I'm on a diet! : อย่าท้า เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน [END]

ตอนที่ 34 : ครั้งที่ 30 แฟร์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 65,941
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,230 ครั้ง
    22 ม.ค. 62





ครั้งที่ 30 แฟร์

[ธันวา]

“ตกลงขึ้นไปทำอะไรบนนั้น”

“...เอาคัทเอาท์ขึ้นไง”

“อ๋อ... งั้นไปละ” กล่าวจบผมก็หันหลังเดินจากตรงนั้นไป พยายามทำตัวให้ปกติที่สุดทั้งที่ความจริงไม่ใช่เลยสักนิด ฝีเท้าของผมเริ่มก้าวเร็วขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเริ่มออกห่างร่างสูง จนเมื่อแน่ใจแล้วว่ามันไม่เห็นผมจึงเปลี่ยนเป็นวิ่งแทน

เชี่ย

ผมไม่รู้ว่าตัวเองสมควรวางตัวยังไง เหมือนตัวเองมีกับดักวางไว้รอบตัว จะขยับตรงนั้นก็ระเบิด จะขยับตรงนี้ก็ปืนกล มันอึดอัดไปหมด และสาเหตุทั้งหมดก็มาจากไอ้ตัวดีที่อยู่บนแสตนเมื่อกี้ เมื่อคืนไม่รู้อีกฝ่ายเป็นบ้าอะไร อยู่ดีๆ ก็สารภาพรักกับผมซะงั้น ผมอยากจะหัวเราะแล้วพูดกับตัวเองว่า ‘มันล้อเล่น’ ...ถ้ามันไม่ได้จูบผมน่ะนะ ถึงจะไม่ใช่จูบที่ลึกซึ้งแต่ความรู้สึกทั้งหมดก็ถูกส่งผ่านมาทางสัมผัส

สัมผัสแปลกใหม่จากคนคุ้นเคยไม่ได้บอกว่าล้อเล่นเลย ผมรับรู้ได้แต่คำว่าจริงจัง

“เฮ้อ”

นี่เป็นการถอนหายใจครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ รู้แค่ว่าถ้านับตั้งแต่เมื่อคืน ลุงตู่สามารถจับผมไปประหารได้เพราะผมปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมามากเกินกำหนด

“เป็นเหี้ยไร”

เฮ้ย

เสียงเอ่ยถามข้างหูทำให้ผมสะดุ้ง ตกใจจนต้องหันไปมองอีกฝ่ายช้าๆ ทั้งมือ ทั้งเสียงสั่นเองโดยธรรมชาติ ใจภาวนาขอให้ไม่ใช่อย่างที่คิด ขอให้ไม่ใช่คนที่ผมคิด ขอให้ไม่ใช่มัน

เย่!

“...ไอ้แพน”

“เออดิ”

“ทำไมอยู่ที่นี่ล่ะ ไม่ไปซ้อมหลีดเหรอ” วันนี้เป็นวันแรกของกีฬาสี สต๊าฟทุกคนมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบยกเว้นพวกหลีดอย่างมัน หน้าที่ของหลีดคือการแสดงในวันสุดท้าย เพราะฉะนั้นวันแรกและวันที่สองพวกมันจึงต้องไปซ้อมเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงตอนสี่โมงเย็น หลังจากนั้นก็เป็นเวลาพักผ่อนล้วนๆ เมื่อกี้ผมเห็นคนที่เหลือขึ้นรถไปซ้อมที่อื่นแล้วนี่ “มึงตกรถเหรอ ให้กูไปส่งไหม?”

“ไม่ได้ตกไอ้สัส กูจะตามไปทีหลัง ว่าแต่มึงเถอะเป็นอะไร”

“กู...”

“ให้กูเดาไหม”

“ไม่ กูว่ามึงรู้” เมื่อคืนเสียงหายใจของพวกมันไม่เป็นปกติเลย บางช่วงเร็ว บางช่วงก็ช้าจนน่ากลัวว่าจะหมดลม เพราะงั้นผมถึงมั่นใจว่าเพื่อนทั้งสามคนไม่ได้หลับ และพวกมันได้ยินทุกอย่างที่ไอ้หยางพูด

“เออ กูรู้” ไหวไหล่เป็นท่าประกอบเสร็จมันก็นั่งลงที่ม้านั่ง สถานที่ที่เราอยู่คือสวนหลังอาคารคหกรรม ความจริงตรงนี้ไม่ได้ทำให้ผมใจเย็นลงหรอกแต่ก็ดีกว่าอยู่ใกล้ๆ ไอ้หยาง อยู่กับมันแล้วผมเหมือนคนสติแตก แม้แต่ตาผมยังไม่รู้เลยว่าต้องโฟกัสตรงไหน

“กูควรทำไงดีวะ”

“มึงหมายถึงแบบไหนล่ะ ‘ควรจะทำยังไงให้ไอ้หยางขอคบ’ หรือ ‘ควรจะทำยังไงให้ไอ้หยางตัดใจ’”

“ก็ต้องตัดใจดิ”

เรื่องเพื่อนรักรักเพื่อนไม่เคยอยู่ในสมองผมเลย ผมไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าวันหนึ่งเพื่อนสนิทจะมาบอกว่าชอบ โดยเฉพาะเพื่อนสนิทอย่างไอ้หยาง ...ถึงผมจะไม่รังเกียจแต่มันก็ออกจะลำบากใจนะที่เราไม่สามารถตอบรับความรู้สึกอีกฝ่ายได้

“ได้แต่คงยาก”

“...”

“มันรักมึงมากแค่มองตาก็รู้แล้ว กูไม่เชื่อหรอกว่ามึงจะไม่รู้เรื่องนี้” ก็ไม่เชิง ผมพอจะมองออกอยู่บ้าง แต่เพราะความสนิทและความใกล้ชิดละมั้งที่ทำให้ผมคิดว่าทั้งหมดคือความรักระหว่างเพื่อน เชื่อผมดิว่าถ้าคุณเป็นผม คุณก็คงไม่กล้าคิดว่ามันจะชอบคุณหรอก ก็เราเป็นผู้ชายทั้งคู่นี่หว่า...

“แล้วกูควรทำยังไงวะ บอกมันไปตรงๆ ดีไหมว่ากูไม่ได้ชอบมัน”

“ได้”

“งั้นกู-”

“ถ้ามึงแน่ใจนะ”

“...หมายความว่าไง” ผมเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ

“กูไม่กล้าพูดหรอกว่ามึงคิดอะไรกับมัน แต่กูก็ไม่กล้าพูดว่ามึงไม่ได้คิดอะไรกับมันเหมือนกัน”

“พูดอะไรของมึง”

“กูรู้ว่ามึงไม่เคยอยากมีความรักเพราะฉะนั้นมึงก็เลยปฏิเสธทุกคนที่เข้ามาหา” คู่สนทนาไม่สนใจตอบคำถามของผม มันจับมือผมแล้วเริ่มพูดต่อ “คนอื่นมึงอาจจะทำถูก แต่คนนี้มึงแน่ใจแล้วเหรอว่าตัวเองทำถูก”

“แพน กูกับมันเป็นผู้ชาย”

“เพศไม่ใช่ตัวกำหนดความรัก มันอยู่ที่หัวใจและความรู้สึก”

“ก็ใช่ แต่กูไม่ได้ชอบมัน กูมั่นใจ” ผมจะชอบมันได้ยังไงในเมื่อเราเป็นเพื่อนกัน ตั้งแต่เด็กจนโตผมไม่เคยคิดกับมันเกินเพื่อนเลย ผมให้ความสำคัญ ให้ความรัก ให้ความไว้ใจ แต่ทั้งหมดมันก็ยังอยู่ในขอบเขตของคำว่าเพื่อนสนิทคนสำคัญ

“ถ้ามึงมั่นใจอย่างนั้นกูก็ไม่ได้ว่าอะไร จะทำอะไรก็รีบทำ ถ้าอยากได้คำว่าเพื่อนสนิทก็ตัดคำว่ารักของมันให้ขาด เพราะถ้าไม่ขาดมึงนั่นแหละที่จะแย่ แต่กูขอบอกไว้เลยว่าถึงมึงจะปฏิเสธแล้วไอ้หยางยอมถอย ...ทุกอย่างมันก็ไม่เหมือนเดิมหรอก”

“...”

“ความรักมันเป็นเรื่องของคนสองคน กูพูดมากก็ไม่ได้ เอาเป็นว่าถ้ามีปัญหาอะไรก็มาปรึกษากูได้ กูพร้อมรับฟังและช่วยเหลือเสมอถึงจะดูพึ่งพาไม่ค่อยได้ก็เถอะ” สาวสวยเอ่ยติดตลก มือขาวยกขึ้นมาขยี้หัวผมเหมือนไม่อยากให้เครียด สิ่งที่เธอพูดทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคือความรู้สึกอะไร รู้แค่ว่าใจมันโหวงๆ คงเป็นเพราะเข้าใจสิ่งที่มันพูดละมั้ง...

คนเราถ้ารักใครไปแล้วก็ยากที่จะเลิกรัก ถึงจะยอมถอยออกมาแต่ไม่ว่ายังไงมันก็เจ็บอยู่ดีถ้าต้องเห็นหน้ากันบ่อยๆ ยิ่งในกรณีผมกับไอ้หยางที่เราเป็นเพื่อนสนิทกัน แถมยังอยู่บ้านใกล้ๆ กันอีก

“เออ...”

“กูรักมึงนะ ตอนนี้มึงมีสิทธิ์ที่จะทำอะไรก็ได้แต่จะทำอะไรก็คิดดีๆ ล่ะ อย่าทำร้ายตัวเอง ถ้ามึงยังไม่แน่ใจกูขอเสนอให้ลองดูไปก่อน มั่นใจเมื่อไหร่มึงก็ค่อยตัดสินใจก็ได้”

หลังจากจบการสนทนา ผมก็ใช้ชีวิตวันนี้อย่างหลุดลอย เมื่อเช้าเดินขบวนก็เหม่อจนเกือบโดนรถชนตั้งหลายครั้ง พอขบวนกลับมาถึงโรงเรียนไอ้อิมก็ให้ผมไปเดินแจกน้ำให้น้องแต่ก็ทำแก้วหล่นไปตั้งสี่รอบ เพื่อนๆ ที่เริ่มเห็นท่าไม่ดีก็เลยให้ผมเลิกทำงานแล้วไปนั่งเฝ้าน้องบนแสตนอย่างเดียว กูเป็นหนักขนาดนั้นเลยเหรอวะ...

“วันนี้มึงเด๋อๆ นะไอ้ธัน” มิวที่นั่งอยู่ข้างๆ เลิกคิ้วสำรวจความผิดปกติของผม

“เหรอ”

“เออดิ แล้วเพื่อนชายมึงไปไหนหมด”

“ไอ้ต้นลากพวกมันไปดูแข่งตะกร้อ” ถือเป็นโชคดีของผมที่ไม่ต้องอยู่ใกล้ไอ้หยางตลอด เมื่อเช้าหลังจากเอาคัทเอาท์ขึ้นแล้วมันก็ต้องไปส่งหยินเรียนพิเศษ พอกลับมาขบวนกีฬาสีก็ถึงโรงเรียนพอดี มานั่งข้างผมได้ไม่นานก็โดนไอ้แคระลากไป รวมๆ แล้วเราคุยกันแค่ไม่กี่ประโยคเอง

แต่แปลกนะ ผมคิดว่ามันจะรุกหนักกว่านี้ซะอีก ความจริงคือมันทำตัวเหมือนเดิมทุกอย่าง เสียงไม่ได้อ่อนลง สายตาไม่ได้แสดงถึงความรักที่เวอร์วัง คำพูดก็ไม่ได้ต่างจากปกติ

...เป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว

“อ่อ”

“แล้วมึงล่ะ ไม่ไปคุมน้องแข่งบาสเหรอ”

“มึงแกล้งถามหรือจริงจังวะ ...ตอนนี้มันบ่ายสองแล้วนะ บาสกูแข่งเสร็จตั้งแต่สิบเอ็ดโมงแล้วไอ้สัส” คู่สนทนาเปิดเวลาบนหน้าจอโทรศัพท์ให้ผมดู 14:16 น. เวลานี้แล้วเหรอวะ ถึงว่าล่ะทำไมก่อนหน้านี้หันหลังไปดูแล้วเด็กๆ บนอัฒจันทร์ถึงได้หายไปกันหมด สงสัยคงไปกินข้าวมา

“อ้าวเหรอ แล้วตอนนี้สีเรามีแข่งอะไรบ้าง”

“ตอนนี้เขาใกล้จะปล่อยกลับบ้านแล้ว มันก็เลยเหลือแค่สองอย่างมีตะกร้อกับแข่งวิ่ง แต่กูว่าที่น่าจับตามองคือแข่งวิ่งเว้ย”

“สีเราเก่งมากก็เลยต้องจับตามอง?”

“เปล่า เขาจะแข่งกันที่สนาม เพราะงั้นก็เลยเป็นการแข่งเดียวที่เรามองเห็น”

โอเค กูเข้าใจละ…

(ขอให้นักกีฬาวิ่งแข่งเดี่ยวชายมาพร้อมกันที่สนามค่ะ อีกยี่สิบนาทีจะเริ่มการแข่งขัน)

พอพูดถึงได้ไม่ถึงนาทีเสียงประกาศก็ดังขึ้น ทำให้เด็กๆ บนแสตนปรบมือดีใจกันยกใหญ่เพราะมันคือสัญญาณว่ายิ่งแข่งเสร็จเร็วเท่าไหร่พวกเธอก็จะได้กลับบ้านเร็วเท่านั้น น้องน่ารักดีนะครับ ถึงอากาศจะร้อนก็ไม่บ่นสักคำ ถึงอยากกลับบ้านมากก็ไม่โอดครวญหรืองอแง ...หรือเป็นเพราะไอ้มิวกับหลิงแท็คทีมทำหน้าเหมือนพร้อมจะด่ากราดน้องทุกคนที่จะเบะปากวะ

ดีๆ

“นักวิ่งสีเรานี่ใครนะ”

“น้องแว่นม.4/1 คนหน้าตาดีๆ ที่ไอ้ดาเฝ้ากรี๊ดเช้าเย็นอะ” เหยดดด แม่งมาว่ะ สีอื่นมีแต่ม.5-ม.6 ทั้งนั้น ถ้าผมอยู่ม.4 คงไม่กล้าลงแข่งหรอกแรงกดดันแม่งเยอะ

“แล้วไปไหนวะ ทำไมไม่ไปวอร์ม” ผมมองนักเรียนชายในชุดกีฬาที่กำลังวอร์มร่างกายอยู่ที่จุดสตาร์ท มีสี่คนครับ แล้วไอ้สี่คนนั้นก็ใส่เสื้อสีเหลือง ส้ม เขียว ม่วง สรุปคือนักกีฬาสีผมไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้น แปลกแฮะ ปกติมันน่าจะรู้ตัวนะว่าต้องมาก่อนเวลา

“เห็นว่ากำลังไปช่วยเพื่อนยกของมั้ง”

“ไม่เป็นไรเหรอ ยกของหนักก่อนแข่ง”

“ไม่เป็นไรหรอก ของไม่หนักมาก”

“ถ้าไม่เกิดเรื่องขึ้นก็คงดี-”

“เฮ้ยพวกมึง มีน้องสีเราตกบันได!”

ยังไม่ทันที่จะพูดจบสต๊าฟหญิงคนหนึ่งก็วิ่งมาหาเราด้วยท่าทีรีบร้อน สิ่งที่เธอพูดเรียกความสนใจของคนอื่นได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะหน่วยพยาบาลที่กำลังเอาน้ำแข็งปะคบข้อเท้านักบอลอยู่ เชี่ย ทำไมซวยจังวะ วันนี้มีนักกีฬาบาดเจ็บหลายคนแล้วนะ หน่วยพยาบาลหัวยุ่งเลย

“น้องอยู่ไหน เดี๋ยวกูไปดูเอง” เพราะสงสารพยาบาลจำเป็นทั้งสี่คนผมจึงลุกขึ้นอาสาไปดูอาการคนเจ็บเอง ถ้าฟังจากที่มันพูดแล้วคงไม่ใช่อาการน่าห่วงเท่าไหร่ อย่างมากก็คงขาพลิกขาแพลง

“อยู่ห้องพยาบาล”

“อ้าว แล้วมึงจะวิ่งมาบอกทำไมเนี่ย กูก็ตกใจหมด”

“ก็… คือแบบ”

“หือ?”

“น้องเป็นนักกีฬา”

“แล้วลงแข่งอะไร” น่าจะเป็นพวกที่แข่งเสร็จแล้วและกำลังจะไปพักผ่อนนั่นแหละ คงไม่ใช่พวกที่ยังไม่แข่งหรอกมั้ง ...เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นก็สลักไว้บนแท่นศิลาจารึกกรมท่าขาวได้เลยว่าสีฟ้าปีนี้โชคร้ายที่สุดในประวัติกาล เราเสียนักกีฬาไปหลายคนแล้ว พลาดรางวัลชนะเลิศไปก็เยอะ

“...แข่งวิ่งรายการต่อไป”

O_O!

โอ้โห พอได้ยินเท่านั้นแหละครับ ทั้งสีตกอยู่ในความชุลมุนทันที พวกผมรีบวิ่งไปห้องพยาบาลเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ระหว่างทางก็ภาวนาขอให้น้องไม่เป็นอะไรมากเพราะอีกไม่นานจะเริ่มการแข่งขันแล้ว ...แต่เหี้ยเอ๊ย สงสัยแต้มบุญผมคงหมดแล้ว พอเปิดประตูเข้ามาในห้องถึงได้เจอน้องนอนแอ้งแม้งทำหน้าเจ็บปวดอยู่บนเตียง พร้อมกับผ้าพันแผลที่ข้อเท้า

พันขนาดนี้เข้าเฝือกเถอะ…

“อ่าว มาดูน้องใช่ไหม”

“ครับ แฮ่ก”

“แฮ่ก น้องเป็นไงบ้างคะครู”

“ไม่เป็นอะไรมากหรอกแค่เดินลำบากสองสามวัน ทางที่ดีห้ามวิ่งหรือออกแรงข้อเท้ามากจะดีกว่า”

เกิดสุญญากาศขึ้นภายในห้องพยาบาล คนที่จะลงการแข่งรายการนี้ได้มีแค่นักเรียนชายเท่านั้น แล้วนักเรียนชายในคณะผมก็มีน้อยจนสามารถร่ายรายชื่อออกมาได้ภายในสามวิ ก็มีผม ไอ้น้องคนนี้และเพื่อนของมันอีกแค่หนึ่งคน ...งามไส้แล้วไง

“เอ่อ ...ผมไหวครับครู วิ่งได้สบายมาก”

“อย่าฝืน น้องลงแข่งไม่ได้หรอก” ไอ้มิวดันให้ร่างบางนอนลงตามเคย

“แต่-”

“อือ ต้องเปลี่ยนตัวนักกีฬาอย่างเดียว”

“ขอโทษครับ ผมไม่ระวังเองก็เลยไม่เห็นว่าใต้เท้ามีถุงพลาสติก...”

“ไม่เป็นไรไม่ต้องคิดมาก อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาน้อง” ผมยกมือขึ้นตบไหล่คนเจ็บที่ทำหน้าเศร้า มันคงรู้สึกผิดแล้วก็เสียใจที่ตัวเองไม่ได้ลงแข่ง ก่อนหน้าที่จะมาถึงที่นี่ไอ้อิมบอกผมว่ามันซ้อมหนักมากเพื่อการแข่งครั้งนี้

สงสัยเราต้องทำบุญกันยกสีแล้วว่ะ ปีชงเหรอ?

“แล้วใครจะลงแข่ง”

มิวเปิดประเด็นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ทำให้พวกเรากลับเข้าสู่โหมดจริงจังอีกครั้ง ผมพูดจริงนะครับที่บอกว่าเราเสียรางวัลชนะเลิศไปหลายรายการเพราะนักกีฬาบาดเจ็บ ถ้าเสียรายการนี้กับตะกร้อไปอีกผมว่าเราน่าจะหลุดจากสามอันดับแรกเลยล่ะ

“คนนั้นได้ไหม ที่เป็นเพื่อนน้องอะ”

“ไม่ได้ครับพี่ มันท้องเสียตอนนี้ยังขี้อยู่ในห้องน้ำอยู่เลย”

“ซวยไปอีก…”

(ขอให้นักกีฬาวิ่งเดี่ยวชายของสีฟ้ามาประจำที่ด้วยค่ะ อีกสิบนาทีจะเริ่มการแข่งขัน)

เสียงประกาศที่ดังมาจากสนามทำให้หยดเหงื่อเริ่มผุดขึ้นมาตามใบหน้าของสต๊าฟที่ยืนอยู่ ความเครียดทำให้ผมรู้สึกโหวงที่ท้องอย่างไม่ทราบสาเหตุ

“เหี้ยแล้วไง...”

“สัสเอ๊ย”

“กีฬาสีตอนนี้กับที่กูคิดไว้แม่งไม่เหมือนกันเลยว่ะ... ทำไมน้องต้องลื่นด้วยวะ ก่อนจะเดินไม่มองทางเลยรึไง” เสียงเจือความโมโหของสาวหน้าหมวยทำให้คนเจ็บหน้าเสีย แม้แต่ผมเองก็ยังขมวดคิ้วมองหน้าคนพูด นี่เธอรู้ตัวไหมว่าพูดอะไรออกมา

“มึงอย่าพูดอย่างนั้นหลิง น้องไม่ผิดสักหน่อย”

“กูไม่ได้บอกว่าน้องผิดสักหน่อย กูแค่พูดเฉยๆ”

“อย่าให้กูด่าว่ามึงตอแหลเลย ขี้เกียจพูดบ่อยๆ”

“ไอ้มิว!” คำกล่าวที่ว่ากีฬาสีเป็นช่วงเวลาแห่งความแตกหักมันคือความจริงล้วนๆ จากที่เรื่องมันแย่อยู่แล้วตอนนี้แม่งแย่กว่าเดิมอีก ผมมองภาพเพื่อนสนิทและร่างเล็กยืนโต้ฝีปากกันไปมา ทุกคนต่างก็กุมขมับกับการทะเลาะของมวยคู่เอก

“อย่าทะเลาะกันดิพวกมึง เกรงใจครูที่ยืนอยู่ด้วย”

“มึงก็ดูปากมันดิวะ”

“ดูปากตัวเองก่อนเถอะ”

“เฮ้ยๆ พอแล้วพวกมึง”

เฮ้อ

“เดี๋ยวกูแข่งเอง” ผมยกมือขึ้นยุติเหตุการณ์ความวุ่นวายตรงหน้า นี่คือทางเลือกเดียวตอนนี้เพราะเราไม่เหลือใครที่จะลงได้แล้ว ผมไม่เคยลงแข่ง ไม่รู้ด้วยว่าจะสู้นักวิ่งของสีอื่นได้ไหมแต่ในเมื่อมีสิ่งที่ผมพอจะทำได้ ผมก็จะพยายามเพื่อส่วนรวม

“มึงเหรอ?”

“อือ ไม่มีคนอื่นแล้วนี่”

“ไหวเหรอวะธัน” มิวถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง

“ที่หนึ่งชัวร์ เอาไอ้เทรนด์เป็นประกัน ถ้ากูแพ้เมื่อไหร่พวกมึงรุมข่มขืนมันได้เลย สัญญาด้วยเกียรติว่ากูจะเป็นคนถือกล้องถ่ายคลิปให้” ผมพูดติดตลก คนฟังถึงกับหลุดยิ้มออกมาตามๆ กัน ยิ้มแล้วบรรยากาศค่อยดีขึ้นมาหน่อย บรรยากาศแบบก่อนหน้านี้แม่งไม่ไหวว่ะ อึดอัด บอกตามตรงผมยอมไปนั่งตัวเกร็งอยู่ข้างไอ้หยางดีกว่าต้องมาเจอสถานการณ์แบบนี้

“แล้วเราต้องทำไงวะ”

“ตามครูมา เดี๋ยวครูบอกกรรมการให้” คุณครูห้องพยาบาลคนสวยอาสา เชรดโด้ บนความโชคร้ายแม่งยังมีความโชคดีอยู่เว้ย

“ขอบคุณค่ะ”

“เร็วหน่อยนะ เขาให้เปลี่ยนก่อนอย่างน้อยสิบนาที” เอ้า ก็ตอนนี้น่ะสิ

“งั้นรีบไปกันเถอะ” ผมพยักหน้ารับแต่ยังไม่ทันที่จะได้ก้าวเท้าออกไปก็มีมือของใครบางคนรั้งชายเสื้อเอาไว้ซะก่อน ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกครับ คนเจ็บที่อยู่บนเตียงนั่นแหละ

“...พี่ ผมขอโทษนะครับ”

“ไม่เป็นไร บอกว่าไม่ต้องคิดมากไงไอ้น้อง”

“แต่ผม… แม่งเอ๊ย”

“เอางี้... คิดซะว่าวิ่งผลัดละกัน น้องวิ่งรอบตัวเองไปแล้วตอนนี้ก็เป็นรอบพี่” ผมขยี้ผมมันเบาๆ ไม่ลืมที่จะส่งยิ้มเป็นมิตรให้อีกฝ่ายผ่อนคลายลงด้วย ซึ่งก็ได้ผล มันค่อยๆ ยิ้มบางๆ แล้วปล่อยมือออก ไม่ลืมที่จะอวยพรให้ผมชนะด้วย บางทีผมอาจจะมีความสามารถด้านการทำให้คนอื่นหายเครียดกว่าที่คิดก็ได้นะเนี่ย

หลังจากคุยกันจบแล้วครูห้องพยาบาลและเพื่อนๆ ก็พาผมไปหากรรมการที่อยู่ในซุ้มเพื่อขอเปลี่ยนตัว โคตรหวุดหวิด เขาบอกว่าถ้ามาช้ากว่านี้อีกนิดเดียวจะตัดสิทธิการแข่งของเราแล้ว ไอ้เชี่ย วิ่งมาโคตรเหนื่อย แฮ่ก

(สีฟ้าขอเปลี่ยนตัวนักกีฬาเนื่องจากเกิดอุบัติเหตุ เลื่อนเวลาการแข่งขันเป็นอีกสิบห้านาทีข้างหน้าค่ะ)

“มึงมีกางเกงขาสั้นไหมอุ๋งๆ ตอนแข่งเขาไม่ให้ใส่กางเกงขายาว”

ห้ะ

“ไม่มีว่ะ”

“ฉิบหายรอบที่เท่าไหร่ของวันนี้แล้ววะ จะให้มึงใส่กางเกงของไอ้น้องแว่นก็ไม่ได้อีก ตัวมึงแม่งใหญ่กว่ามันเยอะเลย คับตูดแน่ๆ ถ้ามึงใส่จริงๆ ก็คงเหมือนกางเกงในจีสตริงดีๆ นี่เอง เฮ้ย... แต่ความจริงกูก็อยากเห็นเหมือนกัน”

“ทุเรศไอ้อิม”

“กูพูดความจริง ...แล้วนั่นมึงจะไปไหน กูพูดแค่นี้ถึงกับรับไม่ได้เลยเหรอวะ” ประธานสีเลิกคิ้วถามเมื่อเห็นว่าผมกำลังวิ่งไปทางอื่น มึงก็บ้า กูโดนมึงแทะโลมมาหลายครั้งจนชินชาแล้วไอ้สัส

“ไปเอากางเกงที่ไอ้ต้น” เมื่อคืนมันบอกว่าหยิบติดมือมาหนึ่งตัว

“ต้นมีเหรอ?”

“น่าจะ”

“เออๆ งั้นรีบเลย”

ผมวิ่งไปที่ศูนย์กีฬาชั้นบน ซึ่งเป็นสถานที่จัดการแข่งขันตะกร้อ พอขึ้นไปแล้วเสียงเชียร์ต่างๆ ก็ดังขึ้นจนต้องยกมือขึ้นมาปิดหู เชื่อไหมว่าข้างในมีนักเรียนโรงเรียนผมแค่ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือเป็นนักเรียนชายโรงเรียนอื่นทั้งหมด พวกมึงมาจากไหนกัน

ช่างมันก่อน ตอนนี้ผมต้องหาไอ้ต้น

แต่ให้ตายสิ ไม่รู้ว่ามันเตี้ยไปหรือคนในนี้เยอะเกินผมถึงหาไม่เจอสักทีทั้งที่ปกติจะเจอภายในสามวิ และด้วยความกดดันประกอบกับเวลาที่มีจำกัดผมจึงไม่สามารถเสียเวลาไปกับการหาได้อีกต่อไป ผมคว้าโทรศัพท์ออกมาแล้วโทรหาคนที่ช่วยได้ ซึ่งแน่นอนว่าคือเบอร์ต้น... ผมคิดอย่างนั้น แต่นิ้วมือกลับกดโทรหาคนอื่น

ไอ้หยาง

(ว่าไง)

“...” บ้าเอ๊ย เกลียดตัวเองชะมัด… ปกติเวลามีปัญหาหรือต้องการความช่วยเหลือคนที่ผมนึกถึงคนแรกก็คือมัน ถึงโจรจะขึ้นบ้านผมก็ยังมั่นใจว่าเบอร์แรกที่จะกดโทรออกก็คือเบอร์หยาง ไม่ใช่ 191 เพราะงั้นมันก็เลยเหมือนความเคยชิน ตลกร้ายชะมัด

(ธัน)

“มึงอยู่ไหน”

(อยู่ที่ศูนย์กีฬากำลังดูตะกร้ออยู่ มีอะไรรึเปล่า)

“อือ ไอ้ต้นอยู่ตรงนั้นไหม...” ทั้งที่น้ำเสียงผมควรจะรีบร้อนมากๆ แต่ตอนนี้มันกลับเบาจนเกือบจะกลายเป็นเสียงกระซิบ กูทำตัวไม่ถูกโว้ย

(อยู่นะ)

“แล้วพวกมึงอยู่ส่วนไหนของศูนย์กีฬา ตอนนี้กูอยู่ตรงบันได”

(เห็นที่นั่งแถวบนสุดด้านขวาไหม กูใส่เสื้อกันหนาวสีแดง) ผมมองไปตามคำบอกเล่าของเพื่อนสนิท ฝูงชนมากมายบนอัฒจันทร์หินอ่อนดูหน้าเหมือนกันทุกคน แต่มีอยู่คนหนึ่งที่โดดเด่นออกมาจากคนเหล่านั้น อะไรวะ ตอนแรกกูก็มองแล้วไม่เห็นจะเจอ พอแม่งบอกเท่านั้นแหละ หน้าแม่งลอยเด่นออกมาเป็นกระสือเลย

“เจอแล้ว เดี๋ยวไปหานะ”

(อื้อ เร็วๆ นะ)

“...” เพราะเห็นว่าอีกฝ่ายทำหน้ายังไงตอนพูด ผมจึงรู้สึกว่ามันเป็นการทิ้งท้ายที่ธรรมแต่ไม่ธรรมดา บนใบหน้าหล่อประดับไปด้วยรอยยิ้มบางๆ แม้แต่ดวงตาก็ยิ้มตาม สาบานได้ว่าเมื่อก่อนผมไม่ได้รู้สึกอะไรเลย ...แต่ไม่รู้ทำไมตอนนี้มันถึงทำให้ผมไม่กล้ามองนานๆ ใจแม่งเต้นแปลกๆ ถึงจะแค่นิดหน่อยก็เถอะ

นิดหน่อยจริงๆ

“ไอ้ต้น กางเกงขาสั้นเมื่อคืนยังอยู่ไหม” ผมใช้เวลาไม่นานในการเดินไปหากลุ่มคนหล่อของโรงเรียนชายเกือบล้วน ให้ตายสิ นี่พวกมึงคิดว่าตัวเองเป็นนายแบบจากนิตยสาร vogue เหรอถึงได้กล้านั่งเก๊กขรึม ทำตัวภูมิฐานเหมือนกำลังนั่งชมมหรสพ ทั้งที่ความจริงแม่งมองนมผู้หญิงอยู่ แล้วไอ้แคระ นั่งไขว่ห้างเป็นจ่าฝูงลิงกังเลยนะมึง เหอะๆ

“ยังอยู่ ทำไม?”

“กูต้องแข่งแทนน้อง ขอยืมหน่อยดิ”

“เค อะ” มันยื่นกางเกงในกระเป๋าสะพายมาให้ผม โชคดีที่เป็นสีดำ ถ้าเป็นสีอื่นคงตลกไม่หยอก

“แต๊งกิ้ว”

“มึงจะลงแข่งจริงเหรอ” ในขณะที่กำลังคิดอยู่ว่าจะไปเปลี่ยนกางเกงที่ไหน เสียงทุ้มต่ำของร่างสูงข้างๆ ก็ดึงความสนใจให้ผมหันไปมอง ด้วยความที่ยังไม่ทันตั้งตัว พอสบตาเข้ากับดวงตาคมผมถึงกับกำชายเสื้อแน่น เวร ถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ผมต้องตายแน่

“เออดิ ไม่มีคนอื่นลงแล้ว กูนี่แหละความหวังของประเทศชาติ อิอิ” ผมเลือกที่จะกดความรู้สึกทั้งหมดไว้ภายใต้หน้ากากที่เรียกว่ารอยยิ้มเพราะไม่อยากให้บรรยากาศน่าอึดอัด ไอ้พวกที่เหลือก็ดี ไม่รู้คิดไปเองรึเปล่าแต่วันนี้พวกมันไม่ล้อ ไม่แซวเลย จะมียิ้มๆ บ้างบางครั้ง

พวกมันต้องรู้เรื่องอะไรมาแน่

“ยังไม่ได้กินข้าวกลางวันไม่ใช่รึไง”

“เออว่ะ...” อ้าวกรรม ผมลืมเรื่องนี้ไปซะสนิท

ก็มัวแต่เหม่อทั้งวันผมก็เลยไม่ได้สนใจเรื่องอาหาร เมื่อเช้าก็เกือบจะไม่ได้กินข้าวแล้วแต่ดีที่ไอ้หยางซื้อไว้ให้ก่อนจะไปส่งหยิน บนกล่องข้าวไม่มีกุหลาบหรือลูกอมเหมือนในซีรีส์เกาหลี มีแค่โพสต์อิทหนึ่งแผ่นที่มีข้อความสั้นๆ เขียนด้วยลายมือว่า ‘แดกซะ - หยาง’

“แดดร้อน วิ่งธรรมดาก็เหนื่อยแล้วแต่นี่มึงท้องว่างด้วย จะไม่เป็นอะไรเหรอวะ” คู่สนทนาลุกขึ้นยืนพร้อมกับมองผมด้วยความเป็นห่วง และแน่นอนว่าเป็นอีกครั้งที่ผมไม่กล้าสบสายตา มันจั๊กจี้แปลกๆ ใจก็เต้นนิดๆ

“ไม่เป็นอะไรหรอก”

“กูมีแซนวิสนะ กินไหม” หนุ่มเหล็กดัดเสนอพร้อมกับยกแซนวิสในมือให้ดู

“ไม่ กินแล้ววิ่งเลยมันจะจุก” เขาถามกูเว้ยไม่ได้ถามมึง ...ดูเหมือนคุณหัสดินเขาจะไม่สนใจเลยว่าตัวเองเพิ่งขัดบทสนทนาของผมกับไอ้เทรนด์ “วิ่งกี่รอบ”

“สี่”

“เวลาวิ่งไม่ต้องฝืนนะ ถ้าไม่ไหวก็คือไม่ไหว จำไว้ว่ามึงไม่ใช่นักกีฬา” ฝ่ามืออุ่นหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดหยดเหงื่อที่ข้างแก้มของผมอย่างอ่อนโยน ขณะเดียวกันก็พูดต่อด้วยสีหน้าจริงจัง “กูจะรออยู่ที่จุดสตาร์ท วิ่งถึงเส้นชัยแล้วจะพาไปกินข้าว”

“อือ...”

ความจริงมันก็แสดงออกชัดเจนนี่หว่าว่าชอบผม

“อย่าเป็นลมนะมึง กูแบกไม่ไหว ...ถ้ามึงเป็นลมกูจะลากไปกับพื้นจนกว่าจะถึงห้องพยาบาลเลย บางทีการซึมซับธรรมชาติอาจทำให้มึงรู้สึกดีขึ้น ได้ข่าวว่าผอ.หมดเงินไปกับค่าหญ้าโรงเรียนมึงเยอะพอตัวเลยนี่ มันแพงแสดงว่ามันสะอาดเนอะ หึ” โอ้โห แซะเก่ง

“ไอ้เลวววว ถ้ามึงทำแบบนั้นกูจะกระโดดกัดคอมึงจริงๆ ด้วย อีกอย่างกูก็ไม่ใช่ผู้หญิงที่จะมาเป็นลมกลางสนาม เดี๋ยวกูจะเอาเหรียญมาอวดมึง ไอ้คนส้นตีน”

“จะได้เหร๊อ”

“นี่ดูถูก?”

“เปล๊า พูดตามความสามารถมึง” มึงจะหยามกูไปละไอ้อ้อย

“คอยดูละกันไอ้หนู”

ไม่นานหลังจากนั้นผมก็ได้สัมผัสความรู้สึกเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ เพราะตอนลงมาจากศูนย์กีฬาพวกไอ้เจอยากลงมาดูผมวิ่งเราก็เลยตกลงกันว่าจะเดินไปพร้อมกัน ...นึกภาพผมเดินนำแล้วมีแก๊งผู้ชายใส่เสื้อกันหนาวสีแดงดำเดินตามหลังเป็นสิบสิ ถ้ามีเพลงประกอบนี่ใช่เลย ขนาดตอนผมขอไปเปลี่ยนกางเกงพวกมันก็ยังเดินตามมาเลยคุณ ไอ้เด็กม.4 ที่ยืนเข้าแถวรอใช้ส้วมอยู่นี่เยี่ยวหดไปตามๆ กัน

“เป็นไงบ้างวะ” ผมถามเพื่อนๆ หลังจากเปลี่ยนเรียบร้อยแล้ว ส่วนตัวผมคิดว่ามันโอเคเลยนะ ไม่ได้รัดไปแล้วก็ไม่ได้หลวมไป

“พอดี”

“เออ สปอร์ตสัส”

“น่าหมั่นไส้ว่ะ กางเกงกูแท้ๆ แต่ทำไมพอกูใส่แล้วมันถึงไม่ออกมาเหมือนเชี่ยธันวะ” เจ้าของกางเกงยกนิ้วกลางให้ผมอย่างหมั่นไส้ ส่วนคนอื่นๆ ก็บอกว่าดูดี ทุกคนบอกว่าดีหมดยกเว้นคนๆ หนึ่ง ให้ทายว่าใคร

“สั้นไป”

“...”

“กางเกงสั้น เสื้อสต๊าฟมึงก็แหวก วิ่งทีไม่เห็นไปถึงข้างในเลยเหรอ” ไม่ว่าเปล่า ฝ่ามือใหญ่พยายามดึงกางเกงลงให้คลุมเข่าด้วย เฮ้ยไอ้สัส จะหลุดตูดกูอยู่แล้วเนี่ย “ไปเปลี่ยนตัวอื่น”

“มึงชอบพูดเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ว่ะ นอกจากตัวนี้แล้วมันมีตัวอื่นอีกรึไง”

“ไม่มีก็ไปซื้อสิ”

“ไอ้ห่า กูคงขี่รถไปซื้อหรอกเขาจะเริ่มแข่งแล้วเนี่ย”

“เออ มึงก็หวงเกิน จะไม่ให้คนอื่นเห็นเนื้อหนังมังสามันเลยรึไง” ไอ้เทรนด์ตบหลังพ่อคุณสองสามครั้ง น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาก็กลั้นขำเต็มประดา

“แล้วทำไมกูต้องให้คนอื่นเห็น”

“...กูไปไม่เป็นเลยไอ้เหี้ย”

...ไม่ใช่แค่มึงหรอก กูก็เหมือนกัน

“งั้นแข่งเสร็จแล้วมึงก็ไปหาชุดฮิญาบมาให้ไอ้ธันใส่สิ อย่าลืมสั่งคนตัดว่าให้ใช้ผ้าแบบหนาพิเศษนะ ให้เขาทำยาวๆ คลุมนิ้วคลุมหน้าด้วย ไอ้อุ๋งๆ มันหล่อเดี๋ยวคนอื่นจะมอง” ร่างเล็กเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่มกอดอกพูดอย่างประชดประชัน ขอบคุณที่พูดแทนกู

เมื่อจัดการเรื่องเสื้อผ้าเรียบร้อยเราก็ย้ายไปที่สนาม พวกมันยืนอยู่ใต้ซุ้มตรงจุดสตาร์ทซึ่งเป็นจุดรับนักกีฬา การมาของพวกมันทำให้สาวๆ ที่อยู่ข้างในแตกตื่นไม่เบา บ้างกรี๊ด บ้างตบแขนเพื่อนข้างๆ ผมยืนมองภาพนั้นไม่นานก็วิ่งออกไปประจำที่ของตัวเอง หวังว่าพอกลับมาแล้วพวกมันจะยังอยู่ดีไม่สึกเพราะสายตาสาวๆ นะ เหอะๆ

“ไหวไหมเนี่ยมึง”

“อ้าว พี่เต” ทำไมผมไม่ได้สังเกตวะว่าพี่เขาก็เป็นหนึ่งในนักกีฬาเหมือนกัน

“เออดิ”

“โดนใช้มาลงเหรอพี่ น่าสงสารว่ะ ฮะๆ” ผมหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นพี่เกอร์ เพื่อนสนิทของพี่เตยืนหน้านิ่งถือกระดาษที่มีข้อความเขียนว่า ‘โทษทีนะไอ้เกลอ พวกกูไม่อยากไปตากแดดจริงๆ สัญญาว่าถ้ามึงชนะพวกกูทุกคนจะลงขันพามึงไปเลี้ยงแหนมเนือง’ บอกตามตรง แหนมเนืองแม่งไม่ใช่ของรางวัลที่สามารถจูงใจผมได้เลยว่ะ ไม่สิ มันไม่สามารถจูงใจใครให้ฮึดวิ่งได้เลยด้วยซ้ำ

“มึงก็เหมือนกันแหละ”

“เปล่าสักหน่อย ผมสมัครใจ อิอิ”

“อะๆ ขอให้โชคดีละกันมึง ระวังหลังไว้นะเครื่องกูโคตรแรง” จบประโยคร่างบางก็ยักคิ้วปิดท้ายไว้ก่อนจะย่อตัวลงเพื่อตั้งท่า ผมเองก็ทำเช่นเดียวกัน แอบตื่นเต้นนิดหน่อยที่เป็นจุดรวมสายตาของใครหลายๆ คน อย่ามองดิวะแค่นี้กูก็กดดันจะตายห่าแล้ว

“พี่ก็เหมือนกัน ระวังหลังไว้ล่ะเผลออีกทีผมอาจจะวิ่งกลับมาอยู่ด้านหลังพี่อีกรอบแล้วก็ได้”

“ไอ้เหี้ย เร็วขนาดนั้นมึงแดกน้ำมันเครื่องเป็นอาหารเช้าเหรอ”

“ฮะๆ”

(ต่อจากนี้จะเป็นการแข่งขันวิ่งเดี่ยวชาย ขอให้นักกีฬาทุกคนเตรียมพร้อม)

“เชี่ย… เร็วจังวะ”

ตึกตัก

ก้อนเนื้อที่อกข้างซ้ายเต้นแรงตามความตื่นเต้น นี่คือครั้งแรกที่ผมลงแข่งอะไรทำนองนี้ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะทำได้ดีไหมแต่ถ้าจะให้พูดเพื่อให้ตัวเองสบายใจ ...ผมไม่น่าจะวิ่งแย่มั้งเพราะทุกวันนี้ที่ไปฟิตเนสก็ไปวิ่งบนลู่ตลอด ระดับความเร็วก็อยู่ในขั้นเร็วพอตัว

แต่ตอนนั้นผมไม่ได้แข่งกับใครนี่หว่า

ในขณะที่ผมกำลังกังวลสุดๆ ก็ตัดสินใจกวาดตามองสิ่งรอบข้างอย่างไร้จุดหมายเพื่อผ่อนคลาย จนไปสะดุดเข้ากับร่างสูงของใครบางคน เขามองผมอยู่ก่อนแล้ว พอเผลอสบตากันเจ้าตัวจึงค่อยๆ คลี่ยิ้มก่อนจะขยับปากพูดไม่มีเสียงว่า ‘สู้ๆ ข้าวรออยู่ที่เส้นชัย’

ไอ้บ้า... คิดว่ากูจะเห็นแก่แดกเหรอวะ

(ระวัง… ไป)

ปัง!

ทันทีที่เสียงปืนลมดังขึ้น เราทุกคนก็ออกตัวพร้อมกันด้วยความเร็ว เสียงกลองและเสียงเชียร์จากคนบนอัฒจันทร์เริ่มดังขึ้นหลังจากนั้น ในตอนแรกเราทั้งห้าคนวิ่งเรียงกันเป็นแถวหน้ากระดานจนดูไม่ออกเลยว่าใครจะได้ที่หนึ่ง แต่หลังจากนั้นก็เริ่มมีคนที่แรงตกและคนที่นำไปก่อน เราผลัดกันนำและตามกันอยู่หลายครั้ง สร้างเสียงกรี๊ดให้คนที่คอยลุ้นได้เป็นอย่างดี เชื่อไหมว่าหันหลังให้สนามแล้วดูแค่แสตนก็รู้ว่าสีไหนนำอยู่ สังเกตง่ายๆ เลยครับถ้าใครนำแสตนของสีนั้นจะคึกคักเป็นพิเศษ

นี่แหละสีสันของกีฬาสี

สนุกว่ะ

(นักกีฬาทุกสีค่อนข้างท็อปฟอร์มทีเดียวนะครับ ผมว่าคนที่น่าจับตาน่าจะเป็นสีเขียว คนนี้คว้าเหรียญทองไปหลายรายการแล้ว)

(เหรอครับ ผมว่าสีฟ้ามากกว่า)

(ทำไมล่ะครับ ผมไม่เคยเห็นเขาลงแข่งวิ่งเลยสักครั้ง)

(ก็เขายิ้มตั้งแต่ออกตัว แสดงว่าเจ้าตัวต้องมีความมั่นใจไม่มากก็น้อยแหละครับ หรือไม่เพื่อนเขาก็คงอัดฉีดไว้ด้วยเงินจำนวนไม่น้อย ฮะๆ)

ไม่ใช่เงินหรอกครู เพื่อนผมมันไม่ได้รวยขนาดนั้น

...ก็แค่ข้าว

“...ร้อนฉิบ”

คู่แข่งคนหนึ่งเอ่ยเบาๆ ก่อนจะผ่อนแรงลงจนในที่สุดก็อยู่ท้ายผม สมควรที่จะเหนื่อย มันออกตัวแรงตั้งแต่เริ่มจนถึงเมื่อกี้เลย ให้พลังเยอะแค่ไหนก็ต้องหมดแรง เราวิ่งสี่รอบโว้ยไม่ใช่รอบเดียว เพราะฉะนั้นทางที่ดีที่สุดคือไม่ต้องออกแรงมากแต่พยายามอยู่ลำดับกลางๆ เอาไว้ พอเห็นว่าคนอื่นไม่ไหวแล้วค่อยแซง แบบที่ผมกำลังทำอยู่ ผมไม่รีบร้อนค่อยๆ แซงร่างที่เหนื่อยล้าของสีอื่นไปทีละคน ไม่นานก็ขึ้นมาเป็นที่สอง

จะทำอะไรมันต้องมีหลักการโว้ย

เสียงกลองและเพลงเชียร์ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ คณะสีที่ดังที่สุดก็น่าจะเป็นของไอ้คนที่อยู่ข้างหน้าผม เขาเป็นตัวเกร็งการแข่งขันวิ่งทุกครั้งเนื่องจากช่วงขาที่ยาวและหุ่นที่สูงโปร่งทำให้วิ่งได้เร็วกว่าคนปกติ แต่คนเรามันก็ต้องมีเหนื่อยกันบ้าง

เสร็จกูล่ะ

ผมวิ่งแซงอีกฝ่ายที่โค้งสุดท้าย ระยะห่างของเราเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้เปลี่ยนเป็นสีผมบ้างที่กรีดร้องเหมือนจะขาดใจ ยิ่งไอ้ประธานสีของผมนี่แทบจะลงไปดิ้นกับพื้น รอบนี้คือรอบสุดท้ายแล้วและเส้นสีขาวตรงหน้าก็คือเครื่องหมายที่บอกว่าชัยชนะอยู่แค่นี้เอง

ยิ้มได้ไหมเนี่ย...

ทุกๆ อย่างดูเหมือนจะไปได้ดีแต่ทันใดนั้นก็มีลมวิ่งผ่านผมไป ไม่สิ มันไม่ใช่ลม... แต่เป็นคนต่างหาก เสื้อสีม่วงคือสิ่งที่ทำให้ผมรู้ว่าคนตรงหน้าคือใคร

พี่เต!

“มึงเก่งนะไอ้หนู แต่คนชนะคือกู อิอิ”

ทิ้งท้ายไว้เท่านั้นร่างบางก็วิ่งเร็วขึ้นจนอีกไม่กี่เมตรก็จะเข้าเส้นชัย คุณคิดว่าผมจะทำยังไงระหว่างหนึ่งคือยอมเพราะเริ่มเหนื่อยแล้ว หรือสองวิ่งไปให้ถึงเส้นชัยก่อนพี่เขา

มันก็ต้องสองสิวะ ใครจะไปยอม!

คิดได้ดังนั้นฝีเท้าของผมก็เร่งจนทันคนตรงหน้า ในระยะทางและเวลาสั้นๆ เราผลัดกันนำหลายครั้งมาก ทุกๆ ครั้งที่เป็นฝ่ายนำผมจะยิ้มออกตลอด แต่พอตกมาอยู่ข้างหลังหัวใจก็บีบแรงด้วยความตื่นเต้นและกลัวแพ้ทุกครั้งเหมือนกัน

“ไอ้เด็กเชี่ยยย แฮ่ก กูพี่มึงนะเว้ย ยอมๆ เหอะสัส!”

“แฮ่ก ไม่ พี่แหละต้องยอมผม ผมเป็นน้องพี่นะ!”

“โอ๊ยยย แฮ่ก… ถ้ายอมกูเลี้ยงเหล้าเลยเอ้า!!”

“ไม่เอาโว้ย... ผมถือศีล!”

“ไอ้ฤๅษี! แฮ่ก”

“...ไอ้พี่ขี้เหล้า!”

และนี่ก็คือสิ่งที่เราทำมาตลอดทาง มันคือการแหกปากพ่นเรื่องไร้สาระออกมา ไม่รู้เหมือนกันว่าคนอื่นได้ยินแล้วจะทำหน้ายังไง ผมรู้แค่ว่าขนาดผมพูดเองยังขำเลย แต่ความสนุกทุกอย่างมันจบลงในพริบตาเมื่อในที่สุดเราทั้งคู่ก็มาถึงเส้นสีขาวที่เรียกว่าเส้นชัย

และ…

ปี๊ด!

(ที่หนึ่งสีฟ้า)

(ที่สองสีม่วง)

Victory!!!!

ความรู้สึกดีใจและมีความสุขถาโถมเข้ามาจนผมยิ้มกว้างกว่าเก่า ใจจริงอยากจะกระโดดสักสองสามทีแต่เพราะใช้แรงทั้งหมดไปกับการแข่งแล้ว สิ่งที่ผมทำได้จึงมีเพียงทรุดตัวลงกับพื้นหญ้าทันทีที่พ้นเส้นสีขาวมาได้ห้าก้าว โอ๊ย ตอนที่อยู่บนแสตนผมไม่รู้เลยว่านักวิ่งต้องทรมานขนาดนี้

“ไอ้เชี่ย... มึงเลี้ยงกูเลย” ที่สองของการแข่งกล่าวอย่างเหนื่อยล้า เจ้าตัวพลิกตัวนอนหงายกลางสนามอย่างไม่กลัวเปื้อน ผมเองก็ทำ ไม่ได้ติสท์อยากซึมซับธรรมชาตินะแต่ไม่เหลือแรงแล้วจริงๆ

“แฮ่ก รอผมมีตังก่อนนะพี่ ฮะๆ”

ผมเงยหน้ามองสิ่งที่อยู่บนหัว ท้องฟ้ามักจะกว้างขึ้นทุกครั้งที่ผมนอนลงกับพื้นแล้วมองมัน เช่นเดียวกับวันนี้นอกจากมันจะกว้างแล้วมันยังสวยงามและสดใสกว่าทุกวัน ถึงแม้ว่าแดดจะแรงมากก็ตามที ตาผมจะบอดไหมเนี่ย

“ธันวา!”

เงาร่างสูงบดบังแสงเจิดจ้าจากดวงอาทิตย์ให้ผม เพื่อนๆ คนอื่นก็เข้ามามุงรอบข้าง คนนั้นตักน้ำให้ คนนี้กางร่ม คนโน้นพัด ทุกคนบริการผมดีมาก แต่ก็เหมือนเดิม มันจะมีอยู่หนึ่งคนที่แตกต่าง แม่งจะดูแลผมดีกว่าคนอื่น

“...เหนื่อยว่ะ”

“เป็นเรื่องปกติ” หนุ่มหล่อยิ้มขณะใช้ผ้าเย็นลูบหน้าผม มีบริการเสริมเป็นการเสยเส้นผมที่ปรกหน้าขึ้นให้ด้วย เข้ พอโดนลมแล้วเย็นชะมัด เหมือนอยู่คนละโลกกับตอนวิ่งเมื่อกี้เลย ตอนนั้นแม่งหิวก็หิว ร้อนก็ร้อน เหนื่อยก็เหนื่อย ขาก็ปวด แต่ตอนนี้มีแต่คำว่าสบาย “อยากกินข้าวที่ไหน”

“อยากกินมาม่าต้มยำกุ้ง”

“ทำไมมักน้อยจังวะ รางวัลชนะเลิศเลยนะ”

“งั้นพาไปกินหม้อไฟที่ญี่ปุ่นหน่อย”

“มาม่านี่แหละเหมาะสมกับคนอย่างมึงที่สุดแล้ว”

“ฮะๆ”

“อิอิ พี่บอกแล้วว่าพี่จะเอาเหรียญทองมาให้” ผมอวดคนตรงหน้าเป็นรอบที่สามร้อยเห็นจะได้ ตอนนี้เราทั้งคู่กำลังนั่งกินมาม่าด้วยกัน แต่ไม่ใช่มาม่าธรรมดา มันคือมาม่าหม้อไฟที่ร้านดัง คุณหัสดินเขาทุ่มเงินไปหลายร้อยเลยนะครับ แต่ช่างเถอะคนได้ประโยชน์คือผมนี่

ซู้ดด

อ่า นี่สิรสชาติชีวิต

“แล้วไหนล่ะเหรียญ”

“ง่ำๆ ตรงไอ้อิมไง” พอรับรางวัลแล้วคุณประธานก็คว้ามันไปจากคอผมทันที ผมได้ถ่ายรูปคู่กับมันแค่สองรูปเอง แม่งบอกว่า ‘นี่เป็นเหรียญทองเหรียญแรกของคณะสีเรา มันควรเก็บไว้ที่กู อิอิ’ ไอ้คนใจดำเอ๊ยแต่ปกติเวลาแข่งเสร็จก็ต้องเอาเหรียญไปให้มันอยู่แล้วแหละ จะได้คืนอีกทีก็วันสุดท้ายโน่น

“ไหนว่าจะเอามาให้กู ให้คนอื่นได้ไง”

“ไอ้บ้า กูก็แค่พูดเฉยๆ ไม่ได้จะให้มึงจริงๆ สักหน่อย”

“อะไรวะ”

“ถ้าให้แล้วมึงจะเอาไปทำไม แดกก็ไม่ได้ ขายก็ได้เงินไม่มาก” ผมเบ้ปากพร้อมโยนหางกุ้งใส่จานมัน คุณรู้ไหมในหม้อไฟนี้มันมีทั้งกุ้ง หอย ปู ปลาแถมยังมีหมูอีกหลายติ่น (?) ผมแฮปปี้กับการกินมาก ถ้าพรุ่งนี้น้ำหนักขึ้นก็รู้ไว้เลยว่าเป็นเพราะไอ้นี่แหละ

“มันอาจไม่มีค่าทางราคาแต่มันมีคุณค่าทางจิตใจ เพราะมึงเป็นคนบอกว่าจะเอามาให้กู”

ผมไม่น่าถามมันเลยว่ะ

“ระ ...เหรอ” ผมนิ่งไปก่อนจะก้มหน้าลงกินมาม่าต่อ แสร้งทำเป็นไม่สนใจบรรยากาศที่เปลี่ยนไป ความอึดอัดเข้ามาแทนที่จนผมหายใจลำบาก รู้สึกได้เลยว่าตัวเองเกร็งมาก “ไอ้นี่อร่อยดีว่ะ”

“อือ”

คนตรงหน้าพยักหน้า ก้มหน้าลงกินเหมือนกับที่ผมทำ ผมคิดอะไรอยู่วะ ตอนจะมาที่นี่ทำไมไม่ลากไม้กันหมามาสักสองสามคน ความจริงไอ้ 2T มันขอตามมาด้วยแล้วแต่ผมเองนี่แหละที่บอกพวกมันว่า ‘ไม่ต้องๆ ถ้าพวกมึงมาแล้วกูแดกไม่ถนัด อิอิ’ อยากจะตบปากตัวเองจริงๆ แต่ตอนนี้ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะกลับไปเป็นปกติแล้ว ก็สมควรจะเป็นอย่างนั้น

ถ้าไม่...

“ปากเลอะ”

นิ้วโป้งของคู่สนทนากดลงบนริมฝีปากของผม มันค่อยๆ เช็ดสิ่งที่เปื้อนออกช้าๆ นิ้วร้อนลูบไล้ตามกลีบปากล่างและบนเหมือนอยากจะทำให้แน่ใจว่าสะอาดจริงๆ ขณะเดียวกันดวงตาคมก็จ้องผมไม่วางตา

เพี๊ยะ

ร่างกายมันขยับไปเองก่อนที่ผมจะสั่ง ผมปัดฝ่ามือใหญ่ออกไปเบาๆ ...เบาๆ แต่ก็ชัดเจน อีกฝ่ายดูตกใจกับการกระทำนี้มาก ผมเองก็ตกใจไม่น้อย ไอ้บ้า... มันมองผมแบบนั้นอีกแล้ว ผมไม่ชอบเลย เวลามันมองด้วยสายตาแบบนี้ทีไรผมก็ไม่กล้าสบตาทุกที

“ขอบคุณเว้ย... เออนี่ กูสั่งเค้กแล้วมึงจ่ายได้ปะ ฮะๆ”

“อือ”

“น่อว รวยเหรอ”

“ธัน”

“ว่า?”

“มึงอึดอัดไหมที่กูบอกชอบมึง” คำถามจากริมฝีปากบางเป็นเหมือนหมัดฮุกที่ต่อยเข้ามาอย่างจัง ไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกตอนนี้ยังไง รู้แค่ว่าสิ่งที่ผมกล้าทำในเวลานี้มีแค่การก้มลงมองมือตัวเองเท่านั้น หัวใจแม่งบีบอย่างกับจะตาย ระบบทางเดินหายใจก็ติดขัดขึ้นมาซะอย่างนั้น

“...”

“ขอถามตรงๆ นะ”

“...”

“กูจีบมึงได้ไหมวะ”

ขณะที่พูดอีกฝ่ายไม่ได้แตะต้องตัวผมเลย มันกอดอกมองนิ่งๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความ... ความอะไรไม่รู้ คล้ายกับว่ามันเองก็ลำบากใจที่เห็นผมอึดอัด สีหน้ามันไม่ได้เรียกว่าดีเลยสักนิด ดวงตาคมหลุดลงต่ำ หัวคิ้วลู่ลง ริมฝีปากที่เคยยิ้มตลอดตอนนี้กลับเม้มเข้าหากันอย่างไม่มั่นใจในตัวเอง มือทั้งสองข้างก็กุมกันไว้ที่หว่างขา

แม่งเอ๊ย

สิ่งที่ผมต้องทำมีเพียงการเอ่ยคำว่า ‘ไม่’ แล้วเรื่องทุกอย่างก็จะจบ ...แต่แค่เห็นมันรู้สึกไม่ดี ริมฝีปากผมก็หนักอึ้ง

‘กูรู้ว่ามึงไม่เคยอยากมีความรักเพราะฉะนั้นมึงก็เลยปฏิเสธทุกคนที่เข้ามาหา ...คนอื่นมึงอาจจะทำถูก แต่คนนี้มึงแน่ใจแล้วเหรอว่าตัวเองทำถูก’

‘...จะทำอะไรก็รีบทำ ถ้าอยากได้คำว่าเพื่อนสนิทก็ตัดคำว่ารักของมันให้ขาด เพราะถ้าไม่ขาดมึงนั่นแหละที่จะแย่ แต่กูขอบอกไว้เลยว่าถึงมึงจะปฏิเสธแล้วไอ้หยางยอมถอย ...ทุกอย่างมันก็ไม่เหมือนเดิมหรอก’

‘...ตอนนี้มึงมีสิทธิ์ที่จะทำอะไรก็ได้แต่จะทำอะไรก็คิดดีๆ ล่ะ อย่าทำร้ายตัวเอง ถ้ามึงยังไม่แน่ใจกูขอเสนอให้ลองดูไปก่อน มั่นใจเมื่อไหร่มึงก็ค่อยตัดสินใจก็ได้’

อยู่ดีๆ เสียงของไอ้แพนก็ก้องในหู มันดังสะท้อนหลายครั้งเหมือนเจ้าตัวมายืนพูดอยู่ข้างๆ ...สิ่งนี้สมควรจะน่ารำคาญแต่กลับทำให้ผมรู้สึกสงบ ไม่นานหลังจากนั้นผมก็ตัดสินใจคิดตามคำพูดของเพื่อนสนิท ยอมรับเลยว่าในครั้งแรกที่ฟังเธอพูดผมไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่

แต่ตอนนี้ผมคิดว่า… น่าจะเริ่มเข้าใจแล้วมั้ง

“มึงเอาจริงเหรอ”

“อือ”

ผมสังเกตท่าทางของคู่สนทนา ...คนที่เห็นกันมาตั้งแต่เล็ก คนที่เป็นทั้งเพื่อนสนิท ทั้งคนสำคัญ ผมคิดว่าเคยเห็นมันในทุกๆ ด้านแล้วแต่ความจริงผมคิดผิด ผมยังไม่เคยเห็นมันจริงจังขนาดนี้มาก่อน

เฮ้อ

“...อือ จะทำอะไรก็ทำ”

ลองสักครั้งก็แล้วกัน

ก็อย่างที่ไอ้แพนพูด ถึงไอ้หยางจะยอมถอยแต่ถ้าต้องอยู่ใกล้กันตลอด แม่งก็คงเจ็บไม่น้อย...

และผมไม่สามารถทนเห็นมันเจ็บได้

นี่เป็นความคิดที่แปลกประหลาด... ผมมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้ชอบผู้ชาย แต่ก็รู้ว่าผู้ชายปกติเขาไม่มานั่งลังเล นั่งห่วงความรู้สึกผู้ชายที่เข้ามาจีบตัวเองหรอก ...เพราะงั้นลองให้โอกาสมันสักครั้งก็แล้วกัน ผมเองก็อยากรู้สาเหตุที่ตัวเองไม่สามารถปฏิเสธมันได้

ก่อนหน้านี้ผมคิดมาตลอดว่าถ้าหากวันหนึ่งโดนเพศเดียวกันขโมยจูบแรก ผมคงโกรธจนตัวสั่น จะต่อย จะด่าให้มันลืมทางกลับบ้านไปเลย แต่พอเกิดขึ้นจริงๆ ทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างที่คิด... นอกจากจะไม่รู้สึกอยากต่อย ด่า หรือโกรธแล้วหัวใจของผมยังเต้นแรงไม่หยุด ถึงจะไม่ได้รู้สึกเขินก็เถอะ

การที่มันเป็นข้อยกเว้นในหลายๆ เรื่องทำให้ผมเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าความรู้สึกที่ผมมีให้มันคือเพื่อนจริงๆ รึเปล่า

“จริงเหรอ”

“...เออ แต่กูมีเรื่องจะขอ”

“ว่ามาสิ”

“สัญญาได้ไหมว่าถ้าหลังจากนี้กูปฏิเสธ เราจะกลับมาเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม มึงจะไม่ไปไหน” สุดท้ายแล้วสิ่งที่ผมกลัวที่สุดก็คือการสูญเสียผู้ชายคนนี้ไป...

“...”

“จะไม่มีการหึงหวงหรือแอบไปนั่งร้องไห้ถ้ากูมีแฟน”

“ยากนะธัน” นัยน์ตาสีเข้มมีแวววูบไหว บ่งบอกว่านี่เป็นสิ่งที่เขาไม่อยากให้เกิดขึ้นเลย... ผมรู้ดี แต่ถ้ามีแฟนจริงๆ ผมก็อยากให้เพื่อนสนิทยินดีกับผมด้วย

“แล้วทำให้ได้ไหม”

“ก็ถ้ามึงต้องการ …อือ กูทำให้ได้”

“งั้นก็... ตามนั้นแหละ” ผมพึมพำในลำคอขณะเท้าคางหันหน้าไปมองทางอื่น ...ไอ้ห่า ชีวิตกูมีวันแบบนี้จริงๆ ว่ะ วันที่อนุญาตให้ผู้ชายจีบตัวเอง

“ปะ ทิ้งกีฬาสีมึงเถอะ เราไปฮันนีมูนกันดีกว่า”

สัส...

“ไอ้เพ้อเจ้อ” ผมทำหน้าเบื่อหน่ายพร้อมกับยกนิ้วกลางให้ร่างสูงไปตามระเบียบ “แค่ศึกษาดูใจโว้ย ตอนนี้สถานะเรายังไม่เปลี่ยน”

“งั้นมึงก็ขอกูเป็นแฟนสักทีสิ”

เดี๋ยว ผมหูฝาดรึเปล่า...

“...อะไรนะ?” เป็นอีกครั้งที่ผมเอ่ยถามอึ้งๆ คุณคงคิดว่าไอ้หยางพูดเล่นแต่เปล่าเลย หน้ามันหน้าจริงจังมาก

“กูยังไม่ได้บอกเหรอ”

“...”

“กูจะเป็นคนจีบแต่คนที่ขอเป็นแฟนต้องเป็นมึง”

“อะไร คนจีบไม่ใช่เหรอวะที่ต้องขอ”

“ไม่มีกฎหมายระบุไว้สักหน่อยว่าคนที่จีบต้องเป็นคนขอคบ แล้วก็... เมื่อไหร่ก็ตามที่มึงจะมาขอกูเป็นแฟนตอนนั้นมึงต้องรักกูแล้วนะ” คนพูดเท้าคางคลี่ยิ้มให้ บอกตามตรงว่ารอยยิ้มนี้ทำให้ตีนผมกระตุก อยากจะประทับรอยรองเท้าลงบนหน้ามันจริงๆ

“นี่มั่นใจว่าตัวเองจะทำให้กูรักได้มากขนาดนั้นเลย?”

“ก็ไม่เชิง กูแค่อยากให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย กูขอจีบ มึงขอคบ แฟร์เห็นๆ” โอ้โหแฟร์มาก แฟร์ขนาดนี้กูคิดว่างานเกษตร

“กลับไปเล่นกับปลากระป๋องที่บ้านไปไอ้เหี้ย!”

“ใจเย็นๆ สิ ฮะๆ”

“ถ้าล้อเล่นอย่างนี้ไม่ต้องมาคุยกับกูเลยไอ้จัญไร… กูแดกมาม่าต่อดีกว่า คุยกับมึงแล้วมีแต่เรื่องไร้สาระ เส้นกูอืดหมดแล้ว” ก่อนที่ผมจะได้หันไปสนใจอาหารในหม้อ ไอ้หยางก็พูดแทรกขึ้นมาอีกครั้งแต่ครั้งนี้มันไม่ใช่คำพูดไร้สาระ

“ใครบอกว่ากูพูดเล่น กูจริงจังนะ ที่กูทำแบบนั้นเพราะกูเคารพการตัดสินใจของมึง กูให้มึงเป็นคนเลือกเองว่าอยากให้กูเป็นคนที่จะมอบความรักและแก่ไปพร้อมมึงไหม ถ้าอยากก็เดินมาแล้วขอกูเป็นแฟน...”

“..”

“แต่ถ้าสุดท้ายแล้วกูไม่สามารถเป็นคนรักได้มึงก็บอกมาตรงๆ อย่าฝืน อย่าเกรงใจ”

“อือ อย่าลืมสัญญาก่อนหน้านี้ล่ะ”

“เออ...”

ทุกครั้งที่พูดถึงเรื่องนี้มันจะทำหน้าเศร้า ผมก็ไม่อยากเห็นมันเป็นแบบนี้หรอกแต่ที่ต้องย้ำหลายครั้งเพราะผมอยากมั่นใจว่าไอ้หยางจะเข้าใจและจะทำได้จริงๆ

“แล้วตอนนี้มึงรักกูขนาดไหน”

“มึงเป็นรองแค่ครอบครัวกู”

“มันเป็นความรักระดับไหนวะ”

“ระดับเทิดทูนบนหิ้ง”

“กูมีอะไรทำไมมึงถึงได้รักกูขนาดนั้น” ผมอาจจะใจดีและดูแลมันดี แต่ก็ไม่น่าจะทำให้มันรักได้มากขนาดนั้นมั้ง ผมเป็นรองแค่บุพการีกับน้องสาวมันเองนะ... ยิ่งฟังยิ่งตกใจ หรือว่าผมเคยละเมอไปเล่นของใส่มันรึเปล่าวะ

“เป็นแฟนกูสิ แล้วกูจะบอกทุกอย่าง อยากได้อะไรกูก็จะหามาให้”

เหอะ หมั่นไส้

“เหรอ ถ้ากูขอให้มึงเผารองเท้าทั้งหมดที่มี มึงจะยอมไหม”

“กูยอมมึงได้ทุกอย่าง แต่ทุกอย่างที่กูจะยอมต้องมีเหตุผล ถึงกูจะรักรองเท้าน้อยกว่ามึงมากแต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่กูจะต้องเผาของสะสมตัวเองเพียงเพราะมึงไม่ชอบมัน”

โอ้...

“พูดจาดูดีว่ะ”

“นิสัยก็ดีนะ ลองคบกับกูสิ”

กูอยากจะแหมให้ถึงดาวเคราะห์แคระนอกระบบสุริยะจักรวาล อ่อยเก่งจังนะพ่อคุณ


________________________________________________________________________________

ในที่สุดก็มาถึง intro ของเรื่องสักที และในที่สุดเราก็กลับมาแล้ว

ทำไมต้องกลับมาช่วงสอบตลอดเลยวะ555555

ช่างแม่ง


พี่กลับมาแล้วสาวๆ



Mommae in your area....



23/07/2560

-Mommae-

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.23K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

30,011 ความคิดเห็น

  1. #29980 9494 (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2563 / 01:04
    เอาจริง ชั้นน่ะ สงสารหยางมาก ต้องมาสัญญาอะไรแบบนั้น ถ้าในอนาคตเลิกกันจริงใครทำได้บ้าง กลับไปเป็นเพื่อนกับแฟนเก่า แล้วยินดีที่เขามีความสุขกับคนใหม่ หยางเป็นคนที่รักคนยาก แต่ถ้ารักแล้วรักเลย รักมากด้วย คาร์แรกเตอร์ชัดเจนจัด คนแบบนี้ถ้าเจอคนรักที่มั่นคงก็คบกันไปจนตายอ่ะ แต่ถ้าไม่ก็จะเป็นบุคคลที่น่าสงสารที่สุด... มุแงงง สงสารลูกหยางค้าบ
    #29,980
    0
  2. #29200 Dong-dy (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 6 เมษายน 2563 / 01:10
    งื้อออออชอบเรื่องนี้มากเลยง๊าาา อ่านไปเขินไป ไรท์เขียนได้ลื่นไหลมากๆ อ่านเพลินจรลืมหลับลืมนอนกันเลยทีเดียว อยากให้ไรท์เขียนต่อไปจนถึงมหาลัยเลยอะ ไม่อยากให้จบ อยากเห็นความรักของธันวากับหยางตอนโตกว่านี้ อยากเห็นพวกเค้าอยู่ด้วยกันในมหาลัย คอนโด~~~ เเค่นี้ก็เบาหวานจะกินหัวเเล้ว ถ้ามีจริงจะดีต่อใจมัคๆๆ เลยค่ะไรท์ สัญญาว่าถ้าไรท์เขียนถึง เเล้วไรท์ตีพิมพ์
    จะไปซื้อน้องธันกะนุ้งหยางมาไว้ในอ้อมอกอีแป้นคนนี้~~~ : )
    #29,200
    0
  3. #29167 psunrise (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 5 เมษายน 2563 / 09:41
    ทำไมชั้นเศร้าตรงที่น้องบอกไม่ให้หยางหวงหรือเศร้าเรื่องน้อง แงงสงสารหยาง ลืมๆไปซะชั้นควรจะฟินตอนท้ายๆสิ โธ่
    #29,167
    0
  4. #28799 angela15mastang (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2562 / 15:08
    ตอนนี้รู้สึกผิดหวังแบบจิ๊ดๆอ่ะ แต่ไม่จิ๊ดแค่นิดๆนะ ค่อนข้างมาก ผิดหวังกับธันวาอ่า คือก็รู้นะว่าเป็นคนใสๆซื่อๆ แต่ถึงยังไงก็ต้องนึกถึงคนอื่นมั่งสิจริงมั้ย นี่อะไร เพื่อนสนิทชอบ>ยอมให้จีบ-แต่มีข้อแม้ว่าห้ามหึงหวงห้ามร้องไห้ถ้ามีแฟน และที่ดูแย่สุดๆคือ ห้ามจากไปไหน คือแม่รับไม่ได๊ รู้นะว่ารักเพื่อน แต่บางครั้งบางครา การปล่อยมันก็ดีที่สุดนะ เจ็บน้อยทั้งสอง นี่คืออะไรคะน้องธันวา ตัวเองแฮปปี้แต่อยากให้เพื่อนอันแฮปปี้ งงไหมคนแบบนี้ อยากให้เพื่อนเจ็บ รักเพื่อนอ่ะนะแต่ไม่อยากตอบรับความรักเพื่อน นายธันวา บลาๆ(อย่าให้รู้นามสกุลนะ) นิยามคำว่า"เห็นแก่ตัว"ได้ดีที่สุดในเรื่องจริงๆค่ะ (นี่ขนาดไม่มีตัวร้ายนะเนี่ย.....) #อินปล่อยหนูไปค่ะ แค่โมโหน้องตอนนี้เฉยๆเดี๋ยวตอนหน้าก็รัดน้องเหมือนเดิมแย้ว...
    #28,799
    0
  5. #28670 ชากุหลาบอุ่นอุ่น (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 9 เมษายน 2562 / 18:40
    😊😊😊
    #28,670
    0
  6. #28656 Kmmbs may (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 7 เมษายน 2562 / 15:15

    กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด
    #28,656
    0
  7. #28422 Callmeyou (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 / 00:41
    ลืมอินโทรไปแล้วนะเนี้ย...
    #28,422
    1
    • #28422-1 angela15mastang(จากตอนที่ 34)
      21 ธันวาคม 2562 / 15:09
      อินโทรยาวขนาดนี้ เรื่องคงอีกประมาณร้อยตอนจบ555
      #28422-1
  8. #28379 diizzpop2107 (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:50
    เค้าขอจีบกันอย่างเปนทางการแล้ววว
    #28,379
    0
  9. #28339 CarrotSirirvarin (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 27 มกราคม 2562 / 18:45
    ไม่ไว้ละหวานไปอีก
    #28,339
    0
  10. #28280 greentealatte ♡ (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 26 มกราคม 2562 / 00:26
    กว่าอินโทรของเรื่องจะมา55555555
    #28,280
    0
  11. #27188 loocbomb (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2561 / 21:46

    หย๊างงง เราทีมนาย

    #27,188
    0
  12. #26049 Speedyy (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2561 / 00:03
    อินโทรยาวมากกกก555 แต่น่ารักจังโมเม้นต์นี้
    #26,049
    0
  13. #25929 Bam is all around (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2561 / 12:56
    น่ารักจังเลยยยยยยๆๆๆๆๆๆ
    #25,929
    0
  14. #25362 WayVe❤ (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 30 เมษายน 2561 / 16:58
    โอ้ยยยยย พิบัวลอยยยย แระแร้ววันนี้ก็มาถึง อุ๋งๆอนุญาตให้จีบแล้วนะหัสดิน ทำดีๆเด้อ จู้ๆ
    #25,362
    0
  15. #25278 cb_my_love (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 29 เมษายน 2561 / 00:14
    😶😐😯😮😲😳
    #25,278
    0
  16. #25058 Mindzz♡ (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 26 เมษายน 2561 / 23:47
    เเหมมมมมมมม
    #25,058
    0
  17. #24443 หยวนเก้ออ666 (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 24 เมษายน 2561 / 19:58
    เอาว่ะๆ5555555
    #24,443
    0
  18. #23349 SakanaTai (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 8 เมษายน 2561 / 22:56
    ความเด่นของหม่อมแม่คืออะไร?
    คือgifและประโยคอินโทรที่อยู่กลางเรื่อง 😂
    #23,349
    0
  19. #23269 ztjk (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 27 มีนาคม 2561 / 00:12
    ขำgifสุดละ
    #23,269
    0
  20. #23208 perfume-chnk (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 13 มีนาคม 2561 / 23:58
    เปิดตอนมาก็นึกว่าจะต้องกินมาม่า เเต่ท้ายตอนนี่มันละมุนนีมากๆ
    #23,208
    0
  21. #23172 TheViper_ (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 9 มีนาคม 2561 / 01:32
    เป็นอินโทรที่ยาวมาก ไม่อยากจะเชื่อประเด็นในอินโทรเพิ่งโผล่มาตอนนี้555
    #23,172
    0
  22. วันที่ 11 ธันวาคม 2560 / 23:25
    เบะปากมองบน- - ให้กับการอ้อยได้ตลอดเวลาของหยางงง แต่คำพูดคำจาหนูเอาไปเลย สิบ!สิบ!สิบ! หุหุ
    #22,933
    0
  23. #22805 pingpanther6112 (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 / 00:51
    อ่านแล้วยกยิ้มมุมปาก 55555
    #22,805
    0
  24. #22728 lalidila (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2560 / 22:09
    ที่อ่านมาทั้งหมด นี่แค่อินโทรเหรอคะ อมก.555555
    #22,728
    0
  25. #22665 L.Gladiolus (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2560 / 17:45
    สั้นไป 555
    #22,665
    0