ร้อยรักดลใจ (ตีพิมพ์กับ สนพ. Sugar beat)

ตอนที่ 17 : ถนอมน้ำใจ 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 846
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    10 พ.ค. 63

 

 

“พี่ริศร์เจ็บมากไหม เค้าขอโทษ เค้าไม่ได้ตั้งใจ ฮือ! เจ็บมากแน่ๆ หน้าผากเป็นรอยเลยอะ” พูดพลางจับใบหน้าคร้ามคล้ามคมนั้นเอียงไปมาอย่างเบามือ โดยเมื่อเห็นว่าที่กลางหน้าผากมีรอยกดลึก ปรีชญาณ์ก็เป่านิ้วโป้งตัวเองก่อนจะยกขึ้นคลึงรอยแผลให้เขา“เพี้ยง...ไม่บวม ไม่เขียว ไม่เป็นแผลเป็นด้วยเถิด”

ตอนถูกฝาหม้อกระแทกเข้าที่หน้าผาก บุริศร์คิดว่าตัวเองมีสติครบถ้วนดี แต่เริ่มครองสติไม่อยู่ก็ตอนที่ถูกมือนุ่มนิ่มประคองใบหน้ากับถูกนิ้วเล็กๆ คลึงหน้าผากให้นี่ละและผิวที่เย็นเยียบเพราะตากฝนก็คล้ายจะร้อนรุมๆ ไปทั้งหน้า ซึ่งแหล่งให้ความร้อนก็คือริมฝีปากสีชมพูอ่อนที่ห่างเพียงฝ่ามือกั้น

 

 

ปรีชญาณ์เลิกคิ้วเมื่อรู้สึกถึงมืออุ่นที่วางบนบ่า ก่อนจะชาไปทั้งหน้าเมื่อบุริศร์ใช้สองมือตรึงบ่าเธอไว้ หากแค่ดันออก ปรีชญาณ์คงไม่เสียความรู้สึกนัก มาอับอายขายหน้าหนักตอนที่บุริศร์าก้าวถอยหลังราวกับกลัวศีลขาด

“เกิดคลุ้มคลั่งอะไรขึ้นมา หรือว่าความจำเลอะเลือน จำผมไม่ได้ฮึ!”

เสียงดุนั้นทำให้ปรีชญาณ์สะอึก ซึ่งเพราะรู้ตัวว่าผิด เธอจึงอ้อมแอ้มแก้ต่างว่า “ฉันเปล่าคลุ้มคลั่งนะคะ คือ...ฝนตกหนักมากและฉันก็อยู่ในครัวเลยไม่ได้ยินที่คุณพี่ริศร์เรียกค่ะ มาได้ยินอีกทีก็ตอนที่พี่ริศร์คุณพยายามจะงัดประตูเข้ามา ฉันเลยกลัวก็เลยคว้าไม้ถูพื้นมาเตรียมป้องกันตัว อ้อ... แล้วทำไมไม่ไขกุญแจเข้ามาล่ะคะ ทุบเรียกทำไม?”

 

 

ปรีชญาณ์ย้อนถามแล้วก็ต้องย่นคอเมื่อบุริศร์ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบติดจะเชือดเฉือนว่า “ผมไขลูกบิดแล้ว แต่ที่เปิดไม่ได้เพราะคุณล็อกกลอนด้านในไว้อีกชั้น จะเรียกทางหน้าต่าง คุณก็ลงกลอนไปเสียทุกบาน ตะโกนเรียกเท่าไรก็ไม่ขานรับ”

ปรีชญาณ์หัวเราะแหะๆ คล้ายยอมรับ แต่ในใจนั้นคิดค้านว่า‘ก็เรียกแต่ คุณ คุณ คุณ แล้วเธอจะรู้ไหมล่ะว่าเรียกใคร ทำเป็นดุอยู่ได้ ประเดี๋ยวโน้มคอลงมาบดจูบให้ดุไม่ออกเสียเลยนี่’

 

 

บุริศร์มองริมฝีปากที่เชิดขึ้นนั้นอย่างคุ้นตาคุ้นใจ พยายามคิดว่าเขาเคยเห็นใครทำแบบนี้และที่ไหน แต่ก็คิดไม่ออก ซึ่งเพราะเพ่งมองนี้เอง บุริศร์จึงเพิ่งสังเกตว่าหญิงสาวมีฟันเรียงเป็นระเบียบราวกับเมล็ดข้าวโพด พิจารณาดวงหน้าสะสวยอีกครั้ง บุริศร์ก็ได้ข้อสรุป... ไม่เคยรู้จัก!

ด้านปรีชญาณ์ถึงจะขุ่นมัวอยู่บ้างแต่ความห่วงใยและรู้สึกผิดมีมากกว่าและยิ่งรู้สึกแย่มากขึ้นเมื่อเห็นรอยชื้นบนเสื้อผ้าของอีกฝ่าย

“ฉันขอโทษที่ทำให้พี่ตากฝนนะคะ ไปค่ะ...เข้าบ้านอาบน้ำอาบท่าก่อนดีกว่า เปียกไปทั้งตัวแบบนี้เดี๋ยวไม่สบาย” พูดพลางขยับห่างจากประตูให้บุริศร์เดินผ่านเข้ามา ซึ่งพอเขาเหยียบย่างบนพื้น บุริศร์ก็ตีหน้ายุ่งใส่

 

 

 

“ทำไมพื้นลื่นแบบนี้ ฝนสาดหรือไง?” บุริศร์ชี้พื้นกระเบื้องที่มีหยดน้ำเกาะเป็นดวงๆ ทั่วบ้าน ก่อนจะเข้าใจได้เองเมื่อกวาดตาไปเห็นม็อบถูพื้นกับถังใส่น้ำโดยเมื่อประมวลผลไปถึงเมื่อวานที่บ้านมีกลิ่นอับและพื้นเป็นคราบ บุริศร์ก็เอ่ยเตือนเสียงเรียบ“ถ้าคุณยังจำอะไรไม่ได้ก็ไม่จำเป็นต้องช่วยทำงานบ้านหรอก ผมจัดการเองได้ เพราะถ้าทำแล้วเป็นภาระให้ผมต้องตามแก้ มันเหนื่อยยิ่งกว่า”

ปรีชญาณ์อ้าปากค้างเมื่อได้ยินคำว่า‘ภาระ’ พยายามคิดเข้าข้างตัวเองว่าคนพูดตรงคือคนจริงใจ หากแต่ใจส่วนหนึ่งก็ค้านว่าคนจริงใจรู้จักถนอมน้ำใจคนอื่นบ้างก็ได้ เพราะต่อให้เนื้อใจแท้จริงจะหวังดีและจริงใจ แต่คำพูดบั่นทอนนั้นมันก็บาดลึกลงหัวใจคนฟังไปเรียบร้อยแล้ว

 

 

“ฉันขอโทษที่ทำโดยพลการค่ะ แค่คิดว่าตนเองเป็นผู้อาศัยจึงอยากทำประโยชน์บ้างเท่านั้น ไม่นึกว่ายิ่งทำจะยิ่งแย่ กลายเป็นภาระซ้ำซากให้คุณต้องลำบากเพราะฉัน เอาเป็นว่าฉันจะจัดการปัญหาที่ก่อไว้เองค่ะ”

พูดแล้วปรีชญาณ์ก็รีบหมุนตัวซ่อนน้ำตาที่เจียนจะหยดมิหยดแหล่ ใช่...เธอผิดที่ทำงานบ้านไม่ได้เรื่อง ผิดที่ไม่ได้ยินเสียงเขาเรียก ผิดที่จินตนาการฟุ้งซ่านจนพลั้งมือทำร้ายเจ้าของบ้าน ผิดมันไปเสียทุกอย่าง ผิดตั้งแต่พาตัวเองมาเป็นภาระเขาแล้ว!

 

 

อัปต่อนะคะ

 

 

ครั้งหนึ่งเพื่อนสนิทอย่างศิวัชเคยวิจารณ์บุริศร์เอาไว้ว่า เขาเป็นคนนิสัยดีที่ปากเสีย พูดจาขวานผ่าซาก ไม่ค่อยรักษาน้ำใจใคร บุริศร์จึงพยายามกลั่นกรองความคิดก่อนพูดให้มากที่สุด โดยเขาพบว่าการปั้นคำให้เจริญหูคนฟังช่างเป็นขั้นตอนที่ยุ่งยาก ถนอมน้ำใจกับโกหกมีเส้นแบ่งเขตแดนเลือนรางมาก ซึ่งครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งที่บุริศร์พูดลุ่นๆ ออกไปอย่างใจคิดแล้วคำนั้นพูดทำร้ายจิตใจคนอื่น

ถึงจะเป็นเพียงผู้ชายทื่อๆ ทึ่มๆที่ไม่ละเอียดอ่อน แต่บุริศร์ก็มองออกว่าอีกฝ่ายกำลังร้องไห้ อันที่จริงใช้คำว่ามองเห็นว่าเธอร้องไห้ดีกว่า เพราะเธอยืนตะแคงข้าง ยกมือป้ายน้ำตา และส่งเสียงสะอื้นเบาๆ ประกอบ เห็นอย่างนั้นแล้วบุริศร์ที่ถูกมารดาพร่ำสอนให้เป็นสุภาพบุรุษ ห้ามทำร้ายผู้หญิงไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตัดสินใจเอ่ยขึ้นว่า

“ถูแล้วย่ำเท้าตามแบบนั้น พื้นไม่สะอาดหรอกนะ ส่งม็อบมาสิ ผมจะสอนวิธีที่ถูกต้องให้”

 

 

ถึงจะไม่นุ่มนวลชวนฝันอย่างที่คาดหวัง แต่การที่บุริศร์ขันอาสาจะสอนเธอถูบ้านก็ทำให้ปรีชญาณ์หันไปขยิบตาให้ผนังบ้าน ไม่เสียแรงแกล้งสะอื้นอยู่ตั้งนานสองนาน วันนี้เธอมีความคืบหน้าไปรายงานผองเพื่อนแล้ว

“ไม่ต้องทำให้ดูหรอกค่ะ แค่บอกว่าทำอย่างไรก็พอ หรือไม่ก็...ช่วยแนะนำทีว่าฉันจับม็อบถูพื้นถูกไหม”

ตีหน้าซื่อและเบี่ยงตัวน้อยๆ เปิดทางเพื่อให้บุริศร์ขยับเข้ามาชิดแล้ว ปรีชญาณ์ก็ทำท่าทางให้เก้ๆ กังๆ เข้าไว้ เพื่อนเหมียวเอ๋ย ถ้าพี่ริศร์จับมือหรือโอบบ่าฉันสมพรปากแกจริงๆ เมื่อไหร่ฉันจะให้นังจุ๊บเอาผ้าแพรเจ็ดสีผูกเอวแก!

 

 

หากแต่ บุริศร์ยังไม่ทันได้เริ่มต้นสอน เขาก็ร่อนจมูกไปมาแล้วถามว่า “คุณทำอะไรไว้ในครัวหรือเปล่า”

ปรีชญาณ์กะพริบตาปริบๆ เกือบจะส่ายหน้าไปแล้วถ้าไม่ติดว่าเห็นฝาหม้อเสียก่อน ใช่...เมื่อครู่เธอต้มน้ำ น้ำที่เมื่อได้รับความร้อนถึงจุดเดือดแล้วจะเปลี่ยนสถานะเป็นไอระเหยไปในอากาศ!

 

 

 

ตอนที่ปรีชญาณ์เดินกลับเข้าไปในครัวอีกครั้ง น้ำในหม้อระเหยไปจนหมดแล้วตัวหม้อจึงสะสมความร้อนไว้จนไฟลุกไหม้ซึ่งทันทีที่สมองตระหนักถึงเปลวไฟ ปรีชญาณ์ก็มองหาน้ำ แต่ก่อนที่เธอจะสาดน้ำในขันใส่หม้อเพื่อดับเพลิง เสียงห้วนดุของบุริศร์ก็ดังขึ้น

“อย่าราดน้ำ!” แทบจะพร้อมกับคำสั่ง มือแข็งแรงก็ปลดขันน้ำออกจากมือของปรีชญาณ์ “ถอยออกไปก่อน หรือจะออกไปยืนรอข้างนอกเลยก็ได้ ตรงนี้ผมจัดการเอง”

บุริศร์สั่งซ้ำแล้วตัวเขาก็คอยสังเกตเปลวไฟที่แลบเลียเพื่อก้มลงปิดวาล์วแก๊ส จากนั้นจึงใช้ตะหลิวยกหม้อที่มีไฟลุกท่วมนั้นออกไปที่ประตูด้านหลังบ้านแล้ววางลงกับพื้น ไม่นานนักไฟที่ลุกท่วมหม้อก็มอดดับ

 

 

ปรีชญาณ์มองวิธีจัดการกับปัญหาอย่างง่ายดายโดยใช้สติของบุริศร์แล้วนึกชื่นชมปนท้อใจ ชื่นชมที่เขาเป็นคนมีสติไม่ตื่นตระหนกอะไรง่ายๆ และทดท้อที่ตนเองก่อเรื่องไว้มากมาย เธอคือภาระจริงๆ นั่นล่ะละ

“ฉันขอโทษนะคะที่เกือบทำไฟไหม้บ้าน และยังทำให้เครื่องครัวของคุณเสียหาย”ปรีชญาณ์บอกเสียงอ่อย ยกมือไหว้ปลกๆ โดยเมื่อบุริศร์เอาแต่มองเธอนิ่ง ปรีชญาณ์ก็ยิ่งใจเสียมากขึ้นไปอีกและเพื่อแก้ไขสิ่งที่ตัวเองก่อไว้ ปรีชญาณ์จึงหันไปคว้าฟองน้ำล้างจานมาเพื่อเช็ดคราบดำบริเวณเตาแก๊สออกหากแต่เพราะไม่ทันระวังหลังมือจึงนาบเนื้อเหล็กร้อนระอุ

 

 

“โอ๊ย!” ปรีชญาณ์ได้ยินตัวเองร้องออกมาพร้อมกับรู้สึกปวดแสบปวดร้อนที่หลังมือข้างซ้าย น้ำตาของเธอคลอเบ้าพลางสะบัดมือเร่าๆ หวังไล่อาการเจ็บปวด แต่นอกจากจะไม่ดีขึ้นแล้ว รอยแดงที่เป็นทางยาวยังคล้ายจะมีสีเข้มขึ้น

“มีสติหน่อยสิ”

ปรีชญาณ์ได้ยินเสียงห้าวดุอยู่ข้างหูก่อนที่จะรู้ตัวว่ามือของเธอถูกจับมาแช่ในกะละมังที่มีน้ำไหลผ่าน อึดใจต่อมาก้อนน้ำแข็งก็ถูกเทโครมตามลงมาในกะละมัง ความแสบร้อนค่อยๆ เบาบางแทนที่ด้วยความเย็นจนมือเริ่มชา

 

 

Talk

 

งานงอกไหมละ ตีหัวเจ้าบ้านเสียแล้วยายเปรียว มัวแต่มโนเพ้อเจ้อก็แบบนี้ละ สร้างสารพัดปัญหาให้ตัวเอง

พี่ริศร์เวอร์ชั่นนี้จะดุ๊ดุหน่อยนะคะ คือพอคิดถึงผู้ชายที่โตพอประมาณ แล้วก็มีชีวิตในรูปในรอยที่ดีงามมาตลอด จึงมองว่า หากมีใครสักคน (ที่ไม่ได้รับเชิญ) เข้ามาทำให้ชีวิตยุ่งเหยิงวุ่นวาย ก็น่าจะทำให้หงุดหงิดผสมรำคาญมากกว่า ฉะนั้น เปรียวศรีเวอร์ชั่นนี้ก็จะหน้ามึน หน่อยนะคะ รักเขาแล้วนี่ ^^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

125 ความคิดเห็น