[ปรมาจารย์ลัทธิมาร] พันธวิญญาณข้ามภพ (OC)

ตอนที่ 55 : ตอนที่ 53 อสูรแห่งการชำระ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,746
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 208 ครั้ง
    27 พ.ย. 62





    
      
     

     "แผลของแม่นางผู้นี้สาหัสก็จริง แต่ก็ยังไม่อันตรายถึงชีวิต...ตอนนี้แม่นางหลับไปแล้ว อาจจะมีอาการปวดเล็กน้อยต้องคอยดูแลไปก่อน" จางจิ้นชิงที่มาถึงนั่งฟังคำวินิจฉัยของท่านหมอที่ข้างเตียงพลางพยักหน้ารับแล้วมองน้องสาวของตนด้วยความเป็นห่วง 

     "ขอบคุณขอรับท่านหมอ" ท่านหมอพยักหน้าก่อนจะขอตัวออกไป ซือจุยจึงอาสาเดินไปส่ง


     ฉันมองพวกเขาด้วยความรู้สึกผิดเต็มประดา เหม่ยเหมยตัวเล็กแค่นี้...บาดแผลรุนแรงแบบนั้นมันต้องเจ็บมากแน่

     "คุณชายจาง ข้าต้อง---"

     "แม่นางฟูหยาง ที่นี่คงไม่สะดวกเท่าไหร่...เชิญข้างนอกเถอะ" เขาพูดตัดบทจนฉันต้องรีบก้มหน้าแล้วตอบตกลง ก่อนจะเดินตามเขาออกไปด้านนอก












     เรามายืนอยู่ที่ริมแม่น้ำโดยที่ฉันยังคงไม่กล้าจะเงยหน้าขึ้นได้เหมือนอย่างเคย แต่ไม่ว่ายังไง...ฉันก็อยากจะขอดทษที่ทำให้น้องสาวของเขาต้องบาดเจ็บ

     "คุณชายจาง ข้า..."

     "ข้ารู้ว่าเจ้าจะเอ่ยอะไร...ข้ามิได้โกรธเจ้า ที่เป็นสาเหตุทำให้อาเหมยบาดเจ็บหรอกนะ" เขาว่าก่อนจะหันหน้ามามองฉัน แล้วส่งยิ้มให้แต่มันไม่ได้ทำให้ฉันสบายใจขึ้นเลยสักนิด

     "ข้าขอโทษเจ้าค่ะ เพราะข้าสะเพร่า...เหม่ยเหมยจึงต้องมารับบาดเจ็บหนักเช่นนี้"

     "คราแรก ข้าก็ไม่ค่อยพอใจเสียเท่าไหร่หรอก แต่อาเหมยนางบอกว่าเจ้าอาจกลัวจนขยับไม่ได้ อีกทั้งบอกด้วยว่าเจ้าให้กระบี่ของเจ้ากับนางไว้ป้องกันตัว แล้วยังขอร้องข้า...ว่าอย่าให้เจ้าโทษตัวเอง"

     "คะ?!" ฉันเงยหน้าขึ้นแทบจะทันที ด้วยความตกใจจนสบตาเขาเข้า อีกฝ่ายผงะคิ้วหนาขมวดแล้วเอ่ยถาม

     "เจ้าร้องไห้?" เพิ่งรู้สึกตัวเมื่อเขาทักจนต้องรีบจับหน้าจับตาที่ยังร้อนผ่าวๆ และแสบอยู่หน่อยๆก่อนจะรีบเช็ด แต่อีกฝ่ายก็ยื่นผ้าเช็ดหน้ามาให้แทนที่จะให้ฉันใช้แขนเสื้อเช็ด

     "ข ข้ามิได้เป็นอะไรเจ้าค่ะ"

     "...รับไว้เถอะ ข้ามิได้แค้นเคืองเจ้าแล้ว อย่าร้องไห้เลย"

     "ก็ข้าร้องไปแล้วนี่ แต่ก็ขอบคุณที่เมตตาเจ้าค่ะ" ฉันว่าก่อนจะรับผ้าเช็ดหน้าของเขามาเช็ดหน้าเช็ดตาอย่างเสียไม่ได้ อีกฝ่ายยิ้มให้แล้วพูดขึ้นอีก

     "อาเหมยบอกว่า เจ้าดูแลนางเป็นอย่างดี...นางบอกว่าเจ้าเหมือนเป็นพี่สาว ต้องขอบคุณเจ้ามากที่อยู่เคียงข้างนางมาเสมอ"

     "มิได้เจ้าค่ะ นางเป็นคนที่ดี...คุณชายจาง อาจจะเสียมารยาทไป ขออภัยล่วงหน้ากับคำถามของข้าด้วยเจ้าค่ะ" บางอย่างที่เพิ่งนึกขึ้นได้จึงต้องรีบถามพร้อมกับก้มหัวขอโทษล่วงหน้า

     "เชิญว่ามาเถิด ในเมื่อข้าทำงานใหญ่หลวงข้าก็ต้องยอมรับ"

     "เหตุใดตระกูลจางจึงส่งนางมาที่อวิ๋นเซินปู้จื้อฉู่ โดยมิได้มอบกระบี่ให้นางติดตัวเลย สำหรับผู้ฝึกตนแล้ว กระบี่ย่อมสำคัญเป็นสิ่งที่เหมือนกับส่วนหนึ่งของร่างกาย แต่นี่...มันไม่ต่างอะไรกับการส่งนางมาตายเลยแม้แต่น้อย!" ร่างสูงนิ่งไปหลายนาทีก่อนจะหลับตาถอนหายใจยาวพรืดแล้วพูดขึ้น

     "แม่ของข้า...นางเกลียดชังอาเหมย แต่ว่าหากท่านแม่ของข้าต้องการสิ่งใด แต่ให้ผิดศีลธรรมท่านก็มิเคยสน แต่ข้าทำอะไรมิได้เลย"

     "ท่านหมายความว่า...ฮูหยินจาง ต้องการจะให้เหม่ยเหมยตายอย่างน่าอนาถและมิต้องให้ตัวเองมือเปื้อนเลือดอย่างนั้นหรือ?"

     "ใช่ เจ้าเข้าใจถูกต้องแล้ว"

     "ท่านไม่คิดจะบอกเรื่องนี้กับท่านอาจารย์หลานหรือเจ้าคะ หากเป็นท่านที่ได้ยศขุนนางแล้ว พวกเขาต้องรับฟังท่านเป็นแน่" จิ้นชิงหลุบตาเสมองไปทางอื่นแล้วพูดด้วยความคับแค้นใจ

     "ข้าคงถูกกล่าวหาว่าอกตัญญูมารดาผู้ให้กำเนิดเป็นแน่ ท่านแม่ของข้า...ข้ายอมรับได้เลยว่านางมากเล่ห์เหลี่ยมกลโกง นางบงการสิ่งใดก็ไม่มีใครสามารถสาวถึงตัวได้ มันจึงเป็นเรื่องยากนัก ที่จะให้นางได้รับโทษ"


     ฉันยืนฟังด้วยความอดกลั้น แต่มันก็จริงอย่างที่อีกฝ่ายว่าไปหมด คนร้ายคือแม่ของเขา เขาไม่สามารถที่จะทรยศผู้ให้กำเนิดได้

     "ฮูหยินนางมีหน้ามีตา ยศฐาอำนาจสูงไม่น้อง...ก็จริงของท่าน การจะปิดปากคนรอบตัวให้หูตาบอดก็เป็นเรื่องง่าย หากข้าจะต้องเอาผิดนางในครานี้ก็ยังไม่มีหลักฐานอะไรมัดตัว เพราะนางยังไม่ได้ลงมือ อย่างน้อยหากจะกล่าวหาก็ต้องมีพยานที่เห็นและยืนยันเสียงเดียวกันกับข้าอย่างน้อยสองเสียงด้วยสิ" ฉันว่าพึมพำเหมือนคุยอยู่คนเดียว จนร่างสูงหันขวับมามองฉันด้วยสายตาประหลาดใจเชิงประทับใจ

     "เจ้าปราดเปรื่องมาก เจ้าคิดวิธีนี้ได้อย่างไรกัน?"

     "ก็ มิได้อะไรมากมายเจ้าค่ะ เพราะที่ผ่านมาข้าก็เคยเจอเรื่องพรรค์นี้มามากจนรู้สึกเอียน...แต่ถ้าเป็นประเภทนี้เราต้องรอบคอบไม่เช่นนั้นมันก็จะแว้งกัดเหมือนงูได้เลย"

     "ช่างละเอียดดีเสียจริง ฟูหยาง เจ้าอายุเท่าไหร่เล่า?"

     "จะย่างเข้า 16 แล้วเจ้าค่ะ" จิ้นชิงยกยิ้มพึงใจแล้วพยักหน้ารับ จนกระทั่งผู้ติดตามของเขามาเรียกหาเราจึงเดินแยกย้ายกันกลับห้อง






     แต่คำพูดทิ้งท้ายของเขา มันทำเอาฉันนอนไม่หลับไปครึ่งคืนเลยทีเดียวแหละ

     "น่าเสียดาย...หากเราอายุใกล้กันกว่านี้สัก 4-5 ปี ข้าก็คงจะต้องมาสู่ขอเจ้าจากตระกูลหลานแล้ว"










     'ข้าเจ็บตรงนี้จะตายอยู่แล้ว!! แต่ไม่มีใครมองเห็นเลย...ไม่มีเลยสักคน'



 
     น้ำเสียงใสเสียงเอ่ยตัดพ้อเขาอย่างเกรี้ยวกราด และสั่นเครือ กำปั้นเล็กทุบหน้าอกตัวเองเสียงดังจนเขายังหวั่นว่าอกของอีกฝ่ายจะยุบลงเป็นรอย แววตาที่มองเขาผ่านม่านน้ำที่ใกล้จะไหลอยู่รอมร่อนั้น แข็งกร้าวแต่ในขณะเดียวกันก็เจ็บปวด และอ่อนแอมากจนรู้สึกใจวูบโหวง ก่อนที่จะมีคนมาบอกว่า จางจิ้นชิงได้มาหาจางเหม่ยเหมย ทำให้เธอมีโอกาสผละออกห่างแล้วก้าวฉับๆไปโดยไม่หันกลับมามอง




     เขาเป็นคนที่คิดเช่นไรก็พูดเช่นนั้นมาแต่ไหนแต่ไร  แต่เขายอมรับว่าครั้งนี้เขาทำผิด...ฟูหยางที่ทำผิด ไม่ควรซ้ำเติม เขาย่อมรู้ว่านางไม่ใช่คนที่จะไม่ยอมรับความจริง อาจจะโทษตัวเองมากกว่าที่เป็นจริงเสียด้วยซ้ำ

     "ข้าคงต้องไปก่อน ที่เหลือฝากเจ้าด้วยล่ะ" เสียงทุ้มของชายหนุ่มนามว่าจางจิ้นชิงคุยกับเด็กสาวเพียงลำพังริมบ่อปลา

     เด็กสาวพยักหน้ารับแม้จมูกและดวงตาแดงก่ำ แต่ริมฝีปากบางเล็กยกยิ้มให้อีกฝ่ายก่อนที่มือใหญ่เลื่อนมาปัดใบไม้ออกจากกลุ่มผมแล้วเอ่ยอีกครั้ง นั่นทำให้คิ้วของเขาขมวดมุ่นท่าทีของชายร่างสูงด้วยความไม่พอใจทันที
    
     "น่าเสียดาย...หากเราอายุใกล้กันกว่านี้สัก 4-5 ปี ข้าก็คงจะต้องมาสู่ขอเจ้าจากตระกูลหลานแล้ว" เขาว่าก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้เด็กสาวยืนตะลึงอยู่กับที่มองแผ่นหลังที่จากไปตาปริบๆ

     ก่อนจะหยิกแก้มตัวเองจนต้องนิ่วหน้าแล้วพูดพึมพำ

     "ไม่ได้ฝันนี่...บ้าไปกันใหญ่แล้ว" ร่างบางส่ายหน้าอย่างไม่คิดอะไรมากความก่อนจะหมุนตัวเดินไปยังห้องพักของตนเพื่อพักผ่อน








     จิ่งอี๋ที่เดินกลับมายังห้องพักด้วยความหงุดหงิดเล็กๆ ก็ต้องแปลกใจเมื่อซือจุยเดินมาหาเขาด้วยใบหน้าตื่นตระหนกพร้อมกับกระดาษในมือ

     "จิ่งอี๋ เจ้ามาพอดี..."

     "มีอะไรหรือซือจุย? หน้าเจ้าเคร่งเชียว?" ซือจุยละล่ำละลั่ก ก่อนที่จินหลิงจะตามเข้ามาด้วยสีหน้าที่คล้ายคลึงกันแต่กลับปนไปด้วยความไม่พอใจอย่างมาก

     "ประมุขของพวกเจ้าเป็นอะไร! ถึงได้มาขอให้ท่านน้าพาเขาไปอยู่ที่อวิ๋นเมิ่งด้วย?"

     "เจ๋ออู๋จวินน่ะหรือ! บ้าไปแล้ว เจ้าอย่ามากล่าวหาเขาส่งเดชนะ!" จิ่งอี๋ตะคอกกลับใส่จินหลิงซึ่งใช่ว่าอีกฝ่ายจะยอมเสียที่ไหน

     "ประมุขพวกเจ้านั่นแหละบ้า! สำนึกตนอยู่นานจนเสียสติไปแล้วหรืออย่างไรกัน!"


     ครืดดดดดดด!!

     "อย่าเสียงดังได้ไหม รบกวนคนอื่นเขา! นี่มันยามวิกาลนะ!" เสียงของบุคคลที่สี่ดังขึ้นทำให้พวกเขาถึงกับเงียบไปในทันทีก่อนจะหันไปยังเจ้าของเสียงที่ทำหน้าไม่สบอารมณ์ ด้วยดวงตาที่แดงก่ำและอ่อนเพลีย








     เพราะตะโกน ตะคอก ร้องไห้แล้วก็เจ็บใจจนเหนื่อยล้า ทำให้พอหัวถึงหมอนตาฉันก็แทบจะปิดแล้วก็ชัตดาวน์ตัวเองแล้ว แต่ว่ายังไม่ทันจะนับหนึ่งถึงห้า เสียงพูดเจื้อยแจ้วรำคาญหู ทำให้ต้องแหกตาตื่นมาเพื่อไปบอกให้พวกนั้นพูดกันเบาๆ ด้วยการเปิดประตูแบบไม่เคาะแล้วเท้าเอวมองพวกเขาอย่างหาเรื่องสุดๆ

     "ฟ ฟูหยาง..."

     "ข้าเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว พวกพี่ทำไมต้องตะโกนด้วย...กลับไปข้าฟ้องอาจารย์หลานซะหรอก" ฉันพูดด้วยน้ำเสียงเนือยๆ พวกเขามองฉันด้วยความตกตะลึงแล้วมองขึ้นมาบนหัว

     "ฟูหยาง...เจ้าเอาปิ่นมาจากไหน?" จินหลิงถามอย่างกล้าๆกลัวๆแล้วชี้มาที่แท่งที่ปักบนหัวของฉัน ฉันถอนหายใจก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่เซ็งเต็มทน

     "ไม่ใช่ปิ่นที่ไหนหรอก ตะเกียบนี่แหละ อย่าโวยวายล่ะ ไปได้นอนแล้ว" ฉันว่าก่อนจะเดินจากไปทิ้งให้พวกเข้ายืนงงกันอยู่สามคนตรงนั้น แต่เสียงของซือจุยก้ทักขึ้นมาอีกหน

     "ฟูหยาง เราต้องกลับอวิ๋นเซินปู้จื้อฉู่ วันพรุ่งนี้เช้านะ" เท้าที่กำลังจะก้าวหยุดชะงักแล้วหันไปมองด้วยความสงสัย

     "มีจดหมายจากอวิ๋นเมิ่ง ถึงจินหลิงบอกว่าประมุขเจียงได้เกลี้ยกล่อมให้ท่านเจ๋ออู๋จวินพ้นจากช่วงสำนึกผิดแล้ว" ตาแทบสร่างอาการง่วง ด้วยความโล่งใจแบบสุุดๆ

     "เป็นข่าวที่ดีมากเลยพี่ซือจุย...แต่ทำไมถึงทำหน้าเช่นนั้นล่ะ?" พวกเขาทั้งสามมองหน้ากันก่อนที่จินหลิงจะเป็นคนพูดขึ้น

     "เพราะสำนึกตนเป็นเวลานานร่างกายและพลังปราณเลยไม่คงที่ จึงต้องดูแลอย่างใกล้ชิด"

     "ประมุขหลานเป็นคนที่มั่นคง มันยากไม่ใช่หรือ? ที่เขาจะออกมาจากการสำนึกผิดน่ะ" ฉันถามกลับด้วยความงุนงง จินหลิงถอนหายใจแล้วตอบคำถมที่ทำเอาฉันตาแทบถลน แล้วจะตะโกนลั่นห้อง

     "ท่านน้า เกลี้ยกล่อมมาหลายเดือนแล้วล่ะ...อีกทั้งก็ใกล้จะถึงงานชุมนุมแล้วด้วยเลยกังวลว่าตระกูลหลานจะถูกนินทา แล้วก็..." เขาว่าก่อนจะตบหน้าตัวเองเบาๆ ทำเอาฉันหน้าเหวอเพราะเข้าใจ

     "อย่าบอกนะ ว่าประมุขเจียงตบหน้าประมุขหลานเรียกสติ"

     "เจ้านี่เดาใจข้าแม่นจริงๆนะ" จินหลิงว่าแล้วกอดอก คิดถามตอนที่เจียงเฉิงตบหน้าหนุ่มหล่ออันดับหนึ่งในยุทธภพไม่ออกเลย กลับกันถ้าขู่ด้วยแส้จื่อเตี้ยนฉันจะยังเชื่อซะกว่าอีก

     "แล้วที่เรียกให้กลับล่ะ? ดูไม่สอดคล้องกันเสียเท่าไหร่เลยนะ"

     "...ดูตัว"

     "...หะ ใคร?" ฉันเหวอระดับสามแล้วเลิ่กลั่กมองหน้าพวกซือจุยที่เคร่งเครียด พวกเขาส่ายหน้าแล้วอธิบาย

     "ในนี้ไม่ได้ระบุ แต่เราต้องกลับไปกันก่อน...พรุ่งนี้เช้าเราออกเดินทางกันเถอะ"

     "อ อืม เข้าใจแล้ว"

















     วันต่อมา


     ทันทีที่กลับมาถึงอวิ๋นเซินปู้จื้อฉู่ พวกซือจุยก็ถูกเรียกไปหาหลานฉีเหรินทันที เหลือแค่ฉัน จินหลิง และเหม่ยเหมยที่มานั่งปักผ้ากันใต้ต้นไม้ใหญ่

     "พวกผู้หญิงทำไมชอบทำอะไรน่าเบื่อเช่นนี้กันนะ" จินหลิงบ่นก่อนจะลุกหนีไปฝึกอย่างหน้าตาเฉย ฉันได้แต่ส่ายหน้าเอือมแล้วปักผ้าต่อ

     "แล้วเจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ?"

     "ข้าว่าสนุกดี แล้วท่านล่ะฟูหยางท่านมิคิดเช่นนั้นหรือ?" ฉันยิ้มบางแล้วส่ายหน้าหวือก่อนจะก้มลงปักผ้าต่อ

     "ก็มิได้แย่อะไรหรอก อย่างน้อยมันก็พอฆ่าเวลา อีกทั้งยังทิ้งร่องรอยให่ผู้อื่นได้ชื่นชมดีนะ...ขอโทษนะ เหม่ยเหมยที่ทำให้เธอต้องบาดเจ็บ"
    
     "ท่านมิผิดหรอก แม้แต่ข้าก็ยังตกใจเลยที่ตัวข้ากล้าถึงเพียงนั้น..."

     "เจ้ากล้าหาญมากเลยนะ ติดหนี้ชีวิตเจ้าเสียแล้วสิ...ขอบคุณที่ช่วยข้า" เหม่ยเหมยยิ้มแก้มขึ้นสีระเรื่อแล้วยกมือลูบบาดแผลของตัวเอง

     "ขอแค่ท่านปลอดภัย ถึงจะเจ้บแต่ข้าก็ว่าคุ้มแล้วล่ะ จริงสิ ฟูหยางข้ามีของสิ่งหนึ่งอยากให้เจ้าดู" ฉันเลิ่กคิ้วก่อนที่เธอจะลุกขึ้นแล้วเดินมาคว้ามือฉันให้เดินตามเธอไปยังห้องนอนของเธอ





     เหม่ยเหมยกดฉันให้นั่งลงแล้วเดินไปหยิบห่อผ้าบางอย่างออกจากลิ้นชักแล้วเปิดห่อผ้าออก ฉันแอบตื่นตาตื่นใจเล็กน้อยกับสิ่งของภายในห่อผ้านั้น


     "เป็นปิ่นที่สวยมากเลยนะ" ใช่ มันคือปิ่นที่มีขนาดใหญ่ไม่น้อยแถมยังประดับตุ๊งติ้งระยิบระยับ ราคาน่าจะสูงน่าดู

     "มันมิใช่ปิ่นธรรมดานะ..." เธอว่าก่อนจะดึงปิ่นออกจากกันแต่บางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายในถูกชักออกมาจนฉันต้องตะลึง แท่งหยกใส่สีฟ้าน้ำทะเล เหมือนเรซิ่นใสไร้สิ่งเจือปนจนต้องร้องอุทาน

     "โห ยอดไปเลย" เหม่ยเหมยยิ้มก่อนจะจับมันอย่างทะนุถนอมแล้วพูดขึ้น

     "นี่เป็นปิ่นปักผมต่างหน้าของท่านแม่ข้า...นางให้ข้าไว้ก่อนสิ้นลม ท่านแม่บอกว่าสิ่งนี้ต้องรักษายิ่งชีพอย่าขายให้ผู้ใดเด็ดขาด เพราะท่านได้รับมาจากคนคนหนึ่ง"

     "คนคนหนึ่ง?"

     "ท่านแม่เคยเป็นเซียนซือมาก่อนเจ้าค่ะ แต่ว่าท่านแม่จบการศึกษาแล้วเร่ร่อนพเนจรปราบปีศาจ...แต่ว่าพอจะกลับไปเยี่ยมเยียนอาจารย์และสำนัก" ในตอนนั้นเธอมีสีหน้าสลดลงจนฉันต้องตั้งใจฟัง

     "เกิดอะไรขึ้น?"

     "สำนักถูกทำลายเหลือแต่ซากศพ และเถ้าถ่านของสิ่งก่อสร้างต่างๆ ไม่มีใครมีชีวิตรอดเลยสักคน สิ่งที่เหลืออยู่คือปิ่นนี้ที่ท่านได้รับมาจากประมุขของตระกูลที่ก่อตั้งสำนักนั้น ท่านแม่เล่าให้ข้าฟังเสมอ ว่าคนเราไม่สิ้นความหวังจนกว่าเราจะตาย"

     "..."

     "ท่านแม่ของข้าบอกว่า สำนักที่ท่านแม่ร่ำเรียนมา อยู่ในที่ที่ลึกลับไม่มีใครเข้าถึงได้หากมิได้รับการยอมรับ...ดินแดนพิศวงที่เต็มไปด้วยสิ่งเร้นลับ พลังเหนือธรรมชาติของตระกูลเซียนนั้นน่าอัศจรรย์ แต่พวกเขาไม่ถือว่าตนเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ทุกอย่างเรียบง่ายเป็นกันเอง ทุกสรรพสิ่งอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ"

     "ดูท่าว่าจะเป็นตระกูลเซียนที่ดีไม่น้อยเลยนะ ดีจังที่แม่ของเธอสั่งสอนมาแบบนั้น" ฉันว่าก่อนจะมองแท่งหยกใส


     ไม่รู้ว่าทำไมฉันถึงละสายตาจากมันไม่ได้...แถมยังรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง และใจสั่นจนรู้สึกไม่ดีเอาซะเลย


     ฉึบ!

     "ยามที่ข้าพบกับท่าน ท่าทาง และนิสัยของท่านคล้ายกับท่านแม่ของข้านัก อยู่ด้วยแล้วอุ่นใจแค่มีท่านอยู่ด้วยข้าก็ไม่กลัวอะไรแล้ว" เธอว่าก่อนจะคว้ามือของฉันทั้งสองกุมไว้แล้วยิ้มให้

     













     หลานฉีเหรินนั่งมองศิษย์เด็กหนุ่มทั้งสองด้วยความอึดอัดใจไม่น้อย ก่อนจะถอนหายใจจนจิ่งอี๋โพล่งถามขึ้นเพราะทนเงียบไม่ไหว 

     "ท่านอาจารย์ เรียกพวกข้าน้อยทั้งสองมาเร่งด่วนเรื่องอะไรหรือขอรับ?"

     "...ซือจุย"

     "ขอรับ"

     "วันพรุ่งนี้เจ้าต้องดูตัว...เตรียมตัวไว้เสีย" ซือจุยหน้าชาวาบไปในทันที กับคำสั่งที่ไม่ทันได้ตั้งตัว จิ่งอี๋ที่เป็นเพื่อนสนิทย่อมรู้ดีว่าเพื่อนของเขามีใจให้กับผู้ใด

     "แต่ท่านอาจารย์ พวกข้ายัง---"

     "เพียงแค่พูดคุย หากเจ้าไม่พึงใจก็ตอบปฏิเสธไปได้...แม่นางน้อยผู้นี้นางมีความอ่อนหวาน สุภาพเจ้าน่าจะลองพบดูตามมารยาท" จิ่งอี๋เห็นสีหน้าของซือจุยที่ไม่สู้ดี

     เขาไม่ชอบเลยที่ท่านอาจารย์หลานบังคับเช่นนี้ อีกทั้งเพื่อนของเขาคนนี้...มีคนในใจอยู่แล้ว

     "แต่ท่านอาจารย์---"

     "ท่านอาจารย์ขอรับ! จิ่งอี๋ผู้นี้ขอไปแทนซือจุยเถอะขอรับ" จิ่งอี๋ประสานมือโค้งตัวแล้วโพล่งเสียงดังไม่น้อย ซือจุยหันขวับแล้วพยายามจะแย้ง

     "แต่จิ่งอี๋ เจ้า---"

     "เจ้าอย่าฝืนเลยน่า ซือจุย...ให้ข้าช่วยเจ้าบ้างเถอะ"

     "ถ้าเจ้าว่าเช่นนั้นก็เตรียมตัวเสีย แล้วอย่าทำเสียเรื่องเล่า...เพราะคุณหนูผู้นี้นางค่อนข้างอ่อนไหวง่าย ระวังคำพูดของเจ้าด้วย" หลานฉีเหรินกำชับก่อนที่จะให้ทั้งสองออกไป



     

     "จะดีหรือ เหม่ยเหมย ให้ข้าแตะต้องของสำคัญของเจ้าน่ะ" ฉันลังเลเมื่อเหม่ยเหมยอยากจะลองทำผมแล้วเสียบปิ่นปักผมของแม่เธอให้กับฉัน

     "อื้อ! ผมของท่านน่าจะทำผมได้ง่าย ขอข้าลองเสียสักหน่อยเถิด"

     "เฮ้อ เอาก็เอา...แล้วแต่เจ้าเถอะ" เหม่ยเหมยยิ้มกว้างก่อนจะรีบไปหยิบแปรงหวีผมด้วยความกระตือรือร้นมาทำผมให้ฉัน


     มือเล็กลูบๆสางๆผมของฉันพลางฮัมเพลงอย่างมีความสุข ฉันเองก็เคลิ้มไปเหมือนกับกับความบรรจงของอีกฝ่าย รู้สึกสบายจนแทบจะหลับเลยทีเดียว
    
     "ข้าจะปักปิ่นแล้วนะ" เธอว่าก่อนจะหยิบปิ่นในห่อผ้าขึ้นมา ฉันขานรับในลำคอแล้วหลับตาคลายเส้นนิดหน่อย

     ฉึบ...แปล๊บบบบ!!

     "อึ่ก!....โอ๊ย!!" เหมือนมีเข็มเล็กๆแทงเข้าที่ขมับอย่างแรงจนต้องนิ่วหน้า ก่อนที่หัวมันจะเริ่มปวดและลุกลามไปเรื่อยๆ

     "ฟูหยาง! ท่านเป็นอะไร!" เหม่ยเหมยตกใจเมื่อเห็นท่าทีของฉัน แต่ฉันหลับตาแน่นยกมือทั้งสองกุมหัวเหมือนมันใกล้จะระเบิด เสียงกรีดร้องแหบพร่าของพวกสัมเวสี แสบแก้วหู

     ไอมารเริ่มพวยพุ่งออกมาล้อมรอบตัวฉัน จนเหม่ยเหมยตกใจหน้าซีดลนลานทำอะไรไม่ถูกและพยายามเรียกชื่อของฉัน

     "ฟูหยาง!"

     "...ไป...รีบหนีไป! โอ๊ย!" ฉันว่าก่อนที่หน้าอกจะเริ่มเจ็บจนต้องทรุดลงนั่งแล้วเอามือกุมเอาไว้ ภาพตรงหน้าเริ่มเปลี่ยนสีจางๆ ควันสีดำลอยตลบไปหมด

     แรงอาฆาต...ทำไมถึงมากมายขนาดนี้


     ฟู่วววว พรึ่บ!





     'หาเจอแล้ว...เลือดผสมที่น่ารักของข้า'









     ตุบ!

     "ฟูหยาง! ฟูหยางท่านฟื้นสิ!" เหม่ยเหมยรีบรับร่างของอีกฝ่ายไว้แล้วเขย่าเรียกสติด้วยความลนลานสุดขีด ก่อนที่เธอจะร้องตะโกนดังลั่นซึ่งผิดกฏของอวิ๋นเซินปู้จื้อฉู่ แต่ยามนี้นางไม่สนอีกแล้ว

     "ใครก็ได้! ใครก็ได้ช่วยฟูหยางด้วย! ช่วยด้วยเจ้าค่ะ!"













     พรึ่บ!


     ฉันตกใจลืมตาขึ้นมาหันไปมองรอบข้างด้วยความหวาดระแวง มันมืดดำไปหมดจนมองไม่เห็นสีอื่นเลยแต่ในตอนนั้น ก็เห็นร่างของบางอย่างกำลังเดินเข้ามาใกล้
  

     รูปร่างเหมือนมนุษย์ผู้หญิงแต่ตัวสูงมากจนเกือบจะสามเมตร ศีรษะได้รูปไร้ดวงตาเห็นเพียงแค่จมูกและริมฝีปากเท่านั้น หัวของเธอที่ควรจะปกคลุมไปด้วยเส้นผมกลับกลายเป็นสิ่งอื่นที่มีสีแดงเหมือนเลือด มีสี่แขน รูปร่างเพรียวระหง เท้าเป็นกีบเหมือนนก และหางขนาดใหญ่ 

     "ดีใจ ที่ได้พบเจ้าเสียทีนะ...เลือดผสมเอ๋ย"

     "..." ฉันอยากจะพูดแต่ว่ามันกลับรู้สึกเจ็บหัวใจ ทั่วทั้งตัวมันหนักอึ้งไปหมดจนขยับไม่ได้

   อีกฝ่ายยกยิ้มพอใจก่อนที่กรงเล็บบนนิ้วเรียวจะช้อนใต้คางฉันแล้วเชิดขึ้น น้ำเสียงหวานชวนลุ่มหลงเปล่งออกมา

     "วันแห่งการชำระ...เจ้าอยากได้พลังหรือไม่ล่ะ?"

     "หมาย..ความว่าไง?"

     "ข้าจะมอบพลังให้แก่เจ้าในวันแห่งการชำระ พลังที่สุดหยั่งถึง...แต่ข้ามีข้อแลกเปลี่ยนกับเจ้า"

     "...แล้วเธอเป็นใครกัน" อีกฝ่ายแสยะยิ้มก่อนจะโน้มตัวลงมากระซิบข้างหู

   








     ฟุ่บ!     

     "แฮ่กๆๆ ฮึ่ก...จ เจ็บๆๆ" ฉันผุดลุกขึ้นด้วยความตกใจแต่เพราะลุกขึ้นเร็วเกินไปทำให้ลมเสียดแทงจนจุกอก ต้องยกมือขึ้นมากดเอาไว้แล้วหายใจช้าๆอีกครั้ง

     แต่คำตอบก่อนที่เราได้เห็นนั้น มันยังชัดเจน ดวงตาเบนไปมองบางอย่างที่อยู่ตรงโต๊ะฉันจ้องมันด้วยความหวาดระแวงและไม่ไว้ใจ ภาพบางอย่างที่ฉายในหัวเริ่มกรออีกครั้ง

     มือยกขึ้นลูบที่กลางหน้าผากด้วยความเผลอไผลหลับตาแน่นด้วยความเจ็บปวดใจ แล้วเงยมองปิ่นของเหม่ยเหมยอีกครั้ง




     ครืดดดดดด! 

     "ฟูหยาง! ท่านฟื้นแล้ว!" เสียงของเหม่ยเหมยทำให้ฉันหลุดจากภวังคืความคิด เธอรีบกุลีกุจอเข้ามาหาคว้ามือฉันไปจับไว้แน่นแล้วตรวจดูชีพจรก่อนจะถอนหายใจโล่งอก

     "ดีจังเลย ชีพจรท่านเป็นปกติแล้ว...ข้าจะไปบอกคุณชายหลานนะ!" เธอว่าก่อนจะรีบลุก แต่ฉันรั้งไว้ก่อน


     หมับ!


     "เหม่ยเหมย...ข้ามีเรื่องอยากจะถามเจ้า เจ้าตอบข้าได้หรือไม่?"

     "ได้สิ แต่ข้าต้องไปรายงาน---"

     "ไม่ เจ้าต้องตอบข้าเดี๋ยวนี้!" ฉันตอบกลับเสียงแข็ง แรงที่บีบข้อมือของเธอแน่นขึ้นเรื่อยๆจนเธอเริ่มเจ็บ

     "ก ก็ได้...อะไรหรือ?"

     "ปิ่นปักผมนั่น...เจ้าบอกว่าท่านแม่ของเจ้าได้มาจากสำนักเซียนที่เรียนใช่หรือไม่?" เหม่ยเหมยพยักหน้าตาใส ฉันเม้มริมฝีปากพยายามกลั้นเสียงไม่ให้มันสั่น

     "เจ้ารู้ชื่อแซ่...ตระกูลของสำนักนั้นหรือไม่?"

     "รู้สิ...ข้ารู้ ท่านแม่บอกข้าว่ามิควรบอกใคร แต่ข้าไว้ใจท่านข้าจะบอกให้"

     "..."

     "ตระกูลที่มอบปิ่นหยกใสอันนี้มา...อยู่ที่ชินหลินหรง"
    
     "..."

     "ตระกูลหลิว แห่งชิงหลินหรง"

     "แม่ของเจ้า ได้บอกหรือไม่...ว่าหยกที่ซ่อนอยู่ในนั้นได้มาจากที่ใด" เหม่ยเหมยนิ่งคิดก่อนจะส่ายหน้าแล้วอธิบาย


     และคำตอบนั่นทำให้ฉันถึงกับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ไหว เอนซบพิงบ่าของเด็กสาวตรงหน้าอย่างอ่อนกำลัง


     "ข้ารู้ไม่มากนัก แต่ท่านแม่เล่าให้ข้าฟัง เกี่ยวกับตำนานของปิ่นอันนี้ ว่ากันว่าทำมาจาก..."

     "..."

     "เขาของครึ่งอสูรที่มีนามว่า 'ลี่เฮย' เพื่อสะกดพลังมาร"











เห่อๆ  ไม่มีไรมาก

เม้น-กัน-หน่อย!!


ความสุขของเตี้ย = การเห็นรีดเดอร์อินกับฟิค และเม้นมาให้อ่าน








ขอแค่นี้จริงๆ กราบล่ะค่ะ



รูปภาพที่เกี่ยวข้อง





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 208 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,619 ความคิดเห็น

  1. #1590 icesupicha (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 14 มีนาคม 2564 / 22:39

    เจอเขาน้องแล้ว

    #1,590
    0
  2. #1466 รากต้นโพธิ์ (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 20 มีนาคม 2563 / 21:02
    ช็อคหลายอย่างในตอนเดียว
    #1,466
    0
  3. #1125 P_Chan and Me_Kung (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2562 / 05:43
    ขอบคุณค่ะ อีช้อยหายใจไม่ทั่วท้องแล้วเจ้าค่ะแม่นาย
    #1,125
    0
  4. #1068 chanagarn2002 (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 / 17:53
    ช็อคค้าง จิ่งอี๋แกจะทำแบบนี้กับน้องไม่ได้นะน้องเสียใจเพราะแกกี่ครั้งแล้ว
    #1,068
    0
  5. #1067 Olivia1112 (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 / 12:25
    ตอนนี้มีเรื่องให้ช็อคเยอะมาก~
    #1,067
    0
  6. #1062 Ph4am (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 / 07:31
    อือหือ แลงมาก ทั้งจิ่งอิ๋งจะไปดูตัวแทน ทั้งปิ่นจากเขาของลี่เฮย ช้อคไปเลยจ้า
    #1,062
    0
  7. #1061 Hyperion-kub (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 / 14:50
    พอ! จินหลิงลูก เดี๋ยวแม่จะตัดสายเฟรนโซนให้นะลูก ไปหาหยางๆเลยยย //ซือจุยชงไม่สุด แม่ไม่ปลื้ม555
    #1,061
    0
  8. #1059 Natacha_i-sen (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 / 05:30

    เปลี่ยนพระเอกพรีส เอาน้องจินหลิงเราชอบน้อง น้องติดเฟรนโซนตัวใหญ๋ๆแต่น้องดี

    #1,059
    0
  9. #1058 chyanin (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 / 05:16
    ใครหักเขาลี่เฮยมาทำปิ่น แง โกรธ
    แต่โกรธจิ้งอี๋มากกว่า เจ้าคนไม่ได้ความ //ตัดทิ้งจากตำแหน่งพระเอก
    #1,058
    0
  10. #1057 lrvlenca (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 / 01:12
    นว้องงงงงงงงงงงงงงงงงง ร้องไห้ตามหลาบตอนแล้วนะะะะ ;;;;; ว่าแต่ จิ่งอี๋ ความวัวยังไม่หายความควายจะเข้าแทรกอีกแล้วววว เรื่องมี-งกับน้องหยางยังไม่เคลียร์ นี่จะมีเรื่องดูตัวแทนให้ผิดใจกันอีกไหมเนี่ยยย นว้องงหยาง หนูต้องสู้แล้ววววววววว
    #1,057
    0
  11. #1056 KilLa (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 / 00:39
    ลูกพี่ลูกน้องกัน
    #1,056
    0
  12. #1055 ratima4494 (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 / 00:27
    ไรท์คือมัดปมเก่งงงง แค่ตอนเดียวก็มีนู้นมีนี่เต็มไปหมด แต่ชอบบบบ เพราะเนื้อเรื่องจะยืดจะเป็นรีดที่ขยันอ่าน รู้สึกว่าพอใกล้วันชำระปมบางอย่างก็เริ่มคลายแต่ก็มีใหม่อีกเรื่อยๆ
    #1,055
    0