Sense สัมผัส [YAOI]

ตอนที่ 9 : SENSE 08 : แปดนาฬิกา 100 per

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 633
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    25 มิ.ย. 58

08

แปดนาฬิกา

 

            “ขอบคุณนะครับ ผมไปก่อนนะ” ผมหันไปบอกเพื่อนและเจ้าของร้านที่กำลังเก็บของเตรียมปิดร้าน

            วันนี้ผมเลิกงานเร็วกว่าปกติเพราะว่าเป็นวันหยุดของร้านที่จะปิดครึ่งวันทุกๆสิ้นเดือน นี่ถือเป็นวันที่ผมจะได้ไปเที่ยวเล่นได้อย่างสบายใจ ปกติแล้วผมก็ไม่ค่อยได้ไปเที่ยวที่ไหนอยู่แล้ว แต่เมื่อสองวันก่อนโฆษณาหนังเข้าใหม่ที่ผมรอคอยมาแรมปีพึ่งเข้าโรงและผมก็เตรียมพร้อมที่จะไปดูหนัง

            คนเดียวน่ะ ฮ่าๆ

            พี่ปริ้น!!!” เสียงร่าเริงเรียกผมมาแต่ไกล ร่างเล็กที่พึ่งลงจากรถที่วิ่งตรงเข้ามาหาผมแล้วสวมกอดแน่น

            นาวามาได้ยังไง” ยังไม่ทันที่จะถามอะไรต่อผมก็ได้คำตอบโดยที่นาวาไม่ต้องเฉลย พี่ปืนเดินลงมาพร้อมกับถุงกระดาษในมือ

            “พอดีผมมีงานที่โรงเรียนแล้วมันต้องลองชุดสูทแต่พี่ปืนเลือกไม่เป็นผมเลยลองแวะมาหาพี่เผื่อพี่จะช่วยผมเลือกได้” นาวาอธิบายยาว

            แต่นาวาคิดผิด…ผมเลือกไม่เป็น

            พี่เลือก…”

            “ว่างรึเปล่า” เสียงเรียบๆของพี่ปืนดังขึ้น ถึงเขาจะถามออกมาแบบนั้นแต่ว่าผมก็พอจะรู้ว่าเขาเองคาดหวังอะไร

            คนอย่างพี่ปืนไม่เคยถูกปฏิเสธ

            “พึ่งเลิกงานพอดีครับ” ผมยิ้มบางๆกลับไป

            ไม่ใช่ผมไม่อยากไป แต่ผมกลัวว่าไปแล้วช่วยนาวาไม่ได้

            รสนิยมผมเฉิ่มจะตาย

            “งั้นไปกับผมนะ อย่างน้อยสองคนก็ดีกว่าคนเดียว นะครับ” นาวากอดเอวผมแน่น ลูกอ้อนแบบนี้ผมเองก็ปฏิเสธไม่ลงแล้วสิ

            “ก็ได้ครับ

            “เย้!!” นาวายิ้มกว้าง ผมมองไปที่พี่ปืนก็เห็นเขาหัวเราะออกมาเบาๆ

            ไปเถอะ” พี่ปืนพูดพร้อมเดินนำไปที่รถโดยมีนาวาจูงมือผมตามไปติดๆ

            ระหว่างทางไปที่ร้านลองเสื้อนาวาชวนผมคุยตลอดทาง ผิดกับพี่ปืนที่ดูเงียบผิดปกติ ปกติเขาเงียบอยู่แล้วแต่วันนี้ผมรู้สึกว่ามันเงียบจนน่าอึดอัด

            เกิดอะไรขึ้นรึเปล่า…

            “พี่ปืนสบายดีไหมครับ” ผมตัดสินใจถามขึ้นหลังจากที่รู้สึกว่ามันอึดอัดเกินไป แววตานิ่งเรียบมองผมผ่านกระจกมองหลังก่อนจะยิ้มออกมานิดๆ

            “อยากถามถึงอีกคนมากกว่ารึเปล่า

            “…!!!”

            “มันสบายดี” พี่ปืนพูดอย่างรู้ทันเมื่อผมเงียบไป

            “อ่อครับ

            ผมเงียบลงทันทีโดยที่ไม่ต้องมีใครบอก พี่ปืนยิ้มมุมปากนิดๆก่อนรถของเขาจะจอดสนิทหน้าร้านตัดชุดร้านใหญ่ติดริมถนน ผมเดินลงมาพร้อมกับนาวา มือเล็กๆของนาวากับพี่ปืนเอื้อมมาจับกันอย่างกับว่าพวกเขาทำสิ่งนั้นเป็นประจำ

            “ระวังรถเสียงนิ่งๆดังขึ้นอีกครั้งก่อนที่เราทั้งสามคนจะเดินข้ามถนนไปพร้อมกัน

            ภายในร้านมีแต่เสื้อผ้าเจ้าบ่าวเจ้าสาว ทั้งชุดไทย ชุดต่างประเทศ รวมไปถึงชุดออกงานต่างๆ ผมนั่งลงบนโซฟาหน้าร้านหลังจากรอนาวาเข้าไปพูดกับพนักงาน ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มหันมาหาผมก่อนที่มือเล็กจะกวักเรียกให้ไปหา

            ว่าไง” ผมเดินเข้าไปพร้อมกับดูอัลบั้มรูปที่เปิดอ้าไว้อยู่

            “พี่ว่าชุดไหนสวยครับ” นาวาถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

            “พี่ว่านาวาเหมาะกับสีขาว

            “แล้วพี่ปริ้นชอบชุดไหนครับ ในความคิดพี่ปริ้น

            “ความคิดพี่หรอ?” ผมหัวเราะ “พี่ว่าชุดนี้เหมาะกับนาวา” ผมพูดพร้อมกับชี้ชุดูทสีขาวเรียบๆ

            “ไม่เอาที่เหมาะกับผม” นาวาส่ายหัวไปมา “ผมถามว่าพี่ชอบชุดไหน พี่ปริ้นตอบเบี่ยงประเด็น” นาวาพองแก้มใส่ผม ท่าทางน่ารักแบบนี้ผมอดไม่ได้ที่จะหยิกแก้มใสนั้นกลับไป

            “ทำไมต้องเอาที่พี่ชอบละครับ ก็นาวาใส่นี่นา” ผมพูดพร้อมกับยีหัวคนตัวเล็ก

            “งั้นเอาชุดนี้แหละครับ พี่ปริ้นเข้าไปลองให้ผมหน่อยนะ” นาวาชี้นิ้วบอกพนักงานก่อนจะหันมาทำตาปิ๊งๆใส่ผม

            “หืม ทำไมพี่ต้องลอง

            ผมว่าวันนี้นาวาทำตัวแปลกๆ

            พี่ปริ้นเข้าไปลองเถอะน่า เดี๋ยวนาวาจะรออยู่ตรงนี้” นาวาสรุปเองเสร็จสรรพ มือเล็กผลักผมเข้าห้องลองที่มีพนักงานรออยู่ก่อนหน้าแล้วรีบปิดประตูลงทันที

            “นาวา!!” ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดอะไรต่อประตูห้องก็ปิดลง ผมหันกลับมามองพนักงานที่ยืนถือชุดให้ผมอยู่

            “นี่ชุดค่ะ เดี๋ยวฉันจะรออยู่หลังผ้าม่าน” เธอยื่นชุดให้ผมก่อนจะเลื่อนม่านที่กั้นแบ่งเป็นสองฝั่งปิดให้ผม

            ทำไมผมต้องลองชุด

            “ผมจะเป็นต้องลองหรอครับ” ผมแง้มม่านถามอีกฝั่งแต่ทันทีที่ม่านเปิดออกทุกอย่างรอบตัวก็เหมือนหยุดนิ่ง

            คนที่ยืนรอผมแทนที่จะเป็นพนักงานแต่กลับกลายเป็นผู้ชายอีกคนที่ผมอยากเจอเขามาตลอดหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา แววตานิ่งเรียบมองผมอึ้งๆก่อนจะสบถออกมาเบาๆ

            “ไอ้ไม้

            “ธนู” ผมเรียกชื่อเขาเสียงสั่น คนตรงหน้าก็ดูตกใจไม่ต่างจากผม

            “ไงเขามองผมด้วยสายตานิ่งๆ ธนูใส่ชุดสูทสีดำดูดีและเหมาะกับเขามาก น้ำเสียงเรียบๆที่เอ่ยทักทายแค่นั้นก็พอทำให้ผมมีความสุข

            เปล่า ไม่มีอะไร” ผมยิ้มนิดๆก่อนจะดึงม่านให้ปิดลงแต่เขาดึงมันไว้ก่อนจะเปิดออกเหมือนเดิม

            “ใส่เป็นรึไง ชุดนั้นน่ะ” เขามองผมด้วยสายตาอ่านยาก คำพูดของเขาเหมือนกำลังบอกว่าผมใส่ไม่เป็น

            ถึงผมจะไม่เคยใส่แต่มันก็ไม่น่ายาก

            “เราคิดว่านาวาคงจะเข้าใจอะไรผิด คือ…นาวา…”

            “ลองใส่ดู

            “…”

            “ไหนๆพวกมันก็ต้องการให้เป็นแบบนี้แล้ว” เขาถอนหายใจออกมาก่อนจะหันหลังให้ผม “เปลี่ยนซะ กูไม่ดูหรอก

            “เราไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย” ผมหัวเราะออกมานิดๆก่อนจะยอมเปลี่ยนเสื้อตามที่ธนูบอก

            ผมไม่ได้เชื่อใครง่าย แต่ทุกครั้งที่มันออกมาจากปากธนูผมก็พร้อมจะทำเสมอ มีแค่ไม่กี่เรื่องที่ผมไม่ฟังเขา หนึ่งคือให้ผมออกไปจากชีวิตเขา สอง…ให้ผมเลิกรักเขา

            ทำไม่ได้หรอก

            ชุดพวกนี้คงแพงน่าดู” ผมพูดพร้อมติดกระดุมเสื้อให้ครบทุกเม็ด

            “เสร็จรึยัง

            “เหลือแค่สูทตัวนอก” ผมบอกก่อนจะพาดเสื้อตัวนอกไว้ที่แขน แค่นี้ก็น่าจะพอแล้วสำหรับผม

            คนที่ต้องลองเสื้อผ้าพวกนี้มันไม่ใช่ผม…แต่มันคือนาวาต่างหาก

            ใส่ซะ” ธนูหันมามองผมแล้วเปลี่ยนสายตาไปมองเสื้อสูทที่พาดอยู่บนแขนของผม เขาเดินเข้ามาใกล้ก่อนจะหยิบเสื้อแล้วกางรอผมสวม

            “เดี๋ยวเรา…”

            “หันมาน้ำเสียงนิ่งๆนั้นทำให้ผมยอมทำตามที่เขาบอก

            ขอบคุณ” ผมยิ้มรับก่อนจะตรวจความเรียบร้อยของเสื้อผ้า ชุดนี้ออกแบบมาได้พอดีตัวผมเป๊ะอย่างกับถูกสั่งตัดขึ้นมาเพื่อเป็นของผมยังไงยังงั้น

            “ไปเถอะ” เขาทำท่าว่าจะเดินนำผมออกไป วินาทีนั้นความรู้สึกบอกผมว่าให้ผมรั้งเขาเอาไว้

            แม้เขาเองจะไม่ต้องการผม

            แม้เขาจะมีใครอีกคนอยู่

            “ธนู…” ผมดึงให้เขาหันหน้ากลับมาหาผม

            ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบมีเพียงสติของผมที่เริ่มเหลือน้อยเต็มที ผมจับไหล่แข็งแรงไว้ก่อนจะเขย่งปลายเท้าขึ้นไปประกบริมฝีปากลงบนริมฝีปากร้อนผ่าว มือข้างหนึ่งประครองใบหน้าเขาไว้หลวมๆ ไม่มีการรุกล้ำใดๆมีเพียงไอร้อนจากริมฝีปากของผมที่ส่งผ่านเขาไปอย่างอ่อนโยนและเชื่องช้า

            ถ้าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราเจอกันเราขอให้นายเอาจูบของเรากลับไป

            ไม่รู้อะไรทำให้ผมพูดออกไปแบบนั้น แต่ลางสังหรณ์ทุกอย่างกำลังบอกผมว่าเราจะไม่ได้เจอกันอีก

            “เพราะเราคงไม่จูบใครอีกนอกจากนาย

            “ถ้ามันเป็นครั้งสุดท้ายก็ให้เราจากกันด้วยดี” มือหนาบีบมือผมเบาๆ ก่อนจะพาเดินออกมาข้างนอก

            ทุกคนที่นั่งรอกันอยู่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตามองผมสองคนเป็นตาเดียว พี่ไม้ยิ้มออกมาอย่างภูมิใจผิดกับพี่ปืนที่กระตุกยิ้มนิดๆตามนิสัยของเขา มีก็แต่นาวาที่ดูตื่นเต้นเป็นพิเศษ

            “จนได้สินะธนูพูดก่อนจะส่ายหัวนิดๆ สายตาเขามองไปที่พี่ไม้ รอยยิ้มบางๆปรากฏขึ้นบนใบหน้ารูปสวย

            เห็นแบบนี้พี่ก็อุ่นใจได้แล้ว” พี่ไม้ยิ้ม เขาหันมาพูดกับผมด้วยท่าทางสบายๆ

            “สุขสันต์วันเกิดนะปริ้น” พี่ปืนพูดขึ้นบ้างก่อนจะส่งถุงกระดาษที่เขาถือมาตั้งแต่แรกให้ผม “รับไปสิ มันเป็นของนาย

            “ขอบคุณครับ”

            วันนี้วันเกิดผม ทำไมผมถึงจำไม่ได้นะ

            เรากลับกันเถอะครับพี่ปืนพี่ไม้นาวาดูมีความสุขกว่าที่ครั้ง รอยยิ้มที่ปรากฏบนแก้มใสอดไม่ได้ที่จะทำให้ผมยิ้มตาม

            ขอบคุณนะนาวา

            ขอบคุณพี่ไม้ ขอบคุณพี่ปืน

            พี่ไม้หันมายิ้มให้ผมอีกครั้งก่อนจะเดินตามพี่ปืนกับนาวาออกไป ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมมาที่นี่ทำไม ไม่รู้เลยว่าทำไมต้องใส่ชุดนี้

            แล้วทำไมต้องเป็นวันนี้

            ไปเถอะ

            “ครับ?

            “ไปถ่ายรูปกัน

            ถ่ายรูป…?” ผมมองเขางงๆ ธนูไม่ตอบมีเพียงลมหายใจแรงๆที่ดูจะขี้เกียจตอบคำถามผมเต็มทน

            ถือว่าเป็นของขวัญวันเกิด

            “…”

            “วันสุดท้ายที่เราจะได้เจอกัน

            “…!!!” มือที่จับอยู่สั่นขึ้นมาทันทีที่เขาพูดออกมาแบบนั้น ผมไม่รู้ว่าทำไมแต่ลางของผมมันก็บอกแบบนั้น ถ้ามันเป็นครั้งสุดท้ายจริงๆ

            ผมจะทำยังไง

            ถ้าคิดจะหนีเราไปอย่าทำเลยนะธัน นายอยู่ตรงนี้กับเรา ไม่ต้องเป็นเหมือนเดิมแต่ให้เรารู้ความเป็นไปของนายก็ได้” ผมพูดออกไปเสียงสั่น

            การที่รู้ว่าเขาหนีผมไปมันเหมือนผมเป็นตัวน่ารังเกียจทำให้เขารำคาญ

            “ไปถ่ายรูปเถอะปริ้น

            “…” ผมเอื้อมมืออีกข้างมากุมมือเขาไว้แน่น ความอบอุ่นในฝ่ามือนี้ไม่เคยหายไป ผมรับรู้ถึงมันได้เสมอและผมเองก็รู้สึกดีที่เขาไม่รังเกียจมือของผม

            ธันเรารักใครไม่ได้อีกแล้วจริงๆ

            ถ้าจับแล้วจับมันไว้ให้แน่นๆ” เขามองผมด้วยแววตาเจ็บปวด เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นสายตาคู่นี้จากเมื่อก่อนที่เย็นชาและแข็งกร้าวแต่วันนี้มันกลับดูอ่อนแออย่างกับไม่ใช่เขา

            “ถ้าจับไว้แล้วไม่ปล่อยได้ไหม

            “คงไม่ได้

            “…”

            “ยังไงเราก็ต้องปล่อยมือของกันและกันอยู่ดี

            “อืม…” ผมพยักหน้ารับนิดๆ ผมเข้าใจความหมายของเขาดี

            ไม่ว่าเขาจะปฏิเสธผมเพราะเหตุผลอะไรก็ตาม คำตอบของเขาก็ยังเหมือนเดิม เขาไม่กลับมาหาผม ไม่อยากกลับและไม่มีวันกลับ

            ผมไม่จำเป็นต้องรู้ด้วยซ้ำว่าเพราะอะไรรู้ไปเขาก็ไม่เปลี่ยนใจ

            ไปเถอะ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง ผมพยักหน้ารับก่อนจะเดินตามเขาออกไปภายนอกร้านที่ทำเป็นสวนหย่อมเล็กๆ

            ไฟและช่างกล้องออกมายืนรอพวกผมอยู่ก่อนแล้ว รอยยิ้มเล็กๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าของพวกเขา ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องทำตัวยังไงแต่เขาก็อธิบายท่าทางให้หมด

            คิดๆดูแล้วก็เหมือนเราถ่ายรูปพรีเวดดิ้งยังไงยังงั้น

            ผมคิดแบบนั้นละกัน ฮ่าๆ

            “มองตากันหน่อยครับ ดีครับดี สวยครับ” เสียงรัวชัตเตอร์ยังคงดังขึ้นติดๆกัน ผมกระชับมือแน่น ดวงตาจ้องลึกลงไปยังนัยตาของอีกคน

            ใบหน้าที่ผมไม่เคยเบื่อเลยสักครั้งที่เจอเขา

            ธนูคือคนที่ผมอยากจะทำทุกอย่างให้ อยากเจอเขาทุกครั้งที่ตื่น อยากเห็นเขาเป็นคนสุดท้ายก่อนนอน อยากอยู่กับเขาจนถึงช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต

            ผมยอมรับว่ามันอาจจะดูเว่อร์ที่ผมและเขาต่างเป็นผู้ชายทั้งคู่ แต่ผมกลับไม่คิดแบบนั้น ผมคิดว่าผมคือคนๆหนึ่งที่มีสิทธิ์จะรักใครก็ได้โดยไม่สนว่าเขาเป็นเพศไหน หน้าตาอย่างไร

            พระเจ้าไม่ได้บอกว่าผู้หญิงต้องคู่กับผู้ชายเสมอไป มนุษย์ต่างหากที่สร้างกฏเกณฑ์ขึ้นมาทำให้เกิดการเหยียดคนรักเพศเดียวกัน ทั้งๆที่ความจริงแล้วมันไม่ผิด

            ความรักมันเป็นสิ่งสวยงามเสมอ

            “กอดกันได้ไหมครับเอ่อ กอดเหมือนครั้งนี้คือกอดครั้งสุดท้าย” ช่างภาพหยุดถ่ายรูปก่อนจะเดินเข้ามาหาผมกันธันที่ยังคงจ้องตากันไม่เลิก

            กอดครั้งสุดท้าย…งั้นเหรอ

            ได้ครับ” ธนูตอบแทนผม เขามองตาผมก่อนจะคลี่ยิ้มนิดๆ แขนทั้งสองข้างกางออกรอผม

            “ได้ครับ” ผมยิ้มรับก่อนจะอ้าแขนตามเขา

            เราสองคนเดินเข้ามาหากันคนละก้าว ผมรีบโอบกอดเขาไว้แน่นอย่างกับว่าถ้าไม่รีบกอดไว้เขาจะลอยหายไป ความรู้สึกถาโถมเข้ามาจนผมรู้สึกว่าตัวเองกอดเขาแน่นเกินไป กลิ่นน้ำหอมกลิ่นโปรดที่ผมชอบในตอนนี้เขายังใช้มันอยู่ ผมสีดำสนิทที่ผมชมเขาอยู่ตลอดเขาก็ไม่คิดจะย้อมมัน

            ธนู…ความจริงแล้วเรายังรักกันใช่ไหม

            แบบนั้นแหละครับ ดีครับ” เสียงรัวชัตเตอร์ยังคงดังขึ้นติดๆ

            “รัก รัก” ผมพูดเสียงในลำคอ ไม่รู้ว่าเขาจะได้ยินไหมแต่ตอนนี้น้ำตาของผมมันกำลังไหลออกมาอย่างไม่รู้สาเหตุ

            ถ้ามันจะเป็นครั้งสุดท้าย ผมขอกอดเขาไว้แบบนี้ให้นานกว่านี้จะได้ไหม

            “โอเคครับ เดี๋ยวเราจะให้…” เสียงของช่างภาพเงียบไปครู่หนึ่ง “ผมรู้สึกว่ามันคือกอดครั้งสุดท้ายจริงๆ” เขาพูดก่อนจะเงียบไปอีกครั้ง

            ใช่…มันคือครั้งสุดท้ายจริงๆ

            ผมขอให้พวกคุณทำท่าเหมือนคุกเข่าขอแต่งงานได้ไหมครับ

            “…”

            “ผมอยากลองถ่ายแบบนั้นมานานแล้วเขาพูดพร้อมกับหันไปบอกช่างไฟที่ยืนปรับแสงอยู่ข้างๆ

            ธันว่าไง” ผมถามคนที่กอดผมยังไม่ปล่อย

            “ได้สิ

            “…”

            “วันนี้ตามใจปริ้น

            “ขอบคุณนะ” ผมยิ้มทั้งน้ำตา มือหนาเอื้อมมือมาเช็ดน้ำตาให้ผมอย่างแผ่วเบา ทุกอย่างที่เกิดขึ้นตอนนี้เหมือนผมกำลังอยู่ในความฝัน

            ไม่ใช่ธนูคนเดียวกับที่เคยผลักไสผม…

            ช่างไฟกลับมาอีกครั้งพร้อมกล่องสีขาวทรงสีเหลี่ยม เขายื่นมันมาให้ธนูก่อนที่จะเปิดกล่องออกเผยให้เห็นแหวนสีเงินเกลี้ยงมีเพชรสีขาวเล็ดเล็กๆประดับอยู่ตรงกลาง

            สวยไหม” ธนูถามความเห็นของผม

            “สวยสิ

            “งั้นหรอ” เขายิ้มนิดๆก่อนจะหันไปมองที่ช่างกล้อง “เริ่มถ่ายเลยครับ

            “ครับ งั้นพร้อมนะ

            ผมรีบหันกลับมาสนใจคนตรงหน้าทันทีที่ได้ยินว่าพวกเขาพร้อมถ่าย ธนูยิ้มให้ผมอีกครั้ง รอยยิ้มของเขาอบอุ่นจนผมเผลอคิดว่าตอนนี้

            เรากำลังจะแต่งงานกันจริงๆ

            เขาค่อยๆย่อตัวคุกเข่าลงตรงหน้าผม มือที่คุ้นเคยเอื้อมมาจับมือผมไปอย่างทะนุถนอม ริมฝีปากได้รูปยกยิ้มขึ้นอีกครั้ง เขาหยิบแหวนออกมาจากกล่องก่อนจะสอดเข้ามาที่นิ้วนางของผมช้าๆ

            “แต่งงานกันนะครับ

            “…!!!!”

            ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงเสียงรัวชัตเตอร์ที่ยังคงดังขึ้นเป็นระยะ น้ำตาที่แห้งหายกลับไหลออกมาอีกครั้ง แม้จะรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง   

            แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าผมมีความสุขมากๆ

            แต่งครับ” 

            ถ้ามันคือความฝัน ผมก็ไม่อยากจะตื่น

            ผมเริ่มรู้สึกถึงโลหะเย็นที่สวมเข้ามาในนิ้วนางของตัวเอง ทุกอย่างรอบข้างเหมือนมีแค่ผมกับเขา แววตาอ่อนโยนช้อนมองผมก่อนที่ริมฝีปากคู่สวยจะระบายยิ้มออกมาบางๆ ริมฝีปากอุ่นๆสัมผัสกับหลังมือผมอย่างแผ่วเบา

            รัก” ผมพูดคำเดิมๆที่อาจจะดูไร้ค่าออกไป ไม่มีคำพูดใดที่จะหาได้ดีกว่าคำๆนี้

            รักมากเหลือเกิน

            “ครับ รู้ธนูตอบกลับมาพร้อมกับเสียงชัตเตอร์รอบสุดท้ายก่อนทุกอย่างจะเงียบลง

            ผมค่อยๆหันไปหากล้องก่อนจะเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มทั้งสองข้างออกลวกๆ แม้ว่าทุกอย่างมันอาจจะเป็นแค่การจัดฉาก แต่ผมมีความสุขมากๆ

            ต่อไปเดี๋ยวเราจะไปถ่ายในห้องสตูนะครับ เดี๋ยวผมจะเอาชุดมาให้เปลี่ยน เข้าไปรอข้างในก่อนนะครับช่างไฟเดินมาบอกผมก่อนจะระบายยิ้มนิดๆเมื่อเห็นว่าผมร้องไห้ออกมา

            ขอบคุณทุกคน

            ขอบคุณที่ทำให้ผมมีวันนี้

            ธันขอบคุณนะ” ผมจับมือคนที่ยืนอยู่ใกล้แน่น กลัวว่าหลังจากวันนี้เราจะหายจากกันไปจริงๆ

            ผมกลัว…

            ทั้งๆที่ความรู้สึกมันบอกว่าจะเป็นอย่างนั้น

            ขอบคุณที่ยังเรียกธันเหมือนเดิม” มือข้างหนึ่งของเขาวางลงบนหัวผมก่อนจะลูบเบาๆ “ขอบคุณที่ยังเรียกชื่อนี้

            “ธันให้เราเรียกทุกวัน ทุกเวลา ทุกนาทีเลยก็ได้ถ้าจะทำให้นายอยู่กับเรา

            “…”

            “ทำไมเราถึงอยู่ด้วยกันไม่ได้ ทั้งๆที่เรารู้ว่านายก็ยังรักเราอยู่

            “รักไม่จำเป็นต้องอยู่ด้วยกัน

            “…”

            “ถึงจะอยู่ที่ไหนมันก็ยังเป็นรักเหมือนเดิม

            “ต่อให้เราจะหนีกันไปไกลแค่ไหน ธันจำไว้นะว่าปริ้นคนนี้ยังซื่อสัตย์กับรักครั้งแรกและจะเป็นแบบนั้นตลอดไป

            “ครับ

            “…”

            “กอดไหม” ธนูพูดพร้อมอ้าแขนอีกครั้ง ผมไม่เคยปฏิเสธอ้อมกอดนี้ได้เลยสักครั้ง

            “กอดนานๆนะ” ผมวิ่งเข้าไปในอ้อมกอดนั้นอย่างไม่หยุดตัดสินใจ โอกาสแต่ละครั้งมีค่าและผมจะไม่ยอมให้มันศูนย์เปล่า

            เวลาก็เหมือนกัน…ใช้ทุกนาทีให้มีค่าที่สุดเหมือนเป็นช่วงเวลาสุดท้าย

            ขอบคุณที่ทำให้เรารู้จักคำว่ารัก คำว่ารอ คำว่าตลอดไป” ผมพูดในอ้อมกอดที่อบอุ่นที่สุด

            ต่อให้มีใครเข้ามา ไม่ว่าจะหล่อกว่า ดีกว่า รวยกว่า หรือนิสัยดีกว่าผมก็ไม่สน ผมไม่ได้ต้องการคนที่ดีไปทุกอย่าง ผมต้องการคนที่พอดี

            และคนๆนี้อยู่ตรงหน้าผมแล้ว

            ปริ้น

            “หืม?

            “ถ้าสมมติมีคนๆหนึ่งรู้ว่าตัวเองเป็นคนมีดวงกินคู่ชีวิต ปริ้นจะยังอยู่กับเขาอยู่ไหม

            “อยู่สิ

            “เพราะอะไร

            “คนรักกันเขาต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกัน เราไม่กลัวหรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นข้างหน้า ถ้าเราจะตายมันคงเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากๆและเราเองก็คงตายอย่างสงบ

            “…”

            “เพราะเราใช้เวลาทุกนาทีอย่างมีค่ากับคนรักของเราแล้ว

            “…”

            “ถ้าจะตายเราก็ไม่กลัวหรอก

            “ไม่กลัวเลยงั้นหรอ

            “ไม่ครับ เราคิดว่าการที่เรารักเขาแล้วเขาก็ต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขไปกับเรา ไม่ปล่อยให้เราเจอปัญหาอยู่ฝ่ายเดียว

             “…”

            “และถ้าคนที่ธันพูดถึงคือตัวธันเอง ธันคงได้คำตอบแล้วนะ

            “…!!!” เสียงหัวใจของคนในอ้อมกอดเต้นแรงขึ้นมาทันทีที่ผมพูดคำนี้ออกมา ผมไม่รู้ว่าตอนนี้เขาต้องการจะสื่ออะไร

            แต่ปกติธนูไม่เคยถามผมแบบนี้

            ให้เราจับมือกันแล้วผ่านเรื่องพวกนี้ไปพร้อมกันได้ไหม

            “มันไม่ใช่แบบนั้นหรอก

            “…”

            “ยังไงก็ทำแบบนั้นไม่ได้ มันดูเห็นแก่ตัวเกินไป

            “ไม่หรอกธัน สิ่งที่เราฝืนตัวเองมากกว่าที่เรียกว่าเห็นแก่ตัว

            “…”

            “ให้ความรักอยู่เหนือเหตุผลได้ไหม

            ยังไม่ทันที่ผมจะพูดอะไรต่อพี่ช่างไฟก็เดินออกมาตาม พวกเขาดูมีความสุขในการถ่ายรูปและจัดท่าทางให้ผม ติดก็แต่สายตาที่ดูจะสงสารผมเหลือเกิน

            อย่าว่าแต่พวกเขาผมก็ยังสงสารตัวเอง

 

            ขอบคุณมากนะครับผมยกมือไหว้พี่ๆทีมงานก่อนจะเดินไปรับใบเสร็จรับรูปที่นัดไว้อีกหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้า

            ไปเถอะธนูที่ยืนรออยู่พูดขึ้น ผมหันไปยิ้มให้เขาก่อนจะเดินออกมาจากร้าน

            เราจะไปไหนกันต่อหรอ

            ขออย่าพึ่งพาผมกลับบ้าน…ผมยังไม่อยากกลับ

            อยากไปไหนล่ะ

            “ที่ๆเราเจอกันครั้งแรก

            “…”

            “อีกหนึ่งชั่วโมง เจอกันที่นั่นนะ

            “ไม่ไปพร้อมกัน?

            “ไม่ล่ะ

            “…?”

            “เรามาทำให้วันนี้เป็นวันแรกที่เราเจอกันเถอะ” ผมยิ้มอีกครั้ง หัวใจมันพองโตจนรู้สึกเหมือนจะระเบิด ผมมีความสุขมาก

            และอยากให้มันเป็นแบบนี้ไปตลอด

            “โอเคงั้นเจอกัน

            “ที่เดิมนะ” ผมย้ำเขาอีกครั้ง

            “ครับ

            “…”

 

            “ที่เดิม
 

 

            ผมมาถึงเวลานัดก่อนเวลาเกือบสิบนาที ผมไม่รู้ว่าเราจะมีช่วงเวลาแบบนี้อีกเมื่อไหร่ ผมเลยอยากจะทำให้มันมีค่าและน่าจดจำ ผมมักจะคิดแบบนี้เสมอ อยากจะทำทุกวันให้ดีที่สุดให้เหมือนเป็นวันสุดท้ายในชีวิต

             ที่เดิมที่เราเจอกันครั้งแรกคือร้านเช่าหนังสือที่อยู่ละแวกบ้านของผม แต่ก่อนผมชอบอ่านหนังสือมากและมักจะแวะไปเช่าหนังสืออ่านอยู่บ่อยๆ จนไปเจอกับธนูที่แวะมาส่งเพื่อนของเขาที่ร้าน นั่นเป็นครั้งแรกที่เราเจอกัน

            ช่วงเวลาของผมกับธนูมันสั้น เวลาที่เรารักกันเหมือนพึ่งเกิดขึ้นในวันนี้และจบลงในเช้าของอีกวัน ช่วงเวลาที่ผมคิดว่ามันคือฝันดีที่สุดก่อนจะกลับมาสู่โลกของความเป็นจริงหรือที่ผมเรียกมันว่าฝันร้าย

            นาฬิกาบอกเวลาหกโมงเย็น ผมหันไปตามเสียงรถที่คิดว่าน่าจะเป็นเขาแต่ก็ไม่ใช่ รถราผ่านไปมาตลอดเส้นทางสายนี้ ผมหันไปมองร้านเช่าหนังสือที่ตอนนี้เหลือเพียงแค่ห้องปูนเล็กๆที่ปล่อยรกร้างไว้มานานแรมปี เห็นแบบนี้ผมก็อดเสียดายไม่ได้

            ถ้าเป็นแต่ก่อนผมช่วงที่เลิกกันแรกๆผมจะมาที่นี่บ่อยมากจนเจ้าของร้านคิดจะขายที่นี่ให้กับผมและถ้าผมมีเงินก้อนหนึ่งในตอนนั้นผมคงไม่ลังเลที่จะซื้อมัน แต่เพราะผมไม่มี

            ตอนนี้เลยเป็นที่ๆหนึ่งที่ดูเหมือนห้องผีสิงในซอยก็เท่านั้น

            ผมยังคงก้มมองนาฬิกาข้อมืออยู่ตลอดทุกๆหนึ่งนาที ปกติแล้วธนูเป็นคนตรงต่อเวลา เขาไม่เคยมาสาย ถ้ามีธุระด่วนจริงๆเขาจะโทรมาบอกผมก่อนเสมอ แต่นี่ไม่เหมือนแต่ก่อน

            ตอนนี้เราเลิกกันแล้ว

            ความรักมันเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว

            เปาะ!

            เม็ดฝนค่อยๆร่วงล่นลงมาจากท้องฟ้า เสียงฟ้าร้องในยามเย็มช่างเป็นใจกับสถานที่ๆดูรกร้างจนน่าขนลุก ผมค่อยๆย้ายตัวเองเข้ามาหลบฝนในร้านที่มีหลังคายื่นออกมาให้พอที่จะยืนหลบฝนที่กำลังจะตกหนักในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า

            เสียงฟ้าร้องดังขึ้นติดๆ ผมพยายามทำตัวให้เล็กที่สุดเพื่อที่จะไม่ให้ตัวเองเปียกไปมากกว่านี้ ในมือของผมยังถือถุงกระดาษสีน้ำตาลที่พี่ปืนให้ไว้ตั้งแต่ตอนอยู่ที่ร้านแต่ผมยังไม่ได้เปิดดู

            ถุงสีน้ำตาลค่อยๆเปิดปากออกพร้อมกับของสามอย่างที่วางอยู่ในถุงอย่างดี ผมหยิบของสิ่งแรกออกมาด้วยมือที่สั่นเทา ไม่ใช่เพราะหนาวแต่เพราะมันคือของๆผม

            ของๆผมตั้งแต่แรก

            กรอบรูปสีขาวสะอาดไร้ลวดลายมีรูปใบหนึ่งที่ถูกฉีกเป็นสองซีกถูกแปะด้วยเทปใสลวกๆไม่มีความละเอียด ในรูปเป็นภาพของคนสองคนที่ยืนจับมือกันอยู่ที่ริมหาด แม้จะเห็นใบหน้าแค่ครึ่งซีกเพราะเป็นช่วงพระอาทิตย์ตกดินแต่ผมก็รู้ว่าภาพนั้นคือภาพแรกของผมกับธนู

            เขาฉีกมันออกจากกัน ทั้งๆที่รูปนี้มีแค่ใบเดียว

            ของอย่างที่สองที่อยู่ในถุงคือตุ๊กตาเด็กผู้ชายตัวเล็กที่ผมเคยให้เขาเมื่อตอนคบกันได้ครึ่งปี ตุ๊กตาที่ผมใช้เวลาเก็บเงินเพื่อที่จะซื้อเกือบๆสามเดือน ผมคิดว่ามันน่ารักและเหมาะกับธนูมาก ผมยังจำภาพที่เขาเห็นตุ๊กตาตัวนี้ได้อย่างดี เขาทั้งแปลกใจ ดูเหมือนไม่ชอบ แต่ก็พกมันไว้ติดตัวอยู่ตลอด

            ผมอัดเสียงมันไว้ให้เขาฟังเวลาที่เราไม่ได้อยู่ด้วยกัน

            ปริ้นรักธัน รักธันที่สุด รักมากนะครับ รู้ตัวไหมธันของปริ้น

            เสียงที่ร่าเริงดังออกมาจากตุ๊กตาในมือ แม้เสียงจะฟังไม่ค่อยชัดแล้วแต่มันแสดงให้เห็นว่าแต่ก่อนผมมีความสุขมากแค่ไหน ช่วงเวลาที่มีธันอยู่ผมไม่เคยเลยสักวินาทีที่จะร้องไห้หรือเสียดายเวลา แต่ในตอนนี้ผมไม่เหมือนคนเดิมในอดีตอีกต่อไปแล้ว

            ผมกลับไปร่าเริงแบบนั้นไม่ได้อีกแล้ว

            ปริ้นรักธัน รักธันที่สุด รักมากนะครับ รู้ตัวไหมธันของปริ้น

            ผมกดเล่นซ้ำๆ เหมือนเป็นการตอกย้ำตัวเองแต่ผมกลับยิ้มไม่หุบ ช่วงเวลาตอนนั้นผมเองคงมีความสุขมาก สุขจนลืมเก็บความสุขนั้นไว้เผื่อตอนที่ตัวเองทุกข์

            คิดถึงนะธัน” ผมพูดเสียงดังสู้กับฝนที่ตกกระหน่ำลงมาไม่มีท่าทีว่าจะหยุด

            เข็มนาฬิกายังคงเดินต่อไปเรื่อยๆมีเพียงแค่แสงไฟจากบ้านเรือนข้างๆกับรถที่ผ่านไปมาเท่านั้น นี่ก็เกือบสิบห้านาทีแล้วที่เขาเลยเวลา

            เขาบอกว่าจะมา…เขาก็ต้องมา ผมเชื่อ

            ผมหยิบสิ่งสุดท้ายที่ไม่คุ้นตาขึ้นมาดู ซองสีขาวสะอาดไม่ได้เขียนจ่าหน้าซองถึงใครหรือบอกว่าใครเป็นผู้ส่งแต่ในเมื่อมันอยู่ในถุงนี้ผมจะถือว่ามันคือของๆผม ผมค่อยๆแกะซองนั้นออกอย่างเบามือ แผ่นกระดาษแผ่นหนึ่งทำให้ผมมืออ่อนจนแทบจะเผลอปล่อยแผ่นกระดาษนั้นลงพื้น

            ตั๋วเครื่องบิน

            ในตั๋วนั้นเขียนชื่อภาษาอังกฤษของเขาไว้เรียบร้อยพร้อมกับระบุเวลาเครื่องออกตอนห้าทุ่มครึ่งของวันนี้ ผมอ่านทุกตัวอักษรอย่างละเอียดก่อนจะตัดสินใจเก็บมันเข้าซองเหมือนเดิม

            เขาจะหนีผมไปอเมริกา

            เขาเก่งมากที่คิดจะหนีผมไปที่นั่น เพราะมันคือที่ๆคนอย่างผมไม่มีปัญญาไปได้

            แม้ทำงานทั้งชีวิตผมยังไม่รู้ว่าจะมีโอกาสไปได้ไหม

            แสงไฟหน้ารถสาดส่องเข้ามาในร้านจนผมต้องยกมือขึ้นมาบังตาก่อนที่ไฟนั้นจะดับลง เสียงรองเท้ากำลังเดินมาทางผมและผมมั่นใจว่าเขามาแล้ว

            ธนูมาแล้ว

            “วันนี้นายมาสายนะ” ผมแกล้งพูดทักทายเหมือนผมไม่รู้ว่าเขากำลังคิดจะทำอะไร

            “รถติด” เขาพูดสั้นๆก่อนจะเดินเข้ามายืนหลบฝนข้างๆผม

            “อืม เรารู้ ฝนตกหนักนี่เนอะ” ผมหัวเราะออกไปทั้งๆที่มันไม่มีอะไรตลก อยากจะร้องไห้แต่ก็ไม่อยากทำให้เขาไม่สบายใจ

            ในเมื่อเขาคิดจะไป ครั้งนี้ผมคงรั้งไม่ได้จริงๆ

            “เปียกหมดแล้ว” เขาหันมามองหน้าผมก่อนจะค่อยๆใช้มือเข้ามาลูบน้ำฝนออกจากใบหน้าของผมอย่างแผ่วเบา

            มันช่างอ่อนโยนจนผมอดที่จะเคลิ้มตามไม่ได้

            ถ้าเป็นแบบนี้ตลอดไปก็คงดี

            “ธันเองก็เปียก เราเช็ดให้นะ” ผมพูดพร้อมหยิบผ้าเช็ดหน้าที่พกประจำขึ้นมาซับใบหน้าของเขา

            “ปริ้น” เสียงนิ่งๆที่เรียกชื่อผมทำให้ผมใจสั่นไม่น้อย เหมือนเสียงนั้นกำลังจะบอกอะไรผมสักอย่าง

            และคิดว่ามันคงไม่ใช่เรื่องที่ดี

            “ธันเปียกไปหมดเลย เดี๋ยวต้องไม่สบายแน่ๆ กลับไปต้องรีบกินยาเลยนะ

            “ปริ้น

            “แล้วอย่าลืมห่มผ้า ก่อนนอนขอให้นาวาเอานมอุ่นๆขึ้นมาให้หรือไม่ก็น้ำเต้าหู้นายจะได้นอนหลับสบาย

            “ปริ้น

            “ถ้าพรุ่งนี้ยังไม่ดีขึ้นก็อย่าฝืนไปทำงานอย่าฝืนนะ ฮึกเข้าใจไหม ว่าอย่าฝืน

            “ปริ้นกำลังฝืน

            “…”

            “เป็นอะไร บอกได้ไหม” เขาถามด้วยน้ำเสียงอ่อนลง ผมเงยหน้าขึ้นไปสบตากับเขาพร้อมน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างเก็บไม่อยู่อีกต่อไป

            แค่รู้ว่าเขาจะไป ทำไมมันปวดใจแบบนี้

            อาจเพราะเขาหนีผมไปในที่ๆผมไม่มีทางแอบตามหรือแอบไปเจอเขาได้อีกต่อไป

            ไม่มีอีกแล้วสินะ…

            “เราไม่เคยปิดอะไรธันอยู่แล้ว

            “…”

            มีแต่ธันที่ปิดเรา ธันไม่เคยยอมบอกอะไรเราเลย” มือหนาเอื้อมมาปาดน้ำตาผมออกอย่างทะนุถนอม แววตาฉายความเจ็บปวดออกมาไม่ต่างจากผมที่กำลังเป็นอยู่

            มันบีบหัวใจจนแทบจะแหลกสลายลงตรงนี้

            “ธันเก่งที่คิดจะหนีเราไปอยู่ที่อื่น

            “…”

            “เพราะธันรู้ใช่ไหมว่าเราจะตามไปที่ๆนั้นไม่ได้

            “…”

            “เราจนเรารู้ตัวเองตลอดและไม่เคยเกลียดที่ตัวเองจน แต่เราเกลียดที่เราทำได้แค่นี้

            “…”

            “เราตามธันได้แค่นี้” ขาผมเหมือนจะอ่อนแรงลงไปดื้อๆ ผมค่อยๆทรุดตัวนั่งลงไปกับพื้นก่อนจะร้องไห้ออกมาเสียงดังเหมือนกับตอนนี้ผมอยู่ที่นี่คนเดียว

            ผมต้องอดทนกักเก็บความรู้สึกแบบนี้มาโดยตลอด ผมไม่เคยขอให้ใครสงสาร ไม่เคยขอให้ใครเห็นใจ แต่ในตอนนี้สิ่งที่ผมเก็บไว้มันมากเกินไปจนทะลักออกมาให้คนอื่นได้เห็น

            ผมเจ็บ ผมทรมาน

            “มันน่าอึดอัดมากเลยหรอที่เราคอยมาให้ธันเห็นจนธันจะหนีเราไปที่อื่น

            “…”

            “หมดรักเราจนไม่อยากเจอหน้ากันแล้วใช่ไหม” ผมถามเสียงเบาจนไม่รู้ว่าเขาได้ยินสิ่งที่ผมพูดไหม อาจจะดูว่าผมทำตัวไร้ค่า วอนขอให้เขากลับมา

            แต่ถ้าวันนึงเรารักใครสักคนมากๆจนไม่อยากจะเสียเขาไป เราจะยอมทำทุกอย่างให้เขาอยู่

            ถึงแม้เขาจะไม่อยากอยู่ก็ตาม

            “ปริ้นขอโทษ” ผมหายใจถี่ ดวงตาเริ่มพร่าเบลอเพราะม่านน้ำตามาแทนที่ ผมเห็นเพียงร่างของธันค่อยๆย่อตัวลงมาสวมกอดผมไว้หลวมๆ

            “หยุดร้องนะ

            “…”

            “ปริ้นร้องไห้มามากพอแล้ว ปริ้นหยุดร้องนะ

            “ปริ้นรักธัน รักมาก รักมาตลอด

            “ถึงวันนี้เราไม่จากกัน อีกไม่นานเราก็ต้องจากกันอยู่ดี

            “เราไม่สนอนาคต เราสนปัจจุบันตอนนี้

            “…”

            “แค่อยากให้ธันอยู่ อยากให้ธันกลับมา

            “…”

            “คบกับปริ้นอีกครั้งได้ไหม

 




 

100 per

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

390 ความคิดเห็น

  1. #306 Nest (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2558 / 19:57
    เจ็บไปหมดแล้ว
    #306
    0
  2. #305 nana0330 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2558 / 21:17
    ฮืออออ เข้าใจปริ้นเลย ประสบการณ์ตรง สงสารปริ้นจัง ทำได้แต่ร้องไห้ขอให้เค้ากลับมา สู้ๆนะปริ้น สู้ๆนะ T^T
    #305
    0
  3. #304 somelight (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2558 / 18:02
    น้ำตาเล็ดเลยจ้าาา
    #304
    0
  4. #303 BaiTong23 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2558 / 11:49
    เสียน้ำตา
    #303
    0
  5. #302 toki226 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2558 / 10:52
    สงสารปริ้นว่ะพี่ธัน สงสารพี่เหมือนกัน ฮืออออ
    #302
    0
  6. #301 Fishchy (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2558 / 00:24
    ธันจะไปจริงๆเหรอ สงสารปริ้นฮื่อออออออ
    #301
    0
  7. #300 jasuhimo (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2558 / 22:01
    สงสารปริ้นท์ ทำไมธันไม่ต่อสู้ไปด้วยกัน ทำไมต้องยอมแพ้อ่ะ บ่อน้ำตาแตกเลยยย
    #300
    0
  8. #299 พัณณพัฒน์ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2558 / 21:45
    สงสารปริ๊นที่สุดธันจะตัดสินใจยังไง
    #299
    0
  9. #298 โพสต์รูปภาพ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2558 / 08:41
    ซึ้ง ร้องไห้เลย ฮือๆๆๆๆๆ :'(
    #298
    0
  10. #297 BaiTong23 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2558 / 21:20
    ร้องไห้
    #297
    0
  11. #296 Nest (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2558 / 17:00
    ที่เดิมนะ ต้องมานะ
    #296
    0
  12. #295 พัณณพัฒน์ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2558 / 22:56
    ธนูจะเอางัยจะทิ้งปริ้นหรือจะสุ้ไปด้วยกัน มันหน่วงจัง
    #295
    0
  13. #294 Nest (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2558 / 19:48
    เห้ยอะไรอ่า~~~อันนี้จริงหรือหลอก?? ไม่เอาๆอย่าทำร้ายปริ้น ฮื่อออ
    #294
    0
  14. #293 BaiTong23 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2558 / 17:33
    เสียน้ำตา
    #293
    0
  15. #292 Hazel_nut (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2558 / 00:35
    ยังไงแน่เนี่ย สงสารปริ๊น นี่จะร้องไห้อ่ะ อึดอัดทรมานใจราวกับเป็นปริ๊นเสียเอง ฮืออออออ TOT
    #292
    0
  16. #291 พัณณพัฒน์ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2558 / 22:56
    งือออธนูขอปริ้นส์แต่งงานจริงๆใช่มั้ย นั่นคือแผนที่ธนุทำใช่มั้ย
    #291
    0
  17. #290 huszii (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2558 / 22:02
    นี้คือเปนแผนหรอกใช่ป่ะที่ว่าจะกอดกันครั้งสุดท้ายไรเนี่ย แต่จริงๆแล้วธนูขอปริ้นแต่งงานจริงๆใช่ไหม
    #290
    0
  18. #289 aj68 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2558 / 21:50
    คือร้องไห้ ... TT
    แต่งจริงป่ะ
    #289
    0
  19. #288 Nest (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2558 / 00:24
    ทำไมจะไม่ได้เจอ... ไม่เอาๆ
    #288
    0
  20. #287 Fishchy (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2558 / 02:30
    เฮ้อออออหน่วง สงสารปริ้นจังโอ้ยยย T-T
    #287
    0
  21. #286 nana0330 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2558 / 20:02
    งานดราม่าต้องมา ต่อไวๆนะคะรออ่านๆ
    #286
    0
  22. #285 DanzT (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2558 / 19:36
    นาวาน่ารัก
    #285
    0
  23. #284 พัณณพัฒน์ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2558 / 19:02
    สงสารนาวาอ่ะธนูใจร้ายที่สุด
    #284
    0