I'm on a diet! : อย่าท้า เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน [END]

ตอนที่ 33 : ครั้งที่ 29 ความรู้สึก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 84,034
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,318 ครั้ง
    22 ม.ค. 62




ครั้งที่ 29 ความรู้สึก

[หยาง]

‘มึงดูการกระทำกู แล้วบอกกูซิว่าถ้าไม่ได้รักมึง… กูจะทำแบบนี้เหรอ’

...เฮ้อ พูดออกไปซะแล้วสิ ทั้งๆ ที่คิดว่าจะไม่พูดแต่ให้อีกฝ่ายรู้ด้วยตัวเองแท้ๆ เพราะความซื่อของมึงแท้ๆ เลยไอ้ธัน

ผมเอี้ยวหน้าไปมองร่างโปร่งที่หลับตาพริ้มอยู่ข้างหลัง มันเพิ่งจะข่มตานอนได้เมื่อไม่นานมานี้เอง เหตุผลที่ทำให้มันนอนไม่หลับก็พอจะเดากันได้มั้ง ...หนีไม่พ้นเรื่องที่ผมสารภาพรักกับมันหรอกครับ ผมว่าไอ้อุ๋งๆ ต้องเครียดเรื่องนี้อยู่ไม่มากก็น้อยเพราะแม่งกลิ้งไปกลิ้งมาตลอด ก็นะ อยู่ดีๆ ก็ถูกเพื่อนสนิทบอกรักนี่นา

ถามว่าเริ่มชอบมันตอนไหนเหรอ?

เอาจริงๆ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ฮะๆ

ตลอดมาผมคิดว่าระหว่างเราคือเพื่อนรัก คนอื่นมาแซวหรือพูดอะไรผมก็ไม่เคยเก็บไปคิดเพราะเชื่อว่าแค่เพื่อนจริงๆ แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปช้าๆ ผมไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่อยากอยู่ใกล้ธัน อยากได้ยินเสียง อยากสัมผัส อยากให้ธันหัวเราะ อยากให้ธันยิ้ม อยากเห็นธันมองมาที่ผม ที่อาการหนักที่สุดคือเวลาเราอยู่ใกล้กัน ผมไม่สามารถห้ามให้ตัวเองเลิกสนใจริมฝีปากกระจับได้เลยสักครั้ง

“ธันวา”

“...”

“โกรธเหรอวะ” ผมจิ้มหลังมือขาวๆ ถึงอย่างนั้นมันก็ยังคงทำหน้านิ่ง ไม่สนใจผมแม้แต่นิดเดียว ทำไงดีล่ะ เผลอทำอุ๋งๆ โกรธซะแล้ว ...แต่ผมก็แอบดีใจนะที่ได้เห็นใบหน้าน่ารักๆ หึ

“...”

“แค่หอมเองน้าา”

“มึงใช้คำว่าแค่เหรอวะ” คราวนี้มันหันมาสบตากัน หัวคิ้วขมวดบ่งบอกว่าไม่ค่อยถูกใจประโยคเมื่อกี้สักเท่าไหร่

“อือฮึ” ...ความจริงก็อยากทำมากกว่านี้อยู่หรอกแต่กลัวไก่ตื่น

“ไอ้... โอ๊ย กูไปเยี่ยวเล่า คุยกับมึงทีไรปวดเยี่ยวทุกที!” สิ้นประโยคมันก็ลุกกขึ้นไปเข้าห้องน้ำทันที อะไรคือการที่มึงพูดแบบนั้นวะ หมายถึงกูหน้าเหมือนโถส้วมเหรอ

“ไอ้หยาง แปลกๆ แล้วนะมึงอะ” คนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเอ่ยขึ้นหลังจากที่ไอ้ธันเดินจากไปแล้ว ลืมบอกไปเลยว่านอกจากผมกับไอ้ธันแล้ว ก็ยังมีไอ้เทรนด์ด้วย ตอนแรกก็กะจะมากันสองคนแหละ แต่คิดได้ว่าไอ้อุ๋งๆ คงไม่ยอมมาด้วยกันแน่ก็เลยอ้างว่าไอ้เปรตหิวข้าว

“ไร?”

“กัดแก้ม บีบแก้มกูยังพอเข้าใจเพราะกูกับไอ้ต้นก็ทำ ...แต่นี่หอมแก้ม”

“มึงจะพูดอะไรก็พูดมาเลย”

“ก็แค่จะบอกว่าเพื่อนธรรมดาเขาไม่ถึงเนื้อถึงตัวกันแบบนี้หรอก”

“เพื่อนสนิทไง คิดมากว่ะ มึงไม่เคยเห็นไอ้แพนเล่นกับเพื่อนมันเหรอ”

“ไม่เหมือนเว้ย นั่นผู้หญิง”

“ผู้หญิงหรือผู้ชายต่างกันตรงไหนวะ ยังไงก็คนเหมือนกัน”

“อย่ามาแอ๊บใส กูรู้ว่ามึงเข้าใจ… ทุกเรื่อง” มันเท้าคางพูดเนือยๆ แต่ใบหน้าเจ้าเล่ห์ไม่หยอก ...สมกับที่เป็นเพื่อนกันมาห้าปี ความจริงผมรู้สึกตัวมาสักพักแล้วว่ามันแอบมองอยู่ ที่ก่อนหน้านี้ไม่เข้ามาพูดอะไรคงเพราะยังไม่แน่ใจ แต่การกระทำก่อนหน้านี้ของผมคงทำให้มันมั่นใจแล้วว่าอะไรเป็นอะไร

“...”

“กูพูดถูกไหม”

“หึๆ” ผมเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ตอบคำถามด้วยรอยยิ้มที่ไม่ต่างกันนัก แต่เท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้มันเข้าใจแล้วครับ

“ตั้งแต่เมื่อไหร่”

“ไม่รู้ว่ะ รู้ตัวอีกทีก็เป็นแบบนี้แล้ว”

“แล้วคิดจะทำยังไงต่อ จะบอกมันไหม”

“ไม่ล่ะ”

“อ่าว จะปล่อยให้หมาคาบไปแดกเหรอ”

“ไม่มีทาง”

“แล้วไม่บอกมันล่ะ”

“กูอยากให้มันรู้ด้วยตัวเอง” ผมอยากให้เป็นแบบนี้ไปสักพัก อยากเก็บเกี่ยวสัมผัส ความบ้า ความน่ารัก ความเอาใจใส่ของมันให้เต็มที่ก่อน เผื่อว่าอนาคตจะไม่เป็นอย่างที่หวังไว้…

“ไอ้หยาง มึงติดกูมากไปปะเนี่ย”

“ไม่ได้ติด”

“อย่ามา นี่แหละเรียกว่าติด ติดโคตรๆ ด้วย”

“แล้วไง ถึงกูติดมึงจริงๆ ก็ไม่เห็นจะเสียหายอะไร ไม่มีใครตายสักหน่อย... ไปกับกูเหอะ อยากให้ไปด้วย” ผมเกาะเสื้ออีกฝ่ายไว้แน่น พยายามโยกตัวมันไปมาทั้งๆ ที่มันยังคร่อมบิ๊กไบค์ตัวเองไว้ ไม่ต้องห่วงว่าจะตกจากรถหรอก ผมจับไว้อย่างดี แต่ก็อาจจะมีเสียวๆ ตกบ้าง ก็นะ ถ้ามันยอมไปกับผม ผมก็ไม่ทำแบบนี้หรอก

“ไอ้ต้นมาเอาเพื่อนมึงออกไปดิ๊” ไอ้ธันตะโกนขอความช่วยเหลือจากเพื่อนสนิทอีกสองคนที่ยืนอยู่ไม่ห่าง เสียใจ มึงขอความช่วยเหลือผิดคนแล้ว

“ไม่เอา เรื่องผัวๆ เมียๆ กูไม่อยากยุ่ง”

“ช่ายๆ งึ่มๆ อันนี้อร่อยว่ะ”

“ใช่มะ กูคัดสรรมาอย่างดี”

“คนขายไหม ไม่ใช่มึง”

ทำดีมากเพื่อน หึ

“หยางปล่อย” คู่สนทนาเริ่มออกแรงดันมากขึ้นแต่ผมเองก็ยังมีแรงเหลือเฟือที่จะรั้งมันไว้เหมือนกัน ผมก็แค่อยากให้มันไปกินหมูกระทะด้วยกัน แค่วันเดียวเอง หลังจากนี้เราก็ไม่ได้เจอกันตั้งนาน…

“ไปด้วยกันแล้วจะปล่อย”

“บอกว่าต้องไปคุยเรื่องกีฬาสีกับเพื่อนไง” ...ที่อิมเรียกคุยวันนี้ก็คงเป็นเรื่องการเตรียมงาน ตำแหน่งตอนเดินขบวน การดูแลน้องธรรมดาๆ มั้ง ไม่เห็นจะสำคัญเลย ชิ

“จะไม่ไปกับกูจริงดิ”

“เออ ไม่ไป”

“...” ผมทำหน้าเศร้า ก้มลงพิงไหล่มนอย่างหงอยๆ ทั้งเสียงและท่าทางมันเป็นไปเองโดยธรรมชาติ สงสัยผมจะติดมันอย่างจริงจัง ผมไม่เคยอ้อนใครหนักเท่านี้เลย อย่าว่าแต่เพื่อนเลย กับคนที่เคยคุยกันก็ไม่ขนาดนี้ “กูโกรธมึงละสัส”

คุณคิดว่าพอผมพูดแบบนั้นออกไปไอ้อุ๋งๆ จะทำยังไง ลูบหัวผมแล้วบอกว่า ‘กูยอมแล้วๆ ไปกับมึงก็ได้’ เหรอ… ไม่มีทาง แม่งขี่รถออกมาจากสนามกีฬาจังหวัดด้วยความเร็วแสงเลยครับ ขี่เร็วชนิดที่ว่าผมไม่สามารถรั้งไว้ได้ทัน ทำได้เพียงมองควันและตะโกนไล่หลังไปเท่านั้น

“ไอ้เหี้ย ง้อกูดิโว้ย!”

เชี่ยเอ๊ย...

“ไปซะแล้ว แม่นางคีรินทร์เมียท่านขุนพลหัสดิน” เพื่อนสต๊าฟที่ยืนกันอยู่กอดอกมองขำๆ ให้ตายดิ แทนที่กูเจ็บแล้วมึงจะสงสารยอมดีๆ นี่นอกจากไม่ยอมแล้วยังทิ้งไปดื้อๆ อีก น่าตีว่ะ

“งั้นเราก็ไปกันเถอะ มึงขี่รถไหวปะไอ้หยาง” ไอ้เหล็กชมพูเอ่ยถามก่อนจะมองลงมาที่ข้อเท้าของผม เมื่อตอนโชว์สต๊าฟผมดันพลัดตกลงมาจากสเตฟ เจ็บครับแต่ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก แต่ถึงจะเจ็บมากผมก็จะขี่รถอยู่ดีเพราะยังไงตอนนี้ความงอนแม่งมีมากกว่าอะไรทั้งนั้น มันกล้าขี่รถหนีผมไปได้ไงวะ แม่ง

“ไหว...”

“โถ พ่อคุณ เมียทิ้งปุ๊บหงอยปั๊บ”

“เงียบไปเลยพวกมึง” เดี๋ยวกูฟาดด้วยรองเท้า ดูทำหน้าทำตา

“งั้นเราไปหาร้านหมูกระทะย้อมใจกันเถอะ” คนที่กระตือรือร้นเรื่องกินที่สุดเห็นทีจะเป็นไอ้ต้น ตัวก็เล็กเสือกกินจุ ตอนที่หิวมากๆ มันสามารถยัดข้าวเข้าไปในกระเพาะได้อย่างต่ำสามจานนะครับ สามจานพูนๆ อะ แต่ถึงจะแดกเยอะยังไงแม่งก็ไม่อ้วนเพราะออกกำลังกายหนักกว่า เหอะๆ

“ไม่เอา ไม่อยากไปร้านหมูกระทะะะ”

“เอ้า แล้วมึงจะไปไหน”

“ร้านเหล้าเหอะ ให้รางวัลตัวเองไง ไหนๆ ในหมู่พวกเราก็ไม่มีใครไม่แดกเหล้าอยู่แล้วนี่ อีกอย่างครูก็ให้ตังมากินเลี้ยงตั้งเยอะ หมูกระทะไม่ตอบโจทย์ความหิวของเราหรอก เราไม่ได้กระหายเนื้อสุกร… เรากระหายสุราเมรัย” ไอ้ประธานทำตาวาว ลูบคางตัวเองไปมาอย่างร้ายกาจ เพื่อนที่เหลือพอได้ยินคำว่าเหล้าก็หูผึ่งพยักหน้ารับทันที

ไอ้พวกขี้เหล้าเอ๊ย

ด้วยเหตุนั้นเราสีแดงจึงยกขบวนเปลี่ยนเป้าหมายไปที่ร้านเหล้าแถวริมแม่น้ำกันแทน ที่นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่ร้านที่ใหญ่แต่ตำรวจไม่เคยตรวจค้นเพราะแม่งอยู่ในซอกหลืบและอีกอย่างเจ้าของร้านก็ดูจะมีอิทธิพลด้วยมั้ง ผมก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเหมือนกัน

“เป็นไรไอ้หยาง ทำไมไม่สนใจโลกเลยวะ” เชี่ยแคระกระแซะไหล่ถาม ในมือถือทั้งช้อนข้าวและตะเกียบ มันจะแดกข้าวกับบะหมี่พร้อมกันครับ ...ถ้าติดคอขึ้นมากูไม่รู้ด้วยนะ

“พวกมึงก็รู้ๆ อยู่ว่ามันเพิ่งโดนเมียเท”

“อ่อ โถๆ แดกเหล้าเข้าไปสัส เมื่อเหล้าเข้าปากแล้วทุกอย่างจะโอเค อิอิ”

“ไม่เอาไม่แดก อารมณ์ไม่ดี” ผมปฏิเสธแก้วที่ไอ้ประธานสียื่นมาให้ก่อนจะก้มหน้าก้มตามองโทรศัพท์อย่างเอาเป็นเอาตาย อุตส่าห์บอกแล้ว อุตส่าห์บอกแล้วแท้ๆ ว่าให้ง้อด้วยแต่สุดท้ายแม่งก็ไม่โทรมา ข้อความสักข้อความก็ไม่มี น่าโมโหไหมล่ะ “กูโทรไปเองก็ได้วะ...”

ตู๊ด ตู๊ด

(โหล)

“...”

(มึง) ยัง...

“...”

(มึง)  ยัง ยังไม่ทำอีก นี่มันไม่สำนึกเลยสินะ

“...”

(ถ้ามึงไม่พูดกูจะวางจริงๆ นะ)

โว้ย ไอ้เชี่ย!

“...ง้อดิ อุตส่าห์โทรมาให้ง้อ” ผมจำใจต้องพูดสิ่งที่ต้องการออกไปเบาๆ เนื่องจากกลัวว่าไอ้เพื่อนทั้งหลายจะได้ยิน ความจริงแม่งก็ได้ยินนานแล้วล่ะไม่งั้นไม่ยิ้มล้อแบบนี้หรอก อย่าคิดว่ากูอ่านสายตาพวกมึงไม่ออกนะ ‘อ่อนฉิบหาย’ บ้างล่ะ ‘กลัวเมีย’ บ้างล่ะ

(อะๆ ง้อๆ)

“แค่เนี๊ย?”

(เออ แค่นี้แหละ)

“โห่เหี้ย คิดว่ากูจะหายงอนเหรอวะ” พูดเหมือนโกรธมากทั้งๆ ที่ตอนนี้มุมปากทั้งสองข้างยกยิ้มเป็นที่เรียบร้อย ความรู้สึกขุ่นเคืองที่เคยมีมันหายไปภายในพริบตา ผมไม่ได้ง่ายนะแต่แม่ง… แค่ได้ยินเสียงใสๆ ความโกรธก็ลดลงไปห้าสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว

“เออ เพื่อนกูไม่ได้ง่ายๆ นะมึง” ไอ้เทรนด์พูดแทรกขณะชงเหล้าแจกจ่ายเพื่อนฝูง มีผมคนเดียวเท่านั้นที่ดื่มน้ำสไปรท์ คูลปะล่ะเข้าร้านเหล้าดื่มน้ำอัดลม

(แล้วหายงอนไหม?)

“เออ หาย”

“ใช่ ไอ้หยางมันไม่ได้ง่าย... มันง่ายมากต่างหาก ไอ้จัญไรหยาง มึงช่วยเล่นตัวอีกสักนิดได้ไหมวะ”

(ไอ้บ้า)

เราสองคนคุยกันต่ออีกสักพักมันก็ขอวางสายเพราะต้องไปประชุม ความจริงผมไม่อยากให้มันวางหรอกแต่ถ้างอแงมากเดี๋ยวจะโดนมันโกรธเอาก็เลยยอม อีกอย่างตอนนี้ผมก็อารมณ์ดีแล้วด้วย

“ไปห้องน้ำกันไหม ไอ้เทรนด์ ไอ้หยาง”

หมับ

“เฮ้ย” ยังไม่ทันที่จะได้ตอบไอ้ต้นก็ลากพวกผมออกมาจากโต๊ะด้วยแรงมหาศาล เมื่อกี้ผมเกือบทำแก้วแตก ดีนะที่วางแก้วทันไม่งั้นนะมึงเอ๊ย… แล้วนี่เราจะไปไหนกัน มันไม่ใช่ทางไปห้องน้ำนะนั่น

“ไอ้...”

ตอนแรกผมกะจะโวยวายแต่เพียงแค่หันไปเห็นสายตาจริงจังของอีกฝ่าย ทั้งผมทั้งไอ้เปรตก็เงียบแล้วเดินตามมันไปแต่โดยดี ไม่รู้เหมือนกันว่าจะคุยเรื่องอะไรแต่ที่รู้ๆ ต้องไม่ใช่เรื่องไร้สาระแน่ สุดท้ายจุดหมายของเรามาหยุดอยู่ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่หลังร้าน สงบ เย็น และไม่มีคน

“ถ้าขอยืมเงินกูบอกเลยนะว่าไม่มีให้ ตอนนี้รวยแต่เขือ”

“รู้แล้ว มึงเคยมีอย่างอื่นที่ไหนล่ะ”

“...ไอ้นี่”

“ตกลงมีเรื่องอะไรถึงลากพวกกูออกมานอกวงแบบนี้”

“เป็นเรื่องที่คนอื่นไม่ควรรู้เหรอ” ผมถามต่อ ใบหน้าของร่างเล็กคงนิ่งแต่บรรยากาศรอบข้างเริ่มเข้าสู่ความตึงเครียด ไม่รู้เหมือนกันว่าจะพูดอะไรแต่ที่รู้ๆ ต้องเกี่ยวกับผมแน่นอนเพราะมันเอาแต่จ้องผม

“เออดิ”

“กูทำอะไรให้มึงไม่พอใจรึเปล่า หรือกูไปก่อเรื่องอะไรไว้”

“ทำ”

“ไม่น่าจะใช่เรื่องสั้น งั้นนั่งกันก่อนเถอะจะได้ใจร่มๆ ด้วย” ไอ้เทรนด์ที่ปกติจะนิ่งกลับเล่นมุข กดไหล่ให้พวกเรานั่งลงกับพื้นหญ้า ไม่ลืมที่จะตบหลังเบาๆ เป็นการคลายเครียดด้วย

“มึงคิดยังไงกับไอ้ธันวะ”

“...”

โอ้โห

ผมกับหนุ่มเล็กดัดมีสีหน้าตกใจที่มันพูดประโยคนี้ออกมา ปกติไอ้ต้นจะเป็นคนความรู้สึกช้า ไม่ค่อยรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงรอบข้างแต่พระเจ้า… นี่ผมแสดงออกชัดเจนจนมันรู้เลยเหรอวะ งั้นไอ้เหี้ยธันต้องพิจารณาตัวเองแล้วล่ะที่ไม่ว่าผมจะกอด หอม คลอเคลีย หรือเกือบจะจูบแม่งก็ไม่รู้ตัวสักที

“จะคิดยังไงล่ะ ก็เพื่อนกัน” เป็นไอ้เทรนด์ที่ตอบ สายตาชั่วๆ ของมันทำให้ผมรู้ว่าแม่งอยากแกล้ง ...ก็ดีนะ ผมอยากรู้เหมือนกันว่าไอ้ต้นจะพูดอะไรต่อ

“เสือกไอ้สัส กูถามมันโว้ย”

“มันเพื่อนกู”

“กูก็เพื่อนมึงไง โอ๊ย เลิกเล่น กูจะโกรธจริงๆ แล้วนะ ...ตกลงมึงคิดยังไงกับไอ้ธัน”

“เพื่อน” ผมตอบพลางเด็ดหญ้าเล่น พยายามคีพลุคให้ตัวเองดูปกติมากที่สุด… กลั้นขำเอาไว้ กลั้นขำเอาไว้ ต้องทนจนกว่ามันจะพูดเรื่องสำคัญ

“แต่กูเชื่อในสายตาตัวเองว่ะ” เชรด แม่งเอาว่ะ

“คือ?”

“มึงชอบมัน”

“มึงอย่ามาตลกว่ะต้น ชอบหยางธันได้แต่อย่าอินมาก เป็นคนสนิทมึงเองก็น่าจะรู้นะว่าพวกมันเป็นอะไรกัน” ไอ้เทรนด์ยังคงตีบทแตก เก๊กขรึม ขมวดคิ้วมองเพื่อนสนิทนิ่งๆ ...จบเรื่องนี้วอนช่องสามติดต่อมาด้วยนะครับ นี่แหละอนาคตดาวรุ่งพุ่งแรง

“ไอ้เชี่ยนี่! เงียบไปเลย ฟังกูพูดก่อน” ว่าแล้วเจ้าของเวสป้าแดงก็ใช้นิ้วชี้หน้าผม “มึงอะชอบมันแน่ๆ”

ก็ใช่ไง

“มึงอย่าบ้า กูเพื่อนกัน”

“...กูไม่อยากเร่งมึงหรอกแต่กลัวว่าถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ แล้วมันจะมีปัญหา” อีกฝ่ายขมุบขมิบปากพูดเบาๆ ใบหน้าหวานกังวลอย่างเห็นได้ชัด

“กูไม่เข้าใจที่มึงพูด”

“มึงรู้ตัวไหมว่าสายตาที่มึงมองไอ้ธันมันไม่ใช่เพื่อน”

“...” รู้สิ

“ตั้งแต่วันแรกที่กูเจอไอ้ธัน กูก็รู้เลยว่าสำหรับมึง… มันพิเศษกว่าคนอื่น สิ่งที่มึงปฏิบัติกับมันก็ไม่ใช่เพื่อน คำพูดที่มึงใช้กับมันก็ไม่ใช่เพื่อน ไม่มีอะไรที่เป็นเพื่อนเลย มีแต่ปากมึงนั่นแหละที่บอกว่ามันเป็นเพื่อน”

“...”

ประโยคที่เพิ่งได้ยินทำผมอึ้ง คนที่ผมคิดว่าเป็นพวกไม่สนใจอะไรกลับกลายเป็นคนละเอียดอ่อน ให้ความสำคัญกับเรื่องเล็กน้อยซะงั้น… แล้วสิ่งที่มันพูดก็น่าสนใจมาก

“...แต่กูกับมันเป็นเพื่อนสนิทกัน แถมเป็นผู้ชายทั้งคู่”

“กูว่าเรื่องเพศมันไม่เกี่ยวว่ะ จะรักใครสักคนเราต้องสนเรื่องเล็กน้อยแบบนี้ด้วยเหรอวะ ส่วนเรื่องเพื่อน …กูว่าเพราะเป็นเพื่อนกันนี่แหละมึงถึงได้ชอบมัน ความสนิททำให้มึงรู้จักมันดีกว่าใคร ความสนิททำให้มึงเห็นว่ามันดีขนาดไหน และความสนิทก็ทำให้มึงหลงมันในที่สุด”

“หึ ไอ้เหี้ย พูดเหมือนนั่งอ่านชีวประวัติกูมา” ผมเขกหัวไอ้แคระไปเบาๆ

“กูพูดไปตามที่เห็นโว้ย แล้วสรุปมึงรู้รึยังว่าชอบมันไหม”

“ยัง… กูกำลังเบลอ” ขอฟังอีกหน่อยเถอะ

“เอางี้ มันมีทางลัดที่จะทำให้มึงตอบได้เร็วขึ้น อย่างเช่น… มึงเคยรู้สึกไหมว่าบางครั้งสิ่งที่มึงทำก็ดูไม่ปกติสำหรับคนที่เป็นเพื่อนกัน”

“อย่างเช่น?”

“เคยรู้สึกอยากอยู่ใกล้มันตลอดเวลาไหม”

“เคย เขาเรียกว่าติดเพื่อนไม่ใช่เหรอ”

“ไม่ใช่โว้ย!” มันรีบตะโกนคัดค้าน ไม่พอยังยกมือขึ้นมาตบหัวผมอีก โอ๊ย เจ็บนะเว้ย “ถ้าติดเพื่อนมึงจะไม่วอแวมันขนาดนี้ ไม่มีเพื่อนคนไหนเขาไปรับ ไปส่ง พาไปกินข้าว โทรหาทุกสิบนาที แถมยังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เวลามันมาหาหรอก อย่างที่มึงทำเขาเรียกว่าหลง”

“...”

เพิ่งเคยได้ยินจากปากคนอื่น ผมทำขนาดนี้เลยเหรอวะ

“แล้วเคยรู้สึกอยากกอด อยากหอมมันไหม”

“เคยสิ เขาเรียกว่ามันเขี้ยวไม่ใช่เหรอ”

“ค_ย! เพื่อนเขาไม่กอดกันจากด้านหลังแล้วคลอเคลียอย่างที่มึงทำหรอก แล้วเพื่อนก็ไม่คิดจะจูบเพื่อนด้วย อย่างที่มึงทำเขาเรียกว่าเงี่_น!”

เชี่ย...

คราวนี้ผมเปลี่ยนมานั่งตัวตรง เหงื่อเริ่มผุดด้วยความเครียด ทุกครั้งผมจะทำตามความรู้สึกเพราะคิดเสมอว่า ‘นี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้าย’ เพราะงั้นบางครั้งก็เลยอาจจะดูวอแวเกินไป แต่ก็ไม่เห็นว่าไอ้ธันจะรู้ตัวผมก็เลยคิดว่ามันยังดูปกติ ...แต่ตอนนี้เริ่มคิดหนักละ ผมดูหื่นในสายตาคนอื่นขนาดนั้นเลยเหรอวะ

“กูว่ามันตรงไปนิดนึงว่ะ ควรเปลี่ยนคำให้ไอ้หยางดูดีขึ้นมาหน่อยไหม” ไอ้เทรนด์ เริ่มจะผิดข้างแล้วนะมึง

“งั้นควรใช้คำว่าอะไร”

“กระเหี้ยนกระหือรือ”

“เหี้ยพอกันแหละ”

เออ พวกมึงอะเหี้ยพอกัน

“แล้วเอาไงต่อ พอยังมึง กูขี้เกียจเก๊กแล้วนะ” ไอ้เหล็กชมพูถามขณะปิดปากหาว นั่นสินะ… ผมเองก็ไม่อยากบาปไปมากกว่านี้แล้ว กระดากปากจังที่ต้องตอบว่าไม่ชอบไอ้ธัน

“เออ”

“เหี้ยไรวะ?” คนโดนแกล้งทำหน้างง หันมามองผมสลับกับไอ้เทรนด์หลายรอบ ท่าตลกว่ะ เหมือนแฮมสเตอร์เลยสัส

“ไอ้หยางรู้ตัวนานละว่าชอบไอ้ธัน”

“เอ้า แล้วที่มึงตีหน้ามึนเมื่อกี้ล่ะ”

“ตอแหลไง”

“มึงด้วยเหรอ...”

“เออ”

“แล้วจะให้กูเสียน้ำลายเพื่อ!!?”

มันมีประโยชน์นะต้น อย่างน้อยก็ทำให้กูรู้ว่า… สำหรับกู ธันพิเศษมาตั้งนานแล้ว

หลังจากคุยกันจบเราก็กลับมานั่งที่โต๊ะ สนุกสนานกับเพื่อนและสุราจนกระทั่งหางตาผมเหลือบไปเห็นใครบางคน ...ที่ตอนนี้ควรจะประชุมอยู่ที่โรงเรียน เพื่อนทั้งโต๊ะเห็นสิ่งเดียวกับผม ตอนแรกพวกมันจะล้อแต่พอเห็นว่าผมกำลังทำหน้านิ่งพร้อมกับแผ่รังสีความไม่พอใจออกมาเต็มที่ พวกมันจึงปิดปากเงียบไม่พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้

ไหนบอกว่าประชุม แล้วคนที่อยู่บนตักมันคือใคร

“กูรู้จักนะ” เหมือนอ่านใจผมออก ไอ้เทรนด์นั่งไขว่ห้างชี้นิ้วไปที่บุคคลดังกล่าวด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

“เหรอ… ใคร”

“ชื่อพี่ตั้งเต อยู่ม.6 โรงเรียนไอ้ธัน ร้ายพอตัว มีเรื่องไม่เว้นแม้แต่ละวันแต่ช่วงนี้ก็เพลาๆ ลงเยอะแล้ว ไม่รู้ไปทำอะไรมาเหมือนกัน”

“...” ก็ว่าอยู่ ถ้าไม่ระดับนั้นก็คงไม่กล้าใส่ชุดสถาบันเข้าร้านเหล้าหรอก

“อย่าหน้าตึงน่า พวกนั้นไม่ได้มีอะไรกันหรอก เห็นก็รู้แล้วว่ากำลังปลอบใจอยู่ พี่เตคงมีเรื่องไม่สะบายใจก็เลยมาระบายกับไอ้อุ๋งๆ แหละ ไหล่สั่นเชียว ร้องไห้แหงๆ” ไอ้ต้นเป็นฝ่ายพูดบ้าง

...น่าหงุดหงิด

แต่ถึงจะหงุดหงิดแค่ไหนผมก็มองออกว่าที่มันพูดเป็นเรื่องจริง เพราะงั้นผมถึงได้นั่งนิ่งรอดูสถานการณ์ต่อไป แต่การต้องทนมองคนที่เรารักกอดกับคนอื่นไม่ใช่เรื่องน่ายินดีเลยสักนิด รู้สึกเหมือนมีคนเอาไฟมาสุมในอก แม่งร้อนไปหมด มองอะไรก็ขัดตาน่าโมโห เหมือนพระเจ้าจะสงสารนะก็เลยส่งเทวดามาฉุดตัวหนุ่มหน้าสวยคนนั้นไป คนที่กำลังอารมณ์ไม่ดีอย่างผมก็เลยได้โอกาสไปฉุดตัวไอ้ธันมาไว้ที่โต๊ะบ้าง

แน่นอนว่าผมยังไม่พูดกับมันเพราะโกรธที่อีกฝ่ายโกหก ไม่ว่าจะดูยังไงมันก็ไม่เหมือนคนที่เพิ่งไปประชุมมาสักนิด อีกอย่างแม่งบอกว่าเลิกประชุมดึกๆ ไหนล่ะดึกๆ ของมึง

“ไอ้หยาง ใจเย็นนะมึง คุยกันดีๆ” ต้นที่นั่งอยู่ข้างๆ กระซิบบอก ผมเองก็ตอบไปด้วยการพยักหน้า มันคงรู้ว่าตอนนี้ระดับความโกรธของผมอยู่ที่ระดับไหน

“ไหนว่าประชุมกับเพื่อน จะกลับบ้านดึกๆ ทำไมมาอยู่ที่นี่ซะละ”

“คือกู...”

“...”

“เออๆ กูโกหกมึง ความจริงไม่มีประชุมอะไรนั่นหรอก ไอ้อิมไม่เคยเรียกประชุมเลยสักครั้ง” สุดท้ายมึงก็สารภาพ ถ้ามองหลักความเป็นจริงมันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรที่ต้องเก็บมาโกรธเคืองกันหรอก แต่เพราะผมชอบมันไง ผมก็เลยไม่ชอบให้มันโกหก “...หยาง”

เมื่อผมไม่ยอมตอบ ระหว่างเราจึงยังมีแต่ความอึดอัด ผมคิดว่ายังไงตัวเองก็ไม่มีทางหายโกรธอีกฝ่ายง่ายๆ แน่นอน ผมคิดอย่างนั้นจน...

“ขอโทษ” ร่างโปร่งพูดเสียงอ่อน เอนศีรษะลงซบไหล่ผมอย่างแผ่วเบา ทั้งๆ ที่บอกว่าจะไม่หายโกรธง่ายๆ แต่ผมก็ไม่สามารถห้ามให้หัวใจตัวเองเต้นแรงได้ เพียงแค่มันซบหัวลงมาใจผมก็อ่อนยวบเหมือนคนไม่มีภูมิคุ้มกัน ไหนจะเสียงกับหน้าตาอ้อนๆ นั่นอีก

จนได้สิน่าไอ้สัส

“โกหกทำไม”

“ก็กูไม่อยากมานั่งให้ไอ้พวกนี้ล้อนี่หว่า... เข้าใจกูเนอะ”

“ไม่”

“...”

“ก็แค่ล้อ มันไม่ใช่ความจริงมึงจะไปคิดอะไรมากวะ” ถึงกูจะอยากเห็นเป็นความจริงก็เถอะ

“...ขอโทษ” เป็นอีกครั้งที่ร่างโปร่งทำเสียงอ่อน เลื่อนมือทั้งสองข้างลงล่างแล้วเกาะเอวของผมไว้หลวมๆ มันรู้รึเปล่าวะว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ มันรู้ไหมว่าใจผมเต้นแรงแค่ไหน รู้ไหมว่ากำลังทำให้ผมกลายเป็นคนที่ให้อภัยมันง่ายมากๆ ไม่เอาดิ ผมไม่ชอบแบบนี้เลย

โว้ย!

“กูไม่ได้โกรธมากแต่อย่าทำแบบนี้อีกนะ ไม่ชอบ”

“อือ...”

“ไม่อยากไปก็บอกว่าไม่อยากไป ไม่ต้องโกหก” ผมใช้นิ้วยาวทั้งห้าสอดเข้าไปใต้กลุ่มผมนุ่มของคู่สนทนาก่อนจะออกแรงสางอย่างนุ่มนวล กูจะโกรธมึงนานๆ ได้ยังไงถ้ามึงทำตัวน่ารักขนาดนี้

เมื่อไหร่มึงจะรู้ตัววะ

เวลาเดินไปตามกฏธรรมชาติ ผมเองก็รับรู้ได้โดยธรรมชาติว่าตัวเองไม่ได้ชอบอีกฝ่ายแค่นิดหน่อย แต่ชอบจนสามารถเรียกว่าคลั่งได้เลย

ผม ‘รัก’ มันจนเจ็บหัวใจ

เพราะงั้นผมจึงเริ่มแผนการทำให้อีกฝ่ายรู้ตัว เริ่มจากพยายามพูดให้มันคิด เวลาเจอกันก็เข้าไปใกล้ชิด ตัวติดกันเหมือนปาท่องโก๋ เพื่อนสนิทแม่งรู้หมดละว่าผมคิดยังไง… แต่ไอ้ธันไม่รู้ มันยังคุยกับผมเหมือนทุกอย่างเป็นเรื่องปกติที่เพื่อนทำกัน ถึงจะดูน่ารักที่แม่งซื่อก็เถอะแต่ก็ต้องยอมรับว่าแม่งทำให้ผมหัวเสียมากเวลามันพยายามชี้ให้ผมมองผู้หญิงสวยๆ ธันชอบคิดว่าผมยังคุยกับสาวๆ อยู่ ทั้งที่ผมแสดงออกชัดเจนมากว่า ‘กูมีแค่มึง’

กรรม นอกจากไม่รู้ตัวแล้วยังยัดเยียดให้กูเป็นแฟนคนอื่นอีก

...แต่ทั้งหมดเป็นความผิดผมเอง

สงสัยไอ้แผนการของผมจะได้ผลเสียมากกว่าผลดี

เพราะผมใกล้ชิดธันวาทุกเวลา ยืนคุยกันมือก็ต้องเกาะเอว เดินข้างกันก็ต้องจับมือ นอนด้วยกันก็ต้องกอด ซ้อนรถก็สั่งให้มันเกาะเอวผมเอาไว้ เวลาผมคิดอะไรไม่ออกก็ชอบนอนตักมัน เวลาอยากอ้อนก็เข้าไปกอดจากข้างหลัง เห็นผมมันก็ต้องถักเปียให้

...เพราะทำจนชิน อีกฝ่ายจึงไม่สามารถรับรู้ได้ว่าความรู้สึกของผมเปลี่ยนไปแล้ว

อีกอย่างคงเพราะเราเป็นเพื่อนที่สนิทกันมากด้วยแหละ คนที่ใสซื่อบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่แล้วอย่างไอ้ธันก็เลยบวกเพิ่มค่าความซื่อไปอีกหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ บึ้ม! กลายเป็นว่ามันไม่ผิดสังเกตเลยที่ผมวอแวขนาดนี้

เมื่อกี้ผมก็เลยตัดสินใจบอกความในใจไป

“เฮ้อ ทำแบบนี้ดีแล้วรึเปล่าวะ” ผมพึมพำกับตัวเองก่อนจะหันไปมองบุคคลที่เป็นหัวข้อการสนทนาอีกครั้ง แม้แสงจันทร์จะไม่สว่างมากแต่ผมก็สามารถมองเห็นใบหน้ามนได้ชัดเจน หวังว่ามันจะไม่ตีตัวออกห่างนะเพราะถ้าเป็นแบบนั้นผมคงไม่รู้จะทำยังไง

“อย่าใจร้ายกับกูมากนะธันวา” หลังมือของผมไล้ตามข้างแก้มขาวอย่างอ่อนโยน เนี่ย… แค่คิดหัวใจผมก็เจ็บปวดแล้ว ถ้ามันทำจริงๆ ผมไม่อกแตกตายเลยเหรอ

ผมปล่อยตัวปล่อยใจไปกับความมืด ทิ้งตัวลงนอนเหมือนเดิม เหมือนเดิมในที่นี้คือหันหลังให้มันเหมือนเดิมครับ ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษหรอกผมก็แค่เขินนิดๆ กับสิ่งที่ตัวเองทำไป เพิ่งเข้าใจอารมณ์หนุ่มน้อยวัยมัธยมก็ตอนนี้แหละ ปกติผมมักจะถูกคนอื่นชอบ ไม่เคยมีโมเมนต์แอบรักแบบนี้หรอก ส่วนไอ้แพน… ไอ้นี่ก็ไม่ได้เรียกว่าแอบรักครับ ผมไม่ได้ชอบมันเลย แต่เพราะแม่งสวยถูกเสปคผมก็เลยเข้าไปจีบ

ต่างจากไอ้คนข้างๆ ลิบลับ

ไอ้เหี้ยนี่ทำให้ผมคลั่ง ผมรักมัน แค่จูบกันผมก็… ไม่รู้ว่ะ เขิน ผมจูบมันไปแล้ว เราจูบกัน สัมผัสตอนริมฝีปากของผมแตะริมฝีปากกระจับยังคงตราตึงและชัดเจน ถึงจะไม่ได้หวือหวาแต่ก็หอมหวานน่าจดจำ ...ไม่รู้ว่าเป็นจูบแรกของมันด้วยรึเปล่า

“หึ...”

แค่คิดผมก็ยิ้มออกมาเองเหมือนคนบ้า ในหัวคิดฟุ้งซ่านไปเรื่อยจนผมไม่รู้จะจัดการกับความรู้สึกนี้ยังไง ก็เลยตัดจบด้วยการข่มตานอน

ขอให้พรุ่งนี้เป็นวันที่ดีนะ

“ไอ้หยาง”

“...”

“ไอ้หยาง”

“...หือ” เสียงที่ดังอยู่ใกล้ๆ ทำให้ผมตื่นจากนิทรา เสียงเข้มๆ แบบนี้… ไอ้เทรนด์เหรอ

“ไปเอาคัทเอาท์ขึ้น”

“อ่า ได้ๆ...” ผมพยักหน้าหงึกๆ ค่อยๆ ลุกขึ้นมานั่งอย่างสะลึมสะลือ ไม่สะลึมสะลือได้ไงในเมื่อผมเพิ่งนอนไปได้ไม่กี่ชั่วโมง ผมค่อยๆ กระพริบตาถี่ๆ ปรับโฟกัสตรงหน้า สิ่งแรกที่เห็นคือเพื่อนๆ ที่นอนอยู่ในหอประชุมทยอยตื่นกันเกือบหมดแล้ว ถ้ามองไม่ผิดนาฬิกาที่ข้างฝาเพิ่งบอกเวลา 03:21 น. “กูตื่นสายเหรอ ขอโทษๆ...”

“ไม่ได้สายหรอก พวกกูก็เพิ่งตื่นเมื่อไม่นานมานี้เอง หาววว”

“อิมบอกว่าถ้าพวกเราตื่นกันหมดแล้วก็ให้ไปที่แสตนเลย มีพวกอุปกรณ์อะไรรออยู่แล้ว”

“อือๆ” เมื่อฟังเข้าใจแล้วผมก็ยันตัวลุกขึ้น แต่ยังไม่ทันได้ลุกดีก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองนอนอยู่กับใคร คิดได้ดังนั้นจึงหันไปมองข้างกาย หวังว่าจะเจอร่างโปร่งนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม แต่มันไม่ได้เป็นอย่างที่คิด บนที่นอนไม่มีแม้แต่เงาของอีกฝ่าย นอกจากนี้พวกหมอนผ้าห่มอะไรก็ถูกเก็บจนเป็นระเบียบ

ตื่นนานแล้วเหรอ

“ไอ้ธันไปเตรียมของใส่กล่องปฐมพยาบาลตั้งแต่เช้าแล้ว” ยังไม่ทันที่ผมจะได้เอ่ยถามไอ้ต้นที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็พูดขึ้นมาเหมือนอ่านใจผมออก

“อ่อ”

“หึๆ”

“อะไร?” ผมเลิกคิ้วถามคู่สนทนาทั้งสองที่ส่งเสียงหัวเราะในลำคออย่างมีเลศนัย

“เปล๊า”

“ตอแหล มีอะไรก็พูดมา”

“แหม ขึ้นง่ายจังนะ สงสัยเพราะได้นอนกับคนที่ชอบก็เลยขึ้นง่าย เช้าๆ แบบนี้ด้วยอะเนอะ กูเข้าใจเว้ยๆ”

ผมไม่ได้ตอบ ทำแค่นั่งเท้าคางมองออกไปข้างนอกอย่างล่องลอย เคยทำอะไรลงไปแล้วมานั่งกลุ้มทีหลังไหมครับ ตอนนี้ผมกำลังเป็นอยู่… หรือเมื่อคืนผมไม่ควรทำวะ

“วันนี้แปลกนะมึง ทำไมดูหงอยๆ วะ เมื่อคืนได้นอนกับสุดที่รักเลยนะ”

“...”

“มึง… เป็นไรวะ”

“กูมีเรื่องจะปรึกษา” แล้วผมก็เล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้พวกมันฟัง เวลาแบบนี้การปรึกษาใครสักคนน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเพราะสมองผมกำลังเปิดโหมดประหยัดพลังงาน เครื่องทำงานช้า ความสามารถในการประมวลผลต่ำ

“ไอ้เด็กเหี้ย ไหนบอกว่าจะให้มันรู้ตัวเองไง!”

“ก็กูทนไม่ไหวนี่หว่า”

“ไอ้ความอดทนต่ำ!”

“ไม่เถียง”

“ไอ้... ไอ้ควายบึง!”

“เลิกด่ามันสักทีไอ้แคระ กูรำคาญ” ฝ่ามืออรหันต์ปักลงมากลางกระบาลของคนตัวเล็ก เสียงดังกังวานซะจนผมรู้เลยว่าต้องเจ็บมาก แต่ไอ้คนทำก็ยังไม่รู้สกผิด “ถ้ากูเป็นมันก็คงทำแบบเดียวกัน การพยายามแต่อีกฝ่ายไม่รับรู้มันเป็นเรื่องที่ทรมาน”

“อือ ...แล้วกูควรทำไงต่อดี”

“อยากทำอะไรก็ทำ อย่ามาถามพวกกู”

“สัส แล้วกูจะปรึกษามึงเพื่อ-”

“กูรับฟังได้ แต่กูจะไม่แนะนำให้มึงทำอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะการมีความรักก็เหมือนการพายเรือแจวในมหาสมุทร เรือคือความรัก ในเรือมีที่ว่างสำหรับคนแค่สองคน หนึ่งคือที่สำหรับมึงที่เป็นคนพาย สองคือที่ว่างที่เตรียมไว้ให้ไอ้ธัน เรือจะถึงฝั่งไหม ไอ้ธันจะยอมลงเรือกับมึงรึเปล่า ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการกระทำและการตัดสินใจของมึง”

“...”

“ก่อนจะทำอะไรต้องคิดให้ดีก่อน ตัดสินใจผิดแค่นิดเดียวเรืออาจจะคว่ำก็ได้ใครจะรู้”

“อือ...”

สิ่งที่คนตรงหน้ากล่าวทำให้ผมนิ่งไปชั่วขณะ ทั้งตกใจ ทั้งเห็นด้วย ก็จริงอย่างที่มันพูด จะให้คนอื่นมาแนะนำในเรื่องที่เราควรตัดสินใจเองได้ยังไง ผมนี่บ้าชะมัด แต่แอบตกใจเหมือนกันนะที่มาได้ยินอะไรอย่างนี้จากปากไอ้เทรนด์ มันดูไม่ใช่คน…

“ทำไมมึงดูเซียนเรื่องความรักจังวะ พูดจาเหมือนตาแก่เจนโลก เหมือนผ่านมาแล้วร้อยรักหลายนาง เหมือนมีอายุมากกว่าพันปี”

นั่นแหละ อย่างที่ไอ้ต้นพูดเลย

“ช่วงนี้กูติดโชโจมังงะ”

“โจโฉมรณะ? โชโฉมัง... ถุ้ย มันคือเหี้ยไรวะ”

“การ์ตูนสาวน้อย” ตอบแล้วก็หยิบหนังสือในกระเป๋าออกมาให้ดูอย่างภูมิใจ “ความจริงพวกมึงควรซื้อมาอ่านบ้างนะ อ่านพวกนี้แล้วจะทำให้เข้าใจคนมีความรักมากขึ้น มึงจะเป็นที่ปรึกษาที่ดี แฟนที่ดี นอกจากนี้ยังมีเรื่องไว้คุยกับสาวๆ ด้วย เป็นไง ประโยชน์เยอะปะ”

“เกิดอะไรขึ้น ทำไมมึงหันมาอ่านพวกนี้วะ”

“ก็ที่บ้านกูเปิดร้านหนังสือ แล้วกูสงสัยว่าทำไมโชโจมังงะถึงเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่น กูก็เลยลองหยิบมาอ่าน… แล้วกูก็บรรลุโมกษะ”

“ไอ้เหี้ย… กูว่าเลิกอ่านเถอะ”

“กูเลิกไม่ได้ กูต้องเรียนรู้อีกเยอะ”

เพราะกลัวว่าเราจะถลำลึกไปมากกว่านี้ผมจึงคิดที่จะชวนพวกมันคุยเรื่องอื่นแต่ก็คิดไม่ออกว่าจะคุยเรื่องอะไรก็เลยกวาดสายตาไปทั่วหอประชุม จนสายตามาสะดุดที่นอนข้างๆ ผมจึงนึกออกว่าควรจะถามอะไร “เมื่อเช้าตื่นทันไอ้ธันไหม”

“ทัน”

“มันทำหน้ายังไง”

“ไม่รู้ดิ ผมบังหน้ากูก็เลยมองไม่ค่อยเห็น ก็เห็นมันมองมึงนิดหน่อยแล้วก็เดินออกไปเลย”

“อ่อ...” แบบนี้หมายถึงอะไร ไม่โอเคกับความรู้สึกของผมก็เลยตีตัวออกห่างรึเปล่า หรือว่าแค่ต้องการจะรีบไปช่วยงานกีฬาสีของตัวเองเฉยๆ… เดาใจคนซื่อนี่มันยากชะมัด โดยเฉพาะคนซื่อที่ห่วงความรู้สึกเพื่อนยิ่งชีพแบบมัน

“ทำไม เครียดเหรอพ่อหนุ่ม”

“เครียดสิ เราเริ่มจากการเป็นเพื่อนกันก่อนนี่หว่า”

“เออ ก็ถูกของมึง จีบเพื่อนนี่แหละยากสุดละ”

“มึงว่ามันจะโอเครึเปล่าวะที่เมื่อคืนกูจูบมัน...”

“มึงจูบมันด้วยเหรอ!”

“อ้าว… กูไม่ได้บอกเหรอ” ผมมองท่าทางตกใจๆ ของมันสองตัว แม่งเสียงดังจนคนรอบข้างหันมามอง ดีที่พวกนั้นไม่ได้สนใจอะไรมาก จะว่าไป… เมื่อกี้ผมก็บอกแค่ว่าพูดอะไรไปแต่ไม่ได้บอกว่าทำอะไรลงไปบ้างนี่หว่า

“ทำไมมึงมาจูบกันในที่แบบนี้ ชอบแบบมีสักขีพยานเป็นร้อยงี้เหรอ สารเลว”

“มึง… มึงล่วงเกินอุ๋งๆ ที่แสนบริสุทธิ์ของเรา”

“เออ มึงพรากความเวอร์จิ้นไปจากปากมัน มึงทำให้มันเปื้อนมลทิน...”

หลังจากนั้นหัวข้อการสนทนาก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จากที่ผมดูน่าเห็นใจเป็นหนุ่มน้อยคอยรักตอนแรกก็แปรเปลี่ยนเป็นฆาตกรโรคจิตฆ่าข่มขืนเจ้าอาวาสที่จำพรรษามาหลายทศวรรษทันที

ไม่นานหลังจากนั้นเราทั้งหมดก็ออกไปที่สนามเพื่อเอาคัทเอาท์ขึ้นแสตน ที่นี่ดีเนอะมีอัฒจันทร์ใหญ่ๆ ในโรงเรียนด้วย ไม่เหมือนโรงเรียนผมที่ต้องระหกระเหินไปยืมสถานที่คนอื่นเขามา

“อากาศดีว่ะ”

ท้องฟ้าตอนตีสามครึ่งยังคงมืดอยู่บ้าง อากาศเย็นสบาย น้ำค้างเกาะบนยอดหญ้า ลอมพัดมาไม่ขาดสาย สวยจนยากที่จะเชื่อว่าที่นี่คือโรงเรียน สถานที่ที่เด็กๆ ไม่ค่อยอยากมา... มันจะสวยก็เฉพาะเวลาปกติที่เราไม่อยู่เท่านั้นแหละ รอเจ็ดโมงเช้าสิแม่งไม่น่ามองแบบนี้หรอก เหอะๆ

“จะเอาขึ้นยังไงวะ”

ผมมองคัทเอาท์ผ้าใบตรงพื้นหญ้าสลับกับเงยหน้าขึ้นไปมองพื้นที่ว่างบนยอดอัฒจันทร์สีฟ้า ความสูงมันไม่ใช่เล่นๆ เลย ไหนวะอุปกรณ์ที่อิมบอก ผมไม่เห็นอะไรนอกจากเชือกกับขวดที่มีน้ำอยู่

เออเพิ่งเห็น

พอคัทเอาท์เสร็จแล้วสวยชะมัด ตอนที่ไอ้อุ๋งๆ ส่งรูปให้ผมดูล่าสุดยังได้แค่เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์อยู่เลย ตอนนี้ทุกช่องว่างถูกเติมเต็มด้วยสีสัน ทุกส่วนดูดีและมีคุณภาพ ถามใครก็คงไม่เชื่อหรอกว่าทั้งหมดนี้ทำโดยเด็กม.5 เก้าคน ผมไม่สามารถบอกได้เลยว่าส่วนไหนสวยที่สุด รู้แค่ว่าในบรรดาทั้งหมดผมชอบโพไซดอนที่สุด

ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษหรอก... แค่คนพิเศษเป็นคนทำ

“สองข้างซ้ายขวาบนอัฒจันทร์มันจะมีบันไดใช่ปะ เราจะให้สองคนปีนไปรอบนยอด คนข้างล่างก็จะมัดเชือกกับขวดน้ำเอาไว้ที่ปลายคัท พอโยนไปแล้วคนบนนั้นก็แค่รับแล้วก็ดึงให้คัทเอาท์มันตรง เสร็จปุ๊บก็มัด จบปิ๊ง”

“อ๋อ”

อธิบายง่ายแต่อันตรายเชี่ยๆ...

ยอดที่ว่าน่ะมันก็แค่โครงเหล็กที่เชื่อมต่อกัน บันไดก็แค่แท่งเหล็กอีกหลายอันที่เชื่อมลงมาเป็นบันได ถึงจะรู้ว่ามันแข็งแรงพอจะรับน้ำหนักคนได้ก็เถอะ แต่ถ้าปีนขึ้นไปแล้วมองลงมายังไงมันก็เสียวตกว่ะ น่ากลัวฉิบหาย โรงเรียนนี้เขาปล่อยให้เด็กเอาขึ้นเองได้ไงวะ อย่างน้อยๆ ก็ควรส่งภารโรงมาช่วยไหม

“แล้วก็มาถึงคำถามสำคัญ...”

“ใครจะขึ้น”

กูว่าแล้ว

บอกไว้ก่อนนะครับว่าชายชาตรีโรงเรียนสุภาพบุรุษอย่างพวกผมไม่กลัวความสูง ...แต่มันก็ต้องมีหวั่นๆ บ้าง แม่งเอ๊ย ตอนแรกผมคิดอะไรอยู่วะ ทั้งที่รู้ว่าโรงเรียนนี้ไม่ให้จ้างใครมายกคัทเอาท์ขึ้น ผมก็ดันไปคิดว่าจะมีรถดับเพลิงเอากระเช้ามายกเราขึ้นไปแปะคัทเอาท์ด้วยท่าเท่ๆ เหอะๆ

“ไม่ใช่กู กูขอโยนขวด”

“เอาตัวรอดเลยนะมึง”

“หรือมึงอยากขึ้น?”

“ไม่โว้ย”

“งั้นโอน้อยออกกัน” เมื่อไม่มีทหารอาสาเราจึงต้องตัดสินเรื่องทั้งหมดด้วยดวงตัวเอง แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะถ้าไม่รีบเอาคัทเอาท์ขึ้นจะไม่ทันการ ตอนนี้แสตนสีอื่นก็เริ่มเอาคัทเอาท์ขึ้นกันแล้ว เหลือแค่สีม่วงกับสีฟ้านี่แหละที่ยังไม่เอาขึ้น ...เชรดโด้ พวกมึงรีบเหรอวะ แล้วนั่นคนหรือลิงแสม ปีนคล่องขนาดนั้นน่ะ

“จะเริ่มแล้วนะ”

“1 2...”

“โอน้อยออก!”

...ฉิบหาย!

“โถ พ่อยอดนักรักช่างโชคร้ายอะไรอย่างนี้ นอกจากคนรักจะตีตัวออกห่างแล้วยังต้องเสี่ยงชีวิตขึ้นไปบนนั้นอีก น่าเห็นใจๆ”

“ไม่เป็นไรเพื่อน ถ้ามึงตกลงมาพวกกูจะจัดงานศพให้อย่างสมเกียรติ”

“อือ มีมาม่ากับโจ๊กคัพทุกวันเลย” เพื่อนๆ ต่างพากับเอามือทาบอก เข้ามาปลอบใจผมยกใหญ่เมื่อผลออกมาว่า... เรามีกันสิบเอ็ดคน ออกพร้อมกันแต่มีผมแค่คนเดียวที่ออกหงาย พูดกันตามความจริงโอกาสที่จะเป็นแบบนี้ได้มันมีน้อยมากถูกไหม

ผมดวงซวยสุดๆ เลยไม่ใช่รึไง...

“เงียบไปเลยสัส”

“อิอิ งั้นก็รีบขึ้นไปซะ”

เมื่อผลมันออกมาเป็นแบบนั้นผมก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากก้มหน้ารับชะตากรรม ปีนขึ้นไปบนอัฒจันทร์เชียร์ ว่าจะไม่กลัวแล้วนะแต่พอได้ยินเสียงเอี๊ยดอ๊าดของซี่เหล็กแล้วใจแป้วชะมัด ไอ้เทรนด์เป็นผู้รับชะตากรรมร่วมผมครับ แม่งโคตรกล้า ปีนไปถึงยอดภายในเวลาแค่แป๊บเดียว

เดี๋ยวนะ เราสองคนน้ำหนักรวมกันเป็นเท่าไหร่ เหล็กจะหักไหม...

“พร้อมยังพวกมึง กูจะโยนขวดไปแล้ว รับดีๆ นะโว้ย”

“เดี๋ยวๆ ยังไม่พร้อม” คนที่พูดไม่ใช่ผมหรือไอ้เปรต แต่คือไอ้แคระที่เกาะแขนไอ้เจไว้แน่นจนทำให้ไม่สามารถโยนขวดได้ อะไรของมึงเนี่ย กูไม่อยากอยู่บนนี้นานๆ นะเว้ย

“อะไรไอ้ต้น ไม่พร้อมอะไรของมึง”

“กูขอโยนได้ปะมึง กูอยากโยนอะ” เฮ้ย! อย่าให้มันโยนเชียวนะ เซ้นส์ผมบอกว่าถ้าไอ้ต้นโยนขวดน้ำจะต้องฟาดลงมาที่เบ้าหน้าของผมกับไอ้เทรนด์เต็มๆ แน่ คนเป็นเพื่อนกันมักจะมีแรงดึงดูดแปลกๆ ที่เชื่อมโยงกันอยู่ เพราะฉะนั้นอย่าให้มันโยนเด็ดขาด... ถ้ายังไม่อยากเห็นพวกกูเป็นสาวน้อยตกน้ำเวอร์ชั่นตกแสตน

“อย่าให้มันโยนนะไอ้เจ มึงนั่นแหละโยน” ดูเหมือนจะไม่ใช่ผมคนเดียวที่คิดอย่างนั้น

“มึงหุบปากไปไอ้เปรต กูจะโยน”

“ไม่ มึงโยนไม่ดี” กูยอมใจ ขนาดอยู่ในสถานการณ์แบบนี้มึงก็ยังเถียงกันได้เนอะ ตั้งแต่ขึ้นมาผมนี่ไม่อยากจะเอ่ยอะไรเลย พอขยับปากพูดบันไดมันก็สั่นตามเสียงที่ตะเบงออกไปแล้ว รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังอยู่บนยอดตึกเอ็มไพร์สเตทโดยมีแค่เชือกเก่าๆ โทรมๆ เป็นที่ป้องกัน

“กูโยนดี!”

“อย่าเถียงก๊าน กูโยนเองครับ นี่มันตีสี่แล้ว สต๊าฟสีไอ้ธันต้องทำอะไรอีกเยอะแยะ เราต้องรีบเอาคัทขึ้นเว้ย” สรุปร่างเล็กก็ต้องยอมแพ้ให้กับความประธานสีของไอ้เจ (ถึงจะไม่ใช่สีตัวเองก็เถอะ) พวกมันเตรียมการเอาเชือกมัดขวดอีกทบเพื่อความแน่นหนาแล้วตั้งท่าจะโยนมาให้ทีละคนโดยเริ่มจากผมก่อน

ฟู่ว ขอให้รับได้ทีเถอะผมไม่อยากอยู่บนนี้นานๆ

“คิดถึงหน้าอุ๋งๆ ไว้ล่ะ จะได้มีกำลังใจ หึ”

“สัสเทรนด์ นี่ก็ล้อจัง” ผมบ่นอุบอิบก่อนจะใช้สายตามองไปรอบข้าง ตั้งแต่ขึ้นมาอยู่ตรงนี้ผมยังไม่เห็นบุคคลที่เป็นหัวข้อการสนทนาเลยสักครั้ง กล่องปฐมพยาบาลมีอะไรให้เตรียมเยอะขนาดนั้นเลยเหรอวะ... คงไม่ใช่ว่าตั้งใจจะหลบหน้าหรอกนะ เชี่ย เริ่มมาไม่ดีเลยว่ะ ตื่นมาก็ไม่เจอมัน โอน้อยออกก็หงายคนเดียว แถมยังต้องขึ้นมาทำหน้าที่นี้อีก อะไรๆ ก็ดูไม่ดีไปหมด

“จะโยนแล้วนะ  เริ่มจากไอ้หยางก่อนละกัน”

“อือ”

“นับสามนะ 1 2… 3!”

ทันทีที่นับถึงสามขวดน้ำสีใสก็ถูกฝ่ามือใหญ่โยนขึ้นฟ้า วิถีของมันพุ่งมาทางผมพอดีเป๊ะ ผมเลิกคิดเรื่องอื่น รอเวลาให้ขวดเข้ามาใกล้ๆ แล้วจะเอื้อมขึ้นไปรับ ลอยมาแล้ว... อีกนิด... อีกนิดนึง

ตอนนี้แหละ

“ขึ้นไปทำอะไรบนนั้น”

“เฮ้ย!”

เสียงใสที่ดังจากข้างล่างทำให้ผมสะดุ้ง คว้ามือไปรับขวดน้ำพลาดแต่ก็เก็บได้ทัน ถึงอย่างนั้นการเอื้อมมือตามวิถีขวดไปมันก็ทำให้ผมเกือบหงายหลังตกลงมาจากที่สูง โชคดีที่คว้าขอบบันไดไว้ได้ ไม่อย่างนั้นจบไม่สวยแน่ ไอ้สัสตกใจฉิบหายเกือบตายแล้วไหมล่ะ...

ต้นเหตุที่ทำให้ผมเกือบตายเองก็ตกใจไม่แพ้กัน

“ไอ้หยาง!”

“กู... โอเค”

“ไอ้เหี้ย หัวใจกูจะวาย ทำอะไรของมึงวะ” ร่างโปร่งขมวดคิ้ว กอดอกมองผมด้วยความ... ทั้งโกรธ ทั้งตกใจ ทั้งโล่งใจ ทั้งดีใจที่ผมไม่เป็นอะไร

“ก็มึงแหละ... มึงทักกู”

“สัส กูคิดว่ามึงจะตายในหน้าที่ซะแล้ว... ไอ้สันดานพ่อบ้านใจกล้า เมียทักหน่อยถึงกับเหวอ คนอื่นเขาไม่รู้เลยมั้งว่ามึงกลัวเมียขนาดไหน” หนุ่มเหล็กดัดที่อยู่อีกฝั่งถอนหายใจอย่างโล่งอก เดาว่าหัวใจของคนที่มองเหตุการณ์นี้อยู่คงเต้นแรงทุกคน ผมก็เต้นแรงแต่ไม่ใช่เพราะตกใจอย่างเดียว มันเพราะอีกฝ่ายเข้ามาทักด้วย

คิดว่าจะหลบหน้ากันซะแล้ว

...ธันวา

“ตกลงขึ้นไปทำอะไรบนนั้น”

“...เอาคัทขึ้นไง”

“อ๋อ… งั้นไปละ”

แล้วแม่งก็เดินหนีไป

เอ้า แบบนี้คือดีหรือไม่ดีวะ



____________________________________________________________________________________

แหนะ กำลังค้างกันอยู่สินะ สินะ สินะ...

พี่ก็กำลังสมองตันเหมือนกันน้อง = _ =


ฉันอยากจะเลียกระจกให้สะอาด หน้ากระดาษจะได้เต็มไปด้วยตัวหนังสือ

...ไม่เกี่ยวหรอก555555


-Mommae-

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.318K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

30,011 ความคิดเห็น

  1. #29403 โพนี่ (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 23:34
    เอาใจช่วยหยางน้าาา ให้เวลาน้อนธันหน่อยย555
    #29,403
    0
  2. #29154 psunrise (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 5 เมษายน 2563 / 00:13

    แงง ให้เวลาน้องธันหน่อยน้า สงสารทั้งสองเลยคนนึงสับสนทำอะไรไม่ถูก ส่วนอีกคนก็หมาหงอยมาก5555555 ฮือกลัวน้องคิดเรื่องสถานะว่าแบบจะกลับมาเป็นเพื่อนกันไม่ได้ ว่าจะฝันดีสักหน่อยโถ่ว;—; สู้ๆพ่อรูปหล่อทั้งสอง

    #29,154
    0
  3. #28714 Shipnielong (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 14 เมษายน 2562 / 16:19
    เทรนด์ต้นนี่เราจับจิ้นตั้งนานละ555 กัดกันแบบนี้ลูกดกชัวร์//หน่องธันให้โอกาสหยางหน่อยเด้อ อย่าหลบหน้าหยางเลยยย
    #28,714
    0
  4. #28669 ชากุหลาบอุ่นอุ่น (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 9 เมษายน 2562 / 17:51
    😊😊😊
    #28,669
    0
  5. #28421 Callmeyou (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:56
    เอาใจช่วยเลย น้องธันเรายิ่งไม่อยากมีรักในวัยเรียน
    #28,421
    0
  6. #28285 หัวฟู รักเด็ก (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 26 มกราคม 2562 / 06:54
    มันมีบทซ้ำป่ะ?
    #28,285
    3
    • #28285-2 Kmmbs may(จากตอนที่ 33)
      7 เมษายน 2562 / 13:04
      ตอนแรหคิดเหมือนกัน อ้อเปล่าา เขาระลึกความหลัง5555
      #28285-2
    • #28285-3 Kmmbs may(จากตอนที่ 33)
      7 เมษายน 2562 / 13:04
      ตอนแรกคิดเหมือนกัน อ้อเปล่าา เขาระลึกความหลัง5555
      #28285-3
  7. #28278 greentealatte ♡ (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 26 มกราคม 2562 / 00:12
    หยางลุย!!!!
    #28,278
    0
  8. #27791 mildhun127 (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2561 / 15:58
    เทรนด์ต้นนี่ยังไง เชียร์ๆ
    #27,791
    0
  9. #27777 patfvvi (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2561 / 12:37
    เชียร์เทรนด์ต้น
    #27,777
    0
  10. #26453 feeeeemm (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2561 / 11:49
    หยางสู้เค้านะะ ฮึ้บบบบ
    #26,453
    0
  11. #26043 Catary007 (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2561 / 11:13
    โอ๊ย~นังหยางงง กว่าจะรู้ตัว 

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 7 พฤษภาคม 2561 / 11:24
    #26,043
    0
  12. #25926 Bam is all around (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2561 / 12:17
    หยางสู้ๆ5555555
    #25,926
    0
  13. #25689 710790 (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 / 10:35
    ทำไมหนูไม่ลองอ่านหนังสือวายดูบ้างลูเทรนด์//อิอิ
    #25,689
    0
  14. #25345 WayVe❤ (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 30 เมษายน 2561 / 00:37
    ธันวาาาาา จะเอาไงน้อลูก พ่อคนซื่อเอ้ยย อย่าหลบหน้าหัสดินเลยหนา ให้โอกาสชายคนนี้เถิดหนาลูกเอ๋ยยยย/ให้เครดิตเทรนด์เต็มๆเลยจ้า ทฤษฎีเป๊ะจากการศึกษาด้วยตัวเองที่แท้ทรู
    #25,345
    0
  15. #25274 cb_my_love (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 28 เมษายน 2561 / 23:35
    เทรนด์ผู้ชำนาญเรื่องความรัก5555
    #25,274
    0
  16. #24646 Opal2547 (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 25 เมษายน 2561 / 21:18
    ขอให้เทรนกับต้นได้กันเร็วๆ55
    #24,646
    0
  17. วันที่ 11 ธันวาคม 2560 / 21:21
    ฮ่ะ อะไรนะ -_-"
    #22,931
    0
  18. #21553 Love SinB (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2560 / 14:30
    พออ่านมาถึงตอนนี้ 555 พึ่งนึกได้ว่าเรื่องนี้ก็เกี่ยวกับความรัก /โถ่ว เราลืม555
    พออ่านมาถึงตรงนี้ เราก็จะแบบขออนุญาติหยุดอ่าน ล้อเล่น คอมเม้น5555
    #21,553
    0
  19. #21488 Marisa_Pd (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2560 / 19:19
    ฮือออ เกือบแร้ววว
    #21,488
    0
  20. #21465 Chopoom94 (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2560 / 23:20
    ตอนนี้แบบ.. เพลงมา ~~ต่อหน้าฉันเธอทำอย่างนั้นได้อย่างไร หาาา~~ อ่อยค่ดเข้าเด้อ
    #21,465
    0
  21. #21263 Mr.Kimm (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2560 / 07:22
    โง่ยยยย ชอบหยางตอนที่บอกทันว่าอย่าใจร้ายเลยนะ โอ้ยคือบับบบบบ ใจชุ้นนนนนน;////;
    #21,263
    0
  22. #21250 ana julia (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2560 / 04:03
    นั่นไง ป้าบอกแล้วว่าหนูควรเลือกสถานที่ ของงี้เขาต้องบอกกันเบาๆในที่ที่มีเราสองคนงี้ แหม่
    #21,250
    0
  23. #21241 แคนต้าลูปปปป ^^ (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2560 / 19:41
    อหหหหหหหหห
    #21,241
    0
  24. #20877 มูตี้ (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2560 / 21:32
    ^_______^
    #20,877
    0
  25. #20831 minimeme (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2560 / 19:12
    มาต่อทีเถอะะะะะ
    #20,831
    0