ตอนที่ 2 : PAGE 1 [YAGAWA'S LADY]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1941
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 32 ครั้ง
    23 พ.ค. 62


 

Story:Page 1

          “Pure, intense emotions. It’s not about design. It’s about feelings.”

— Alber Elbaz —

            ฉันมองแผ่นหลังกว้างของร่างสูงโปร่งในชุดบาริสต้าที่กำลังปรุงกาแฟ ที่ทำให้ทั้งร้านหอมอบอวลอย่างไม่วางตาจากโต๊ะสูงที่อยู่เยื้องมาด้านหลังของเคานท์เตอร์มาไม่มาก ท่าทางการตั้งใจในการกลั่นกาแฟ เทฟองนม และหมุนตัวนำกาแฟไปเสิร์ฟ ทุกท่วงท่าช่างเพอร์เฟ็กต์ โดยเฉพาะยามที่ใบหน้าที่เห็นกรามคมชัดเจนนั่นแย้มยิ้มน่ารัก จนดวงตากลมโตคู่นั้นหยีลงเหมือนพระจันทร์เสี้ยว ถ้าบอกว่าเขาเป็นสมาชิกบอยแบนด์เกาหลี ฉันจะไม่มีทางสงสัยเลย เพราะเขาทั้งหล่อ ทั้งน่ารัก น่าหยิกขนาดนี้ ไม่แปลกที่สาวๆทั้งหมดต้องทั้งแอบและไม่แอบจ้องเขาตาเป็นมัน โดยเฉพาะยัยป้าที่ยืนอยู่หน้าแคชเชียร์ที่เอาแต่อ่อยเขา!

            ฉันส่งสายตาพิฆาตใส่ร่างเตี้ยที่กำลังเดินก้าวมาชิดร่างสูง จนหน้าอกล้นทะลักนั่นแทบจะชน จนเขาต้องก้าวถอยหลังหนี ยัยอาจุมม่านั่น! ทำโจชัวของฉันกลัวได้ไง! ดูจากสีหน้าผวาของเขายังไม่ยอมถอยไปอีก! แถมยังไม่สนว่าสายตาของฉันคนนี้แทบจะเผาทั้งร้านได้แล้ว!

            ระหว่างที่ผู้หญิงคนนั้นกำลังจีบปากจีบคอ พูดอะไรบางอย่าง โจชัวก็หันมาหาฉัน เพื่อส่งสายตาขอความช่วยเหลือ ทำให้ยัยผู้หญิงคนนั้นหันมามองตาม จนสบสายตาของฉัน ฉันจึงไม่รอช้า แย้มยิ้มหวาน ยกมือขึ้น แล้วขยับนิ้วมือขึ้นลงเป็นเชิงเซย์ไฮ แบบในซีรี่ย์รอมคอม พร้อมส่งสายตาที่ผู้หญิงด้วยกันรู้ว่าหมายความว่ายังไง ยังดีที่เธอยังเข้าใจความหมาย ส่งยิ้มเฟคๆผสมความเบ้ปากสิบห้าองศา แล้วกลับไปทำงานของเธอต่อ ฉันจึงเปลี่ยนเป็นแย้มยิ้มสดใส ให้หนุ่มหล่อที่ยิ้มแห้งเป็นการขอบคุณแทน

            ฉันนั่งทำงานบนแล็ปท็อป พร้อมจิบไอซ์ลาเต้ที่ชงด้วยความรักจากโจชัวไปพลาง แล้วไล่กวาดตามองหาผู้หญิงที่ส่งสายตาให้บาริสต้าหนุ่มหล่อไปพลาง ส่งสายตาพิฆาตหรือเรียกร้องความสนใจจากเขาเมื่อสแกนเจอ เพื่อให้รู้ว่าเขามีเจ้าของแล้วจนกระทั่ง ถึงเวลาเลิกงานของเขาในที่สุด ฉันจึงไม่รอช้า เดินไปยืนรอเขาที่หน้าห้องพักพนักงาน ไม่นาน ประตูก็ถูกเปิดออก ฉันจึงไม่รอช้า คว้าแขนแกร่งของเขา แล้วเอ่ยขึ้นเสียงใส

            “เก่งมากจ้ะ ที่รัก นายต้องเหนื่อยมากๆแล้วแน่เลย ใช่มั้ย?”

  ร่างสูงเจ้าของใบหน้าหล่อเหลายิ้มหวาน ก่อนจะตอบด้วยภาษาอังกฤษที่ติดสำเนียงแปร่งๆอยู่หน่อย เพราะเป็นคนต่างชาติ

            “ไม่หรอก เธอต่างหาก ขอบคุณนะที่มารอ~

            ฉันกำลังจะเอ่ยต่อ แต่ก็หยุดเมื่อเห็นว่ายังมีคนอยู่ข้างหลัง

            “เฮ้ โบยอง เป็นไงบ้าง”

            ยัยอาจุมม่าคนเดิมเดินออกมาหลังจากแอบอยู่หลังประตูอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยตอบฉันด้วยภาษาอังกฤษติดสำเนียงเกาหลีของเธอ

            “ไฮเจส เหนื่อยหน่อยนะ ต้องมาเฝ้าแฟนบ่อยๆ”

            เมื่อเห็นหน้าขาวๆเหลือบเทาอย่างใกล้ที่มักจะบูดเหมือนตูดลิงทุกครั้งที่มองฉันนั่น ความรู้สึกหมั่นไส้จึงพุ่งมาถึงขีดสุด

            “ก็นะ ทำไงได้ ก็แฟนฉันคิดถึงฉันตลอดเวลานี่นา” ฉันจึงเอ่ยยิ้มๆ พร้อมกระชับแขนแข็งนั่นแน่นขึ้นกว่าเดิม ทำให้ร่างสูงที่อยู่ข้างตัวต้องยีหัว แล้วเอ่ยด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความรักใคร่

            “ก็เธอโครตน่ารักนี่นา”

            หน้าของยัยอาจุมม่านั่นดูจ๋อยไป ฉันไม่ให้โอกาสเธอพูดอะไร เอ่ยลาขึ้นทันที

  “งั้นไว้เจอกันนะ บาย~” ฉันยกมือโบกลาเล็กน้อยพอเป็นพิธี แล้วก็รีบลากร่างสูงเดินออกไป เพราะไม่อยากมองใบหน้าบูดๆเป็นตูดสีเทานั่นต่อ จนเขาไม่ทันตั้งตัว แล้วบอกลาเพื่อนร่วมงานไม่ทัน

  ท้องถนน Fifth Avenue ของนิวยอร์กยามเย็นในฤดูใบไม้ร่วงมีอากาศหนาวเล็กน้อย เมื่อลมพัดโชยมา ฉันจึงกอดแขนนั่นแน่นกว่าเดิม แล้วเอาแก้มแนบอย่างหน้าไม่อาย จนได้กลิ่นโคโลญจน์ปนเหงื่อเซ็กซี่จากร่างสูงที่เดินเคียงข้าง

  “กลิ่นผู้ชาย~

  “อี๋ ปล่อยได้แล้ว ขนลุก!” เสียงทุ้มที่ติดโทนสูงอยู่แล้ว กลับถูกเปล่งออกด้วยโทนที่สูงขึ้นไปอีก จนเกือบหลง ดังขึ้นพร้อมกับการสะบัดแขนอย่างแรง จนแขนบอบบางของฉันหลุดออกไป

  “แหม.. นี่ฟันแล้วทิ้งใช่ป่ะ ผู้หญิงหลุดแล้วสะบัดฉันกระเด็นเลยนะ” ฉันแกล้งตัดพ้อ เมื่อถูกคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแฟนเปลี่ยนท่าทีโรแมนติก มาเป็นสีหน้ารังเกียจแทนใบหน้าเวอร์ชั่นหล่อนุ่มนวล แบบที่ใช้ล่อลูกค้าสาวๆมาได้เป็นกอบเป็นกำ

  “ถ้าเธอเป็นมนุษย์มีนม แต่ไม่มีหนวด ก็อย่ามารุ่มร่ามกันฉันนะ อี๋” โจชัวเอ่ยแล้วเบ้ปาก ถอดแบบสีหน้าของยัยอาจุมม่านั่นมาไม่ผิด ใช่แล้วล่ะ! โจชัวไม่ใช่แฟนหนุ่มของฉัน แต่เพื่อนเกย์หนุ่มสุดหล่อต่างหาก!

  “แล้ววันหลังไม่ต้องกอดแขนก็ได้นะ เหมือนเธอจะเอาหน้าอกมาโดน สยอง..”

  เมื่อโจชัวพูดอย่างนี้ ฉันจึงแกล้งอ้าแขนออกกว้าง เหมือนเตรียมโผกอด จนร่างสูงต้องรีบถอยหนี แล้วร้องเสียงหลงด้วยความหวาดกลัวสุดฤทธิ์

  “ม่ายย!!!

  “ล้อเล่นน่า ไม่กอดนายหรอก” ฉันหัวเราะขำ เมื่อเห็นรีแอ๊คชั่นหน้าเหวอ บวกกับผวา ราวกับมีคนจะมาทำมิดีมิร้ายของโจชัว

  ฉันรู้จักโจชัวมาได้สี่ปีแล้วล่ะ ตั้งแต่ก่อนที่ฉันจะมาอยู่นิวยอร์กยาวอย่างนี้ซะอีก เขายังคงนิสัยเหมือนเดิม ไม่เคยเปลี่ยน น่ารัก ใจดี อ่อนน้อมถ่อมตน แต่ก็มีโลกส่วนตัวสูง

และที่สำคัญ เขาก็ยังกลัวหน้าอกและการแตะเนื้อต้องตัวไม่เคยเปลี่ยน

            ส่วนฉันชื่อเจสสิก้า ยูน ตามสำเนียงอังกฤษ หรือว่า อวิ๋น ตามสำเนียงจีน ที่นามสกุลจีนจ๋าขนาดนี้ เพราะว่าพ่อของฉันเป็นคนไต้หวันที่โตในไทย เพราะอย่างนี้ ฉันจึงถูกเลี้ยงมาเหมือนกับเด็กไทยทุกอย่าง สกิลภาษาจีนของฉันจึงถือว่า..ค่อนข้างแย่สำหรับลูกครึ่งอ่ะนะ ส่วนใหญ่ก็ฟังได้เข้าใจได้เกือบทั้งหมด พูดโอเค เขียนอ่านพอไหว แต่ถ้าเทียบกับภาษาไทยกับภาษาอังกฤษแล้ว ถือว่าเป็นอันดับสุดท้าย เพราะฉะนั้น โจชัวจึงมักจะเลือกใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารกับฉันเป็นภาษาอังกฤษมากกว่าภาษาแม่ของเขา

            ฉันกับโจชัวเดินมาที่หอพักของเขา ซึ่งอยู่ไม่ไกลมากจากร้านกาแฟที่เขาทำงาน

            “ดื่มอะไรมั้ย” โจชัวเอ่ยขึ้น ขณะถอดรองเท้าไว้ที่ข้างประตู ฉันส่ายหน้า

            “ไม่เป็นไร อิ่มกาแฟนายจะตายอยู่แล้ว”

            “โอเคๆ” เขาเอ่ยตอบรับ ก่อนจะหายไปที่ห้องนอนของเขา ในหอนี้เป็นของวิทยาลัยของโจชัว ในห้องหนึ่ง จึงมีห้องน้ำสองห้อง ห้องนอนสองห้องและห้องนั่งเล่นรวม ที่มีทั้งครัวและโต๊ะกินข้าว สำหรับคนสี่คน แต่ว่าโจชัวโชคดีที่ไม่มีรูมเมท เขาจึงได้ครองห้องนอนคนเดียวไปอย่างโชคดี แต่ว่าก็ยังมีผู้ชายอีกสองคนที่แชร์ห้องรวมอยู่

            ไม่นาน เขาก็กลับออกมา พร้อมกับหนังสือกองหนึ่ง ก่อนจะกลับเข้าไปอีกครั้ง แล้วครั้งนี้ก็มีบอร์ดกระดาษแข็งมาแทน ฉันที่เปิดดูหนังสือภาพไปพลางๆ จึงเหลือบมอง แล้วเห็นว่ามันเป็นมู้ดบอร์ดขนาดใหญ่ ที่เต็มไปด้วยด้วยรูปของนิตยสารแฟชั่นและหนังสือต่างๆ รวมทั้งตัวอย่างชนิดผ้าและสีโทนหลากหลายแบบ ที่ยังไม่ได้แปะติดกับบอร์ดทั้งหมด

            “มู้ดบอร์ด*ของนายเหรอ” ฉันเอ่ยถามด้วยความสนใจ

            “อื้ม มันดูโอเคมั้ย” โจชัวถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่มั่นใจเล็กน้อย

            “โอเค ไม่สิ มันดูเจ๋งมากเลยล่ะ” เมื่อได้ยินฉันพูดแบบนี้ เขาจึงยิ้มขึ้นมา อย่างโล่งใจ

            [*มู้ดบอร์ด (mood board) คือกระดานรวบรวมความคิดและแรงบันดาลใจ ดีไซน์เนอร์มักจะเก็บภาพ สี หรืออะไรก็ได้ที่สนใจแล้วนำมาแปะรวมกันไว้ก่อนจะลงมือดีไซน์งานชิ้นต่างๆ]

  ฉันรู้จักกับโจชัวตั้งแต่เกรดสิบเอ็ด เราย้ายมาเรียนที่ไฮสคูลในอเมริกาปีเดียวกัน  โจชัวเป็นคนจีนที่มาจากมณฑลฝูเจี้ยน ตอนที่เจอเขาครั้งแรก ฉันดูไม่ออกเลยว่าเขาเป็นเกย์ เขาหล่อน่ารักมากๆ นิสัยซอฟท์นุ่มนวลและทำให้ฉันนึกถึงลู่หาน สมาชิกที่เคยอยู่วง EXO บอยแบนด์ที่ฉันคลั่งไคล้มาก พอสนิทกันมากขึ้น เขาจึงค่อยเปิดเผยเรื่องรสนิยมทางเพศที่เก็บเป็นความลับมาอย่างยาวนาน ซึ่งทำให้ยิ่งกรี๊ดเข้าไปใหญ่แล้วสนิทกันมากกว่าเดิม พอเรียนจบ โจชัวก็ได้เข้าเรียนในสถาบันดีไซน์ชื่อดังในระดับมหาลัยทางด้านแฟชั่นอย่างที่ใฝ่ฝันจริงๆ ส่วนฉันเองก็สอบติดมหาวิทยาลัยสาขาไฟแนนซ์ที่นิวยอร์กเหมือนกัน พวกเราจึงได้มีโอกาสเจอกันบ่อยๆ โดยเฉพาะยามที่เขาใช้ให้ฉันเป็นไม้กันหมาผู้หญิงเป็นต้น แต่ที่เขาต้องทำอย่างนี้ มันก็โทษเขาไม่ได้หรอกนะ เพราะมีเหตุผลบางอย่าง..

 “แล้วรูปพริกหยวกนั่นคืออะไรน่ะ” ฉันถามอย่างงงๆ เมื่อเห็นรูปพริกหยวกที่ถูกตัดแปะอยู่บนมู้ดบอร์ดของโจชัว เขาจึงตอบอย่างกระตือรือร้น

 “อ๋อ ฉันกะจะเอากระดาษมาห่อพริกหยวก แล้วเอาซิลลูเอตที่ได้มาเดรปปิ้งเป็นชุดน่ะ”

 “เฮ้ย เจ๋งอ่ะ” ฉันเอ่ยชมด้วยความทึ่ง โจชัวเป็นคนที่มีความคิดเป็นของตัวเองมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เขามักจะหยิบของที่คนคิดไม่ถึงมาสร้างสรรค์เป็นอะไรแหวกแนวและเท่เสมอ

 “ธีมที่ฉันคิดจะทำคือ Amalgamated Gender ที่หมายความว่าการรวมตัวของเพศน่ะ ฉันอยากทำเสื้อผ้าที่เป็นยูนิเซ็กซ์แบบยูนิเซ็กซ์จริงๆ” ดีไซน์เนอร์ฝึกหัดหนุ่มอธิบาย แววตาของเขาเป็นประกายเมื่อพูดถึงชิ้นงานของเขา “แบบไม่ใช่ยูนิเซ็กซ์ที่แค่ให้ผู้หญิงใส่เสื้อไหล่กว้าง แต่ฉันอยากลองเอาสูทมาทำเป็นเดรส แล้วให้ผู้ชายใส่ ผสมความ avant-garde** ลงไป”

               [**avant-garde (อาว็อง-การ์ด) มาจากภาษาฝรั่งเศษแปลว่ากองหน้า มักจะใช้กับงานศิลปะที่แหวกแนว แปลกใหม่ กล้าท้าชนขนมธรรมเนียมดั้งเดิม]       

 ฉันไล่มองภาพถ่ายของภาพวาดและรูปปั้นยุคโรมันที่ส่วนใหญ่เปลือยข้ามไปเร็วๆ ไปยังรูปถ่ายอื่นๆอย่างภาพถ่ายของบัลเล่ต์แทน แล้วสัมผัสเนื้อผ้าสีแดงก่ำออกม่วง ก่อนจะเอ่ย

 “ผ้ากำมะหยี่เหรอ ฉันชอบนะ”

 “จริงเหรอ ขอบคุณนะ”

 “แล้วรูปถ่ายกองนั้นมันอะไรน่ะ” ฉันเอ่ยถาม

 “อ๋อ” เขาหยิบรูปกองเล็กที่ถูกกองหนังสือทับไว้มาให้ฉัน

 “แฟชั่นโชว์ปีที่แล้วของ ‘CHASE YAGAWA’ ดีไซน์เนอร์คนโปรดของฉันน่ะ”

 “อ๋อ เหมือนฉันจะรู้จักนะ” ฉันพยักหน้ารับ แล้วเค้นความจำในสมองออกมา 

 CHASE YAGAWA เป็นแบรนด์เสื้อผ้าผู้ชายที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาไม่กี่ปี โด่งดังมากในเรื่องของความบ้าบิ่น ดีไซน์และซิลลูเอต***ที่แปลกใหม่สำหรับเสื้อผ้าสตรีทสไตล์ของผู้ชาย จึงทำให้เหล่าเซเล็ปฮิตกันใส่ จนกลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์อยู่ช่วงหนึ่ง ถึงกระแสจะซาลงไปแล้ว ทว่ายอดขายและความป๊อบปูล่าในหมู่เซเล็ปก็ยังคงเพิ่มขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง ที่เจ๋งไปกว่านั้น ดีไซน์เนอร์ผู้ก่อตั้งแบรนด์ยังหนุ่มอยู่ด้วย! เชื่อกันว่า เขาจะเป็น Alexander Wang คนต่อไป

[***ซิลลูเอต (silhouette) หมายถึงภาพเงาหรือเค้าโครง ในวงการแฟชั่น คำว่าซิลลูเอตใช้เวลาพูดถึงรูปทรงของเสื้อผ้า ภาพตัวอย่างข้างล่างแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของรูปทรงเสื้อผ้าสตรีเมื่อเวลาผ่านไป]

 “อ๋อ ฉันจำได้ เหมือนว่าเจ้าของยังหนุ่มอยู่เลยใช่มั้ย”

 “ใช่ แถมเป็นรุ่นพี่ฉันด้วยนะ” ดีไซน์เนอร์หนุ่มฝึกหัดเสริม ระหว่างที่ฉันไล่ดูผลงานของ CHASE YAGAWA ไปเรื่อยๆ ฉันเคยเห็นผลงานเขาผ่านตาในโซเชียลมีเดียมาบ้างแล้วล่ะ แต่พอได้มองดูชัดๆแบบนี้ ทำให้ฉันต้องร้องว้าวในใจ ทุกลุคบนร่างของนายแบบ เป็นการสร้างสรรค์ที่แตกต่างและดูแปลกจากดีไซน์ของแฟชั่นโชว์ของแบรนด์อื่นเป็นอย่างมาก มันดูหวือหวาและเท่ไปพร้อมๆกัน เกือบทุกชิ้นเป็นการผสมผสานอย่างลงตัวของโทนสีดาร์คและสีสด เหมือนจะเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์

 “เจส นี่ฉันสเก็ตช์ออกมาได้นิดนึงแล้วล่ะ ช่วยดูให้หน่อยได้มั้ย”

 “ได้สิ” ระหว่างที่ฉันกำลังมองดูรูปอยู่ โจชัวก็เรียกฉันให้มาช่วยวิจารณ์ร่างแบบสเก็ตช์ของเขา ฉันวางรูปในมือลงบนโต๊ะ ก่อนจะเดินไปดูภาพที่ถูกร่างบนสมุด

 “โห นี่มันอะไรน่ะ” ฉันอุทานด้วยความแปลกใจ ภาพสเก็ตช์ของโจชัวเป็นดีไซน์อะไรที่แปลกมาก ไม่ใช่แปลกแบบที่คนร้องว้าว แต่อ้าปากอึ้งและงงมากกว่าในตอนแรก และต้องใช้เวลามองดูมันซักพัก ก่อนจะต้องร้องในใจว่าเจ๋ง

 มันดูเหมือนชุดแซ็คยาวที่ผสมสูทลงไป แต่สูทกับเนคไทที่ล่นไปอยู่ตรงเอว แล้วมีอะไรที่เหมือนแขนเสื้อห้อยลงมาจนดูฟู่ฟ่า มันดูเท่ดีนะ เท่แบบแปลกมาก ส่วนตรงคอเสื้อ ก็เป็นแขนกุดที่มีดีเทลเยอะและละเอียด บ่งบอกว่าเขาตั้งใจร่างมาก

 “เธอคิดว่ายังไง” โจชัวถามด้วยสีหน้าคาดหวัง

 “มันโครตน่ารักเลยอ่ะ” ฉันเงยหน้าขึ้นตอบพร้อมรอยยิ้ม

 “น่ารักได้ไง ฉันทำให้มัน swag นะ” เสียงทุ้มแย้งขึ้นมา

 “ก็ที่สไตล์นายยังเหมือนเดิมไงและความตั้งใจของนาย”

 ตั้งแต่ไหนแต่ไร ถ้าเป็นเรื่องแฟชั่นและศิลปะ โจชัวก็ยอมทุ่มเต็มที่เพื่อมัน เขาเริ่มทำคอลเลคชั่นเสื้อผ้าของตัวเองนอกเวลาเรียน ฉันยังจำได้ว่าเขาหนีไปหาแรงบันดาลใจคนเดียว แล้วยืนถ่ายวิดีโอคนที่เดินผ่านไปมาที่ซับเวย์ห้านาทีนิ่งๆไม่ขยับ แล้วที่ตลกคือ หมอนั่นเคยไปที่มินิมาร์ท ถ่ายรูปสำลีส่งมาให้ฉัน แล้วว่ามันคือ สิ่งที่ผู้หญิงใช้เวลาเป็นเมนส์มั้ยเพื่อมาใส่ในมู้ดบอร์ดที่เกี่ยวกับความแตกต่างของเพศ โครตบ้าเลยล่ะ

 “แล้วควรแก้หรือเพิ่มอะไรตรงไหนมั้ย”

 “อืม ถ้าเปลี่ยนคอปกให้ดูเนี้ยบขึ้นอาจจะทำให้ชุดเบลนด์เข้ากันกว่านี้นะ”

 “อื้มม จริงด้วย” โจชัวทำตาโต ก่อนจะมองแล้วพยักหน้า แล้วแย่งสมุดกับมา หยิบดินสอขึ้นร่างทับตามที่ฉันพูด

 “แล้วนายมาเชื่อฉันทำไม ฉันไม่ใช่ดีไซน์เนอร์ซักหน่อย” ฉันเอ่ยขึ้นเสียงสูง โจชัวที่แก้เสร็จแล้วก็เอางานมาให้ดู “เฮ้ย ลบทำไม อันเดิมก็ดีอยู่แล้ว”

 “เชื่อในตัวเองสิ เธอมีความเป็นศิลปินอยู่ในตัวเธอเอง เธอแค่ไม่เลือกทางของพวกเราเท่านั้นเอง” โจชัวเอ่ย สบตามองฉันอย่างจริงจัง พร้อมยิ้มน้อยๆ

นั่นสินะ ก็ฉันเลือกมันเองนี่นา

“แต่เจส สัญญานะว่าในโชว์ของฉัน เธอต้องมาเป็นนางแบบให้ฉัน”

“แน่นอนอยู่แล้วน่า” ฉันยกนิ้วก้อยขึ้นเกี่ยวกับนิ้วของโจชัวพร้อมแย้มยิ้ม โจชัวจึงยิ้มกว้างอย่างดีใจ แต่ก็ไม่ลืมย้ำ พร้อมหรี่ตาลง

“อย่าลืมฝึกเดินใส่ส้นสูงด้วยล่ะ”

“รู้แล้วน่า” ฉันหน้าหงิกขึ้นมาทันที เมื่อได้ยินคำเตือนอย่างนี้ เพราะเขาก็เป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์ที่ฉันตกบันไดหน้าทิ่มต่อหน้ามนุษย์ราวๆ 20 ชีวิตในปาร์ตี้ครั้งล่าสุดน่ะสิ

โอ๊ย จะย้ำมันขึ้นมาทำไมเนี่ย! ลืมมันซะๆ

ฉันนั่งช่วยงานโจชัวบวกกับเม้าท์มอยจนปาไปสามทุ่ม แล้วสั่งอาหารจีนมากินด้วยกัน แล้วคุยสัพเพเหระจนไปถึงสี่ทุ่ม ก่อนจะคิดได้ว่าควรกลับหอซักที

“แน่ใจนะ ว่าไม่อยากให้ฉันไปส่ง”

“ไม่เป็นไร ฉันกลับเองได้น่า นายทำงานต่อเถอะ” ฉันเอ่ยอย่างเกรงใจ ฉันรู้ดีว่าเด็กแฟชั่นดีไซน์เรียนหนักและต้องทุ่มเทเยอะมาก เมื่อได้ยินอย่างนั้น โจชัวจึงพยักหน้าแล้วมาส่งฉันที่หน้าหอ

“ถ้าอย่างนั้น กลับดีๆนะ อย่าไปเถลไถลที่ไหนคนเดียว แถวนี้เพิ่งมีข่าวผู้หญิงถูกมิจฉาชีพยัดยาใส่อยู่ น่ากลัว” โจชัวเตือนด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง ฉันจึงยิ้มน้อยๆแล้วตอบ

“อืม ขอบคุณมากนะ เดี๋ยวต้องนัดเจอกันอีกนะ มีอะไรก็เมสเสจมาก็ได้”

“อื้ม เธอก็เหมือนกัน มีอะไรก็บอกพี่ชายได้นะ ถ้ามีผู้ชายหล่อๆที่ชอบผู้ชายเหมือนกัน ก็อย่าลืมบอกพี่ชายคนนี้นะ น้องสาว” โจชัวไม่ลืมที่จะทิ้งท้าย พร้อมแกล้งทำหน้าตาขึงขังอย่างแมนๆ ฉันจึงหัวเราะแล้วโบกมือลา

“ย่ะ แล้วเจอกัน!

ฉันเดินออกจากหอของโจชัวด้วยอารมณ์ที่ดีกว่าเดิม ก่อนจะดูเวลาจากนาฬิกาข้อมือ ตอนนี้ก็เกือบจะห้าทุ่มแล้ว ฟ้าก็มืดไปแล้ว ฉันไม่ชอบเดินในนิวยอร์กตอนกลางคืนคนเดียวเลย รู้สึกโหวงแปลกๆ

 ฉันรีบก้าวเท้าอย่างเร็ว ลงไปยังซับเวย์ บรรยากาศที่นี่ในเวลานี้ดูเปลี่ยวและน่ากลัวมาก เต็มไปด้วยคนที่หน้าตาหลากหลายและเหมือนมีพวกนักเลงเดินไปเดินมา

กลับดีๆนะ อย่าไปเถลไถลที่ไหนคนเดียว แถวนี้เพิ่งมีข่าวผู้หญิงถูกมิจฉาชีพยัดยาใส่กับโดนล้วงกระเป๋าอยู่ น่ากลัว’ เสียงของโจชัวลอยขึ้นมาในหัว ระหว่างที่ฉันเดินลงบันไดไปยังชานชาลารถไฟสายที่ต้องการจะไป ก่อนจะรีบสะดุ้ง หลบตา สายตาแปลกๆจากผู้ชายตัวโต หน้าตาน่ากลัว เจาะปาก เจาะจมูก ฉันจึงเขยิบไปให้ไกลจากเขาให้ดูไม่มีพิรุธที่สุด แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเขาก็เหมือนจะกำลังตามมา

ใจฉันรู้สึกหนักอึ้งด้วยความหวาดระแวง พอดีกับที่รถไฟวิ่งมาถึงพอดี ฉันจึงรีบเดินไปอีกไกลๆแล้วเข้าไปในขบวนที่มีคนอยู่เยอะๆ จนมองไม่เห็นเขาอีก ฉันเลื่อนกระเป๋าสะพายมาข้างหน้าแล้วแตะมันเอาไว้ พร้อมกับเลือกมุมที่มองเห็นได้ทั่วที่สุด ความรู้สึกน่าอึดอัดนี่ยังคงอยู่ต่อเนื่องไปจนถึงที่หมาย ฉันรีบก้าวเดินฉับๆออกไปจากขบวน รู้สึกโล่งขึ้นนิดหน่อยเมื่อเห็นว่าผู้ชายคนเดิมนั่นไม่ได้ตามมาแต่อย่างไร ฉันเดินได้อย่างเบาใจได้ไม่กี่นาที แต่แล้วก็ต้องตกใจเมื่อมีผู้ชายคนหนึ่งเดินกึ่งวิ่งมาดักหน้าฉันไว้ พร้อมเอ่ยเสียงดัง!

Excuse me, can you give me a second? (ขอโทษนะครับ ขอเวลาซักไม่กี่วินาทีได้มั้ย)”

เขาเป็นผู้ชายเอเชียที่ดูโทรม ตัวผอมสูง ตาโปนปรือๆเหมือนไม่ได้นอนมาหลายคืน ไว้ผมยาวฟูและยุ่ง สวมเสื้อยืดที่เขียนว่า ‘intoxicated’ (แปลว่ามึนเมา) และกางเกงย้วยยาน ทำให้ฉันนึกถึง..

แถวนี้เพิ่งมีข่าวผู้หญิงถูกมิจฉาชีพยัดยาใส่อยู่

“Sorry, I really gotta go. (ขอโทษค่ะ ฉันต้องไปแล้วจริงๆ)” ฉันเอ่ยเป็นภาษาอังกฤษเร็วๆแล้วเบี่ยงตัวเดินหนี แต่ร่างสูงนั่นกลับเดินมาขวางฉันไว้ แล้วก้าวประชิดตัวฉันใกล้เข้ามาอีก จนต้องถอยหนี

ผมเปล่าเป็นมิจฉาชีพนะ ผมแค่อยากจะยื่นข้อเสนอบางอย่างกับเธอ”

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันรีบจริงๆ” ฉันเดินเบี่ยงไปอีกทาง พร้อมเร่งฝีเท้าขึ้น แต่คนๆนั้นกลับเร่งเดินตามมาอีก ทำยังไงดี! แจ้งตำรวจดีมั้ย แต่ถ้าทำอย่างนั้นโดนอัดตายก่อนแน่ คนแถวนี้ยิ่งดูน่ากลัวกันทั้งหมดอีก ร้องไป คงไม่มีใครช่วย

เฮ้! ผมแค่อยากให้เธอหยุดแล้วฟังผมพูดก่อน” คนน่ากลัวคนนั้นเดินกึ่งวิ่งมาหยุดตรงหน้าฉัน แล้วเอ่ยด้วยเสียงที่ฟังดูดุกว่าเดิม คิ้วของเขาขมวดลง ใบหน้าดูเหมือนหงุดหงิด เหมือนแทบจะหักคอฉันได้ทุกเมื่อ ฉันจึงได้แต่ยืนตัวสั่นอยู่อย่างนั้น

“เอานี่ไป แล้วถ้าสนใจอยากเป็นมิวส์ของผมเมื่อไหร่ก็โทรมาแล้วกัน” เขายัดแผ่นอะไรบางอย่างใส่มือฉัน พร้อมเอ่ยเร็วๆและจ้องมองฉันด้วยสายตาเหมือนจะจับฉันแกง ฉันเหลือบมองไปเห็นทางออกที่มีผู้หญิงกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา จึงร้องออกมาเสียงดัง

“โอเค ฉันต้องไปจริงๆแล้ว!

ก่อนที่เขาจะรู้สึกตัวแล้วตามมาทัน ฉันก็รีบโกยหนีไปตามทางที่จ้องเอาไว้ น่ากลัวชะมัด! อย่าตามฉันมาอีกเลยนะ!

ก่อนที่เขาจะรู้สึกตัวแล้วตามมาทัน ฉันก็รีบโกยหนีไปตามทางที่มองไว้!

 
 

 


  
 
    
 
     

 

Talk:

ตอนนี้ใส่ศัพท์เทคนิคไปเยอะหน่อยนะคะ

ถ้าไม่เข้าใจอะไร ถามได้เลยนะคะ ขอบคุณมากๆที่เข้ามาอ่านกัน

จะพยายามปรับปรุงให้เรื่องนี้มีสาระและอ่านสนุกเข้าใจง่ายไปพร้อมๆกันนะคะ

PANTASIA

x

 

 

 

 

T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 32 ครั้ง

216 ความคิดเห็น

  1. #7 dragon200 (@yugifsy2000) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 มกราคม 2560 / 06:52
    5555 ;) plot sounds familiar na ka
    #7
    1
    • #7-1 Mad Magic Mushroom(?!) (@pandolla1418) (จากตอนที่ 2)
      27 มกราคม 2560 / 07:10
      ตรงไหน~~ 555 เกรด5อ่านะ XD?

      แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 27 มกราคม 2560 / 07:16
      #7-1
  2. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  3. #2 BBMTT (@BBMTT) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 มกราคม 2560 / 08:16
    รอน่ะค่ะ เจิมเรื่องนี้รัวๆ เเนวนี้หายากมากค่ะ เป็นกำลังใจให้น่ะคะ สู้ๆ จะรออ่านไปจนจบเรื่องเลยคะ
    #2
    1
    • #2-1 Mad Magic Mushroom(?!) (@pandolla1418) (จากตอนที่ 2)
      26 มกราคม 2560 / 01:23
      ขอบคุณนะคะที่ช่วยติดตาม ดีใจมากๆที่ชอบ มีกำลังใจในการปั่นขึ้นเยอะเลยค่ะ! มีอะไรที่อยากแนะนำหรืออยากให้แก้ไขก็ช่วยบอกด้วยนะคะ! ช่วยติดตามกันไปจนจบด้วยนะคะ <3
      #2-1