เพื่อนที่หนึ่ง [YAOI] END

ตอนที่ 6 : 06 - กฎของเพื่อน 100 per

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,446
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 380 ครั้ง
    22 ม.ค. 62

T
B

กฎของเพื่อน


กริ๊งงงง~

เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นเป็นสัญญาณของผู้มาถึง คนที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ก่อนเงยหน้าขึ้นมองภาพตรงหน้าผ่านกรอบแว่นหนาที่ใส่เป็นประจำ ทันทีที่เห็นว่าคนที่มาใหม่เป็นใครมือก็เอื้อมไปจัดของตรงหน้าให้เข้าที่เพื่อเคลียร์พื้นที่ให้อีกคน

“ไง…รถติดเหรอ” คำทักทายแรกดังขึ้นจากคนที่มาก่อน

“อืม นิดหน่อย” เพื่อนตอบกลับก่อนจะวางกระเป๋าไว้ข้างเก้าอี้ที่ว่าง “มึงอ่านถึงไหนแล้ว มานานรึยัง”

“พึ่งมาก่อนมึงสิบนาที” เขาตอบก่อนจะยื่นแก้วกาแฟที่มีน้ำอยู่เต็มแก้วให้คนตรงหน้า “สั่งมาเผื่อ”

“ทุกทีแหละมึงอะ” เขารับกาแฟมาถือไว้ก่อนจะหยิบหนังสือในกระเป๋าออกมา “เมื่อคืนกูลองทำโจทย์เก่าๆดู แนวข้อสอบก็คล้ายๆกันทุกปี”

“อืม คิดงั้นเหมือนกัน”

“แล้วคนอื่นไปไหน”

“มันบอกขอพัก” เขาละสายตาจากโจทย์ตรงหน้า “ใครจะบ้าอ่านหนังสือเจ็ดวันติดแบบมึง”

“ก็มึงไง” เพื่อนหัวเราะเบาๆก่อนจะเปิดหนังสือที่อ่านค้างไว้ “มึงมาก็พอแล้วป่ะวะ”

“ถามความสมัครใจกูรึยัง” ยิ้มเอ่ยก่อนจะเอื้อมมือไปผลักหัวเพื่อนสนิทอย่างนึกมันเขี้ยว “แต่วันนี้อ่านยาวถึงดึกไม่ได้ ที่บ้านไม่มีใครอยู่”

“รีบกลับไปเฝ้าบ้านเหรอวะ”

“อืม ทำนองนั้น” เขายักไหล่ก่อนจะเคาะปากกาลงบนหนังสือของคนตรงหน้า “มาช้าก็รีบอ่าน อย่าพูดมาก”

“มึงเลยที่ชวนคุย”

“จะเงียบแล้ว”

“เออ ให้จริง”

บทสนทนาจบลงพร้อมกับรอยยิ้มมุมปากหากแต่ว่าอีกคนไม่ได้เห็น ยิ้มมองคนตรงหน้าอยู่พักหนึ่งก่อนที่เขาจะก้มลงสนใจโจทย์ตรงหน้า ความสัมพันธ์ของเขากับเพื่อนดีขึ้นเรื่อยๆจนเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนสนิท จากคนที่เคยหลบหน้ากันในวันนั้นกลายเป็นคนที่นั่งอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วยกันทุกวัน

พอมองย้อนกลับไป...ตอนนี้มันดีกว่าตอนนั้นมากจริงๆ

“มึงคิดไว้รึยังว่าจะเข้าคณะไหน” เพื่อนเป็นฝ่ายเปิดประเด็นเมื่ออ่านไปได้พักใหญ่

“ดูๆไว้สองสามคณะ”

“คณะไหนบ้างวะ”

“ไม่ใช่นิเทศละกัน” เขาตอบพร้อมกับถอดแว่นสายตาออก 

“ก็พอรู้ว่ามึงไม่เข้านิเทศ”

“มันไม่ใช่ทางสักเท่าไหร่” ยิ้มเอ่ยก่อนจะฟุบหน้าลงไปกับโต๊ะ

“แล้วสองสามคณะของมึงมีคณะไหนบ้าง บอกกูหน่อยดิ” คำถามที่มาพร้อมกับแรงสะกิดที่ต้นแขนทำให้เขาต้องเงยหน้าขึ้นมาตอบอย่างเลี่ยงไม่ได้

“แพทย์ เภสัช สัตวแพทย์”

“อืม…คนละทางกับกูเลยว่ะ” คนที่ได้ฟังคำตอบหัวเราะแห้ง

“นิเทศก็เหมาะกับมึงดี”

“มึงคิดแบบนั้นเหรอวะ”

“อืม…ทำไม” เขาเลิกคิ้ว “หรือมึงลังเล”

“กูเคยลังเลด้วยเหรอ” เพื่อนถามกลับ “เวลาพูดอะไรออกไปก็มั่นใจทั้งนั้น”

“เป็นอะไร”

“หืม?”

“ถามว่าเป็นอะไร” เพราะอยู่ด้วยกันมานานเลยจับสังเกตได้ วันนี้ดูท่าทางผิดปกติไปกว่าทุกวัน

“ไม่เนียนเหรอวะ” เขาหัวเราะออกมา

ไม่ว่าจะเป็นอะไร...ยิ้มก็ดูออกเสมอ

“เพื่อน”

“อืม มีเรื่องนิดหน่อย”

“อยากเล่าไหม”

“กับคนอื่นคงไม่อยาก” เขาถอนหายใจออกมา “แต่กับมึง...กูเคยไม่เล่าด้วยเหรอ” รอยยิ้มที่ส่งกลับมาต่างจากทุกครั้งที่เคยมอง

“ถ้าไม่อยากพูดถึง...ไม่ต้องพูดก็ได้” เขาไม่ใช่คนเซ้าซี้อยู่แล้ว

“ที่บ้านไม่เห็นด้วยน่ะ”

“…” ยิ้มเงยหน้าขึ้นมาสบตาคนตรงหน้าอย่างตั้งใจ เขาพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการตอบรับ สายตาของเพื่อนที่มองมาเต็มไปด้วยความผิดหวัง

“เขามองว่ากูควรจะเรียนอะไรที่เหมาะกับตัวเองมากกว่านี้” เขาแค่นยิ้ม “ที่เหมาะในสายตาของเขา...มันไม่ใช่สิ่งที่กูชอบ”

“…”

“ก็ทำใจมาสักพักแล้ว แต่พอเอาเข้าจริงมันก็รับไม่ไหวหรอก”

“อืม เข้าใจ” ยิ้มตอบรับ “กูเข้าใจจริงๆ” 

“กูเลือกอะไรเองได้บ้างวะ” เสียงหัวเราะไม่ได้เต็มไปด้วยความสุข ความขมขื่นในชีวิตของเด็กมัธยมที่กำลังจะเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยมันเป็นอย่างนี้นี่เอง

“หมายความว่าจะไม่เรียนนิเทศ?”

“อืม ให้มันเป็นแค่ความฝัน”

“แล้วมันเป็นความจริงไม่ได้เหรอ”

“สำหรับกู...ความฝันมันก็คือความฝัน”

“เพื่อน”

“ยิ้ม...มึงอยากเรียนอะไรวะ”

“…”

“ให้กูไปกับมึงได้ไหม”

“อนาคตของมึงไม่ได้ขึ้นอยู่ที่กู”

“…”

“กูอยากให้มึงไปเพราะมึงสนใจ และอยากเรียนจริงๆ”

“ที่อยากเรียนกูเรียนไม่ได้” เพื่อนเอ่ย “อย่างน้อยถ้าได้เรียนที่เดียวกับมึงกูก็เบาใจ อยู่กับมึงสบายใจที่สุดแล้ว” จนถึงตอนนี้เขาก็ยังรู้สึกแบบนั้น

ยิ้มเป็นความสบายใจของเขา

“วันหนึ่งกูอาจไม่ใช่ความสบายใจของมึง”

“…”

“อย่าเลือกเพียงเพราะตอนนี้มึงชอบอยู่กับกู”

“…”

“เพราะถ้าวันหนึ่งที่มึงไม่อยากอยู่กับกู...มันจะแย่ทั้งกูและมึง”

“พูดเหมือนมึงยังชอบกูอยู่”

“หยุดคิดได้แล้ว” มือเอื้อมไปผลักหัวคนเพ้อเจ้ออย่างห้ามไม่ได้ “เรื่องนั้นมันผ่านมานานแล้ว”

“…”

“ตอนนี้กูไม่ได้ชอบมึงแล้ว”

“เออ เป็นเพื่อนกันแบบนี้ดีที่สุดแล้ว”

“อืม”

แบบนี้คงดีที่สุดแล้วจริงๆ...





ประตูรั้วบานใหญ่เปิดออกพร้อมใบหน้ายิ้มแย้มของหญิงสาววัยกลางคนที่ออกมาเปิดประตู ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลมองหน้าต่างบ้านชั้นสองสลับกับคนตรงหน้าที่ดูไม่เข้าใจการมาของเขาในเวลาเกือบสี่ทุ่ม

“ขอโทษที่มารบกวนเวลานี้นะครับ” ยิ้มเอ่ยออกมาอย่างไม่ต้องรอให้คนตรงหน้าพูด “เพื่อนอยู่ข้างบนใช่ไหมครับ ผมติดต่อเพื่อนไม่ได้”

“ไม่ยอมลงมาข้างล่างตั้งแต่กลับมาถึงบ้านแล้วลูก” เธอตอบคนตรงหน้า “ยิ้มมาก็ดีแล้ว แม่ฝากเอาข้าวขึ้นไปให้เพื่อนหน่อยนะ เหมือนจะไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เย็น”

“ได้ครับ” เขาพยักหน้ารับคำก่อนจะเดินเข้ามาในบ้านที่มาบ่อยจนคุ้นชินเป็นอย่างดี

เสียงทีวีที่เปิดอยู่กลางบ้านทำให้รู้ว่ายังมีอีกคนนั่งอยู่ในที่ประจำ มือทั้งสองยกขึ้นไหว้ผู้เป็นพ่อก่อนที่เขาจะได้รอยยิ้มตอบกลับมาเหมือนทุกครั้ง ข้าวผัดที่อุ่นจนได้ที่ถูกวางลงบนถาดใบใหญ่ที่มีแก้วน้ำเปล่ากับแก้วนมสดวางอยู่ ยิ้มรับมาถือไว้ก่อนที่เขาจะเดินออกมาเพื่อตรงไปยังห้องที่มีอีกคนรออยู่

เพราะเป็นเพื่อน...เขาเลยทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าตัวเองจะทำ

ก๊อกก๊อกก๊อก

เสียงเคาะประตูดังเป็นจังหวะก่อนที่จะหมุนลูกบิดประตูเข้าไปเมื่อเห็นว่าไม่ได้ล็อกไว้ แสงไฟสีส้มลอดผ่านประตูที่เปิดออก ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศสัมผัสเข้ากับผิวทันทีที่เคลื่อนตัวเข้ามาในห้อง สายตาหยุดลงที่ร่างของเจ้าของที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้ประจำ เขาวางถาดที่ถือไว้บนชั้นหนังสือก่อนที่จะเดินไปนั่งลงบนเตียง

ไม่มีประโยคทักทาย

ไม่มีเสียงที่เปล่งออกมา

มีเพียงความเงียบที่เป็นเหมือนเครื่องมือสื่อสารระหว่างกัน

เสี้ยวของใบหน้าที่หันมาทำให้เขารู้ได้โดยทันทีว่าคนตรงหน้ารู้สึกอะไรอยู่ มือข้างหนึ่งเอื้อมไปวางบนไหล่อย่างคุ้นชิน มือที่วางทับบนมือของเขาเหมือนสัญญาณตอบรับว่าพร้อมจะให้เขาอยู่ตรงนี้ และไม่ต้องการผลักไสไปไกล มือที่วางทับสั่นเล็กน้อยพร้อมกับเสียงสะอื้นที่พยายามกลั้นไว้ให้เบาที่สุด หากแต่มันดังก้องอยู่ในโสตประสาทของเขา

เหมือนโลกทั้งใบกำลังพังลงมาใช่ไหม

มันแย่มากใช่ไหม...

นั่นคือความคิดที่ยิ้มไม่กล้าแม้แต่จะปริปากพูดออกไป

ยิ้มมองคนตรงหน้าที่อยู่ในสายตาของเขามาตลอด ร่างที่สั่นเทาไม่ได้ต้องการคำปลอบโยนให้สบายใจ และเขารู้ดีว่าเขาไม่สามารถให้ในสิ่งนั้นได้ สิ่งที่ทำได้คืออยู่ตรงนี้เหมือนที่เขาอยู่มาตลอด

ไม่เคยไปไหน

เสียงสะอื้นตอกย้ำความเสียใจที่เริ่มทวีคูณหนักขึ้น เมื่อไหร่ไม่รู้ที่รู้สึกเจ็บที่ฝ่ามือ มือของเขาถูกกำแน่นราวกับเพื่อนกลัวว่าเขาจะหายไป

ความกังวลของเขากลายเป็นเรื่องจริงตั้งแต่ที่แยกกันที่โรงเรียน วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการส่งรายชื่อเลือกคณะในระบบโควตามหาวิทยาลัย และเขารู้ดีว่าอันดับที่เพื่อนเลือกไปนั้นไม่มีความสัมพันธ์กับความต้องการจริงๆ อาจเพราะอยู่ด้วยกันทุกวันเลยรู้ว่าที่เป็นอยู่คือไม่ปกติ

และความรู้สึกของเขาไม่เคยพลาด

โทรศัพท์ที่วางอยู่ล่างเตียงเป็นคำตอบได้ดีว่าทำไมเขาถึงติดต่ออีกคนไม่ได้ ยิ่งมาเห็นกับตาตัวเองยิ่งรู้ว่าเพื่อนในตอนนี้ไม่พร้อมที่จะคุยอะไรทั้งนั้น และเขาไม่ได้มาเพื่อคุย

มาเพราะอยากช่วยแบ่งเบา

เพื่อนรับไว้เองไม่ไหวหรอก...ตัวแค่นี้

นานนับสิบนาทีที่เขาปล่อยให้อีกคนทำตามใจ แม้ทั้งห้องจะตกอยู่ในความเงียบ แต่กลับเป็นความคุ้นเคยที่เขาไม่รู้สึกอึดอัด แรงบีบที่มือทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ และเขาเริ่มรู้สึกว่ามันหนักเกินไป

ขาทั้งสองย่อตัวลงตรงหน้า ใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาถูกซับด้วยมือของเขา ยิ่งเช็ดออกกลับยิ่งมากขึ้นเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด ความคิดในหัวขาวโพลน ไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อไป เขาปลอบใครไม่เป็น และที่ทำอยู่ไม่รู้ว่าทำให้เพื่อนสบายใจขึ้นไหม

ถ้ากอดจะรู้สึกดีกว่านี้รึเปล่า

ความคิดแวบหนึ่งที่ขึ้นมาทำให้ร่างกายไปไวเกินกว่าที่จะยั้งไว้ทัน แขนข้างที่ว่างโอบกอดคนตรงหน้าไว้แน่น และเหมือนกับว่าเพื่อนรอคอยสัมผัสนี้อยู่ มือที่จับมือเขาไว้แน่นปล่อยออกก่อนที่จะโอบกอดร่างของเขาเหมือนต้องการที่พักพิง เสียงสะอื้นดังขึ้นอย่างไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งอีกต่อไป

อยู่กับยิ้ม...เขาเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่

“ขออยู่แบบนี้สักพัก”

“นานเท่าที่อยากอยู่”

“…”

“กูจะไม่ไปไหน”

ทุกครั้งที่พูดออกไปเขาหมายความตามที่พูด วันแรกเป็นยังไงวันนี้เขาก็ยังเป็นเหมือนเดิม ที่บอกว่าจะไม่ไปไหนไม่ใช่แค่คำพูดเพื่อให้เพื่อนสบายใจ แต่เขาไม่เคยไปไหนเลยจริงๆ

อยากให้อยู่ในฐานะไหนให้บอก...อยู่ได้ทั้งนั้น

กับเพื่อน...ให้ได้ทุกอย่าง

เสียงสะอื้นที่เล็ดลอดออกมาเป็นพักๆทำให้เขารู้ว่าเพื่อนพยายามจะกักเก็บความรู้สึกไว้ แขนทั้งสองโอบกอดคนตรงหน้าด้วยความเข้าใจ มือเลื่อนขึ้นไปลูบเส้นผมอย่างปลอบประโลม เป็นครั้งแรกที่ใกล้กันมากขนาดนี้ แต่ในสถานการณ์แบบนี้คงคิดเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้

เพื่อนกำลังอ่อนแอ

“ยิ้ม”

“หืม?”

“ที่มึงบอกว่าจะไม่ไปไหน”

“…”

“พูดจริงใช่ไหม”

“อืม”

“…”

“ไม่ทิ้งมึงไปไหน”



นาฬิกาบอกเวลาสี่โมง เสียงหัวใจเต้นรัวขึ้นมาอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ วันนี้เป็นวันแรกที่ทั้งห้องเต็มไปด้วยเพื่อนๆที่นั่งจับกันเป็นกลุ่ม ทั้งที่เลยเวลาเลิกเรียนแล้วแต่กลับไม่มีใครยอมเดินออกจากห้อง โทรศัพท์มือถือกดรีเฟรชหน้าเว็บประกาศซ้ำๆด้วยหัวใจที่แทบจะหลุดออกมาจากอก

“ประกาศแล้ว!!!” เสียงของเพื่อนในห้องดังขึ้นพร้อมกับเสียงรอบข้างที่ดูตื่นเต้นไม่ต่างกัน

วันนี้เป็นวันกำหนดชะตาชีวิต

ถ้าไม่พลาดก็คงได้อย่างที่คิดไว้

ยิ้มเปิดโทรศัพท์มือถือพร้อมกับเสียงของเพื่อนในห้องที่เริ่มรู้ผลกันทีละคน ถามว่าตื่นเต้นไหมก็คงปฏิเสธไม่ได้ แม้จะมั่นใจในระดับหนึ่ง แต่ก็อาจมีผิดพลาดกันได้

“จะดูก่อนไหม” เขาถามคนที่นั่งอยู่ข้างๆ วันนี้เพื่อนดูเงียบกว่าปกติ และเขารู้ดีว่าเป็นเพราะอะไร

“มึงดูก่อน” น้ำเสียงไร้อารมณ์ตอบกลับมา 

“อืม”

ยิ้มพิมพ์ชื่อของตัวเองลงไปด้วยหัวใจที่เต้นรัว เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆก่อนจะกดปุ่มที่เหมือนกุมอนาคตทั้งใบไว้ เพียงเสี้ยววินาทีที่หน้าเว็บกลายเป็นสีขาวก่อนที่ข้อความจะปรากฏขึ้น


อรรถพันธ์ พิรัชษา - คณะสัตวแพทย์


ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดหลายเดือนถูกปลดทิ้งพร้อมกับรอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้า พึ่งเข้าใจความรู้สึกที่เอ่อล้นจนบรรยายเป็นคำพูดไม่ออกก็วันนี้ มือที่ถือโทรศัพท์สั่นอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากก่อนจะหันไปมองคนข้างตัวที่นั่งเงียบรอฟังผลจากเขา

“ดีใจด้วย บอกแล้วว่ามึงทำได้” คนที่เดาคำตอบได้ยิ้มออกมาก่อนจะเอื้อมมือมายีหัวอย่างเคยชิน

ยิ้มไม่ชอบให้ใครเล่นผม เรื่องนั้นเขารู้ดี แต่ทุกครั้งเขาชอบลืมตัว และอีกคนก็ไม่เห็นว่าอะไรเลยติดเป็นนิสัยจนแก้ไม่หาย

“ดูไหม”

“อืม ดูก็ดู” 

ไม่ใช่เขาที่อยากรู้ผล แต่เป็นคนที่รออยู่ที่บ้าน

หน้าเว็บค้างไปพักใหญ่ อาจเพราะมีคนเข้าดูเป็นจำนวนมากเลยทำให้ระบบขัดข้อง เพื่อนมองโทรศัพท์ด้วยสายตาว่างเปล่าก่อนที่หน้าจอจะเปลี่ยนไปพร้อมกับชื่อของเขาที่ต่อด้วยชื่อคณะ

“เป็นไง” 

“มึงหนีกูไม่พ้นแล้วยิ้ม”

“…”

“หกปีต่อจากนี้...ฝากตัวด้วยนะ”





“ว่าแล้วว่ายังไม่กลับ”

ประตูห้องเรียนเปิดออกอีกครั้งพร้อมกับร่างของเพื่อนสนิทที่ยังนั่งที่อยู่โต๊ะตัวเดิม ยิ้มถอนหายใจอย่างโล่งอก ดีที่เขาบอกน้องชายว่าวันนี้จะกลับบ้านช้าเพราะมีนัดไปฉลองกับเพื่อน ความรู้สึกที่แวบขึ้นมาก่อนที่จะกลับบ้านทำให้เขาตัดสินใจเดินกลับมาที่ห้องเรียนอีกครั้ง และมันก็เป็นอย่างที่เขาคิด 

“นึกว่ามึงกลับไปแล้ว” คนที่นั่งอยู่หันมามองเขาก่อนที่จะตบที่ว่างข้างตัว

“อืม ก็เกือบกลับไปแล้ว”

“แล้วทำไมไม่กลับ”

“แล้วทำไมมึงไม่กลับ” 

“กูถามมึง...ไม่ได้ให้มึงมาถามย้อน” เพื่อนหัวเราะ “กูคิดอะไรเพลินๆ เดี๋ยวก็กลับแล้ว”

“อ่อ”

“กลับไปก่อนก็ได้”

“อยากอยู่คนเดียวใช่ไหม”

“เปล่า”

“…”

“ไม่รู้ดิ” เขาหัวเราะออกมา “ตอนนี้กูไม่รู้อะไรทั้งนั้น สมองมันว่างไปหมด”

“ผิดหวังเหรอ”

“อืม…จะบอกว่าผิดหวังก็คงไม่ใช่” เขาเงยหน้าขึ้นสบตาคนที่นั่งอยู่บนโต๊ะตรงหน้า “จริงๆก็ทำใจมาตลอด แต่พอผลมันไม่ผิดไปจากที่คาดไว้ก็เฟล”

“…”

“กูไม่ได้อยากเรียนสายนี้ แต่ก็รู้ว่าเรียนได้” ไม่ว่าจะอยากเรียนอะไรเขาก็เรียนได้ทั้งนั้น แต่สิ่งที่อยากเรียนเขากลับไม่ได้เรียนเพียงเพราะถูกมองว่ามันไม่เหมาะ

ใครกันเป็นคนตัดสิน

“ถ้าที่บ้านรู้ว่ากูติดสัตวแพทย์คงดีใจกันมากๆ”

“…”

“ทั้งที่คนที่ควรจะดีใจที่สุดควรเป็นกู...แต่มันกลับไม่เลย”

“…”

“เคยคิดว่าวันนี้จะเป็นวันที่มีความสุขที่สุด”

“…”

“แต่มันไม่ใช่”

“…”

“เลือกอะไรเองไม่ได้สักอย่าง ตลกดีเนอะ” เพื่อนหัวเราะออกมา ทั้งที่ไม่มีอะไรให้ตลกเลยสักนิด เขาสบตาคนตรงหน้าที่มองมาที่เขาไม่วางตา

ไม่ใช่แค่ครั้งนี้...แต่เป็นทุกครั้งที่มองไปเมื่อไหร่ก็เห็น

สายตาของยิ้มมองมาที่เขาตลอดเวลา

“มึงรู้อะไรไหม”

“…”

“ที่กูยังไม่รู้สึกผิดหวังเพราะอย่างน้อยกูก็มีมึง”

“…”

“เพราะกูมีมึงอยู่”

“อืม” ยิ้มพยักหน้ารับ “อยู่กับมึงไปอีกหกปี อยู่ให้เบื่อหน้าไปเลย” พูดออกไปทั้งที่รู้ว่าจริงๆแล้วเขาไม่เคยเบื่อเพื่อนเลยสักครั้ง สามปีที่อยู่ด้วยกันมาก็ยืนยันได้แล้วว่าเขาเต็มใจที่จะอยู่

ให้อยู่นานกว่านี้ก็ได้ถ้าต้องการ

“ดีใจที่มีมึงอยู่” เพื่อนเอ่ย “โคตรดีเลยที่ได้เป็นเพื่อนกับมึง”

“อืม ดีใจที่ได้เป็นเพื่อนกับมึงเหมือนกัน”

“ยิ้ม”

“…”

“มึงยังชอบกูอยู่รึเปล่า” คำถามที่เขาถามมาตลอดสามปี และในวันนี้เขาอยากจะถามซ้ำอีกครั้ง ถึงแม้ทุกครั้งยิ้มจะตอบเหมือนเดิม แต่เขาก็อยากถามให้มั่นใจ

“กูไม่ได้ชอบมึงแล้ว”

“…”

“เป็นเพื่อนกันดีที่สุดแล้ว”

“อืม…ใช่”

ทั้งที่ควรจะรู้สึกเฉยๆกับคำถามที่ตัวเองถาม แต่ในครั้งนี้กลับรู้สึกต่างออกไป เพื่อนหลบสายตาที่มองมา ลมหายใจร้อนพ่นออกช้าๆก่อนที่เขาจะเงยหน้าขึ้นสบตา

“ตลกดี”

“อะไรตลก”

“กูเนี่ยแหละ”

เพราะกู...ชอบมึงไปแล้ว

ไม่รู้เกิดขึ้นตอนไหน ไม่รู้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีเขาก็รู้สึกแปลกๆทุกครั้งที่ยิ้มอยู่ใกล้ๆ ความรู้สึกนั้นเริ่มชัดเจนตั้งแต่วันที่ยิ้มมาหาเขาที่บ้าน ตั้งแต่วันที่ได้กอดกัน ตั้งแต่วันนั้นเขาก็รู้ว่ายิ้มสำคัญกับเขามาก และมันมากกว่าคำว่าเพื่อน

“มึงชอบกูเหรอ” ยิ้มถามกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่มีท่าทีเคอะเขินกับสิ่งที่พูดออกมา

ยิ้มก็ยังเป็นยิ้ม

“แล้วถ้ามันเป็นอย่างนั้นมึงจะว่ายังไง” เขาถามกลับไปทีเล่นทีจริง

“ก็คงตลก”

“…”

“ตั้งแต่วันที่มึงบอกให้เป็นเพื่อน”

“…”

“กูก็ตั้งใจจะเป็นเพื่อนกับมึงจริงๆ”

“อืม ก็ใช่”

“…”

“เป็นเพื่อนดีที่สุดแล้ว”

และก็พึ่งเข้าใจความรู้สึกของยิ้มในวันนี้

คำว่า ‘เพื่อน’ เจ็บกว่าที่คิด

“จำสายตาที่กูเคยมองมึงได้ไหม” เสียงของยิ้มเรียกสติเขาให้กลับมาสนใจคนตรงหน้า

“สายตาอะไรวะ”

“มึงเคยถามกูว่าแบบไหนที่แสดงออกว่ารู้สึก”

“อ่อ จำได้” เขาพยักหน้า “ตอนนั้นมึงบอกว่า ถ้าใครมองกูเหมือนที่มึงมองแสดงว่ารู้สึก”

“อืม”

“แล้วยังไงวะ”

“สายตาที่มึงมองกูตอนนี้...เหมือนกูตอนนั้น”

“…”

“กูว่ามึงเข้าใจ”

“อืม”

“…”

“กูไม่ปฏิเสธ”

“ช้าไปรึเปล่า”

“อืม ช้าไปมาก” รับรู้ดีว่ามันไม่ควรจะเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง ทั้งที่เป็นคนปฏิเสธความรู้สึก ทั้งที่เคยบอกว่าเป็นเพื่อนกันดีกว่า แต่ในตอนนี้กลับเป็นเขาที่กลืนน้ำลายตัวเอง

“เคยบอกแล้วว่าคงไม่กลับมารู้สึกอีก”

“อืม จริงๆกูก็ดูออก”

“…”

“สายตาของมึงที่มองกูตอนนี้...มันไม่เหมือนตอนนั้น”

“…”

“จริงๆ...มันก็ไม่เหมือนมานานแล้ว”

สิ่งที่พูดออกไปทำให้ห้องที่เงียบอยู่แล้วกลับเงียบกว่าเดิม เพื่อนสบตาคนตรงหน้าเพื่อยืนยันความรู้สึกที่เกิดขึ้น ทั้งที่ตั้งใจว่าจะไม่พูดออกไป อยากจะเก็บไว้ให้เป็นความรู้สึกของเขาเพียงคนเดียว แต่ในตอนนี้คงไม่ทัน

วันนี้เป็นวันที่แย่...ก็แย่ให้มันสุดๆ

“อย่าเงียบดิวะ” เป็นเขาที่ทนต่อความเงียบไม่ไหว “ปกติมึงก็เงียบอยู่แล้ว”

“จะให้พูดอะไร”

“ก็…ไม่รู้สิ” เขายักไหล่

อย่างน้อยช่วยพูดอะไรให้รู้สึกดีกว่าตอนนี้

“เอายังไงต่อ” 

“อยากห่างกับกูไหม” เป็นคำถามที่กลัวคำตอบมากที่สุด เพราะในตอนนี้เขามีแค่ยิ้ม อีกหกปีต่อจากนี้เขาก็จะยังวนเวียนอยู่ในชีวิตของกันและกัน

“ทำไมต้องห่าง”

“…”

“ไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น”

“…”

“เพราะกูรู้ว่ามันรู้สึกยังไง”

เพื่อนกลืนน้ำลายอึกใหญ่เมื่อคำพูดของยิ้มเหมือนมีดคมที่แทงลงมากลางอก เขาเงยหน้าสบตาคนตรงหน้าก่อนจะพยักหน้าช้าๆ เข้าใจในสิ่งที่ยิ้มพูดเป็นอย่างดี

เหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

“เป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมไหม”

นี่คือประโยคคำถาม

“อืม…เป็นก็เป็นดิ”

และนี่คือคำตอบ

“ถ้าอะไรที่ทำให้รู้สึกแย่ก็บอก” ยิ้มเอ่ยเสียงเรียบ “กูไม่อยากทำร้ายมึง”

“จะให้กูบอกยังไง”

“…”

“ทุกอย่างที่เป็นมึง...มันทำให้กูอยู่ตรงนี้”

“…”

“อยู่ในจุดที่กูชอบมึงไปแล้ว”








‘แรกพบสบตา’


ป้ายที่เด่นหราอยู่ตรงหน้าเป็นการยืนยันว่าเขาได้มาถึงคณะสัตวแพทย์แล้ว ผู้คนที่ยืนกันเต็มลานคณะทำให้ยากต่อการมองหาว่าจุดลงทะเบียนอยู่ที่ไหน วันนี้เป็นวันแรกที่จะได้พบกับเพื่อนทุกๆคนที่จะอยู่ร่วมกันไปอีกหกปี

ตอนแรกก็ไม่ตื่นเต้น...แต่พอมาจริงๆก็ตื่นเต้นใช้ได้

“น้องลงทะเบียนรึยังคะ” เสียงใจดีของผู้หญิงคนหนึ่งเอ่ยขึ้น มือเย็นเอื้อมมาแตะที่แขนของเขาเบาๆพร้อมรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า “ถ้ายัง ไปลงทะเบียนตรงโต๊ะนู้นก่อนนะคะ”

“อ่อ…ขอบคุณครับ” เขาพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเดินตรงไปยังโต๊ะที่มีคนต่อแถวอยู่สี่ห้าคน

วันนี้ไม่รู้ว่าจะเจออะไรบ้าง รู้แค่ต้องอยู่ที่คณะจนถึงเย็น...

“ชื่ออะไรครับ”

“ตี๋” เสียงหนึ่งดังขึ้นเรียกความสนใจจากคนที่ยืนต่อแถวอยู่ข้างหลัง เขาเงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้าที่รับป้ายชื่อมาพร้อมกับใบหน้าที่ดูอารมณ์ไม่ดี

น่ากลัวชะมัด

“ชื่ออะไรครับ” 

“เพื่อนครับ” เขาตอบพร้อมรอยยิ้ม อย่างน้อยรอยยิ้มของเขาน่าจะทำให้รุ่นพี่รู้สึกดีขึ้นได้

“ชื่อแปลกดีนะ”

“อ่า…ก็มีแต่คนพูดแบบนั้น” เขารับป้ายชื่อมาคล้องคอก่อนจะเดินออกมาหลังจากที่ลงทะเบียนเสร็จ

ตั้งแต่มาถึงยังไม่เห็นวี่แววของอีกคน

“มึง มึง” มือที่เอื้อมมาสะกิดไหล่ทำให้เขาหันไปมองอย่างห้ามไม่ได้ “พี่เรียกไปนั่งแล้ว รีบไป” เจ้าของป้ายชื่อที่เขียนว่า ‘ตี๋’ เอ่ยก่อนจะชี้นิ้วไปยังแถวที่นั่งเรียงอย่างเป็นระเบียบ

“อ่อ…รอเพื่อนอยู่ มันยังไม่มา”

“ไม่มาอะไร คนครบหมดแล้ว” 

“ครบแล้ว?”

“เออ ไม่งั้นพี่จะเรียกรวมเหรอวะ” คนตรงหน้าถอนหายใจ “เร็วดิ กูยืนรอมึงเนี่ย”

“แล้วรอทำไม”

“ไม่อยากเดินเข้าไปคนเดียว ไม่ชอบ” เขาตอบกลับอย่างตรงไปตรงมาก่อนจะถือวิสาสะดึงมือคนตรงหน้าไปยังแถว ขืนปล่อยให้ถามต่อคงโดนรุ่นพี่สั่งให้ทำอะไรแผลงๆ

“ยังไม่เห็นเพื่อนเลย” เขาเอ่ยตามหลัง

ยังไม่เห็นเลยจริงๆ...

เสียงของพิธีกรชายหญิงที่ยืนอยู่หน้าแถวเหมือนจะทำให้เขาหูดับเป็นพักๆ อาจเพราะนั่งใกล้ลำโพงเลยทำให้ได้ยินเสียงชัดกว่าคนอื่น แว่นตาที่พกมาถูกหยิบขึ้นมาสวมใส่เพราะนั่งอยู่คนสุดท้ายของแถว เขาพึ่งรู้ตัวว่าตัวเองสายตาสั้นเพิ่มขึ้นเมื่อตอนปิดเทอมใหญ่ ถึงจะไม่ได้สั้นมาก แต่ก็จำเป็นที่จะต้องใส่แว่นตาเพื่อมองสิ่งรอบข้าง เขารู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งที่เห็นภาพเบลอๆ

“แนะนำตัวหน่อยครับ ชื่ออะไร มาจากที่ไหน” เสียงของพิธีกรดังขึ้นอีกครั้ง เพื่อนมองตรงไปยังข้างหน้าที่มีร่างของอีกคนที่ไม่ใช่รุ่นพี่ยืนอยู่

น่าจะเพื่อนรุ่นเดียวกันที่ถูกรุ่นพี่สุ่มเรียก

“ชื่อยิ้ม” น้ำเสียงที่คุ้นเคยตอบก่อนจะเว้นช่วงไปพักใหญ่ “มาจากบ้าน”

“ยิ้ม” เขาเผลอพูดชื่อคนที่ยืนอยู่ออกมาอย่างไม่เชื่อหู สายตาเพ่งมองตรงไปยังคนที่ยืนทำท่าเก้ๆกังๆดูไม่เป็นธรรมชาติ

ใบหน้าที่ไร้กรอบแว่นหนาเตอะ คนที่เขาเคยแซวตลอดว่าใส่แว่นเหมือนคนแก่ คนที่เคยมองว่าดูเชย คนที่มาพร้อมกับกรอบแว่นเด่นเสมอ คนๆนั้นคือคนเดียวกับที่ยืนอยู่หน้าแถวตอนนี้ คนที่ไม่มีแว่นตาบดบังใบหน้า คนที่ดูเปลี่ยนไปจากยิ้มคนเก่าที่เขาเคยรู้จัก

ทำไมไม่ใส่แว่น

“ชอบคำตอบน้องมาครับ” พิธีกรถึงกับไปไม่เป็นเมื่อได้รับคำตอบที่ไม่คาดคิด “แล้วมาแรกพบวันนี้ได้ทำความรู้จักเพื่อนบ้างรึยัง ได้คุยกับใครแล้วบ้างครับ”

“ก็มีเพื่อนอยู่”

“ชื่ออะไร คนไหนครับ”

“แว่นที่อยู่ท้ายแถว”

“…!!!!!”

“ลุกดิ”

“…”

“แว่น”

และวินาทีนั้นเป็นวินาทีเดียวกันกับที่เขาได้ชื่อนี้มา

‘แว่น’

แปลกดีที่ไม่รู้สึกเกลียดฉายาที่ได้รับ กลับกันเขากลับชอบชื่อนี้มากกว่าชื่อจริงๆของตัวเอง

แว่นก็แว่น





กิจกรรมช่วงเช้าจบลงพร้อมกับอาหารกลางวันที่รุ่นพี่ตั้งโต๊ะแจก ความหิวทำให้เขาหยิบกล่องข้าวมาพร้อมกับนั่งลงที่โต๊ะว่างอย่างรวดเร็ว กล่องข้าวเปิดออกพร้อมกับความรู้สึกแรกที่แล่นขึ้นมา

กูไม่กินฟักทอง!!!!

“แลกกันไหม” กล่องข้าวของอีกคนวางลงตรงหน้าเขาพร้อมใบหน้าที่คุ้นเคย ร่างสูงนั่งลงตรงข้ามกับเขาก่อนจะดึงข้าวกล่องที่เปิดแล้วไป

“ใครบอกว่ากูจะแลก”

“มึงไม่กินฟักทอง” ยิ้มเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขาแวบหนึ่งก่อนจะตักข้าวเข้าปาก “หรือจะเถียง”

“เหอะ”

อย่าทำเป็นเหมือนจำได้ทุกเรื่องได้ไหมวะ...

“แล้วทำไมมึงไม่ใส่แว่นมา มองเห็นเหรอ”

“กูไปเลสิกมา” 

“ตั้งแต่เมื่อไหร่”

“ปิดเทอม...พ่อกับแม่อยากให้ทำก็เลยทำ”

“อ่อ”

“ทำไม ไม่ดี?” เขาเลิกคิ้ว “หรือว่าคิดถึงแว่นกู”

“ใครจะคิดถึงวะ” เขาหัวเราะ “แว่นมึงเชยขนาดนั้น ถ้ายังใส่อยู่กูก็จะขอให้เปลี่ยน”

จริงๆแล้วตอนมึงใส่แว่นมันก็ดีอยู่แล้ว

“ไม่ใส่แว่นก็ดี...ดูคนชอบมึงเยอะดี”

แต่กูไม่ชอบให้เป็นแบบนั้นเลย

“แล้วทำไมมึงใส่แว่น สายตาสั้น?” ยิ้มถามกลับ จำได้ว่าไม่เคยเห็นเพื่อนใส่มาก่อน วันนี้เลยแปลกใจไม่น้อยที่เห็นอีกคนใส่

“เออ…ค่าสายตาเพิ่มเลยเริ่มมองไม่ชัดแล้ว” เขากระชับแว่น “แต่ก็ว่าจะลองใส่คอนแทคเลนส์อยู่”

“ไม่ชอบใส่แว่นเหรอ”

“ไม่เชิง...กูแค่ยังไม่ชิน”

“แต่กูชอบ”

“…”

“มึงใส่แว่นแล้วดูดี”

“จะล้อเล่นอะไรกูอีก” เมื่อกี้ที่บอกว่าเขาชื่อแว่นก็ทีนึงแล้ว

“ไม่ได้ล้อเล่น ก็พูดจริง”

“ก็มึงชอบคนใส่แว่น”

“อืม ก็ใช่”

“แต่กูไม่ได้ชอบคนใส่แว่น”

“อืม”

“เดี๋ยว...” เขาเงียบลงเป็นเวลาเดียวกันกับที่ยิ้มเงยหน้าขึ้นมาสบตา รอยยิ้มที่มุมปากปรากฏขึ้นพร้อมกับคิ้วที่ยกขึ้น

“กูก็ไม่ได้ใส่แว่นแล้ว”

“…”

“แต่กูชอบคนใส่แว่น”

“…”

“ฝากใส่แทนหน่อย”

“รู้ตัวไหมวะว่าพูดอะไรออกมา” ทั้งที่พยายามจะเลิกคิด ทั้งที่พยายามจะเลิกรู้สึก แต่การที่พูดแบบนี้มันเหมือนกับการเปิดโอกาสให้เขาอีกครั้ง

“อืม รู้ทุกอย่าง”

“…”

“ก็ลองดู”

“แล้วถ้ามันไม่ได้ล่ะ”

“ก็เท่าตัว”

“หมายถึงกลับมาเป็นเพื่อนกัน?”

“อืม เหมือนตอนนี้”

“มึงคิดอะไรอยู่วะ”

“คิดว่าควรให้โอกาส”

“…”

“โอกาสที่กูไม่เคยได้จากมึง”

“…”

“แต่กูจะให้...ถ้ามึงยังต้องการ”

“อืม งั้นให้กูได้พยายาม”

“…”

“ถ้ามันไม่ได้”

“…”

“ก็เป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม”









-----------------------------------

คำว่าโอกาสของพี่ยิ้มในตอนนี้คือ 'โอกาส' จริงๆ

เพราะพี่เขาไม่เคยได้รับโอกาสนี้จากเพื่อน เขาเลยอยากเป็นคนให้



ความรักของพี่ยิ้มที่มีให้เพื่อนตอนนี้มันคือความหวังดีของเพื่อนที่มอบให้เพื่อนจริงๆค่ะ

เหมือนกับเวลาที่เราห่วงและหวังดีกับใครสักคน มันอาจเป็นความรัก แต่ไม่ได้อยู่ในรูปแบบเดิม

ยังรัก แต่สถานะอาจเปลี่ยนไป และพี่ยิ้มเป็นแบบนั้นค่ะ :)



1 คอมเม้นท์ = กำลังใจ

ชอบไม่ชอบยังไงบอกกันหน่อยนะคะ

อยากอ่านความเห็นของทุกคนเลย T-T

คอมเม้นท์หดหาย กำลังใจหายหดมากๆเลย T_____T


#เพื่อนที่หนึ่ง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 380 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,010 ความคิดเห็น

  1. #974 CallistoJpt (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 30 มกราคม 2563 / 00:11
    เสียน้ำตาให้เพื่อนไปเลย ฮึบไม่ไหวจริงๆ พอเข้าใจทั้งเพื่อนทั้งพี่ยิ้ม ความจังกวะไม่ตรงกันเล่นเอาจุกไปเลย
    #974
    0
  2. #961 Bammiiee (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 มกราคม 2563 / 10:44
    จะร้องไห้ค่ะ จะร้องไห้ ทำไมยิ้มเข้าใจโลกดีจ้ง เป็นคนที่ดีคนนึง ถ้าคิดตามมุมตัวละครเราไม่แปลกใจเลยที่เพื่อนจะชอบ มันน้อยมากที่จะไม่ชอบ เพราะยิ้มดีขนาดนี้อะค่ะ พระเจ้า
    #961
    0
  3. #940 HaeMay (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 มกราคม 2563 / 22:30
    เราชอบการเล่นคำของไรท์ คำว่าเพื่อนที่หมายถึงเพื่อน กับคำว่าเพื่อนที่หมายถึงเพื่อนจริงๆอ่ะ .....
    #940
    0
  4. #534 fazaferinns (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2562 / 13:19
    ฉันรักกกกกก แต่งได้ดีมากเลยค่ะ เป็นกำลังใจให้นะะะ
    #534
    0
  5. #422 Xialyu (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2562 / 20:02
    จีบกันๆ^^
    #422
    0
  6. #394 PeEarn (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2562 / 12:25
    พี่ยิ้มโคตรอ่อนโยนนนน
    #394
    0
  7. #371 ชาลี (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2562 / 07:47

    พี่ยิ้มแม่งใจแข็งโหดๆว่ะ

    #371
    0
  8. #334 CcMΣW (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2562 / 11:13
    หูววว จากเรื่องน้องยุ่งนี่เดาทางความสัมพันธ์ของคู่นี้ไม่ออกเลย มาอ่านเรื่องนี้ก้ยังไม่ถูกอยู่ดี5555 คนแต่งเก่งมากเลยอะ ชอบๆๆ
    #334
    0
  9. #253 giikzsmile (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 มีนาคม 2562 / 23:29
    เพื่อนจีบยิ้มให้ติดเลยนะ !
    #253
    0
  10. #211 Rainbow_Jang (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 มกราคม 2562 / 18:11

    สสู้ๆน่ะเพื่อน

    #211
    0
  11. #210 H i k a w a (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 มกราคม 2562 / 19:32
    กรี๊ดดดดดฮือออออ ไม่คิดว่าทุกอย่างจะมาทาวนี้ ;-;;; ดีจังเลยดีจังเลยบบแงงงง
    #210
    0
  12. #209 ninemilnac (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 มกราคม 2562 / 13:00
    อยากขอบคุณยิ้มที่อยู่ข้างๆเพื่อนเสมอ แม้ความรู้สึกของเพื่อนจะมาช้ามาก
    #209
    0
  13. #208 someonecallbe (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 มกราคม 2562 / 10:54

    ยิ้มเป็นคนที่ทำให้เราทึ่งทุกทีเลย :)

    #208
    0
  14. #207 mew7367 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 มกราคม 2562 / 06:12
    รักพี่ยิ้ม

    //ชอบอ่

    การหั้ยโอกาาสำคัญเสมออ.... รักษาโอกาสนี้เอาไว้ดีๆๆน๊พี่เเว่นนน
    #207
    0
  15. #206 ปั้นปึ่ง (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 มกราคม 2562 / 02:07

    นน่ารัก

    #206
    0
  16. #205 pcard (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 มกราคม 2562 / 01:38
    พี่ยิ้มใจดีจัง พี่แว่นต้องใช้โอกาสนี้พยายามให้ดีที่สุดน้า :)
    สุดท้ายจะเป็นยังไงก็จะได้ไม่เสียใจ
    #205
    0
  17. #204 NuHring Kwan (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 มกราคม 2562 / 00:39
    พี่ยิ้มไม่รักแล้วจริงๆเหรอ แค่ให้โอกาสจริงเหรอ.....
    #204
    0
  18. #203 kongdamp (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 มกราคม 2562 / 23:40
    โอ๊ยยยย พี่ยิ้มมมม
    #203
    0
  19. #202 ooy1565 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 มกราคม 2562 / 23:25
    มึนตึบแต่อย่างน้อยก็ให้โอกาสล่ะนะอีพี่ยิ้มตี๋มาแล้ว
    #202
    0
  20. วันที่ 22 มกราคม 2562 / 23:08
    พี่ยิัมใจดีอะให้โอกาสแว่นด้วยน่ารัก เราชอบนะยิ้มดูเหมือนว่าอยากลองคุยและคบกับพี่แว่นดี ชอบๆ
    #201
    0
  21. #199 ;- ไอดิน (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 มกราคม 2562 / 20:14
    นี้มันมาม่าชามโตชัดๆTT
    #199
    0
  22. #198 mew7367 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 มกราคม 2562 / 20:10
    ช้าไปเเล้วจิงๆๆๆๆๆๆ... แต่ก้เข้าใจเพื่อนน๊ตอนนั้นน๊

    ว่ามันเป็นแบบไหน.. ถ้าเพื่อนดันทุรังอยากที่จะลองคบกับพี่ยิ้มแล้วมันๆปไม่รอด. มันก้จะพังทั้งหมด.. ทั้งความรักแบบคนรักทั้งความรักแบบเพื่อน

    มันจะไม่เหลืออะรัยเลย... ส่วนความรู้สึกของพี่ยิ้มน๊ตอนนี้ก้เช่นกัน.. เมื่อเพื่อนบอกหั้ยถอยออกมา-้บอบู่ในสถานะของคำว่าเพื่อน.. พี่ยิ้มก้ยอมขอเเค่. ด้ายอยู่ใกล้ๆๆก้พอ.. จากความรักที่มีหั้ยอย่างคนรักก้คงไว้เเค่ความรักแบบเพื่อนที่มีเเค่ความหวังดีหั้ยสมอไม่ว่ายังไงก้จะไม่ไปไหน... เราว่าความรู้สึกแบลนี้นี่เเหละที่จะอยู่กับเค้าทั้งคู่ไปตลอด... ถึงเเม้ว่าตอนนี้เพื่อนจะรู้สึกมากกว่า... เเล้วก้ตาม

    รอตอนต่อไปอยู่น้าาาาาา
    #198
    0
  23. #197 Devil2301 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 มกราคม 2562 / 07:38
    มันช้าไปแล้วเพื่อน
    #197
    0
  24. #196 Rainbow_Jang (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 มกราคม 2562 / 14:02

    ชช้าไปจริงๆ

    #196
    0
  25. #195 ooy1565 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 มกราคม 2562 / 12:33
    แงแงสงสารเพื่อนจังเลยความรู้สึกของพี่ยิ้มเปลี่ยนไปจริงๆ
    #195
    0