เพื่อนที่หนึ่ง [YAOI] END

ตอนที่ 7 : 07 - กฎที่ยังอยู่ 100 per [now]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,743
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 370 ครั้ง
    12 ก.พ. 62

T
B

กฎที่ยังอยู่

-NOW-



“อีกแล้ว” ประโยคแรกหลุดออกมาจากคนที่เห็นหน้าจนเบื่อ

“อืม” คำตอบรับสั้นๆมาพร้อมกับใบหน้าที่ไม่แสดงความยินดียินร้าย

เป็นอีกครั้งที่อยู่ด้วยกัน

เพราะความบังเอิญ หรือโชคชะตา

ไม่รู้...ตอบไม่ได้

“อยู่กับดูโอ้อีกแล้ว” เสียงของเพื่อนร่วมกลุ่มเอ่ยแซวเหมือนทุกครั้ง บางครั้งก็แอบสงสัยว่าทำไมเพื่อนสนิทสองคนนี้ถึงโดนจับกลุ่มอยู่ด้วยกันบ่อย

ไม่ว่าจะสุ่ม ไม่ว่าจะนับเลข หรือด้วยวิธีการใด...ทั้งสองก็อยู่กลุ่มด้วยกันเกือบทุกครั้ง

“อย่างนี้ก็สบายแล้วดิ”

“ครั้งนี้ให้ใครเป็นหัวหน้ากลุ่มดี”

คำถามที่ดังขึ้นทำให้คนฟังได้แต่หัวเราะในใจ ริมฝีปากยกยิ้มเล็กน้อย สายตาที่มองผ่านกรอบแว่นมองคนที่นั่งล้อมเป็นวงกลมก่อนจะถอนหายใจออกมา ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้ยินประโยคทำนองนี้ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องพุ่งความสนใจมาที่เขากับยิ้ม ทั้งที่คนอื่นก็มีความรับผิดชอบไม่ต่างกัน

“แว่นไหม” เสียงหนึ่งเสนอขึ้น

“ไม่มีคนอื่นอยากเป็นรึไง” เสียงที่คุ้นหูดังขึ้น ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ได้ทันทีว่าใครเป็นคนพูด

“เราว่าแว่นเหมาะนะ”

เหมาะจริง...หรือปัดความรับผิดชอบ 

“ทุกคนก็เหมาะหมดถ้าจะเป็น”

“เอ่อ...”

“ไม่ต้องเถียงกัน” เขาถอนหายใจก่อนจะหันไปมองเพื่อนสนิทที่ตีสีหน้าเรียบไม่แสดงอารมณ์ “เดี๋ยวเป็นเอง”

เถียงกันไปมาสุดท้ายเขาก็ต้องเป็นอยู่ดี

“แว่นสะดวกรึเปล่า หรือถ้าไม่สะดวกเรา...”

“เสนอมาแบบนี้ก็ต้องสะดวกแล้วละ” เขาเอ่ยติดตลก “งั้นมาแบ่งหน้าที่กันเลย”

เสียงถอนหายใจที่ดังขึ้นข้างตัวบ่งบอกความรู้สึกคนข้างๆได้เป็นอย่างดี หางตาเหลือบมองคนที่ไม่แสดงอาการใดๆออกมา หากแต่ว่าความสัมพันธ์ยาวนานหกปีทำให้รู้ว่าอีกคนกำลังไม่พอใจ

และมันเป็นแบบนั้นจริงๆ



“เบื่อหน้ากันรึเปล่าวะ อยู่กลุ่มเดียวกันอีกแล้ว” เสียงของเพื่อนสนิทอีกคนดังขึ้นหลังจากจบคลาส ตี๋เดินเข้ามาพร้อมกับใบหน้าที่เหนื่อยล้าเต็มทน

“เฉยๆ” เขาตอบก่อนจะหันไปมองคนที่เก็บของอยู่ข้างตัว

ตั้งแต่ที่รับปากว่าจะเป็นหัวหน้ากลุ่ม ยิ้มก็ไม่คุยกับเขาอีกเลย

ใครที่บอกว่ายิ้มโตเป็นผู้ใหญ่ เขาคนหนึ่งที่ขอเถียง

อยู่ต่อหน้าน้องชายเป็นเฮีย...อยู่ต่อหน้าเขาเป็นยิ้ม

ยิ้มที่เป็นยิ้มจริงๆ

“พวกมึงจะไปไหนกันต่อ” ตี๋ถาม

“เดี๋ยวไปหอสมุด” เขาตอบก่อนจะหันไปมองคนข้างตัว “ไปป่ะ”

ชวนคุยก่อนแล้วนะ

“อืม…ก็ต้องไปอยู่แล้ว” น้ำเสียงที่ไม่แสดงความรู้สึกทำให้คนถามยิ้มออกมา

ยิ้มแยกแยะได้ว่าควรแสดงออกยังไง และตอนไหน

“เออ กูลืมไปว่ามึงอยู่กลุ่มเดียวกัน”

“แล้วมึงจะกลับเลยหรือไปไหนต่อ” แอบสงสารตี๋เหมือนกันที่ไม่เคยได้อยู่กลุ่มกับพวกเขา ถึงเจ้าตัวจะบอกว่าเบื่อหน้า แต่รู้ว่าลึกๆก็คงไม่อยากไปอยู่กลุ่มอื่น

อยู่ด้วยกันมันคุยงานง่ายสุดแล้ว

“คงกลับเลย กูง่วง”

“เออ พรุ่งนี้เจอกัน”

“อืม บายพวกมึง” ตี๋โบกมือให้เขาก่อนจะเดินออกจากห้องไป

อืม...กลับมาเงียบอีกครั้ง

“มึงบอกยุ่งรึยังว่าจะไปหอสมุดก่อน เดี๋ยวน้องรอ” แว่นหันไปคุยกับคนข้างตัวที่เงียบไม่ยอมพูดอะไร และสิ่งที่ได้กลับมาก็ไม่ต่างไปจากที่คาดเดาเท่าไหร่

ยิ้มในสายตาเขาไม่เหมือนกับที่คนอื่นมอง

“ยิ้ม”

“…”

“ยิ้มครับ”

ไม้ตายที่มักใช้ได้ผลเสมอ และครั้งนี้ก็เหมือนกัน 

“ยิ้มครับ” แว่นเรียกคนตรงหน้าอย่างได้ใจ ริมฝีปากยกยิ้มขึ้นเมื่อเห็นปฏิกิริยาที่ต่างออกไป “จะไม่คุยกันจริงๆเหรอ” ถามหยั่งเชิงไปอย่างนั้น

หกปีที่ผ่านมาเขารู้ดีว่าต้องจัดการกับคนตรงหน้ายังไง

“ยิ้ม” เขาเรียกคนตรงหน้าอีกครั้ง และครั้งนี้สายตาเย็นชาหันกลับมาสบตากับเขาพร้อมถอนหายใจแรงๆ

“แบบนี้ทุกที”

“ไม่พอใจกูเรื่องกลุ่มวันนี้ใช่ไหม”

“มึงเคยบอกเองว่าไม่อยากทำ”

“ก็ใช่ แต่มันเลี่ยงไม่ได้นี่”

“มันเลี่ยงได้”

“โอเค ไม่เถียง กูผิดเอง” เขายอมรับผิด รู้ดีว่าการเถียงกันไปมาไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น “ครั้งหน้าไม่ทำแบบนี้แล้ว"

“ครั้งหน้ากูก็ไม่ช่วย”

“พูดแบบนี้แต่ก็เห็นช่วยทุกที” เขาส่ายหน้าใส่คนปากแข็งที่การกระทำไม่ตรงกับคำพูด “ตกลงบอกน้องรึยังว่าจะไปหาหนังสือ”

“บอกแล้ว”

“บอกตอนไหน”

“ชั่วโมงหนึ่งได้”

“รู้ล่วงหน้าเหรอว่าจะไป”

“กวน”

“เอ้า ผิดอะไร” เขาหัวเราะออกมาเบาๆ “ก็กูพึ่งชวนมึงเมื่อกี้”

“ก็เป็นมึง”

“…”

“เรื่องของมึง...รู้ล่วงหน้าเป็นปี”

“อืม ไม่ปฏิเสธละกัน” เขายิ้ม “เพราะกูก็รู้เรื่องของมึงล่วงหน้าเหมือนกัน”

“…”

“ถือว่าเสมอกัน”





หอสมุดเป็นเหมือนบ้านหลังที่สาม สำหรับเขาบ้านยิ้มคือบ้านหลังที่สอง ต่อมาก็เป็นหอสมุดที่มาบ่อยจนคุ้นหน้าบรรณารักษ์ ใจจริงก็ไม่ได้ชอบมาสักเท่าไหร่ แต่ปฏิเสธไม่ได้เพราะเขาต้องใช้ข้อมูลจากหอสมุดเกือบทุกวิชา

ได้แต่คิดในใจว่าเบื่อ แต่พูดออกมาไม่ได้

“ตามนี้” คนที่ยืนอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ยื่นกระดาษให้ เป็นกระดาษที่จดโซนหนังสือไว้อย่างเป็นระเบียบ

“หลายเล่มเลย แยกกันหาไหม”

“ไม่” ยิ้มตอบกลับทันที

“…”

“ไปหาด้วยกัน”

“อืม ตามใจ” 

เป็นแบบนี้ทุกที

น่ารักดี

อาจเพราะใกล้เวลาปิดหอสมุดเลยทำให้มีนักศึกษาอยู่ไม่มาก แว่นเดินเลี้ยวเข้ามายังโซนที่เขียนไว้ในกระดาษก่อนจะไล่สายตาหาชื่อหนังสือที่จดไว้ มือเอื้อมไปหยิบหนังสือที่ต้องการหากแต่ว่ามือของอีกคนเร็วกว่า

มือข้างหนึ่งวางลงบนศีรษะของเขาก่อนที่มืออีกข้างจะเอื้อมไปหยิบหนังสือที่เขาต้องการ เสียงหัวเราะในลำคอดังขึ้นอย่างผู้ชนะก่อนที่จะยักคิ้วกวนเหมือนทุกครั้ง

“เตี้ย”

ปากพูดออกไปทั้งที่ความจริงไม่เป็นอย่างนั้น ยิ้มกับแว่นมีส่วนสูงที่ไล่เลี่ยกัน ไม่ยากเลยที่แว่นจะเอื้อมหยิบหนังสือเล่มนั้น และไม่ยากเหมือนกันที่ยิ้มจะทำสิ่งนั้นแทน

ไม่มีเหตุผล...แค่อยากแกล้งเล่น

“สูงกว่าสามเซนไม่มีสิทธิ์พูด”

“ก็เตี้ยกว่าอยู่ดี”

เออ...ยอมแพ้ก็ได้

“จะเอาเล่มไหนอีก” คนสูงกว่ามองกระดาษที่อยู่ในมือเพื่อนสนิท ริมฝีปากยกยิ้มก่อนที่เขาจะวางมือลงบนศีรษะเพื่อนอีกครั้ง “นิ่งๆ”

คำสั้นๆที่สั่งการอีกคนได้เป็นอย่างดี

เห็นเขาเป็นโต๊ะพักแขนหรือยังไง

“อ่านหนังสือดีๆไม่เป็นเหรอวะ” แว่นเอ่ยออกไปเมื่อรู้สึกถึงสันหนังสือที่วางอยู่บนหัว “ยิ้ม”

“เงียบๆ อ่านอยู่”

อะ...ยอมเขาแหละ

ดีหน่อยที่เขาหันหลังให้ยิ้ม ไม่อย่างนั้นคนที่ผ่านไปมาคงมองพวกเขาด้วยสายตาแปลกๆ ผู้ชายสองคนที่ยืนอยู่ใกล้กันจนแทบไม่เหลือช่องลม ไหนจะยังท่าทางประหลาดๆที่อีกคนทำเหมือนเขาเป็นที่พักของอีก

ไม่เคยมีใครทำแบบนี้...ยกเว้นคนที่กำลังทำอยู่ตอนนี้

“สบายไปแล้ว” เขาเอ่ยเมื่อเห็นว่าอีกคนไม่มีท่าทีขยับห่างออกไป

“เล่มนี้เนื้อหาตรง” เสียงปิดหนังสือดังขึ้นพร้อมกับความโล่งเมื่อยิ้มเอามือออกไป “โซนนี้หมดแค่นี้ใช่ไหม”

“อืม ตรงนี้หมดแล้ว”

“งั้นไป”

เวลาทำงานแล้วหาหนังสือง่ายมันเป็นความโชคดีอย่างหนึ่ง เขาเคยทำงานอยู่ครั้งหนึ่งที่หาหนังสือภาษาไทยไม่ได้ มีแต่หนังสือภาษาอังกฤษ กว่าจะผ่านงานนั้นมาได้ก็แทบจะพูดเป็นภาษาอังกฤษ โชคดีที่งานนี้ไม่เป็นอย่างนั้น

เขาเดินถัดออกมาอีกช่องเมื่อเห็นว่าหนังสืออยู่ใกล้กัน สายตาไล่หาหนังสือที่ต้องการก่อนที่จะหยุดลงที่ช่องว่างระหว่างชั้น สายตาจับจ้องไปยังร่างที่หันหน้ามาทางเขา ใบหน้าดูสนใจหนังสือที่เปิดอ่านอยู่ เคยสงสัยอยู่หลายครั้งว่าฉากแบบนี้มันโรแมนติกยังไง

คิดว่าวันนี้เข้าใจแล้ว

ถ้าถามว่าชอบคนแบบไหน คงตอบได้ได้อย่างเดียวคือ...แบบยิ้ม

นานเท่าไหร่ไม่รู้ที่เผลอมองเพื่อนสนิทอย่างลืมตัว รอยยิ้มปรากฏขึ้นก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อคนตรงหน้าเงยหน้าขึ้นมาสบตา แวบหนึ่งที่ริมฝีปากยกยิ้มก่อนที่สายตาจะจับจ้องมาที่เขา

“ไม่ต้องแอบมอง”

“…”

“ขอเฉยๆก็ให้”

“ใครมองมึง”

“…”

“มั่ว”

ยิ้ม

สายตาที่เรามองกันตอนนี้...มันเหมือนกันรึยังวะ





วันเสาร์ยามเช้าเหมาะกับการล้างรถที่ไม่ได้ล้างมาเกือบสองอาทิตย์ ร่างสูงในชุดอยู่บ้านเดินลงมาพร้อมกับอุปกรณ์ครบมือ รอยยิ้มปรากฏขึ้นเมื่อเห็นพ่อกับแม่นั่งอยู่หน้าที่วีที่ประจำ

“วันนี้ไม่ออกไปไหนเหรอ” แม่ถาม

“ยังไม่แน่ใจ ต้องรอดูอีกที” เขาตอบกลับ “ล้างรถก่อนนะ”

สายยางยาวหลายเมตรถูกดึงออกมาจากที่จัดเก็บ เขากระชับกางเกงขึ้นก่อนจะถอดแว่นตาวางไว้ไม่ไกลจากจุดที่ล้างรถ เวลาล้างรถทีไรน้ำชอบกระเด็นใส่แว่นตาทุกที ถึงถอดออกจะเบลออยู่บ้าง แต่ก็ดีกว่าใส่แล้วเปื้อนไปหมด

แดดยามเช้ามันทำให้สดชื่นและร้อนไปพร้อมๆกัน

ปกติแล้วเขาจะล้างรถทุกอาทิตย์ มีก็แต่ช่วงนี้ที่งานหนักจนแทบไม่มีเวลาได้พัก ดีหน่อยที่เคลียร์งานเสร็จเกือบหมดเลยมีเวลาว่างมาล้างรถ

ชอบล้างเองมากกว่าไปที่ร้าน

ประหยัดดี

เสียงเพลงดังขึ้นพร้อมกับน้ำที่ฉีดไปทั่วรถ ตื่นมาก็แปรงฟันล้างหน้าแล้วก็ลงมาล้างรถเลย สภาพตัวเองตอนนี้ดูไม่ได้เอามากๆเพราะยังไม่ได้อาบน้ำ เขาถือคติว่าถ้าจะเปื้อนก็เปื้อนให้สุดแล้วค่อยอาบน้ำทีเดียว

จริงๆคือขี้เกียจ...

เสียงเพลงที่ดังออกมานอกบ้านทำให้คนที่พึ่งลงจากรถยกยิ้ม ภาพตรงหน้าคือเพื่อนสนิทที่กำลังตั้งใจล้างรถคู่ใจ ใบหน้าที่ไร้การบดบังทำให้รู้สึกแปลกตาแม้จะเคยเห็นมาหลายต่อหลายครั้ง ยิ้มยืนมองอยู่นอกบ้านอย่างนึกสนุก

เพราะถอดแว่นเลยไม่เห็นว่าเขาอยู่ตรงนี้สินะ...

เสียงเพลงดังควบคู่กับคนที่ฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี ทุกอิริยาบถถูกจดจำผ่านสายตาของคนที่มาใหม่ ร่างสูงยืดกอดอกพิงกับรั้วบ้านมองคนอารมณ์ดีตั้งแต่เช้า 

เห็นจนชิน แต่ก็ยังอยากเห็นอีก

“จะบอกว่ารัก เธอจะซึ้งรึเปล่าาาา~”

เพลงตั้งแต่ยุคไหน...

“อยากเอ่ยเรื่องราว ที่มันยังคั่งค้างใจ”

“…”

“ถ้าบอกกับเธอ เธอจะรักหรือไม่”

“…”

“ได้แต่ถอนใจ เก็บเอาไว้ไม่กล้าบอกเธออออ~”

“ไม่บอกแล้วจะรู้ได้ไง” 

“เชี่ย!!!!” คนที่กำลังเพลินกับการล้างรถสะดุ้งสุดตัว เขาถอยหลังไปสามก้าวก่อนจะยกมือขึ้นทาบอก “ยิ้ม...เล่นอะไรของมึงเนี่ย”

อีกนิดคือหัวใจวายตายแล้วนะ

“ไม่ได้เล่น ก็เห็นร้องเพลงอยู่เลยไม่กวน”

“มาแบบปกติไม่เป็นเหรอวะ กูตกใจ”

“ก็มาปกติ” เขาตอบ “มึงไม่เห็นเอง”

“เออๆ กูผิดเอง” ขี้เกียจเถียงต่อ เถียงยังไงยิ้มก็ชนะอยู่ดี “แล้วไม่บอกว่าจะมา”

“ปกติก็ไม่เคยบอก”

เออ...เถียงไม่ได้ด้วย

“เข้าไปรอในบ้านก่อนดิ เดี๋ยวขอล้างรถก่อน”

“ให้ช่วยไหม”

“ไม่ต้อง”

“อยากช่วย”

“แล้วถามทำไม”

“มารยาท”

“เบื่อมึง” ไม่ใช่ครั้งแรกที่ยิ้มจะช่วยล้างรถ ทุกครั้งที่ยิ้มช่วยล้างมันจะนานกว่าปกติ และเขาจะเปียกมากเป็นพิเศษ

เหมือนตอนนี้

“ยิ้ม มึงฉีดใส่รถสิโว๊ยยยย” เขาตะโกนออกมาอย่างอดไม่ได้ ดูก็รู้ว่าตั้งใจแกล้ง เห็นไม่ชัดหรอก แต่ดูออกว่ากำลังยิ้มอยู่ “มึงจะเล่นใช่ไหม”

คิดดีแล้วใช่ไหม

“โทษๆ กะระยะพลาด”

ไม่เชื่อ!!!!!

“แว่นๆ เดี๋ยว เสื้อกูจะเปียก”

หูดับชั่วขณะ มือทั้งสองฉุดยื้อสายยางกันอย่างเมามันส์ ศึกนี้ต้องมีคนแพ้ และแน่นอนว่าต้องไม่ใช่เขาที่เป็นเจ้าถิ่น คนที่กล้าเล่นในถิ่นของเขาจะต้องเป็นผู้พ่ายแพ้

และเขาต้องชนะ!!!!!




“เล่นกันเป็นเด็กๆ” เสียงของผู้เป็นแม่เอ่ยขึ้นพร้อมกับยื่นผ้าเช็ดตัวให้กับร่างของคนสองคนที่เปียกไปทั้งตัว “ขึ้นไปอาบน้ำกันทั้งคู่เลยนะ เดี๋ยวจะไม่สบาย”

“ครับแม่” เขาพยักหน้านิดๆก่อนจะหันไปมองคนข้างตัวที่ไม่ดูทุกข์ร้อนอะไร

ถ้าล้างคนเดียวคงเสร็จตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงแรก

“มึงอาบก่อนเลย เดี๋ยวเอาเสื้อผ้าออกมาให้” เขาหันไปบอกยิ้มที่เดินตามเข้ามาในห้อง “รีบๆอาบด้วย หนาว”

“หนาวก็ไปอาบก่อน”

“ไม่เป็นไร มึงก่อนเลย”

“อาบพร้อมกันเลยดิ”

“หยุดความคิดนั้นซะ” เขาหันมามองหน้าเพื่อนที่พูดออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย จริงๆมันก็เป็นปกติที่เพื่อนจะอาบน้ำด้วยกัน ยิ่งผู้ชายด้วยกันแล้วยิ่งปกติ

แต่เขาไม่ได้รู้สึกกับยิ้มเหมือนเพื่อนทั่วไป

ไม่บริสุทธิ์ใจ...ไม่ไหวจริงๆ

“ทำไม ไม่เห็นเป็นอะไร”

“ไปอาบน้ำ” เขาแกล้งหูทวนลมไม่ได้ยินในสิ่งที่ยิ้มพูดออกมา

บางครั้งก็นึกสงสัยว่ายิ้มไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยหรือไง ความสัมพันธ์ของพวกเขามันค่อนข้างประหลาดมากกว่าเพื่อนปกติ ไม่มีใครถามหาความชัดเจน ไม่มีใครขีดเส้นว่าสามารถทำได้แค่ไหน

มันเลยล้ำเส้นมาจนถึงทุกวันนี้

“อะ…เสื้อผ้า” เขายื่นให้คนตรงหน้าที่ยืนอยู่หน้าห้องน้ำ “สระผมด้วย เดี๋ยวไม่สบาย”

“รู้แล้วน่า” ยิ้มรับเสื้อผ้าไปถือไว้ก่อนจะพูดต่อ “เดี๋ยวรีบอาบ”

“อืม…ไวๆเลย”

ประตูห้องน้ำปิดลงพร้อมกับลมหายใจเฮือกใหญ่ เป็นอีกครั้งที่หัวใจเต้นแรงอย่างไม่มีสาเหตุ แม้จะเริ่มชินกับระบบในร่างกาย แต่ก็ไม่สามารถควบคุมอารมณ์และความรู้สึกได้เลยสักครั้ง

จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน

หลายครั้งที่ตั้งคำถามขึ้นมา และสุดท้ายคำถามนั้นก็ถูกทิ้งร้างเอาไว้เพราะไม่พยายามหาคำตอบ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาความรู้สึกของเขาชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ คำว่าเพื่อนถูกล้ำเส้นเข้ามาจนกลายเป็นคำว่ามากกว่าเพื่อน หลายครั้งที่อยากจะถามออกไป แต่ก็กลัวว่าความสัมพันธ์ที่ดีจะจบลง

ถ้าวันหนึ่งไม่มียิ้มอยู่ข้างๆ...เขาอยู่ไม่ได้แน่ๆ

เพื่อนที่เคยมั่นใจว่าอยากเป็นแค่เพื่อนกับยิ้ม...มันเปลี่ยนความคิดนั้นไปตั้งนานแล้ว

ตลกดีที่ตลอดสามปีที่ผ่านมา...ยิ้มไม่เคยพูดถึงเรื่องวันนั้นอีกเลย

ทั้งที่การกระทำของเรา มันเกินคำว่าเพื่อนไปไกล

คำว่าเพื่อนมันมีขอบเขตที่ชัดเจน แต่กลับไม่ใช่ในความหมายของเขา เพื่อนเขาไม่กอดกัน เพื่อนเขาไม่จับมือ เพื่อนเขาไม่หวงกัน แต่ในบางคู่ก็เหมือนเป็นเรื่องปกติ แน่นอนว่ามีอย่างหนึ่งที่เขามั่นใจว่าเพื่อนไม่ทำกัน

เพื่อน...เขาไม่จูบกัน

เหมือนตลกร้ายที่เขาต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับแต่เพียงผู้เดียว เพราะอีกฝ่ายไม่ได้รับรู้ในการกระทำที่ได้ทำลงไป วันนั้นเป็นวันเดียว และเขาบอกกับตัวเองว่ามันจะเป็นวันสุดท้ายที่เขาทำในสิ่งที่ผิด

ยิ้มไม่รู้...และเขาไม่บอก

แบบนี้ความสัมพันธ์มันก็ยังดำเนินต่อไปได้ใช่ไหม...

“คิดอะไรอยู่” 

ประตูห้องน้ำเปิดออกพร้อมกับคนที่สวมชุดที่เขาเตรียมไว้ให้ ยิ้มเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขาด้วยใบหน้านิ่งเรียบเหมือนอย่างที่เคยเป็น

ไม่เปลี่ยนไปเลยคนๆนี้

“เปล่า คิดอะไรเรื่อยเปื่อย”

“อืม ไปอาบน้ำไป”

นานหลายนาทีที่ปล่อยให้ความคิดตีกันวุ่นในหัว มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาคิดอะไรแบบนี้ บางครั้งก็ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงต้องคิดในเรื่องที่ทำให้เป็นทุกข์ ทั้งที่ทุกวันนี้มันก็ดีอยู่แล้ว จนสุดท้ายเขาก็ได้คำตอบ ที่ยังคิดไม่ตกกับเรื่องนี้สักทีเพราะเขายังไม่ได้รับในสิ่งที่ต้องการ

ความชัดเจน

“ไม่เป่าผมวะ กูเอาไดร์วางไว้บนเตียง” เขาเอ่ยทันทีที่เปิดประตูห้องน้ำออกมาพบว่ายิ้มยังนั่งเช็ดผมอยู่

“ไม่ชอบเป่าผม”

“แล้วเมื่อไหร่จะแห้ง”

“ไม่รีบ” เขาตอบ “มานั่ง เดี๋ยวเป่าให้”

เพราะมึงเป็นแบบนี้ไงยิ้ม...

“ไม่เป็นไร กูเป่าเองได้”

“เป็นอะไร”

“หืม?” 

“ดูแปลกไปตั้งแต่เมื่อกี้ คิดอะไรอยู่”

เก่งเหลือเกินเรื่องพวกนี้...

“เปล่า...เมื่อคืนกูนอนดึกมั้ง สงสัยนอนไม่เต็มอิ่ม”

“งั้นก็นอน”

“กูไม่ง่วงแล้ว”

“อะไรของมึง”

“ช่างเถอะ” อย่าว่าแต่ยิ้มไม่เข้าใจ เขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน “มึงไม่ใช้ไดร์งั้นกูใช้นะ” มือเอื้อมไปหยิบไดร์เป่าผมมาก่อนจะเปิดลมแรงสุด

“แว่น"

“อะไร”

“เป็นอะไร”

“ถามมากจังวะ”

“ก็ห่วง”

อะ...ห่วงเก่ง

“เออ บอกว่าไม่เป็นก็ไม่เป็นดิวะ”

“แว่น”

“ไม่เป็น”

ไม่เป็นเพื่อนกับมึงแล้วยิ้ม...

“ยังไม่ได้ถาม”

“เออ จะถามไร กูเป่าผมอยู่ ได้ยินไม่ชัด”

“ไม่มีอะไร” ยิ้มตอบ “เรียกไปงั้น”

“อะไรของมึง”

“แค่อยากเรียก”

“…”

“แว่น”

“จะพูดก็พูด”

“มึงมากกว่า” ยิ้มเงยหน้าขึ้นสบตา “อยากพูดอะไรก็พูด...เคยบอกแล้วว่าให้พูด”

“ถ้าพูดออกไปแล้วยังไงต่อ” เขาถาม “กูกับมึงจะยังเหมือนเดิมไหม”

“หกปีที่ผ่านมาน่าจะตอบได้”

“ยิ้ม”

“อืม”

“อยากได้ความชัดเจน”

“…”

“ความรู้สึกของมึง...มีกูอยู่ในนั้นไหม”

ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงเสียงจากไดร์เป่าผมที่ยังทำงานอยู่ ไม่แปลกใจเท่าไหร่กับสิ่งที่เกิดขึ้น คนถามยกยิ้มก่อนจะพยักหน้าช้าๆ ยิ้มได้ตอบคำถามของเขาแล้ว ความเงียบที่ได้รับคือคำตอบทุกอย่าง

“ช่างมันเถอะ กูถามไปอย่างนั้น” ไม่ว่าคำตอบจะเป็นยังไง เขาก็จะยังอยู่ตรงนี้

เคยพยายามออกไป...แต่สุดท้ายตรงนี้มันดีกับเขาที่สุด

“สถานะมันสำคัญมากเลยเหรอ” คนที่เงียบไปพักใหญ่ถามขึ้น เสียงไดร์เป่าผมเงียบลงพร้อมกับสายตาที่มองมายังเขา

“อืม มันสำคัญสำหรับกู”

อย่างน้อยมันก็ทำให้ชัดเจนว่าเขาอยู่ในสถานะไหน

ที่เป็นอยู่มันเลยคำว่าเพื่อนมานานแล้ว

“ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้มันไม่พอเหรอ”

“…”

“ทุกอย่างมันชัดเจนแล้ว”

“ที่เป็นอยู่ตอนนี้มันดีอยู่แล้วใช่ไหม”

“อืม”

“สำหรับเรา”

“…”

“หรือสำหรับมึง” คำถามที่ไม่คิดว่าเพื่อนจะถามออกมาทำให้เขาเงียบไป แวบหนึ่งที่เขาหลบสายตามองไปทางอื่น และนั่นหมายถึงความลังเลที่เกิดขึ้น

“แว่น”

“ขนาดชื่อเล่นจริงๆของกู...มึงยังไม่อยากเรียกเลย” เพื่อนหัวเราะออกมา “ก็หลงคิดมาตลอดว่ามึงไม่อยากได้ยินคำนี้...เข้าใจว่ามึงไม่อยากเป็นเพื่อนกับกู”

“…”

“หรือกูคิดไปเอง”

“มึงไม่ได้คิดไปเอง”

“…”

“แต่ถ้าให้มากกว่านี้”

“…”

“กูให้มึงไม่ได้”

และยิ้มชัดเจนแล้ว




หลังจากวันนั้นเรื่องทุกอย่างก็กลับสู่ภาวะปกติ ไม่มีใครหยิบเอาเรื่องนั้นขึ้นมาพูดอีก และมันคงดีถ้าเขาสามารถทำทุกอย่างให้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้

แต่มันทำแบบนั้นไม่ได้...

“ถึงไหนแล้ว” เสียงของเจ้าของบ้านดังขึ้นเรียกความสนใจจากคนที่นั่งทำงานตาไม่กะพริบ

“พึ่งเสร็จหน้าที่สาม”

“อืม”

“มึงล่ะ”

“กำลังหาหนังสืออ้างอิงเพิ่ม”

“อืม”

บทสนทนาจบลงพร้อมนาฬิกาที่บอกเวลาล่วงเลยไปใกล้จะเที่ยงคืน ความเหนื่อยล้าจากการเรียนมาทั้งวันทำให้สายตาล้ากว่าปกติ แว่นที่สวมอยู่ถูกถอดออกพร้อมกับดวงตาทั้งสองข้างที่ค่อยๆปิดลง

อยากจะพักสายตาสักหน่อย

“ไม่สบายเหรอ” เสียงของยิ้มดังขึ้น

“เปล่า” เขาส่ายหน้าแทนคำตอบ “แค่อยากพักสายตา”

“ไหน ขอดูหน่อย” ไม่ว่าเปล่า ร่างที่นั่งอยู่ที่โซฟาอีกตัวลุกขึ้นมาหาเขาทันทีที่พูดจบ มืออุ่นวางลงบนหน้าผากเขาอย่างเคยชิน “ปวดหัวไหม”

“ไม่ได้ป่วย” เขาปัดมือคนตรงหน้าออก

ทำแบบนี้แล้วเมื่อไหร่กูจะตัดใจจากมึงได้วะยิ้ม

“แค่พักสายตา”

“ถ้าไม่ไหวก็หยุดก่อน งานไม่ได้เร่งอะไร”

“บอกว่าไหว”

“แว่น”

“ไหวจริงๆ” เขาถอนหายใจออกมา ทุกครั้งที่พูดว่าไหวเขาก็หมายความตามนั้นจริงๆ “มึงกลับไปทำงานได้แล้วยิ้ม”

“อืม” เขาพยักหน้ารับคำก่อนจะยอมกลับไปนั่งที่เดิม

หางตายังคงมองคนที่อยู่ถัดไปเป็นระยะ อาจเพราะเขาปฏิบัติกับเพื่อนแบบนี้มาตลอดจนเคยชิน หลังจากที่คุยกันวันนั้นเขาก็ยังทำตัวเหมือนเดิม มันไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาจะต้องเปลี่ยนไป

เขาชัดเจนมาตลอด

ชัดเจนแล้วจริงๆ

“มึงว่าตี๋มันไหวไหมวะ” คำถามจากคนที่นั่งหลับตาอยู่ทำให้เขาละสายตาจากหน้าจออีกครั้ง

“เรื่องแฟนมัน?”

“อืม” เพื่อนหยักหน้านิดๆ “กูว่ามันหนักกว่าครั้งก่อนๆ”

ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาไม่บ่อยนักที่พวกเขาจะเห็นเพื่อนเป็นแบบนี้ วันนี้นัดทำงานกับที่บ้านของยิ้ม แต่ตี๋ดูเหมือนมีเรื่องอะไรบางอย่าง รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่มันเริ่มเมาจนต้องไล่ขึ้นไปนอนพัก

คงหนีไม่พ้นเรื่องแฟน

“เดี๋ยวก็คงดีขึ้น” ยิ้มตอบ

“แต่เดี๋ยว...ก็ไม่รู้เมื่อไหร่”

“หมายความว่าไง”

“เปล่า” เขาส่ายหน้า “ไม่มีอะไรหรอก”

“แว่น”

“ยิ้ม”

“…”

“มึงว่า...ถ้าวันนั้นกูรู้ตัวเร็วกว่านี้”

“…”

“เรื่องของเราจะเป็นแบบนี้ไหมวะ”

“คงไม่” เขาตอบกลับทันที “แต่ตอนนี้มันเป็นไปแล้ว”

“มันแก้ไขอะไรไม่ได้แล้วเหรอวะ”

“อืม”

“…”

“ในตอนนี้มันทำอะไรไม่ได้”

“บอกเหตุผลกูได้ไหม” บอกให้รู้ว่าเพราะอะไร “มึงเคยบอกว่ามีอะไรจะบอกกูทุกเรื่อง...งั้นมึงบอกกูได้ไหมว่าเพราะอะไร” เขาอยากรู้จริงๆ

“เพราะกูเป็นพี่”

“…”

“เพราะน้องกูชอบตี๋”

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องของกูกับมึง”

“…”

“เพราะเป็นพี่เลยต้องเสียสละทุกอย่างให้น้องงั้นเหรอ?”

“…”

“เพราะน้องมึงรักตี๋...มึงเลยรักกูไม่ได้”

“…”

“ถ้ายุ่งรู้...น้องจะสบายใจไหม”

“มุมมองมึงกับกูไม่เหมือนกัน” เขาถอนหายใจออกมา หลายครั้งที่ไม่อยากจะพูดถึงเรื่องนี้ หลายครั้งที่พยายามจะมองผ่านไป เป็นเรื่องเดียวที่เขาไม่อยากพูดถึงมากที่สุด

เพราะเป็นพี่...เลยอยากให้สิ่งที่ดีที่สุดกับน้อง จนบางทีก็ให้จนลืมความสุขของตัวเอง

ตั้งแต่ไหนแต่ไรที่เขาออกรับแทนน้องชายเขาตลอด ทุกสิ่งที่ผ่านมาเขาเต็มใจทำให้และไม่เคยมองว่ามันฝืนใจ พ่อกับแม่อยากให้ลูกเรียนเก่ง อยากให้เรียนสูงๆ เขาก็ทำสิ่งนั้นเพื่อที่จะให้น้องได้มีทางเลือกอิสระ เพราะมันไม่ได้ยากเกินความสามารถของเขา

‘ยิ้มต้องเป็นตัวอย่างให้น้องนะ’

‘ยิ้มต้องพยายามกว่านี้นะ’

‘ยุ่งเก่งให้ได้เหมือนพี่ยิ้มนะ’

คำพูดที่ได้ยินไม่เว้นแต่ละวันมันสะสม ความกดดันเพิ่มมากขึ้นพร้อมกับความรู้สึกของน้องที่แย่ลงทุกวัน คนเป็นพี่ทำไมจะไม่รู้ว่าน้องรู้สึกยังไงที่โดนเปรียบเทียบ และเขาไม่ได้เก่งขึ้นเพื่อกดให้น้องตัวเองเกิดปมด้อย

ที่ทำไปทุกอย่าง...เพราะอยากรักษารอยยิ้มที่สดใสนั้นไว้

รู้ว่าเป็นการรักน้องที่ผิดไปหน่อย แต่เขาก็ทำไปแล้ว และผลที่ได้รับมันก็น่าพึงพอใจ

ยุ่งมีทางเลือกเป็นของตัวเอง...ไม่ต้องอยู่ในกรอบที่ใครวาดไว้

ถ้าเป็นเมื่อสามปีก่อนเขาคงให้ความชัดเจนกับเพื่อนได้ทุกอย่าง สามารถให้สถานะได้อย่างที่เพื่อนต้องการ แต่ในตอนนี้ทุกอย่างมันยากไปหมด ยากตั้งแต่ที่เขารู้ว่าน้องของเขารักใคร

ยากกว่าคือเราพี่น้องต่างรักผู้ชายเหมือนกัน

แน่นอนว่าสมัยนี้โลกเปิดกว้าง แต่มันไม่ใช่กับทุกคนที่จะรับได้ ค่านิยมของคนสมัยก่อนยังมองว่าผู้ชายต้องคู่กับผู้หญิง ไม่มีใครมองว่าการคบเพศเดียวกันยั่งยืนและยาวนาน

“ต่อให้กูรู้สึกกับมึงมากแค่ไหน”

“…”

“ก็ให้ได้แค่เพื่อน”

หลายครั้งที่คำว่าเพื่อนรั้งเขาไว้ไม่ให้ทำในสิ่งที่อยากทำ

คำว่าเพื่อนเป็นคำคำเดียวที่ยังทำให้เขาไม่ก้าวล้ำเขตไปมากกว่านี้

เป็นคำเดียวที่รั้งให้เขาไม่เห็นแก่ตัว

หลายครั้งที่อยากทำมากกว่ากอด แต่สุดท้ายต้องจบลงที่กอดคนตรงหน้าเอาไว้แน่นๆเพราะกลัวจะเป็นกอดสุดท้าย

ความรู้สึกมันชัดเจน และชัดเจนมาตลอด

แต่ความรู้สึกของน้องเขามันก็ชัดเจนและหนักแน่นไม่แพ้กัน

เป็นพี่ต้องเสียสละให้น้อง

“มึงกลัวพ่อแม่รับไม่ได้ที่มึงชอบผู้ชาย”

“…”

“และน้องมึงก็ชอบผู้ชายใช่ไหม”

“อืม เพราะกูรู้”

“…”

“ยังไงเขาก็รับไม่ได้”

“ถ้าเขารู้ว่ายุ่งชอบผู้ชายแค่คนเดียวมันจะดีกว่างั้นเหรอ”

“อืม”

“…”

“ถ้าความสัมพันธ์ของน้องกูมันไปรอด...อย่างน้อยเขาก็ยังมีกูให้หวังได้อยู่”

“มึงหมายความว่ายังไงวะ”

“…”

“สักวันกูจะกลายเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวงั้นเหรอ?”

“…”

“มึงรักยุ่งมาก”

“…”

“มากจนลืมรักตัวเอง”






---------------------------------

ความรู้สึกของพี่ยิ้มที่เราอยากบอกในตอนนี้คือ

พี่ยิ้มมองว่าตัวเองแบกทุกอย่างไว้ โดยที่พี่เองก็ยอมที่จะแบก

อยากเห็นน้องมีความสุขจนลืมว่าตัวเองก็มีความรู้สึกและมีหัวใจ

พี่ยิ้มไม่ได้คิดถึงความรู้สึกของน้องคนเดียว แต่คิดถึงพ่อกับแม่ด้วย

พี่เขาอาจจะเก่งทุกเรื่อง แต่เรื่องนี้คงต้องให้เวลาพี่ยิ้มหน่อยนะคะ ^^



ขอโทษที่หายไปนานนะคะ T-T

ยอมรับจากใจจริงเลยว่าพยายามเขียนอยู่นานมาก

ช่วงนี้เราค่อนข้างตัน อาจเพราะปัญหาหลายๆอย่างด้วย

ไม่อยากจะฝืนตัวเองแต่งนิยายให้คนอ่านได้อ่านไวๆแต่แต่งไม่ดี

อาจจะหายๆไปบ้าง แต่เราไม่ทิ้งแน่นอน



คิดถึงกันไหม คิดถึงก็บอกกันหน่อยนะ 

อยากได้กำลังใจมากๆเลยค่ะ T____T


ขอโปรโมท ตอนนี้เราเปิดจองนิยายเรื่อง เมื่อโลกของผม...หมุนรอบตัวคุณ

ใครสนใจก็สั่งจองกันได้เลยนะคะ เปิดจองถึง 17 กุมภาพันธ์นี้น้าาาา <3


#เพื่อนที่หนึ่ง




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 370 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,010 ความคิดเห็น

  1. #979 CallistoJpt (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 มกราคม 2563 / 09:06
    พี่ยิ้มเป็นพี่ชายที่รักน้องยุ่งมากจริงๆ อยากเห็นวันที่พี่ได้มีความสุขจริงๆกับเค้าบ้าง ตอนนี้สงสารทุกทาง T^T
    #979
    0
  2. #962 Icewarangg (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 มกราคม 2563 / 11:06
    เข้าใจยิ้ม แต่ก็นะ สงสารเพื่อนเหมือนกัน
    #962
    0
  3. #941 HaeMay (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 มกราคม 2563 / 23:01
    เจ็บอ่ะ ที่เพื่อนบอกว่าซักวันอาจจะต้องกลายเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว

    คือยิ้มก็ไม่ผิดนะที่เห็นแก่ครอบครัวเห็นแก่น้อง มันก็ยากจริงๆแหละ แต่ก็นะถ้าตามความเป็นจริงเลยเรื่องความสัมพันธ์แบบนี้มันพูดยากจริงๆ
    #941
    0
  4. #423 Xialyu (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2562 / 20:46
    สงสารจัง
    #423
    0
  5. #395 PeEarn (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2562 / 12:43
    แง้ สงสารพี่ยิ้มอ่ะ สงสารทุกคนเลย โอ๋ๆพี่แว้นนะ
    #395
    0
  6. #363 inspiritkkmm (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2562 / 15:21
    ทำไมมันยากจังเลย
    #363
    0
  7. #335 cute33cass (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2562 / 13:02
    ทั้งๆที่ความจริงรักกันมากทั้งคู่แท้ๆ อดทนนะ ให้เวลาผ่านไป รอจังหวะที่ลงตัวกว่านี้นะ //จับมือ
    #335
    0
  8. #289 haruhana_n (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 เมษายน 2562 / 22:50

    สงสารยิ้ม TT ยิ้มเป็นคนดีมาก รักครอบครัว รักน้องยิ่งกว่าใคร แต่ยิ้มต้องรักตัวเองบ้างน้า (แล้วก็รักแว่นคุงด้วย อิอิ)

    ปล.เป็นกำลังใจให้คนเขียนนะคะ จุฟๆ

    #289
    0
  9. #260 of-zoul (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 เมษายน 2562 / 19:45
    พี่ยิ้มมมมม ดีเกินไปแล้ว จะร้องไห้ ฮืออออ
    #260
    0
  10. #259 Cielblue (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 เมษายน 2562 / 14:13
    อยากเหงพี่ยิ้มมีความสุขจริงๆสักที
    #259
    0
  11. #258 sunopii (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 เมษายน 2562 / 20:47
    สู้ๆนะ :)
    #258
    0
  12. #257 TooN_KK (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 เมษายน 2562 / 07:59
    พี่ยิ้มคือหนักมากก แบกอะไรไว้มากมายจังอ่ะ คิดถึงตัวเองเเล้วคนที่รักด้วยพี่ยิ้มม
    #257
    0
  13. #256 PaweenaChaidilok (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 1 เมษายน 2562 / 01:53
    พี่เเว่นอย่าเพิ่งท้อนะ
    #256
    0
  14. #252 PimmyChu (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 มีนาคม 2562 / 00:36
    ร้องไห้ได้มั๊ยยยย หน่วงเหลือเกิน
    #252
    0
  15. #249 noeyeiei02 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 มีนาคม 2562 / 00:02
    ยิ้มอย่าแบกอะไรไว้คนเดียวได้ไหม เห็นแก่ตัวบ้าง รักตัวเองบ้าง เราอยากให้ยิ้มมีความสุขนะ สู้ๆนะทั้งคู่เลย
    #249
    0
  16. #246 bovy30 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 / 19:52

    สสู้ๆน่ะทั้งคู่

    #246
    0
  17. #245 insinsutee (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:07
    ยิ้มเนี่ยพี่ตัวอย่าง
    #245
    0
  18. #240 someonecallbe (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 / 17:32

    คิดถึง ดีใจที่กลับมาอัพต่อครับ

    #240
    0
  19. #239 march38 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 / 10:53

    ไรท์ สู้ๆๆๆ นะ ข้ามผ่านปัญหาไปให้ได้เนอะ

    #239
    0
  20. #238 mew7367 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 / 05:53
    รอหน่อยน๊พี่เเว่นซักวันมันจะมีทางออกที่ดีกว่านี้.... หั้ยเวลาพี่ยิ้มหน่อยน๊สู้ๆๆๆๆๆ
    #238
    0
  21. #237 j_natcha (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 / 01:34
    พี่ยิ้มของน้อง สู้น้าา
    #237
    0
  22. #236 PP5_JJ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 / 00:00
    เศร้าอีกแล้วววเห้ออออ
    #236
    0
  23. #234 pcardcards (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:58
    ฮืออออ พี่ยิ้มมมมม ที่แบกอยู่เนี่ยหนักมากมั้ยคะ พี่แบกทุกอย่างไว้คนเดียวเลย U_U
    #234
    0
  24. #233 pornpan42 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:55
    แว่นสู้ๆนะ อย่าเพิ่งท้อ เราเป็นกำลังใจให้เสมอ
    #233
    0
  25. #232 NinrawanNinlong (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:03
    เป็นกำลังใจให้นะคะ
    #232
    0