เพื่อนที่หนึ่ง [YAOI] END

ตอนที่ 5 : 05 - กฎแรงเหวี่ยง 100 per

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,571
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 355 ครั้ง
    18 ธ.ค. 61

T
B

กฎแรงเหวี่ยง



วันสอบวันสุดท้ายของภาคเรียนที่สองจบลง เวลาผ่านไปเร็วเกินกว่าที่จะทำอะไร รู้ตัวอีกทีก็เรียนจบไปอีกหนึ่งปีเสียงพูดคุยหน้าห้องทำให้คนที่พึ่งเดินออกมาจากห้องสอบเงยหน้าขึ้นมองต้นเสียง ใบหน้าที่ดูผ่อนคลายเพียงแวบเดียวที่ได้มองก็ทำให้รู้สึกสบายใจขึ้นมาเปราะหนึ่ง

ทำได้สินะ...

“เป็นไงบ้างยิ้ม” คำถามที่ไม่ได้ถูกเอ่ยออกมาจากคนที่อยากได้ยินดังขึ้น

“เฉยๆ” เขาตอบกลับไปก่อนจะมองคนที่ยืนอยู่ในกลุ่ม “ทำได้รึเปล่า”

“เออ ก็ไม่ได้ยากจนทำไม่ได้” และแน่นอนว่าคำตอบไม่ได้มาจากคนที่อยากได้ยิน

อืม...ก็ไม่แปลก

“เดี๋ยวพวกกูจะไปกินหมูกะทะกัน มึงไปด้วยกันดิ” คนในกลุ่มเอ่ยชวน “ช่วงหลังมานี้ชวนไปไหนไม่ไปด้วยกันเลยนะมึง หยิ่งเหรอวะ”

“เปล่า” เขาหัวเราะ “ไม่ได้หยิ่ง”

แค่ไม่อยากทำให้ใครอึดอัด

ยืนคุยตรงนี้ด้วยกัน...ยังไม่มองหน้าเขาเลยสักนิด

ชินแล้ว

“งั้นวันนี้ก็ไปด้วยกัน”

“นัดน้องไว้แล้ว” เป็นอีกครั้งที่อ้างเหตุผล ถึงแม้ยุ่งจะไม่รู้มาก่อนว่าวันนี้มีนัดกับเขาไว้ก็ตาม “ไปกันเลย ไว้เปิดเทอมเจอกัน”

“ตลอด ติดธุระเก่ง”

“ขอโทษด้วยว่ะ”

“เออๆ ครั้งหน้าห้ามปฏิเสธอีกนะ”

“อืม” รับปากไปอย่างนั้น

ทำได้จริงรึเปล่าเขาไม่รู้

“ไปก่อนนะ” ยิ้มเอ่ย “กินให้อร่อย” อยากจะระบุชื่อแต่ทำได้เพียงพูดรวมๆ

ตั้งแต่วันนั้นที่ความรู้สึกของเขาชัดเจน...เพื่อนก็ชัดเจนเหมือนกัน


‘กูไม่คิดว่ามึงจะรู้สึกกับกูแบบนี้’

‘แล้วกู...ก็ไม่ได้ชอบมึง’


หลังจากวันนั้นทุกอย่างเปลี่ยนไปราวกับสับสวิตซ์ เขาถูกขอแลกโต๊ะจากเพื่อนในกลุ่มด้วยเหตุผลว่าอยากนั่งข้างเพื่อนมากกว่า และที่นั่งใหม่ก็ใกล้กระดานทำให้เขาสามารถเห็นเนื้อหาได้ง่าย ทั้งที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาไม่เคยบ่นว่าอยากจะย้ายที่นั่งเพราะอยากนั่งกับคนข้างตัว แต่เรื่องนั้นก็ย้ำชัดให้เขารู้ว่าเพื่อนไม่ยอมรับกับสถานะที่เขามอบให้

แค่บอกว่าชอบ...มันผิดมากขนาดนั้นเลยหรือไง

ทั้งที่เขาก็ยังทำตัวเหมือนเดิม ปฏิบัติกับเพื่อนเหมือนเดิม ไม่ได้แสดงออกจนทำให้อึดอัด แต่นั่นเป็นความคิดของเขา เพื่อนอาจไม่ได้คิดเหมือนกันกับเขา และคงรู้สึกอึดอัดที่มีเขาอยู่ใกล้ๆ

บทสนทนาระหว่างเราจบลงที่ร้านอาหารตามสั่งพร้อมกับรอยยิ้มเจื่อนๆทิ้งท้าย รอยยิ้มที่เหมือนบอกกับเขาเป็นนัยว่าเพื่อนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

เคยหลายครั้งที่คิดว่าทำไมฉากในหนังถึงไม่เป็นไปอย่างที่อยากให้เป็น ทุกครั้งที่เราดูหนังเราจะตัดสินใจแทนตัวละครว่าถ้าเป็นเรา เราจะทำแบบนี้ และเขาก็ตัดสินใจตามความรู้สึกของตัวเอง

และพึ่งเข้าใจว่าทำไมตัวละครถึงเลือกที่จะทำอีกอย่าง

เพราะความรู้สึกที่ซื่อตรงทำให้ทุกอย่างพังลงไม่เป็นท่า

แค่คำว่าเพื่อน...เขายังให้ไม่ได้

ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะรัก จะชอบ ทุกอย่างบนโลกนี้ล้วนเป็นอิสระ เพราะคำว่าอิสระ ทำให้คนมีสิทธิ์เลือกที่จะยอมรับหรือปฏิเสธ และเขาแค่โดนปฏิเสธเท่านั้นเอง

ถามว่าเจ็บไหม คงไม่ถึงขั้นนั้นเพราะความรู้สึกไม่ได้เอ่อล้นจนฟูมฟาย เรียกว่าเสียความรู้สึกคงจะดีกว่า

ถ้ารู้ว่าบอกไปแล้วทุกอย่างจะแย่ลงทันตาแบบนี้...เขาคงเลือกที่จะเก็บไว้ให้ลึกสุดใจ

ไม่ว่ายังไงก็จะไม่บอกให้รับรู้

แต่พลาดไปแล้ว โทษใครไม่ได้นอกจากยอมรับผล

โทรศัพท์ในมือปรากฏข้อความที่น้องชายส่งมาตั้งแต่เที่ยงวัน ยุ่งปิดเทอมไปตั้งแต่เมื่อวาน วันนี้เห็นบอกว่ามีนัดกับเพื่อนที่ห้างให้ไปรับเย็นๆ นัดที่บอกเพื่อนไปก็เป็นนัดลวงๆที่คิดขึ้นมาได้ตอนนั้น

ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างเขากับเพื่อน อาจมีที่สงสัย แต่ไม่ได้ถามออกมา ถึงถาม เขาก็เลือกที่จะไม่ตอบอยู่ดี

ให้ตอบว่า...เพราะรู้สึกไม่ตรงกันเลยเลือกที่จะไม่คุยกันต่อ

ตลก

วันปิดเทอมแต่ไม่ได้รู้สึกดีใจอย่างที่ควรจะเป็น รู้สึกดีหน่อยที่ไม่ต้องตื่นเช้า แต่ก็หนีไม่พ้นเรียนพิเศษปูพื้นฐานก่อนขึ้นมอห้า ชีวิตของเขาตั้งแต่ขึ้นมอปลายก็มีอยู่ไม่กี่อย่างที่ต้องสนใจ ไม่เรียนที่โรงเรียน ก็เรียนพิเศษที่พ่อแม่จัดวางไว้ให้ มีบ้างบางครั้งที่แอบโดดเรียนไปเที่ยวเล่นคนเดียว แต่ก็ไม่บ่อย


วันนี้ติดประชุม กลับบ้านเองได้ใช่ไหมลูก


ข้อความจากแม่ที่ส่งเข้ามาในเวลาไล่เลี่ยกันกับข้อความของน้องทำให้เขากดตอบสั้นๆกลับไปก่อนจะเก็บมือถือลงกระเป๋า ช่วงนี้พ่อกับแม่เขาทำงานหนักจนแทบไม่มีเวลามารับเหมือนเมื่อก่อน ถึงจะเริ่มชิน แต่ก็อดน้อยใจไม่ได้ เหนื่อยจากที่โรงเรียนก็อยากจะกลับไปเจอกันพร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว

อย่างน้อยมันก็คลายความกังวลได้บ้าง

ความเย็นของน้ำทำให้รู้สึกผ่อนคลายหลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จ กระเป๋าสะพายถูกยกขึ้นพาดบ่าเตรียมจะเดินออกจากห้องน้ำ เท้าที่หมุนตัวกำลังจะก้าวเดินออกไปสะดุดกึกเมื่อมีร่างของใครอีกคนเดินสวนเข้ามา

โลกมักเล่นตลกกับเราเสมอ...

แค่แวบเดียวที่สบตาก็รู้ได้เลยทันทีว่าเป็นใคร ยิ้มเบนสายตามองไปทางอื่นเพื่อไม่ให้อีกคนรู้สึกอึดอัด ขาก้าวไปทางซ้ายเพื่อเลี่ยงทางให้อีกคนเดินเข้ามา แต่เหมือนว่าพอขยับร่างของอีกคนก็ขยับตามเขาไปด้วย หลายวินาทีที่เราเงอะงะกันอยู่อย่างนั้นเหมือนเดาใจไม่ถูกว่าใครจะเป็นฝ่ายหลีกทางให้ใคร

“หยุด” ยิ้มเอ่ยขึ้นทำลายความมาคุที่เริ่มก่อตัว “เดี๋ยวขยับเอง” เขาพูดเสียงเบาก่อนจะขยับไปทางซ้ายเพื่อเว้นช่องว่างให้เดิน

“อืม” เพื่อนรับคำสั้นๆก่อนจะเดินผ่านร่างของเขาไป

และบทสนทนาของเราก็จบลง

“นี่”

เสียงที่ดังขึ้นเรียกให้เขาหยุดยืนอยู่ที่เดิม ไม่ได้หันหน้าไปมองต้นเสียงก็รู้ว่าเสียงนี้มาจากใคร ยิ้มเลือกที่จะยืนอยู่อย่างนั้นเพื่อรอฟังประโยคต่อมา

“มึงไม่ไปด้วยกันเหรอ”

“…” ได้ยินชัดเจนทุกประโยค แต่ไม่รู้จะตอบกลับว่ายังไง

“อยากไปรึเปล่า”

“เฉยๆ” เขาตอบ

“เพราะกูใช่ไหม...มึงเลยไม่ไป”

“อืม ใช่” เขาเป็นคนตรงมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องอ้อมค้อมในเมื่อสิ่งที่เพื่อนพูดออกมาคือความจริง เขาไม่ไปเพราะเพื่อนจริงๆ

“ถ้าอยากไป...ก็ไปได้”

“ไม่เป็นไร” เขาตอบ “ไม่อยากให้อึดอัด”

“ยิ้ม”

“อืม ฟังอยู่”

“ยังรู้สึกกับกูเหมือนเดิมเหรอวะ” คำถามที่แม้แต่คนถามยังลุ้นกับคำตอบที่จะได้รับ

“ไม่”

“…”

“ไม่เหมือนเดิมตั้งแต่วันนั้น” และเป็นอีกครั้งที่เขาพูดความจริง

คงมีแต่ในนิยายที่ความรู้สึกจะเหมือนเดิม เขาเป็นคน มีอารมณ์ มีความรู้สึก ทุกสิ่งที่ผลิกไปราวกับเล่นตลกแบบนั้นคงไม่ทำให้เขารู้สึกเหมือนเดิม ไม่มีเพิ่มขึ้น มีแต่จะน้อยลงเรื่อยๆ

จะให้จมปลักกับคนที่ไม่ได้ชอบทำไม

“หมายความว่ายังไง”

“ตามที่พูด” เขาว่าเขาพูดชัดเจนทุกอย่าง

“กูไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้”

“ไม่ต้องอธิบาย” เขาเอ่ย “การกระทำอธิบายทุกอย่างแล้ว”

“…”

“เพื่อนรับไม่ได้”

“…”

“ไม่อยากจะเป็นเพื่อนกันต่อ”

“…”

“ก็ทำให้แล้ว” เขาไม่ได้ทำให้เรื่องทุกอย่างเป็นแบบนี้ ถ้าวันนั้นทุกอย่างจบลงด้วยดี จบลงด้วยความเข้าใจว่าทุกอย่างจะเป็นเหมือนเดิมแม้ความรู้สึกจะไม่ตรงกัน

เขาเข้าใจ

แต่นี่ไม่...ทุกอย่างจบลงด้วยความรู้สึกที่เหมือนจะเข้าใจ แต่กลับไม่เข้าใจอะไรเลย

ยิ้มไม่ใช่คนพาลถึงขนาดที่ถ้าไม่ชอบเขากลับ เขาจะไม่ยุ่ง ไม่คุย นั่นมันเป็นความคิดเด็กๆ เขามีเหตุผลพอที่จะเข้าใจเหตุผลของอีกฝ่าย แต่เพื่อนกลับเลือกให้ทุกอย่างมันเป็นแบบนี้

ตอนนี้จะมาอธิบายอะไร

“ยอมรับว่าทำตัวไม่ถูก” เพื่อนเอ่ย “แต่กูก็ไม่ได้อยากให้มึงตัดขาดจากเพื่อนทุกคน” หลังจากวันนั้นยิ้มก็กลับไปอยู่คนเดียว และเขาไม่ได้ต้องการให้เรื่องเป็นแบบนั้น

ไม่ได้อยากให้อึดอักแบบนี้

“ไม่ได้อยากเมินมึง”

“…”

“แต่กูกลัวว่าจะทำให้มึงคิดไปไกลอีก”

“ทำไมไม่พูดแบบนี้ตั้งแต่วันนั้น” การที่เขาหันหลังให้กับอีกคนทำให้ไม่รู้ว่าตอนนี้เพื่อนทำหน้าตายังไง ไม่รู้ว่าสิ่งที่พูดออกมามันออกมาจากความรู้สึกจริงๆ หรืออยากเคลียร์ให้มันจบๆไปกันแน่

“กู…”

“เกือบสองเดือนที่ไม่อธิบายอะไรเลย”

“…”

“เข้าใจไปแล้ว...อธิบายสายไปไหม”

“ขอโทษ”

“อืม ขอโทษเหมือนกัน”

“…”

“สบายใจได้...เราไม่ได้รู้สึกชอบเพื่อนเหมือนตอนนั้นแล้ว”

“…”

“และคงไม่กลับมารู้สึกแบบนั้นอีก”

“มึงแน่ใจเหรอ” 

“…”

“ถ้าไม่รู้สึก...ก็หันหลังกลับมา” น้ำเสียงที่อยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม เขารับรู้ได้ว่าอีกคนเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างหลัง “หันมาแล้วพูดกับกู”

ทุกอย่างชัดเจนพอที่เขาจะกล้าทำในสิ่งที่อีกคนขอ ยิ้มหันกลับไปช้าๆก่อนที่สายตาจะหยุดลงที่คนตรงหน้า เป็นอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด อยู่ห่างกันแค่เอื้อม แต่กลับรู้สึกถึงกำแพงที่ก่อตัวขึ้น

สายตาเย็นชาจ้องมองมาที่เขาไม่วางตา เป็นครั้งแรกที่รู้สึกปากหนักเกินกว่าที่จะเอื้อนเอ่ยคำใดๆออกไป สายตาที่ไม่เคยได้รับจากยิ้มตั้งแต่เป็นเพื่อนกันมา สายตาที่เขาไม่ชอบใจจนต้องหลบไปมองสิ่งอื่น

“หลบทำไม” ยิ้มเอ่ยถาม “อยากให้ทำก็ทำให้แล้ว”

“อืม” เพื่อนรับคำเสียงเบา เขาเงยหน้าขึ้นสบตาคนตรงหน้าอีกครั้ง

และเขาได้คำตอบแล้ว...

“จริงด้วย”

“…”

“มึงไม่ได้รู้สึกกับกูแล้วจริงๆ”

“อืม” เขารับคำ “ไปได้รึยัง”

“ยัง”

เสียงถอนหายใจดังขึ้นพร้อมกับร่างของอีกคนที่ถอยหลังออกไป เพื่อนก้มหน้ามองพื้นอยู่พักใหญ่อย่างคนใช้ความคิดก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขาอีกครั้ง

“กลับมาเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมได้ไหมวะ”

“เหมือนเดิมของเพื่อนคือแบบไหน”

แบบไหนที่เรียกว่าเหมือนเดิม

“เหมือนตอนที่มึงยังไม่รู้สึกอะไรกับกู”

“เราก็เหมือนเดิมมาตลอด” เขาตอบ “มีแต่เพื่อนที่เปลี่ยนไป”

“กู…” กลัวว่าจะทำให้มึงคิดไปไกล

“ทำไมเอาแต่ใจ” ยิ้มเอ่ย “ตอนไม่อยากเป็นเพื่อนก็ผลักออกจนสุดแรง”

“…”

“ตอนนี้บอกให้กลับไปเป็นเพื่อนเหมือนเดิม”

“…”

“เราดูง่ายในสายตาเพื่อนขนาดนั้นเลยเหรอ” เขายกยิ้ม จริงอยู่ที่เป็นคนไม่พูด ไม่ค่อยมีปากมีเสียงกับใคร แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเป็นฝ่ายยอมเสมอไป

“กูไม่ได้หมายความแบบนั้น” เริ่มไปกันใหญ่แล้ว “แค่อยากให้เป็นเหมือนเดิม”

“…”

“กูไม่อยากเสียเพื่อนอย่างมึงไป”

“…”

“กูชอบเวลาที่อยู่กับมึง”

“แต่ไม่ชอบให้เรารู้สึกมากกว่านี้” ยิ้มสบตา “ถูกไหม”

“อืม”

เป็นเพื่อนกัน...มันยืนยาวที่สุดแล้ว

“ยังอยากเป็นเพื่อนกับมึง” เพื่อนเอ่ย “นี่คือสิ่งที่อยากจะบอก”

“อืม”

“ถ้ามึงไม่อยากเป็นเพื่อนกับกูแล้ว มันก็เป็นสิทธิ์ของมึง”

“อืม” เขาทำได้เพียงแค่พยักหน้ารับ “แค่นี้ใช่ไหมที่จะพูด”

“ตอนนี้ก็คงแค่นี้”

“งั้นขอตัว”

ยิ้มเดินออกไปทันทีหลังจากที่พูดจบ ไม่มีรอยยิ้มปรากฏออกมา ไม่มีสายตาที่คุ้นเคย ทั้งที่เขาเตรียมใจมาแล้วว่าจะต้องเป็นแบบนี้ แต่พอเจอเข้าจริงๆกลับไปไม่เป็น

ที่ทำไปมันก็ไม่น่าให้อภัย

แต่ยังยืนยันคำเดิม...ว่าเขาอยากเป็นเพื่อนกับยิ้ม

เพื่อนที่แปลว่าเพื่อนจริงๆ


ช่วงเวลาปิดเทอมของใครหลายคนอาจเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข แต่ไม่ใช่กับคนชื่อยิ้ม

ประตูห้องเรียนเปิดออกพร้อมกับเพื่อนร่วมห้องที่มาจับจองที่นั่งเตรียมพร้อมรอเรียน ยิ้มเดินตรงไปยังหลังห้องก่อนจะวางกระเป๋าลงบนเก้าอี้ที่ว่างทั้งแถว แค่วันแรกก็รู้สึกเบื่อจนไม่อยากจะเข้าเรียน

ปิดเทอมที่ต้องการไม่ใช่แบบนี้

“คิดไว้แล้วว่าต้องใช่” เสียงที่คุ้นหูดังขึ้นพร้อมกับร่างในชุดไปรเวทที่หยุดยืนหน้าโต๊ะของเขา

เขาเงยหน้ามองอย่างห้ามไม่ได้ คนตรงหน้ายิ้มให้เขาทันทีที่สบสายตา กระเป๋าอีกใบวางลงบนเก้าอี้ถัดจากเขา ไม่มีคำอธิบายใดๆนอกจากร่างที่นั่งลงแล้วหันมายักคิ้วให้อย่างอารมณ์ดี

“มาได้ยังไง” คำถามแรกที่ถามออกไปหลังจากที่ตั้งสติได้

“มาเรียนดิวะ” เพื่อนตอบ “ใครๆก็มาเรียนที่นี่กันทั้งนั้น”

“เหรอ” เขาหัวเราะ ไม่รู้มาก่อนเลยว่าโลกจะกลมขนาดนี้

“กูล้อเล่น” เพื่อนเอ่ย “จริงๆได้ยินตอนมึงคุยกับพวกเพื่อนๆ”

“…”

“ก็เลยสมัครมาเรียนด้วย” เขาพูดด้วยท่าทางสบายๆ

“อ่อ"

“ตกใจน้อยกว่าที่คิดไว้” เพื่อนหัวเราะออกมา จริงอยู่ที่เขาสมัครมาเรียนเพราะยิ้มเรียน แต่จริงๆเขาตั้งใจจะสมัครอยู่ก่อนแล้ว ยิ้มคืออีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

“อืม งั้นมั้ง”

“มึงกินข้าวรึยัง”

“กินแล้ว”

“กูยังไม่ได้กินเลย” เขาทำเหมือนว่าเรื่องระหว่างเขากับยิ้มไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในตอนนี้ถึงยิ้มจะยังไม่เหมือนเดิม แต่มันก็ดีกว่าวันนั้นที่เขาคุยกันในห้องน้ำ

อย่างน้อยยิ้มก็ยังอยู่

“ไปหาอะไรกินดิ” ยิ้มตอบ

“ไปด้วยกันดิ กูไม่มีเพื่อน”

“ขี้เกียจ”

“ยิ้มมมมมม”

“ไปเอง”

“ไปด้วยกัน แป๊บเดียว”

“ไม่ จะนอน” เขาไม่สนใจคำพูดของอีกฝ่าย ยิ้มฟุบหน้าลงบนโต๊ะเพื่อหยุดสนทนาไว้แค่นั้น ยอมรับว่าแปลกใจ แต่ไม่ได้ตกใจอย่างที่ควรจะเป็น

ไม่มีอะไรให้น่าตกใจ

“เออ งั้นเดี๋ยวกูมา” เมื่อเห็นว่าชวนไม่สำเร็จเขาก็ต้องเป็นฝ่ายยกธงยอมแพ้

ไม่เป็นไร ยังเหลือเวลาอีกมากให้เขาได้พยายาม


เสียงของติวเตอร์หน้าห้องไม่ได้ทำให้รู้สึกสนใจเนื้อหาตรงหน้า วิชาฟิสิกส์ไม่ควรเรียนเป็นวิชาสุดท้ายของวัน มือกดดินสอกดไม่หยุดเพื่อเรียกสติให้ยังคงอยู่จนจบชั่วโมง หลายครั้งที่จะวูบหลัง หลายครั้งที่อยากจะฟุบหน้าลงไปกับโต๊ะ

นี่แค่วันแรก

“กูว่ามึงไม่ไหวแล้ว” คนที่นั่งข้างๆตั้งแต่ชั่วโมงแรกเอ่ยขึ้น “ไปล้างหน้าหน่อยไหม”

“ไม่เป็นไร” เขาตอบ “ไหวอยู่”

“ไหวบ้านมึงดิ” เพื่อนเอ่ย “หน้าจะทิ่มอยู่แล้ว”

“อืม”

“โดดกัน”

“หืม?” แปลกใจไม่น้อยที่คำๆนี้หลุดออกมาจากคนที่เรียกว่าเป็นหัวกะทิของห้อง “ตลก”

“กูพูดจริง สอนอะไรก็ไม่รู้ เข้าใจยาก” เพื่อนมองหน้ากระดานที่เต็มไปด้วยสูตรฟิสิกส์ที่เขียนไม่เป็นระเบียบ “หิวแล้วด้วย โดดกันมึง”

“จะโดดยังไง ยังไม่เลิก”

“ซื่อจังวะ” เพื่อนหัวเราะออกมา “ไม่เคยอะดิ”

“อืม”

“งั้นเดี๋ยวกูออกไปก่อน แล้วมึงค่อยตามออกไป”

“เรา…”

“ดูกูนะ” เพื่อนพูดพร้อมกับเก็บของลงในกระเป๋าอย่างรวดเร็ว ดีอย่างหนึ่งที่เขานั่งอยู่หลังห้องเลยทำให้สามารถออกประตูหลังได้โดยที่ไม่ค่อยมีใครสังเกต

“เอาจริงดิ” ใจหนึ่งก็อยากออกไป อีกใจก็กลัวจะโดนจับได้

เขาไม่เคยโดด

“เออ มาเถอะ” เพื่อนพูดพร้อมกับเปิดโต๊ะที่พับอยู่ ช่วงเวลาที่ติวเตอร์กำลังหันไปที่กระดานร่างของเขาก็ตรงไปยังประตูก่อนจะรีบเปิดแล้วปิดลง

ง่ายกว่าที่คิด...

คนที่นั่งมองเพื่อนทำให้ดูเป็นตัวอย่างกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ทั้งที่อีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็จะถึงเวลาเลิกเรียน แต่ในเมื่อเพื่อนออกไปแล้วถ้าเขาไม่ออกไปก็คงจะไม่ได้ ปล่อยให้ไปคนเดียวก็เป็นห่วง

ขอโดดวันนี้วันเดียว...

ยิ้มรอให้ติวเตอร์หันไปเขียนกระดานอีกครั้งก่อนที่เขาจะรีบเปิดประตูออกมา หัวใจเต้นรัวเป็นจังหวะกลอง อาจเพราะเขาไม่เคยทำอะไรแบบนี้เลยทำให้รู้สึกกลัวไปก่อน ข้างนอกเงียบสนิทไร้ร่างของเพื่อนที่ออกมาก่อนหน้า ยิ้มมองไปรอบๆก่อนจะเดินไปตามทางช้าๆ

อยู่ไหน

ฟึ่บ!!!!

มือหนึ่งเอื้อมมาดึงแขนเขาไว้ก่อนจะออกแรงดึงให้เขาเข้าไปในห้องที่เปิดประตูทิ้งไว้ ไม่ทันที่จะเอ่ยปากอะไรมือนุ่มก็ปิดลงบนปากเขาอย่างพอดี เมื่อสายตาปรับโฟกัสได้ลมหายใจร้อนๆก็พ่นออกมา

“เล่นอะไร” เขาเอ่ยเมื่อคนตรงหน้าปล่อยให้เขาเป็นอิสระ

“หายง่วงรึยัง” เพื่อนยิ้มอย่างคนอารมณ์ดี “เมื่อกี้คนคุมเดินมากูเลยต้องมาหลบในห้องนี้”

“อ่อ” เขาพยักหน้าก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆห้องที่ไม่ต่างอะไรจากห้องที่เขาเรียน แต่ห้องนี้ไม่มีใครอยู่นอกจากเขาสองคน

“ไปกินอะไรดีวะ”

“แล้วแต่”

“ไม่มีไอเดียเลยจริงๆมึงเนี่ย” เพื่อนหัวเราะ “งั้นเดี๋ยวกูพาไปเอง”

“อืม เอาดิ”

“แต่ว่าต้องเร็วหน่อยนะ” เพื่อนเอ่ย “เดี๋ยวคนดูแลมา”

“ถ้าเสี่ยงขนาดนั้นก็รอให้เลิกไหม”

“ไม่เอาดิวะ ไหนๆก็หนีออกมาแล้ว” 

“แล้วจะเอายังไง”

“ตามกูมา” มือเลื่อนมาจับที่มืออีกคนอย่างคนไม่คิดอะไร เพื่อนเปิดประตูห้องออกอีกครั้งก่อนจะสอดส่องไปข้างนอกว่าทางสะดวกไหม

ยิ้มมองการกระทำของคนตรงหน้าเงียบๆ ริมฝีปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทีที่ดูจริงจังกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง เขากระชับมือที่จับอีกคนอยู่อย่างลืมตัว ทั้งที่บอกกับเขาเองว่าอยากเป็นเพื่อน

แต่จะรู้ไหมว่าเพื่อนกันเขาไม่จับมือกันแบบนี้...

“ตามมา” เพื่อนหันมาบอกเขาก่อนจะจูงมือเดินออกมาจากห้อง ทางเดินจากห้องนี้ออกไปที่ประตูไม่ไกลมากนัก “ทำตัวเหมือนว่าเลิกเรียนแล้ว จะได้ไม่โดนสงสัย”

“อืม”

บอกตัวเองเถอะ...

“เห็นมะ กูบอกแล้วว่ามันไม่มีอะไร” ประโยคแรกที่เอ่ยออกมาหลังจากที่เดินพ้นตึกเรียนพิเศษ เพื่อนหันไปมองคนข้างตัวที่ไม่พูดอะไรตั้งแต่เดินออกมาจากตึก “เป็นอะไร เครียดเหรอวะ”

“เปล่า” ยิ้มตอบกลับ เขามองมือตัวเองที่ถูกอีกคนจับไว้ไม่ยอมปล่อย

ลืมแล้วมั้งว่าจับมือเขาอยู่

“กินอะไรดีวะ”

ก็ยังวกมาเรื่องเดิม

“มือ” ยิ้มตัดสินใจพูดขึ้น

“หืม?” เพื่อนเลิกคิ้วอย่างไม่เข้าใจ “อะไรวะ”

“ปล่อยได้แล้ว” เขามองมือตัวเองที่เพื่อนจับไว้แน่น

“เชี่ย ลืม” คนลืมตัวรีบปล่อยมือออกทันที รอยยิ้มอารมณ์ดีเผยออกมาอีกครั้ง “ขอโทษที เมื่อกี้กูตื่นเต้นไปหน่อย เหงื่อออกมือเต็มเลยว่ะ”

“อืม” ยิ้มพยักหน้ารับ

“ไม่ว่าอะไรใช่ไหมวะ”

“จะว่าอะไร” เขาถามกลับ

“ก็…”

“เลิกคิด”

“…”

“บอกว่าไม่รู้สึกก็คือไม่รู้สึก”

“จริงนะ?”

“อืม”

“…”

“เป็นเพื่อน...ก็เป็นเพื่อน”





อยู่ดีๆก็ได้ตั๋วหนังมาสองใบหลังจากกินข้าวเสร็จ คนโดนชวนกระทันหันได้แต่ถือกล่องป๊อปคอร์นในมือเดินตามคนต้นคิดอย่างไม่เข้าใจตัวเอง ทั้งที่ตอนแรกตกลงว่าจะไปกินข้าวด้วยกัน แต่ทำไมมาจบลงที่โรงหนังได้

ไม่เข้าใจเพื่อน...แต่ไม่เข้าใจตัวเองมากกว่า

“ทำหน้าเหมือนโดนบังคับมา” เพื่อนหันมามองคนข้างตัวที่เงียบไม่พูดอะไรตั้งแต่ซื้อตั๋วหนัง

“เปล่า” เขาปฏิเสธ “แค่งงๆ”

“งงอะไรวะ” เพื่อนหัวเราะ “ปกติมึงไม่ค่อยดูหนังรึไง”

“ดู…ช่างเถอะ” เขาถอนหายใจออกมา ไม่รู้จะอธิบายยังไงให้อีกคนเข้าใจ เพราะตัวเขาเองตอนนี้ก็ไม่เข้าใจว่าเป็นอะไร “หนังจะเข้าแล้ว”

“หนังตัวอย่างนานเกือบครึ่งชั่วโมง”

“ไม่ชอบดูเหรอ” ยิ้มถามอย่างนึกสงสัย ปกติเขาชอบเข้าไปตามเวลาที่ระบุไว้ในตั๋วหนัง

“เฉยๆ กูอยากดูหนังไม่ได้อยากดูตัวอย่างหนัง” เพื่อนตอบก่อนจะยื่นน้ำมาตรงหน้าเขา “หิวน้ำยัง”

“ยัง” เขาส่ายหน้า “ถ้าไม่อยากดูตัวอย่างหนังแล้วจะไปไหน”

“ไม่รู้” คนที่ไม่ได้คิดแผนสำรองตอบกลับ “เข้าโรงหนังเลยก็ได้ เริ่มร้อนแล้ว”

“อืม” เขาหัวเราะออกมากับการเปลี่ยนใจง่ายๆของคนที่ถือแก้วน้ำอยู่สองแก้ว ยิ้มยื่นตั๋วให้กับพนักงานก่อนจะเดินนำคนที่เดินอยู่ข้างตัว

“รอกูด้วยยย”

“เดินดีๆ เดี๋ยวสะดุด” เพราะมีน้องชายเลยทำให้เขาดูแลคนอื่นๆเหมือนเป็นน้องของเขา “เอาแก้วมา เดี๋ยวถือเอง” เขายื่นมือไปรับแก้วน้ำของตัวเองที่เพื่อนถือไว้

“กูถือได้ ไม่เป็นไร”

“บอกว่าเอามาก็เอามา”

“เออ…ดุจังวะ” ประโยคหลังที่เอ่ยออกมาเสียงเบาไม่ได้ทำให้เขาไม่ได้ยิน

“เปล่า ไม่ได้ดุ”

“ได้ยินด้วยเหรอวะ”

“อืม คิดว่าพูดเบาขนาดนั้นเลย?” เขาเลิกคิ้วพร้อมเสียงหัวเราะ “เข้าโรง เลยมาสิบนาทีแล้ว”

“ครับเพื่อนนนนน” เพื่อนเอ่ยพร้อมกับเดินนำเข้าโรง

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ดูประหลาดไปหมด ทั้งเรื่องที่เขาสามารถกลับมาคุยกับเพื่อนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เรื่องที่เขาโดดเรียนออกมาทั้งที่ไม่ควรจะทำ รวมไปถึงเรื่องที่กำลังนั่งดูหนังสยองขวัญที่เขาไม่ชอบสักเท่าไหร่

ดูกี่ทีก็เดาเนื้อเรื่องได้ตลอด

“เรื่องนี้กูอ่านรีวิวมา มีแต่คนบอกว่าน่ากลัวมาก” เพื่อนหันมาชวนคุยเมื่อเห็นว่าคนข้างตัวเงียบไป

เออ...เงียบในโรงหนังเป็นเรื่องปกติ

ลืมไป

“อืม” ยิ้มพยักหน้ารับ เวลามาดูหนังเขามักจะให้ความสนใจไปที่จอภาพเลยไม่สนใจสิ่งอื่น “ดู”

“ถ้ากลัวก็ปิดตาได้นะ กูไม่ล้อ” เพื่อนพูดออกมาอย่างมั่นใจ

“อืม”

หนังเริ่มไปได้ครึ่งเรื่องกับพลอตเรื่องเดิมๆที่ดูกี่ทีก็เดาตอนจบของหนังได้ แม้จะมีช่วงให้ตกใจอยู่หลายครั้ง แต่เขากลับไม่รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้แปลกใหม่กว่าเรื่องไหนๆ ฉากที่ทุกคนตกใจเขาได้แต่นั่งกะพริบตาเพื่อไล่ความง่วง

ส่วนคนที่บอกว่าถ้ากลัวก็ให้ปิดตาได้นั้น...

“เชี่ย!!!!” เพื่อนสะดุ้งสุดตัวเมื่อเสียงเอฟเฟคมาพร้อมกับผีที่ออกมาหลายฉาก

“ไหวไหม” เขาหันไปถามอย่างห้ามไม่ได้

ทั้งที่ปกติเวลาดูหนังเขาแทบจะไม่พูดอะไรเลย

แต่ปล่อยผ่านไม่ได้จริงๆ...หลายเชี่ยแล้ว

“ธรรมดา” เพื่อนขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะลดมือลง “กู...แค่...ตกใจนิดหน่อย”

ไม่นิดแล้วมั้ง...

ยิ้มละสายตากลับมามองจออีกครั้ง รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้า คิดถึงท่าทางของคนข้างตัวก็อดขำไม่ได้ ทั้งที่ปากบอกว่าไม่กลัว แต่การกระทำกลับตรงกันข้าม

“ยิ้มๆๆๆๆ มันจะมารึยังวะ” เพื่อนเอ่ยอย่างคนจิตตก

ไม่น่าซ่ามาดูเรื่องนี้เลยจริงๆ

“ยัง” เขาตอบกลับเสียงเบา “ไหวรึเปล่า ถ้าไม่ไหวจะออกไปตอนนี้ก็ได้” 

ตอนนี้เริ่มสับสนระหว่างเอฟเฟคหนังกับเสียงคนข้างตัว

“ไหวดิ แค่นี้เอง...เชี่ยยย” เพื่อนร้องเสียงหลัง

ดีที่เป็นหนังสยองขวัญเสียงทำให้มีเสียงของคนรอบข้างดังขึ้นเป็นระยะ ดูแล้วคนอื่นๆก็มีความรู้สึกไม่ต่างจากเพื่อน คงจะมีแค่เขาที่ไม่ได้อินมากขนาดนั้น

“สวดมนต์...กูต้องสวดมนต์”

ไปกันใหญ่แล้วเพื่อน...

“อีกนิดหัวใจวายแล้วนะ”

เสียงที่ดังเข้าหูเป็นระยะทำให้เขาละความสนใจจากหน้าจอตรงหน้าอีกครั้ง ยิ้มหันมามองคนข้างตัวที่นั่งขดตัวอยู่บนเบาะพร้อมกับนิ้วทั้งสิบที่พร้อมจะหุบเข้าหากันทุกเมื่อ

กลัวขนาดนี้จะทนดูทำไม

เสียงรอบข้างเงียบลง หน้าจอมือสนิทพร้อมกับเสียงคนหายใจ วินาทีต่อจากนั้นไม่ต้องเดาก็รู้ได้โดยทันทีว่าจะเกิดอะไรขึ้น มือข้างหนึ่งยื่นไปบังตาของคนที่นั่งอยู่ข้างตัวอัตโนมัติ และสิ่งที่คาดว่าจะเกิดก็เกิดขึ้นจริงๆ

ยิ้มค้างมือไว้อย่างนั้นจนสัมผัสได้ถึงมือที่เย็นเฉียบ เพื่อนจับมือของเขาไว้แน่นก่อนจะดึงเข้าหาตัวเพื่อใช้กำบังแทนมือของตัวเอง ความเย็นจากผ่ามือที่ส่งผ่านมาทำให้เขารับรู้ว่าอีกคนกลัวเกินกว่าที่พูดออกมา

“ออกไปไหม” เขาถามย้ำอีกครั้ง ถ้าเพื่อนบอกว่าไม่ไหวเขาก็พร้อมจะเดินออกไป

ไม่ต้องดูให้จบก็ได้

“กู…อยากดูต่อ” เสียงสั่นๆเอ่ยขึ้นพร้อมกระชับมือที่จับอยู่แน่น

“อืม” เขาพยักหน้ารับ

ถ้าบอกอย่างนั้นเขาก็จะไม่เซ้าซี้

มือของเขาที่ถูกจับอยู่ขยับไปมาตามแรงมือของเพื่อนที่ยกขึ้นบังเวลาตกใจ ทั้งที่ควรจะกลัวกับหนังตรงหน้า แต่เขากลับรู้สึกตลกกับท่าทางของคนข้างๆ

อย่างน้อยมือของเขาก็มีประโยชน์

คนข้างตัวเงียบไปจนเขานึกสงสัย นี่คงเป็นครั้งแรกในการดูหนังที่เขาไม่มีสมาธิที่สุด ยิ้มหันไปมองคนข้างตัวอีกครั้งก่อนที่เขาจะเผลอยิ้มออกมา ใบหน้าที่ดูตื่นกลัวอยู่ตลอดเวลาแต่สายตากลับจ้องมองจอตาไม่กะพริบ

ไม่อยากให้ใครมาเห็นเหมือนที่เขาเห็น

มืออีกข้างอยากจะเอื้อมไปขยี้ผมด้วยความมันเขี้ยว แต่ต้องชะงักมือไว้เพราะไม่สามารถทำได้ สถานะของเราตอนนี้คือเพื่อน และเป็นตัวเขาเองที่ยืนยันคำๆนี้ให้เพื่อนมั่นใจ

เพื่อนกัน...เขาไม่เล่นผม

เพื่อนกัน...เขาไม่จับมือ

ข้อยกเว้นที่ผุดขึ้นมาเรื่อยๆยิ่งตอกย้ำว่าความรู้สึกที่เคยเกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง แม้จะใช้เวลานานในการตัดความรู้สึกทิ้งไป แต่ในวันนี้ความรู้สึกเก่าๆมันเริ่มกลับมา

อาจเพราะใจยังไม่แข็งพอ

“คราวหลังกูจะไม่ดูหนังแบบนี้แล้ว” เสียงบ่นงึมงำข้างตัวดังขึ้น

และจะให้ใจแข็งไม่คุยกับเพื่อนได้ยังไง...ในเมื่อเขาอยากรู้จักคนนี้มากขึ้นทุกวัน

“ถ้าอยากดู...เดี๋ยวมาเป็นเพื่อน”

คงต้องย้ำคำนี้บ่อยๆ

มาเป็น ‘เพื่อน’

เพราะเขาอยากให้เป็นแค่เพื่อน






“ไง ไหวไหม” ยิ้มหัวเราะออกมาหลังจากที่หนังจบลง คนที่ปากบอกว่าไหวในตอนแรกตอนนี้กลับเดินช้าเหมือนถ่านหมด “บอกให้ออกก่อนก็ไม่ออก”

“พูดมากว่ะ” 

“คราวหลังให้เราถือป๊อปอคอร์นนะ”

“ยังไม่หยุดแซวกูอีก” รู้แล้วว่าได้กินไปไม่ถึงครึ่งกล่อง “ให้ซื้อใช้เลยไหม เอาให้มึงกินคนเดียวเลย”

“โกรธเหรอ” ยิ้มถาม “เราแค่ล้อเล่น”

“เปล่า กูอาย” ทั้งที่เขาเป็นคนตั้งใจจะดูหนังเรื่องนี้ แต่สุดท้ายคนที่ดูรู้เรื่องกลับไม่ใช่เขา “รีวิวโคตรตรง กูดูไม่รู้เรื่องเลยตั้งแต่ต้นจนจบ”

“ให้เล่าให้ฟังไหม”

“พอเลย” รู้ว่าถ้าตอบว่าเล่ายิ้มก็จะเล่าให้เขาฟังจริงๆ

“อยากไปไหนต่อรึเปล่า”

“มึงไม่รีบกลับบ้านรึไง?” 

“เฉยๆ” ปกติก็กลับคนเดียวอยู่แล้ว พ่อกับแม่ปล่อยให้เขาไปไหนมาไหนเองตั้งแต่ขึ้นมอปลาย “ถ้าไม่มีที่ไปก็กลับ แต่ถ้าอยากไปก็จะไปด้วย”

“กู…หิวข้าวอีกรอบแล้วว่ะ”

“งั้นก็ไปกินข้าว”

“ง่ายขนาดนี้เลย?”

“จะทำให้ยากทำไม” ยิ้มถามกลับ “หิวก็ไปกิน”

“ก็ดูมึงไม่หิว”

“แต่เพื่อนหิว” ยิ้มหันกลับไปมองคนที่หยุดเดิน “แค่นั้นก็เป็นเหตุผลแล้ว”

“มึงแม่ง...” คำตอบที่ดูจะธรรมดาแต่กลับทำให้เขารู้สึกพิเศษขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก “เพราะแบบนี้ไง...กูเลยอยากมีมึงเป็นเพื่อนกู”

“อืม ก็เป็นอยู่นี่ไง”

“ไป…ไปกินข้าวกัน” แขนหนักวางลงบนบ่าของอีกคน ด้วยความที่ความสูงไล่เลี่ยกันเลยทำให้เขาสามารถกอดคอยิ้มได้อย่างสบายๆ “เดี๋ยวกูเลี้ยงข้าวเอง โทษฐานที่กูทำมึงไม่ได้กินป๊อปคอร์น”

“เราต้องปฏิเสธไหม”

“ไม่ต้อง เสียน้ำใจกู”

“อืม งั้นฝากท้องมื้อนี้ด้วย...เพื่อน”

“จัดไป” รอยยิ้มของคนอารมณ์ดีเผยออกมา

จังหวะการเดินผิดไปจากทุกที อาจเพราะอีกคนก้าวเดินสั้นกว่าเลยทำให้เขาต้องเดินช้าลงเพื่อที่จะเดินไปพร้อมๆกัน ท่าทางอารมณ์ดีของเพื่อนยิ่งตอกย้ำเรื่องในอดีตที่ผ่านมา เขาไม่เห็นรอยยิ้มนั้นอีกเลยหลังจากที่บอกความรู้สึกไป เพราะความรู้สึกที่ไม่ตรงกันทำให้ต้องห่างกันออกไป สถานะที่ไม่ตรงกันทำให้ยากต่อการวางตัว ในวันนี้ที่ความรู้สึกเกือบจะศูนย์เขากลับได้เห็นในสิ่งที่อยากเห็นมาตลอด ได้พูดคุย ได้หัวเราะ ได้รอยยิ้ม...ได้ ‘เพื่อน’ กลับมา

และวันนี้เขาก็บอกกับตัวเองว่า...จะเป็นเพื่อนอย่างที่เพื่อนต้องการ






---------------------------------------------------------

มันมีอยู่จริงนะ...คนที่พอรู้ว่าเขาไม่คิดอะไรแล้วก็ทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

จับมือ กอดคอ แบบที่สบายใจจริงๆ :)


แอบสปอยเล็กๆว่าอีกไม่กี่ตอนก็จะกลับเข้าพาร์ทปัจจุบันแล้วจ้าาา~


--- แจ้งการอัพเดท ---

เนื่องจากที่ผ่านมาเราวุ่นอยู่กับงานหลายอย่างเลยทำให้ไม่ว่างอัพเดทนิยาย

วันนี้เราจะมาแจ้งว่า เราจะหยุดอัพเดทนิยายเป็นเวลา 2 สัปดาห์นะคะ

เนื่องด้วยไปเที่ยวและเคลียร์หอที่พึ่งย้าย ;_;

และในโอกาสนี้เราอยากจะ...


สวัสดีปีใหม่นักอ่านของเราทุกคนนะคะ

ปี 2019 ขอให้เป็นการเริ่มต้นที่ดีของทุกๆคน

ขอให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง มีความสุขในทุกๆวันของชีวิต

ในปีนี้และปีต่อๆไปเรายังจะได้เจอกันแบบนี้ไม่ทิ้งหายไปไหนแน่นอน

รักนะคะ ^^


เจอกัน 2019





คอมเมนท์เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเรามาก

ช่วงนี้คอมเมนท์หดหายจนโทษตัวเอง T_T

ถ้ามีตรงไหนที่ไม่ถูกใจเราต้องขออภัยนักอ่านทุกท่านด้วยนะคะ

อยากให้อ่านนิยายของเราอย่างมีความสุข และเราพร้อมรับฟังความเห็นจากทุกคน


ขอบคุณทุกกำลังใจจริงๆค่ะ ^^


#เพื่อนที่หนึ่ง


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 355 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,010 ความคิดเห็น

  1. #976 Wxyzzx24 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 มกราคม 2563 / 00:29
    แต่คนที่รู้ว่าเขาชอบแต่ทำเหมือนให้ความหวังทั้งที่เจ้าตัวไม่ได้คิดอะไรนี่ แย่เนาะะะ
    #976
    0
  2. #973 CallistoJpt (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 มกราคม 2563 / 23:49
    หน่วงไปกับพี่ยิ้ม ทำน้ำตาซึมไปหลายรอบมาก
    #973
    0
  3. #960 Icewarangg (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 มกราคม 2563 / 10:21
    เลิ่กลั่กเลยค่ะ เหมือนเห็นตัวเองซ้อนภาพเพื่อนในตอนนั้น แงงงงง ตรงทุกอย่าง ที่ว่าคำว่าเพื่อนก็ใหม่ไม่ได้ ฮือ
    #960
    0
  4. #938 HaeMay (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 มกราคม 2563 / 23:12
    ยิ้มคือแบบเป็นคนตรงแบบตรงมากๆชัดเจนมากด้วย นี่ว่าความสัมพันธ์มันจะพัฒนาไปแบบมีคำว่า"เพื่อน"ค้ำอยู่นี่แหละ เหมือนเอามากันเพราะต่างคนต่างไม่อยากเสียอีกฝ่ายไป
    #938
    0
  5. #421 Xialyu (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2562 / 19:46
    คำว่าเพื่อนนนนนน
    #421
    0
  6. #393 PeEarn (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2562 / 12:08
    ฮื้ออออ เพื่อนไงเพื่อนน
    #393
    0
  7. #333 cute33cass (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2562 / 00:18
    โอ้โห พี่น้องคู่นี้นี่ชะตากรรมเดียวกันชัดๆ คนนึงเฟรนด์โซน คนนึงบราเธอร์โซน ถถถถถ
    #333
    0
  8. #244 insinsutee (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:58
    สงสารยิ้ม
    #244
    0
  9. #179 jomjune0406 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2561 / 17:30
    เมื่อไรจะเขียนต่อ อยากอ่านนะ
    #179
    0
  10. #178 Coffee2 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2561 / 21:09
    พั่ยิ้มมม สงสารอะ ฮือออ รอนะคะไรท์ แล้วก็ สวัสดีปี่ใหม่ 2019

    ค่ะ
    #178
    0
  11. #177 Netsai0307 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2561 / 04:39
    อ่านซ้ำๆรอไรท์อัพนะ...สวัสดีปีใหม่ฮับ..
    #177
    0
  12. #176 pornpan42 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2561 / 12:11
    อยากอ่านตอนปัจจุบันเลย อยากรู้ว่าเพื่อนใจตรงกับยิ้มแล้วเลื่อนขั้นจากสถานะเพื่อนไหม ฮือออ จะรอนะคะไรท์
    #176
    0
  13. #175 Naries (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2561 / 23:03
    เพื่อนน ฮือ สงสารยิ้ม อยากรู้ปัจจุบันมาก
    #175
    0
  14. #174 duckii_memo (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2561 / 02:40
    พยายามคิดว่าเพื่อนไม่รู้สึกอะไรกับยิ้มจริงๆใช่ไหม ก้อน่าจะจริงง ฮือ เมื่อเพื่อนให้เป็นเพื่อนก็ทำให้ได้ โอ๋ๆนะยิ้ม ต่อไปจะเป็นยังไงต่อคะ อยากอ่านต่อแว้ว รอนะค้าาา^^"
    #174
    0
  15. #173 ooy1565 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2561 / 23:04
    เพื่อนน่ารักอ่ะ อย่างนี้จะไม่ให้ยิ้มคิดได้ยังไง เป็นเพื่อนกันใช่มั้ย
    #173
    0
  16. #172 Riitaa (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2561 / 21:36
    อ่านแล้วเหมือนฉายภาพซ้ำตอนเรียนม.ปลาย
    .
    .
    เราชอบโดดเรียนพิเศแบบนี่เลย 55555
    #172
    0
  17. #171 pornpan42 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2561 / 21:31
    พี่ยิ้มสู้เข้านะคะ
    #171
    0
  18. #170 parery-malik (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2561 / 21:14
    .กอดพี่ยิ้มแน่นๆ
    #170
    0
  19. #169 pcardcards (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2561 / 20:41
    แค่ได้รอยยิ้มแบบเดิมกลับมา มันก็พอแล้วสินะ ฮืออออ กอดๆพี่ยิ้ม
    #169
    0
  20. #168 romehokeyliet91 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2561 / 20:09
    เพื่อนก็คือเพื่อน หน่วงแทนยิ้มมากเลยยยย
    #168
    0
  21. #167 kminbb (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2561 / 07:07
    เพื่อนนนนน
    #167
    0
  22. #166 bovy30 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2561 / 20:38

    ไไม่มีอ่ะไรเปลียนง่ายๆน่ะ

    #166
    0
  23. #165 มามา (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2561 / 07:43

    เพื่อนที่ไม่ใช่เพื่อน

    #165
    0
  24. #164 ooy1565 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2561 / 11:21
    เป็นเพื่อนกันนะยิัม
    #164
    0
  25. #163 mildda (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2561 / 07:54
    เพื่อนคิดอะไรกับยิ้มป่ะเนี่ย
    #163
    0