไปที่มุมหนึ่งของห้องนั่งเล่นซึ่งเดิมเคยมีกรอบรูปบานเล็กใหญ่หลายขนาดกับของกระจุกกระจิกที่มีคนรู้จักบ้าง เพื่อนร่วมงานบ้างซื้อมาฝากจากที่ต่างๆ

“อ้อ... ฉันเห็นมีฝุ่นสะสมเลยเอาออกไปทำความสะอาดค่ะ” ปรีชญาณ์ตอบตาใส เรื่องอะไรจะบอกตรงๆ ว่าเธอเก็บยัดใส่กล่องไปแล้ว ก็กรอบรูปที่เขาว่าคือรูปคู่ของเขากับยายผู้หญิงหน้าตาบ้านๆ ในสวมชุดนักเรียนมัธยมต้น ที่แก่แดดแก่ลมเขียนบอกผู้ชายว่า ‘คิดถึงกันบ้างนะ... จากฝ้าย’

เชอะ... สมัยพระเจ้าเหาอย่างนั้นใครจะเสียเวลาระลึกถึงเธออยู่ยะ ป่านนี้ลูกเจ็ด สามีแปดไปแล้วก็ไม่รู้

 

 

“แล้วการ์ดกับของที่ระลึกตรงนี้ล่ะ” บุริศร์ถามต่อ ท่าทีเหมือนคนตามหาอะไรบางอย่าง

“ก็เก็บออกไปพร้อมๆ กันค่ะ ตั้งใจว่าทำความสะอาดเสร็จแล้วจะจัดให้ใหม่”

ปรีชญาณ์บอกพร้อมกับวงเล็บในใจ จัดใหม่แปลว่าโละของเก่าทิ้งให้หมด ก็เรื่องอะไรจะเก็บไว้ให้บาดอารมณ์ ในเมื่อการ์ดที่บุริศร์ตามหาคือแฮนด์เมดฝีมือพี่ก้อย ผู้หญิงจากที่ทำงานเก่าที่เคยประกาศทั่วบริษัทว่า ‘คุณบุริศร์เนี่ย...ผู้ชายในฝันของพี่เลยนะ’ ย่ะ...เชิญฝันต่อไปเถอะ ผู้ชายคนนี้คือชีวิตจริงของเธอเท่านั้น และยังมีของที่ระลึกกระจุกกระจิกต่างๆ ที่เดาได้ว่าคนให้มาเป็นผู้หญิงคนอื่นๆ

ใช่... คนเราคบหาเพื่อนต่างเพศได้ และบุริศร์ก็ไม่ได้ผิดที่เก็บรักษาน้ำใจของพวกเธอเหล่านั้นไว้ ถ้าจะมีเรื่องที่บุริศร์ผิด ก็ตรงที่เขาเก็บความทรงจำเรื่องอื่นๆ เอาไว้ แต่ไม่ใส่ใจเรื่องของเธอ!

หลายครั้งที่ปรีชญาณ์เกือบจะพลั้งปากถามบุริศร์ว่าเขาจำเด็กผู้หญิงที่เขาเรียกว่า ‘หนูเปีย’ ได้บ้างไหม แต่เธอก็กลัวคำตอบเกินกว่าจะถามออกไป เพราะจำไม่ได้กับไม่ใส่ใจ ความหมายคล้ายคลึงกัน

 

 

 

ปกติในวันเสาร์ บุริศร์จะเข้าร่วมกิจกรรมจิบน้ำชายามบ่ายกับกลุ่มผู้สนใจธรรมะเพื่อสนทนาธรรมและจัดกิจกรรมสร้างสรรค์สังคม แต่สัปดาห์นี้หลังจากประชุมเสร็จในช่วงเช้า บุริศร์ก็ขอตัวกลับบ้านด้วยตั้งใจว่าจะพาปรีชญาณ์ไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาเรื่องการฟื้นความจำ และหาที่พักที่เหมาะสมให้เธอต่อไป

“ปริศนา...” คำเรียกติดอยู่เพียงริมฝีปากเมื่อบุริศร์กวาดสายตาไปพบร่างโปร่งระหงของปรีชญาณ์ในท่าคุกเข่าหน้าแข้งติดกับพื้น เธอหันหลังใช้มือยันกำแพงจนแขนเหยียดตึง เผยให้เห็นสัดส่วนอิ่มเอิบ

บุริศร์ไม่รู้ว่าเขายืนมองเรือนร่างอรชรอ่อนช้อยนั้นสลับสับเปลี่ยนอิริยาบถอยู่นานเท่าไร คล้ายถูกสะกดให้จดจ่ออยู่กับใบหน้าชื้นเหงื่อเชิดหงายที่ผ่อนลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะและสงบนิ่ง เขาเพิ่งสังเกตว่าผิวของเธอขาวอมชมพู ยิ่งเมื่อออกกำลังกายจนเลือดสูบฉีด จะเห็นเส้นเลือดฝอยกระจายจนแก้มแดงปลั่ง ขนตาของเธอค่อนข้างยาว เมื่อหลับตาแพขนตาจึงทาบทับตัดกับผิวขาวสร้างความรู้สึกร้อนรุ่มในใจ

ฟุ้งซ่านหนอ! ฟุ้งซ่านหนอ! 

 

 

กำหนดลมหายใจและเรียกสติได้แล้ว บุริศร์ก็ปั้นหน้าดุใส่ เป็นจังหวะเดียวกับที่หญิงสาวเปลี่ยนท่าทางเป็นยืนนิ่งให้ส้นเท้าสองข้างชิดกัน ท่าทางสำรวมของเธอนั้นทำให้เขาคิดได้ว่าแม้ชุดที่ซื้อมาจะเรียบร้อยสักเพียงไหนก็ไม่สามารถอาจปกปิดสรีระอันสวยงามของเธอได้ ผู้หญิงตรงหน้าเหมือนกับงานปั้นของจิตรกรฝีมือเอกที่ต้องยอมรับว่า มีเสน่ห์และดึงดูดสายตาได้เสมอ แต่...ควรเป็นเสน่ห์ที่ใช้ดึงดูดคนอื่นที่ไม่ใช่เขา

“กลับมาไวจังค่ะ” ปรีชญาณ์เปิดยิ้มทักทาย กายสดชื่นจากการออกกำลังกาย ใจสดชื่นเพราะเธอเพิ่งทำให้บุริศร์เสียอาการกิริยาได้ ต้องขอบใจเพื่อนจุ๊บที่แนะนำให้เธอเล่นโยคะ

“ประชุมเสร็จเร็วน่ะ ว่าแต่...คุณเล่นโยคะเป็นด้วยหรือ” บุริศร์ถามพลางจับสังเกตสีหน้าของเธอ แต่ก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ 

ร่างบางไหวไหล่น้อยๆ บอกกับเขาอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด

 

 

“ค่ะ...ฉันคิดออกในหัวว่าต้องทำท่าอย่างไรและ แล้วก็ทำตามนั้น แต่อย่าถามนะคะว่าแต่ละท่าเรียกว่าอะไร เพราะฉันจำไม่ได้ รู้แค่ว่าทำแล้วสบายตัวดีจัง” 

คำตอบที่ส่งมาพร้อมกับรอยยิ้มกระจ่างใสทำให้บุริศร์หายใจขัดๆ และยิ่งเมื่อเจ้าตัวเอนลำตัวไปซ้ายทีขวาทีเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ บุริศร์ก็วางสายตาไว้ที่ผนังห้องเพื่อปิดกั้นไสายตาไม่ให้มองความอิ่มเอิบที่พุ่งดันเนื้อผ้า แต่แทนที่เจ้าตัวจะรู้ว่าเสื้อยืดสีขาวที่เธอใส่สวมมันชื้นเหงื่อและแนบเนื้อนวลจนมองเห็นรูปทรงชัด หญิงสาวกลับขยับตัวตามสายตาของเขาและถามตาใส

“พี่ริศร์มองหาอะไรคะ หรือว่าฉันเก็บอะไรผิดที่อีก” 

ไม่เพียงแค่ถาม แต่ปรีชญาณ์ยังจงใจยื่นหน้าเข้าใกล้ ลอบยิ้มกริ่มเพราะเชื่อมั่นว่าบุริศร์ย่อมได้กลิ่นน้ำหอมที่เธอใส่ ฟีโรโมนกระจายขนาดนี้ ถ้ายังอดใจได้ ก็ฤๅษีแล้วล่ะละ

 

 

บุริศร์ขยี้ปลายจมูกไปมา ก่อนจะนิ่วหน้าแล้วตั้งคำถาม “คุณณเอาเก็บดอกนมแมวหรือดอกอะไรเข้ามาในบ้านหรือเปล่า ทำไมเหม็นเวียนหัวจัง เปิดหน้าต่างกว้างๆ สักหน่อยดีกว่า อากาศจะได้ปลอดโปร่ง”

ปรีชญาณ์ยืนนิ่งไว้อาลัยให้กับหัวน้ำหอมราคาเฉียดหมื่นสามวินาที โดยเมื่อเห็นว่าบุริศร์เดินไปเปิดหน้าต่างเสียทั่วบ้าน ปรีชญาณ์ก็ยอมแพ้ให้กับฆาณให้แก่ฆานประสาทของอีกฝ่าย ไม่หลงใหลคลั่งไคล้ก็ว่าตบะแก่กล้าแล้ว ยังกลับประณามว่าเธอเหม็นเสียได้ ประเดี๋ยวเอาคอขาวๆ กดจมูกให้สำลักกลิ่นเสียเลยนี่!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

125 ความคิดเห็น