I'm on a diet! : อย่าท้า เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน [END]

ตอนที่ 35 : ครั้งที่ 31 ให้เกียรติ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 69,964
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,215 ครั้ง
    22 ม.ค. 62



ครั้งที่ 31 ให้เกียรติ

[ธันวา]

“ไอ้ธัน ขอไรอย่างดิ”

“ไร?” ผมเลิกคิ้วมองประธานสีไปพลาง ขยับมือซ่อมพู่ไปพลาง เหตุการณ์นี้ต้องเกิดขึ้นแน่นอนไม่ว่าพวกคุณจะทำพู่เชียร์ดีแค่ไหน มันก็ต้องมีสักอันที่หลุดเพราะแรงเขย่าของน้องคนใช้ น้องสนุกกับการสะบัดไปไหม

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของกีฬาสีแล้วครับ ถือเป็นไฮไลท์เลย เราจะแข่งทั้งแสตน สต๊าฟ และประกาศผลว่าใครคือที่หนึ่งของกีฬาสีปีนี้ กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ก็เอาเรื่องเหมือนกันเด้อ บอกเลยว่าสีผมมีปัญหาค่อนข้างเยอะแต่สีอื่นก็คงไม่ต่างกัน แบบนี้แหละ คนยิ่งเยอะปัญหาก็ยิ่งเยอะ

แหนะ ผมรู้นะว่าพวกคุณจะถามเรื่องไอ้หยาง

กับมันก็ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ เมื่อวานก็มาอยู่เป็นเพื่อนผมทั้งวันเหมือนวันแรก (ในขณะที่พวกไอ้เทรนด์ไม่มาเพราะขี้เกียจ...) แต่เจ้าตัวก็ไม่วอแวมาก อารมณ์เหมือนเพื่อนเล่นกันมากกว่า บางทีผมก็ลืมว่ามันกำลังจีบผมอยู่

“มึงช่วยไปบอกน้องๆ ให้หน่อยว่าแดกข้าวเสร็จแล้วให้รีบกลับมานั่งที่เดิม”

“ทำไมต้องให้กูบอก ปกติมึงก็บอกนี่”

“ก็ใช่ แต่วันนี้มันวันสำคัญ”

“แล้ว?”

“แล้วกูก็รู้ว่าน้องต้องการกำลังใจ”

“อ่าฮะ แล้วมันยังไงวะ” เท่าที่ฟังมาผมยังไม่เห็นเหตุผลในการออกไปพูดแทนมัน ถึงปกติไอ้อิมจะโหดก็เถอะแต่มันก็เป็นคนตลก เอนเตอร์เทนจนน้องไม่ได้มองว่ามันเป็นคนเลวร้ายอะไร ถ้าบอกว่า ‘น้อง แดกข้าวเสร็จแล้วจรลีกลับมานั่งที่เดิมเลยนะ’ น้องก็ไม่คิดมาก

“ไอ้สัส นี่มันโรงเรียนหญิงเกือบล้วน! มึงคิดว่ากำลังใจจะมาจากไหนล่ะถ้าไม่ใช่ผู้ชายหน้าตาดีอย่างมึง สำเหนียกตัวเองด้วยว่ามึงเป็นเหมือนน้ำมันขับเคลื่อนชนิดดีที่ทำให้ชะนีอย่างพวกกูมีแรงฮึด กูบอกเลยว่าแค่มึงอ้อนนิดอ้อนหน่อยพวกน้องๆ ก็ฮึกเหิมเหมือนทหารกล้าของพระเจ้าตากสิน”

ขนาดนั้นเลยเหรอวะ...

“มึงเอาจริงดิ”

“เออดิ”

“มันจะได้ผลเหรอวะ เหอะๆ”

“ได้ผลแน่นอน เชื่อกู๊ ...นี่เราต้องขออนุญาตแกก่อนปะหยาง เราจะใช้แรงงานแฟนแกอะ” ประโยคแรกเธอตอบผม ส่วนประโยคหลังชะเง้อหน้าไปถามร่างสูงที่นอนชันเข่าเล่นเกมอยู่ข้างหลังผม พอโดนถามแบบนั้นพ่อคุณเขาก็ยิ้มออกมานิดๆ แล้วก็ตอบทั้งๆ ที่ยังคงมองโทรศัพท์ตัวเอง คิดว่ามันจะตอบว่าอะไร ‘ไม่ได้ บูบู้ของเรา’ เหรอ อี๋ มันไม่พูดอย่างนั้นหรอก หรือถ้าวันใดวันหนึ่งมันพูดออกมาจริงๆ ผมนี่แหละจะกระโดดเตะปากมันเอง

“ไม่ต้องขอหรอกเพราะเราไม่ใช่แฟนมัน อิมอยากจะใช้อะไรก็ใช้เลย ซ่อมรางน้ำฝน ขนท่อนซุง หุงข้าว เก็บมะพร้าวห้าวหลังสวนหรืออะไรก็ได้หมด เราไม่ถือ”

“ดีว่ะ ฮะๆ”

“แต่ได้แค่ตอนนี้นะ ถ้าคบกันแล้วเราไม่ให้อิมจับแฟนเราหรอก”

ดวงตาคมละจากหน้าจอขึ้นมาสบตากับผม ใบหน้าหล่อยังคงประดับไปด้วยรอยยิ้มบางๆ การกระทำของไอ้คนขี้อ่อยไม่ได้ทำให้ผมเขินเพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมตอบกลับไปจึงมีแค่การแลบลิ้นใส่ แต่ให้ตาย ถึงจะไม่เขินแต่ผมก็แอบยิ้มตามอยู่บ้างเหมือนกัน

ไอ้บ้า ใครโดนพูดแบบนี้ใส่แล้วไม่ยิ้มนี่โคตรจะด้านชา

“เอื้อ ใจพี่...” สาวสวยเพียงคนเดียวในวงสนทนายกมือขึ้นกุมหัวใจตัวเองก่อนจะแอคติ้งกลิ้งลงไปนอนตายบนพื้นอย่างสงบ น้องหน่วยพยาบาลก็รับมุข รีบวิ่งมาปั๊มหัวใจให้เหมือนไอ้อิมใกล้ตายจริงๆ อัญชันนี่มันเล่นใหญ่รัชดาลัยเธียร์เตอร์ทั้งคณะจริงๆ

“เป็นไรวะอิม ไหวไหมมึง?”

“แผ่นดินไหว แต่กูไม่ไหว…”

...โอเค

“แล้วจะให้ไปบอกน้องตอนไหน”

“ตอนนี้แหละ… ฮื่อ ทำไมหยางไม่เสร็จกู ทำไมต้องเสร็จไอ้ธัน ...หยางเราอาจไม่ใช่คนที่เธอฝัน แต่เรามันส์กว่าที่เธอคิดนะ”

“กูได้ยิน”

“ทำไม แค่นี้หวงเหรอ” แทบจะทันทีที่ผมกล่าวจบ ร่างบางก็หันขวับมามองด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอบ่งบอกถึงระดับความจัญไรในกระแสเลือด ถ้าคาดคะเนด้วยสายตาผมว่าน่าจะอยู่ระดับจัญไร manager  แต่ถ้าไปวัดด้วยเครื่อง เครื่องก็คงจะบอกว่าอยู่ระดับจัญไร CEO

“ไม่”

“ไม่เลยเหรอวะ นี่กูอยากได้ว่าที่แฟนมึงเลยนะ”

“ไม่” ผมไหวไหล่ด้วยท่าทีปกติ

“โห ไอ้เหี้ยมึงไม่ใช่คนแล้ว… หยางว่าไง มันบอกว่าไม่หวงแกเลย แกยอมเหรอด่าแม่งเล๊ยเดี๋ยวเราเป็นลูกคู่ให้หมั่นไส้มานานละไอ้ธันอะ ตัวเองหล่อแล้วไม่สนใจกู กูพอรับได้... แต่นี่หล่อ ไม่สนใจกู แถมแฟนในอนาคตยังหล่อ แม่งเกินทนจริงๆ” แม้ว่า ณ ตอนนี้ตำแหน่งของเธอจะเป็นถึงประธานสี แต่บ่างช่างยุก็คือบ่างช่างยุอยู่วันยังค่ำ

“ไม่หวงกูจริงดิ หน้าตาแบบกูเป็นสามีแห่งชาติได้เลยนะ ถ้าเกิดวันใดวันหนึ่งมีคนเอาภาพกูไปลงในเพจคิ้วบอยแล้วมีคนชอบกูเป็นล้านมึงก็จะไม่หวงเหรอ” คุณหัสดินเท้าคางมองหน้าผม สิ่งที่พูดมาก็มีความเป็นไปได้อยู่บ้าง ด้วยรูปลักษณ์หน้าตา แถมสาวๆ สมัยนี้ก็ชอบเสพหนุ่มนักเรียนวัยมัธยมซะด้วยแต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ...

“เออ ทำไมต้องหวง”

“ถ้าเป็นแฟนกันแล้วมึงอย่ามาตามหวงกูละกัน”

“ทำไม จะต่อยกู?”

“เปล่า... จะรักให้ตายเลย”

“...”

“อีดอกกกกกกกกกกกก ยิ้มละมุนนี! กูไม่อยู่ตรงนี้แล้ว อีธันลุกมากับกูเลยหัวดอ ในเมื่อกูแย่งหยางมาไม่ได้เพราะฉะนั้นกูจะแยกมึงออกจากเขาเอง” ไม่รอให้ตอบรับหรือปฏิเสธ เธอก็ลากผมให้เดินตามไป ผมไม่ได้โกรธที่โดนทำแบบนี้เพราะกำลังขำจนไหล่สั่นกับคำพูดเมื่อกี้ ไอ้บ้าหยาง กล้าพูดได้ไงวะ แม่งมาว่ะเฮ้ย ฮะๆ

ไอ้อิมพาผมเดินมาไม่นานก็ถึงอัฒจันทร์สีฟ้า ความจริงเดินมาแค่สิบก้าวเองเพราะเมื่อกี้เรานั่งอยู่ที่ซุ้มข้างๆ อัฒจันทร์ซึ่งเป็นสถานที่หลบแดดของสต๊าฟ (แต่คงเพราะวันนี้ไม่มีแดดมั้งคนอื่นถึงไปนั่งรับลมข้างนอกกันหมด) พอมาถึงมันก็แหวกวงสต๊าฟแล้วลากผมมาตรงกลางวง คิดว่าผมจะเขินไหมที่อยู่ๆ ก็โดนน้องมอง

แน่นอนสิไอ้ห่า

“ไอ้เชี่ยกูยังไม่ทันได้เตรียมตัวเลย” ผมกระซิบเบาๆ ให้ได้ยินกันแค่สองคน จะร้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อนคนอื่นก็ไม่ได้เพราะพวกมันยิ้มกรุ้มกริ่มเป็นสัญญาณบอกว่าคือผู้สมรู้ร่วมคิดกับไอ้อิม จะแหวกวงออกไปก็ไม่ได้อีกเพราะมันดูแต๋ว คนแมนเขาไม่ทำกัน

F*ck

“เตรียมอะไรมาก ก็แค่บอกว่าแดกข้าวเสร็จแล้วให้รีบกลับมาเลย เออ บอกว่ามึงรอด้วยนะ ชะนีน้อยชอบโดนผู้หน้าตาดีอ้อล้อ”

“แล้ว-”

“น้อง ฟังดีๆ เพื่อนพี่มีไรจะบอก” เป็นอีกครั้งที่ร่างบางไม่ปล่อยให้ผมได้พูดจบประโยค มันป้องปากตะโกนเสียงดังจนรอบบริเวณไร้ซึ่งเสียงพูดคุย ขนาดเด็กแสตนข้างๆ ยังเหลียวหลังมามองเลยว่าตรงนี้มีอะไร

“...”

ไอ้เชี่ยยยยย โคตรเงียบ

ผมยืนเกาท้ายทอยแก้เก้อปรอยๆ ตาก็สาดส่องมองหาตัวช่วย อย่าคิดว่าไอ้หยางจะเข้ามาเป็นเจ้าชายขี่ม้าขาวครับเพราะตอนนี้มันกำลังนอนชันเข่าเล่น rov อยู่ ถึงเกาหลีเหนือทิ้งระเบิดลงมาตอนนี้มันก็ไม่หนีหรอก ไม่หยุดเล่นเกมด้วย มันชอบอ้างว่าเลือดชาติชายฆ่าได้หยามไม่ได้

“เร็วๆ ดิมึง”

“ไอ้เชี่ย จะดีเหรอวะ… กูว่ามันน่าอายไปอะ”

“น่าอายเหี้ยไร น่าเอา เอ๊ย! น่ารักจะตาย”

“แต่-”

“เลือกเอาจะพูดหรือจะถอดเสื้อโชว์หุ่นเป็นกำลังใจให้น้อง”

เวร! พูดก็ได้วะ

“น้องครับ… เอ่อ ทานข้าวเสร็จแล้วรีบกลับมานะ พี่รออยู่”

เสียงที่เอ่ยออกไปไม่ได้มีความมั่นใจในตัวเองเลยสักนิด มันทั้งเบาและอ่อนจนเกือบจะกลายเป็นเสียงกระซิบ อย่าว่าแต่เสียงเลยที่ไม่มั่นใจ ผมเองก็เหมือนกัน ผมไม่รู้ว่าต้องทำตัวยังไงเพราะฉะนั้นมือข้างหนึ่งจึงค้างไว้ที่ท้ายทอยเช่นเดิม ตาก็หลุบต่ำ มืออีกข้างที่ว่างอยู่ก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง... อย่าคิดว่าเก๊กครับ ลองมองเข้าไปดิแล้วจะรู้ว่าผมจิกมือตัวเองแรงขนาดไหน

“...”

กริบ

ทำไม มันเงียบแบบนี้ละโว้ย

“...อือ พี่จะพูดแค่นี้แหละ” หลังจากที่กล่าวจบแล้วผมก็แหวกวงสต๊าฟ เดินออกมาช้าๆ ไม่นานก็เปลี่ยนเป็นเร็ว และในที่สุดก็วิ่งกลับไปหาเพื่อนสนิททันที อ๊าก ไอ้เชี่ย อายฉิบหาย คุณเห็นหน้าน้องๆ เมื่อกี้นี้ไหม ทุกคนก้มหน้าก้มตาไม่มองหน้าผมเลยด้วยซ้ำ คนที่เดินผ่านมาได้ยินแล้วก็หันไปทางอื่น

ไอ้สัส จบสิ้นแล้วชีวิตผม คนอื่นต้องมองว่าผมขี้อ่อยเหมือนไอ้หยางแน่เลย...

“อุ๋งๆ เป็นไร?”

เจ้าของดวงตาคมเลิกคิ้มถามเมื่อเห็นผมทิ้งตัวลงนอนขดกับพื้นแล้วเอาเสื้อกันหนาวของมันคลุมหน้าไว้ นี่มันวันอัปยศ วันโลกาวินาศ วันวิปโยค ไอ้เหี้ยยย นึกถึงเหตุการณ์เมื่อกี้แล้วอายปากตัวเองฉิบหายเลย ผมพูดอะไรออกไปวะ

“มึงงง ไอ้เหี้ยอิมแกล้งกู”

“แกล้งอะไร ไหนว่าให้ไปพูดกับน้อง”

“ก็ใช่ไง นั่นแหละแกล้งกู”

“อะไรของมึงเนี่ย ...อิมมาพอดีเลย มันบอกว่าแกแกล้งมัน” ต่อยมันเลย ไอ้อิมไม่ได้จัดว่าเป็นผู้หญิงเพราะฉะนั้นคนอื่นไม่เรียกมึงว่าหน้าตัวเมียหรอก

“แกล้งอะไร๊ หยางอย่าไปเชื่อมันมาก”

“มึงไม่ต้องเลยสัส” ผมโผล่ออกมาจากเสื้อกันหนาวสีแดง ชูนิ้วกลางให้มันทั้งสองนิ้วด้วยความรู้สึกจากก้นบึ้งของหัวใจ “ค_ย กูบอกแล้วว่าเด็กมันไม่สนใจกูหรอก โว้ย น้องจะมองว่ากูเป็นคนยังไง... ต้องมองว่ากูไม่ต่างจากไอ้หยางแน่เลย ไม่เอาอะ”

“เป็นคนแบบกูมันทำไม เดี๋ยวกูตีเลยว่ะ”

“มึงเดินหนีเพราะเรื่องนี้เหรอ ฮะๆ”

“เออดิ! ไหนมึงบอกว่าถ้ากูทำแล้วน้องจะมีกำลังใจไง”

“ก็มีกำลังใจไง”

“มีที่ไหน มึงไม่เห็นหน้าน้องเหรอวะ ก้มหน้าก้มตาหันหน้าหนีกูทุกคน” พูดแล้วก็พาลอายอีกรอบ ถ้าคุณไม่เคยอยู่ในเหตุการณ์อย่างนี้คุณจะไม่รู้เลยว่ามันน่าอายขนาดไหน มันไม่ต่างจากการเล่นมุขให้คนทั้งฮอล์ฟังแต่ไม่มีใครขำสักแอะ

“ก็น้องเขิน ใครจะไปกล้ามองวะมึงหล่อขนาดนี้ เขาก็ต้องก้มหน้าก้มตาหนีเป็นเรื่องปกติ ถ้าสบตามึงน้องก็กรี๊ดดิ”

“มึงอย่ามา”

“เอ้าไอ้เหี้ย กูพูดจริง”

“เวร กูไม่ได้หน้าตาดีขนาดนั้น”

“ธันว๊า กระจกที่บ้านมึงเป็นเลนส์กระจายแสงเหรอ ส่องแล้วน่าเกลียดงี้เหรอ แหกตาดูด้วยว่าใครจีบมึงอยู่ ถ้ามึงหน้าตาไม่ดีจริงๆ คนที่มาจีบมึงจะหล่อขนาดนี้เหรอพ่อเทพบุตรของกู๊” เธอผายมือไปทางบุคคลที่สามอย่างภูมิใจนำเสนอ

“ไม่เกี่ยว เรามองมันที่นิสัย”

“กล้าสาบานไหม โกหกขอให้หรรมกุดไม่มีไว้ใช้กับไอ้ธัน”

“...หน้าตาก็มีส่วนอยู่เหมือนกัน”

ปึก

“ค_ย”

เหมือนปฏิกิริยาตอบโต้โดยธรรมชาติ เมื่อหูผมได้ยินคำพูดของมัน ฝ่ามือก็กระตุกฟาดลงไปที่ไหล่กว้างทันที เกือบดีแล้วมึง ถ้าตีหน้าซื่อตอบว่า ‘กล้า’ กูก็คงมองว่ามึงเป็นคนดีจริงๆ

“เอ้า ตีทำไม ฮะๆ”

“ไอ้เลว มึงมองคนที่เปลือกนอก”

“ก็บอกว่ามีส่วน แต่ไม่ได้บอกสักหน่อยว่าเป็นเหตุผลทั้งหมด ถ้ากูมองมึงที่หน้าตาจริงกูจะไม่รักมึงมากขนาดนี้เลย”

“ดีๆ ขอคำตอบจากใจเลย”

“จริงๆ... กูไม่ได้ชอบคนที่หน้าตา แต่ชอบคนที่พร้อมจะเอวชาไปด้วยกัน”

“งั้นคนนั้นคงไม่ใช่กู”

“ไม่จริง มึงนี่แหละใช่ที่สุดแล้ว ฮะๆ”

“คุณกิตติคะ ดิฉันเหม็นความรักจากพวกมันมากๆ เลย ดิฉันสำเหนียกได้แล้วว่าควรไปที่อื่น...”

ยังเป็นไอ้อิมที่เดินออกจากวงสานทนาไปก่อนแต่ต่างจากครั้งแรกนิดหน่อยตรงที่ครั้งนี้มันเดินไปคนเดียว พร้อมกับใบหน้าเบื่อหน่าย

“ไปกินข้าวกันไหมมึง”

ผมเป็นฝ่ายเอ่ยชวนก่อนหลังจากที่เราเงียบไปนาน ผมเงียบเพราะรอให้มันพูดก่อนแต่มันคงเงียบเพราะรอดูว่าผมหวั่นไหวบ้างไหม หึ เสียใจไอ้น้องถ้าอยากให้พี่เขินก็ไปฝึกมาใหม่ เท่านี้ไม่กระเทือนหัวใจพี่หรอก น้องต้องขนอ้อยมาทั้งสวนหรือไม่ก็ปล้ำพี่แล้วล่ะพี่ถึงจะหวั่นไหว...

ล้อเล่นนะครับ ผมไม่ได้มีรสนิยมชมชอบคำหวานกับความรักแบบละครไทย

“เอาดิ ข้างนอกหรือโรงอาหาร”

“ที่ไหนก็ได้”

“ข้างนอกไหม โรงอาหารคนเยอะ” จริง เยอะจนตาลาย เวลาที่มีงานใหญ่โรงเรียนชอบปล่อยเด็กพร้อมกัน มันก็เลยทำให้เกิดปัญหา ‘ต้องกินข้าวพร้อมกัน’ แล้วโรงอาหารก็มีแค่เนี๊ย ไปอัดกันอยู่ได้ไงวะ ผมคนหนึ่งแหละที่ไม่ขอเอาตัวไปเบียดกับฝูงชน เมื่อวานก็ยอมกินมาม่าที่สหกรณ์แทนข้าว วันนี้กะว่าจะห่อข้าวมาก็ลืมอีก เวรกรรม

“อือๆ”

“ไปรถกูปะ”

“ทำไมต้องไปรถมึง” ผมเลิกคิ้วถามอย่างสงสัย มันคิดว่าตัวเองกำลังจีบคนเป็นง่อยอยู่เหรอ กูมีมือมีตีนครับไม่ต้องบริการมาก

“เผื่อมึงอยากซ้อน”

“ตลกละ”

“แล้วจะขี่เองเหรอ”

“ไม่ กูขี้เกียจ”

นั่นแหละฮะท่านผู้ชม แม้ว่าผมจะมีมือมีตีนแต่ความขี้เกียจมันก็ไม่เข้าใครออกใคร

เมื่อตกลงกันเรียบร้อยเราก็ขี่รถออกไปนอกโรงเรียนเพื่อหาข้าวกิน ร้านที่เราเลือกก็อยู่ไม่ไกลมาก เป็นร้านอาหารตามสั่งเล็กๆ ไม่ค่อยมีลูกค้าแต่ข้าวอร่อยมาก มันเข้มข้นแบบไทยอะ ผมโคตรชอบ แต่บางครั้งป้าแกก็จะมันมือตอนใส่พริกไปหน่อยจนผัดกระเพราะผมกลายเป็นผัดพริก... เหมือนวันนี้ไง ไอ้เชี่ย my ลิ้น is on fire

เผ็ดฉิบหาย!

เอ้า น้ำหมด

“ไอ้หยาง แค่กๆ ขอน้ำหน่อย” ผมโบกมือขอน้ำจากเพื่อนสนิทที่นั่งฝั่งตรงกันข้าม ภาพที่เห็นเริ่มเบลอด้วยม่านน้ำตาที่เอ่อล้น จมูกเริ่มขึ้นสีและมีน้ำมูกมาออเหมือนต้องการออกมาเห็นโลกภายนอก อ่า ได้น้ำแล้วค่อยรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย

“ค่อยๆ ดื่มเดี๋ยวสำลัก... แล้วนี่ปิดเทอมเมื่อไหร่นะ”

“แค่กๆ อีกสี่ห้าเดือน ทำไม?”

“จะได้ไปบอกปู่กับย่าว่าจะพาหลานสะใภ้ไปกราบ”

“กูต่อยนะ”

“ขี้โมโหจังวะ ฮะๆ” หนุ่มหล่อยิ้มขำๆ ก่อนจะเริ่มพูดต่อทั้งๆ ที่ยังมีข้าวผัดกุ้งอยู่ในปาก พ่อแม่สอนทำไมไม่จำ เวลาแดกข้าวห้ามพูด ไอ้เหี้ย สาบานดิวะมึงกำลังคุยกับคนที่ชอบอยู่ ทำตัวทุเรศฉิบหาย “ไม่ใช่อะไรหรอก เมื่อคืนปู่โทรมาถามว่าจะมาช่วงไหน”

“อ๋อ”

“มึงโอเคปะ”

“ไร?”

“โอเคไหมที่จะไปกับกูแค่สองคน”

“ทำไมต้องไม่โอเค”

“ก็เปล่า กูแค่กลัวมึงลำบากใจที่ต้องอยู่ใกล้กู” ร่างสูงกลบเกลื่อนความรู้สึกของตัวเองด้วยการดื่มน้ำบ้าง หันไปมองที่อื่นบ้าง ทุกอย่างดูปกติแต่ก็เหมือนกับที่อีกฝ่ายมองผมออก ตอนนี้ผมก็มองออกเหมือนกันว่ามันคิดมากอยู่ไม่น้อย อะไรวะ

“หน้ากูดูเกลียดมึงขนาดนั้นเลยเหรอ”

“...”

“ถึงจะไม่ชอบที่มึงจีบแต่ก็ไม่ได้หมายความว่ากูจะเกลียดสักหน่อย มึงนี่คิดมากว่ะ กูบอกไว้เลยนะว่าถ้ามัวแต่กลัวแบบนี้มึงไม่ได้กูหรอกหยาง” ผมมองมันด้วยใบหน้านิ่งเฉย เมื่อก่อนตอนจีบผู้หญิงผมไม่เห็นมันจะเป็นอย่างนี้เลย ทั้งกล้า ด้าน แถมยังมั่นหน้าอีก แล้วดูตอนนี้สิ ไอ้หมาหงอยตรงหน้าผมมันคือใคร

“พูดจาน่าหยิกว่ะ ฮะๆ”

ฝ่ามือใหญ่เอื้อมเข้ามาใกล้แก้มของผม ตอนแรกเเหมือนมันจะทำอย่างที่ตัวเองพูดแต่ยังไม่ทันได้สัมผัสถูกตัวผม มันก็ชักมือกลับไปซะก่อน

อะไรอีก!

“เป็นไร อยากจับก็จับ ไม่ได้ว่าสักหน่อย” ไอ้หยางเปลี่ยนไปตั้งแต่วันที่ขอจีบผม มันไม่ได้แตะต้องผมบ่อยเหมือนเมื่อก่อน ทุกครั้งก่อนจะแตะอีกฝ่ายจะคิดหนัก ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ มันจะไม่จับเลย อย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะครับ ที่พูดเนี่ยไม่ได้หมายความว่าผมอยากให้มันจับแต่ผมค่อนข้างขัดหูขัดตาเวลาแม่งยื่นมือมาแล้วชักกลับไปแบบเมื่อกี้ มันแบบ… อารมณ์เหมือนคุณเป็นเหาแล้วเพื่อนรังเกียจ กูเสียเซลฟ์โว้ย

แล้วตกลงใครจีบใคร ทำไมผมต้องมาคอยบอกให้มันทำอย่างนั้นอย่างนี้ ส่วนมันก็เป็นคนที่คอยบอกว่าไม่ได้ ไม่ควร มันสลับกันรึเปล่า?

“ไม่ได้”

“ทำไม ไม่ต้องคิดมากหรอกสัส เมื่อก่อนมึงทำบ่อยจนกูชินละ”

“เมื่อก่อนเป็นเพื่อนกูก็เลยทำได้ แต่ตอนนี้สถานะของกูคือคนที่กำลังตามจีบมึง จะให้ทำเหมือนเดิมมันไม่ได้หรอกไอ้บ้า”

“ให้เกียรติว่างั้น”

“เออดิ”

“กูไม่ใช่ผู้หญิง ...แล้วกูจะเกลียดมากนะถ้ามึงคิดอย่างนั้น”

“กูก็ไม่เคยบอกว่ามึงเป็นแล้วก็ไม่เคยคิดว่ามึงเป็นด้วย แต่การให้เกียรติไม่มีการแบ่งแยก ที่กูทำเพราะกูเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่สมควรทำ” คู่สนทนาเอ่ยก่อนจะเคลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้จนผมรับรู้ได้ถึงไออุ่นและกลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวเขา ริมฝีปากบางกระซิบชิดใบหูด้วยถ้อยคำที่ทำให้ผมเผลอกำมือแน่น “เพราะถ้าไม่ห่างมึงบ้าง… กูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะคุมตัวเองได้ไหม”

“...”

“ถ้าเข้าใจแล้วก็เลิกบอกให้กูแต๊ะอั๋งมึงได้ละอุ๋งๆ กูรู้ว่ากูหล่อและมึงก็ต้องการกู แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนนะจ๊ะหนู อิอิ”

ไปตายไป!

ใช้เวลานานพอสมควรกว่าที่เราจะสงบสงครามและกินข้าวเสร็จ รวมกับเวลาที่ใช้ขี่รถกลับโรงเรียนแล้วก็ประมาณสี่สิบนาที ไอ้ห่านี่โคตรมีความสามารถ มันสามารถทำให้ผมหัวเสียได้ด้วยการยิ้ม มันไม่ได้มองหน้าผม ไม่ได้แตะ ไม่ได้พูด ไม่ได้อะไรทั้งนั้นแต่ผมก็หงุดหงิดแล้ว ไอ้... หัวดอเอ๊ย

(ยินดีต้อนรับนักเรียนทุกคนเข้าสู่ช่วงบ่ายของวันนี้ ก่อนที่เราจะได้แข่งแสตนและเชียร์หลีดเดอร์กัน ขอเชิญสต๊าฟที่เหลือทุกสีออกมาแข่งขันเพื่อโชว์พลังให้น้องๆ ดูเป็นขวัญกำลังใจหน่อยเร๊ว) เสียงเรียกของรองผอ.เรียกให้สต๊าฟทุกคนลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายและวอร์มร่างกาย เช่นเดียวกับที่ผมทำอยู่ ในที่สุดก็ถึงเวลานี้สักที

“แข่งอะไร?” นักเรียนชายต่างสถาบันเลิกคิ้วมองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างสงสัย ก็คงจะงงแหละมันคงไม่เคยได้ยินว่ามีการแข่งขันก่อนจะโชว์

“ศักดิ์ศรี”

“ห้ะ ไรวะ?”

“ชักเย่อ”

ไม่รู้เหมือนกันว่าที่อื่นมีแบบนี้ไหม แต่ที่โรงเรียนผมจะมีประเพณีที่เขาทำกันมาตั้งแต่เริ่มมีกีฬาสีครั้งแรก นั่นก็คือการให้สต๊าฟของทุกสีออกมาแข่งชักเย่อกันที่สนามท่ามกลางสายตาของทุกคน แน่นอนว่ารวมทั้งสายตาของหลีดและน้องๆ บนอัฒจันทร์ที่เตรียมพร้อมจะแสดงด้วย

ถ้าสีไหนชนะก็จะได้เหรียญทองเหมือนการแข่งขันกีฬาทั่วไป แต่ที่ต่างออกไปคือมันมีแค่เหรียญทองเหรียญเดียวไม่มีที่สองหรือสามทั้งนั้น ที่สำคัญกว่านั้นคือมันสามารถสร้างแรงกดดันให้สีอื่นและสร้างกำลังใจให้สีตัวเองได้

ตึกตัก

หัวใจผมเต้นแรงชะมัด ตื่นเต้นโว้ย

“ทุกสีเลยเหรอ?”

“อือฮึ”

“คนเท่ากันเหรอวะ”

“เท่า” โชคดีที่ปีผมมีสต๊าฟเท่ากันทุกสี เคยได้ยินว่าถ้าปีไหนมีไม่เท่ากัน เขาจะให้ลดจำนวนคนลงให้เหลือเท่าจำนวนคนของคณะสีที่มีสต๊าฟน้อยที่สุด คนที่โดนคัดออกไปคงเสียใจไม่น้อยที่ต้องนั่งมองเพื่อนแข่ง เข้าไปช่วยก็ไม่ได้ ทำได้แค่เชียร์อย่างเดียว “มึงรออยู่นี่นะ เดี๋ยวกลับมา”

“ไอ้ธัน เดี๋ยว”

“?”

“ขอมือหน่อย” คนพูดแบมือออกมาตรงหน้าผมหนึ่งข้าง คุ้นๆ ไหมครับ เหมือนตอนคุณเล่นกับเจ้าตูบที่บ้านไหม... กูเพื่อนเล่นมึงเหรอไอ้อ้อย

“กูไม่ใช่หมา”

“ก็ไม่ใช่ไง ส่งมือมา”

“...นี่มึงกำลังกวนตีนกูใช่ไหม”

“มึงเห็นกูเป็นคนยังไงวะ” มันส่ายหน้าเซ็งๆ ไม่รอให้ผมได้พูดอะไรต่อมือใหญ่ก็คว้ามือของผมไปกุมไว้ก่อนจะหยิบบางอย่างออกมาแล้วเริ่มลงมือทำในสิ่งที่ผมคาดไม่ถึง ผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่ถูกพับเป็นสามเหลี่ยม มันค่อยๆ พันลงบนฝ่ามือของผมอย่างแน่นหนาเหมือนเจ้าตัวต้องการให้แน่ใจว่าผ้าจะไม่หลุด พอพันจนเสร็จก็มัดแล้วทำแบบเดิมกับมืออีกข้าง

“อะ เวลาฝั่งนั้นดึงแรงๆ เชือกจะได้ไม่บาดมือ”

“...”

“จับเชือกแน่นๆ ถ้าผ่อนแรงแล้วจะล้ม ล้มแล้วเจ็บจริงแต่ที่มากกว่าเจ็บคือความอาย เพราะงั้นอย่าล้มล่ะไอ้ควาย ฮะๆ”

“...ปกติพกผ้าเช็ดหน้าสองผืนเหรอ” นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากพูดหรอก ความจริงผมอยากบอกว่าขอบคุณแต่ปากเจ้ากรรมมันขยับไปเอง

“ปกติก็ไม่ แต่วันนี้มันร้อนกูก็เลยพกมาเผื่อ”

“เหรอ... คุณชายว่ะพกผ้าเช็ดหน้าด้วย ฮะๆ” ผมแกล้งแหย่และหัวเราะเพื่อกลบเกลื่อนอาการผิดปกติของตัวเอง ผมไม่ชอบเวลาที่ตัวเองมีความรู้สึกแปลกใหม่เกิดขึ้นมาแต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ไม่ยุติธรรม นี่ร่างกายผมนะเว้ย ผมควรได้สิทธิในการรับรู้ทุกๆ เรื่องของตัวเองสิ

“ใครจะเหมือนมึง เหงื่อออกก็เช็ดแขนเสื้อ หน้ามันก็เช็ดแขนเสื้อ อะไรๆ มึงก็เช็ดแขนเสื้อ สิวขึ้นกูไม่รู้ด้วยนะธัน” คุณชายส่ายหัวเอือมๆ

“มันคือวิถีคนแมนโว้ย... กูไปละ”

“เออ สู้ๆ”

ผมหันหลังเดินออกไปก่อนจะเสยเส้นผมที่ปรกลงมาบนหน้าอย่างไม่เข้าใจตัวเอง สาบานเลยว่ามันไม่ใช่อาการเขินเพราะผมไม่ได้หน้าร้อน หัวใจไม่ได้เต้นแรง แต่ถึงหัวใจไม่ได้เต้นแรงก็เถอะ... ผมก็รับรู้ว่าข้างในนั้นมันแปลกไปนิดหน่อย

เชี่ยไรวะเนี่ย

“เดี๋ยวให้คนแรงเยอะๆ ไปรวมกันอยู่ข้างหลัง ถ้ากูบอกให้ดึงเราก็ดึงพร้อมกันนะ”

“มันจะเวริ์คเหรอวะ”

“เวริ์คดิ เท่าที่ดูแรงเรากับแรงฝั่งนั้นก็พอๆ กันนั่นแหละ เพราะงั้นเราต้องวัดที่จังหวะและความพร้อมเพรียง”

“เออ มึงนี่ฉลาดว่ะไอ้มิว”

“ถ้าเข้าใจแล้วก็แยกย้ายไปตามจุดที่กูบอก ไอ้ธันมึงไปอยู่หลังสุดกับพวกกู”

“อือ” ผมพยักหน้ารับคำเพื่อนสนิท ก้าวเท้าเดินไปอยู่ปลายแถวช้าๆ ในหัวยังแอบคิดเรื่องเมื่อกี้อยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้มากนัก เคยได้ยินคำว่ายิ่งคิดยิ่งเครียดไหมครับ มันเป็นเรื่องจริงนะถ้าคุณคิดแต่เรื่องที่แม่งไม่รู้ว่าจะได้คำตอบเมื่อไหร่ คุณก็จะเครียดเหมือนตอนที่นั่งฮัมเพลงได้ทั้งเพลงแต่นึกเนื้อเพลงไม่ออก

ช่างมันละกัน

ผมต้องเจอกับสีเหลืองเป็นคู่แรก กรรมการใช้การจับฉลากเลือกว่าใครจะได้แข่งกับใครและใครจะได้แข่งก่อน ทุกอย่างยุติธรรมเพราะคุณครูหัวหน้าคณะเป็นคนจับเอง แต่มันจะมีอยู่หนึ่งสีที่โชคดีสัสๆ เพราะโรงเรียนเรามีห้าสี ฉะนั้นใครจับได้ลูกสีขาวจะได้อภิสิทธิ์พิเศษในการเข้ารอบสองรอแข่งได้เลย

แล้วสีที่ได้สิทธิ์นั้นไปก็คือสีม่วงของพี่เต

จะว่าไป ผมก็เคยได้ยินเขาเม้าส์กันมาว่าที่ปีนี้สีม่วงโชคดีตลอดเพราะได้ครูหัวหน้าคณะสีเป็นครูมิตร ซึ่งเป็นครูประวัติศาสตร์ที่ขลังเชี่ยๆ คุณต้องไปเห็นห้องของเขา... แค่มองยังรู้สึกขนลุก มีแต่ของโบราณที่พร้อมจะขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากร เครื่องประดับบนตัวเขาก็ไม่ต่างจากยกของพวกนั้นมาไว้บนตัว ครูแม่งเป็นพิพิธภัณฑ์เคลื่อนที่ดีๆ นี่เอง

ครูเล่นของปะเนี่ย

(คู่แรกเราจะเริ่มด้วยสีเหลืองกับสีฟ้า ดูไม่ออกเลยนะครับว่าใครจะชนะ)

(นั่นสิครับ ไม่รู้ว่าการที่ฝั่งสีเหลืองมีผู้ชายสองคน แล้วฝั่งสีฟ้ามีผู้ชายคนเดียวจะทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบกันรึเปล่า)

“สู้ๆ เว้ยพวกมึง พวกหลีดกับน้องบนอัฒจันทร์มองเราอยู่ ชนะให้ได้” ผมเอี้ยวหน้าไปมองกลุ่มหลีดที่ยืนมองเราอยู่แถมทางเดินด้านขวา พวกเธอแต่งหน้าทำผมจนผมมองไม่ค่อยออกว่าใครเป็นใคร แต่มีอยู่หนึ่งคนที่ไม่ว่าจะแต่งหน้าขนาดไหนผมก็มองออกทันทีที่สบตา จะใครละครับถ้าไม่ใช่เพื่อนรักอีกคนหนึ่งของผม

ไอ้แพน

‘สู้ๆ นะมึง’ คือประโยคที่มันขยับปากบอกผม มีการทิ้งท้ายไว้ว่าถ้าแพ้ไม่ต้องมาคุยกันด้วย ไอ้เหี้ย ไม่ค่อยกดดันกูเลย

ปี๊ด

“ดึง!”

เสียงนกหวีดเป่าเป็นสัญญาณว่าเริ่มการแข่ง มันดังขึ้นพร้อมๆ กับเสียงสั่งของไอ้มิวที่อยู่ข้างหน้าผม พวกเราทั้งหมดออกแรงดึงพร้อมกันเป็นจังหวะ ตอนแรกผมก็ไม่คิดว่ามันจะต่างจากทีเราต่างคนต่างดึงมากเท่าไหร่... พอลองได้ทำจริงๆ ผมรู้เลยว่ามันเป็นคนละเรื่องกัน ตอนที่เราต่างคนต่างดึงมันไม่มีประสิทธิภาพ เหมือนช่วยกันแค่ในนาม จะแพ้หรือชนะก็มีเปอร์เซ็นต์เท่ากัน แต่ถ้าเราออกแรงดึงพร้อมกันมันจะเหมือนกับการพายเรือ ไม่รู้ว่ะ ผมไม่ค่อยมีความรู้ รู้แค่ว่ามันทำให้เราชนะรอบแรกมาได้สบายๆ

สนุกชะมัด

“ไอ้เหี้ยยย พวกมึงเก่งสัส” มือกลองรัวกลองทันทีที่พวกผมวิ่งกลับมาที่อัฒจันทร์ด้วยรอยยิ้ม น้องๆ ก็ส่งเสียงกรี๊ดดีใจเช่นกัน นี่คือสิ่งที่ผมบอกว่ามันสามารถสร้างแรงใจได้ ...ผมต้องมานั่งรอสีส้มแข่งกับสีเขียว พอใครชนะแล้วสีนั้นก็ต้องไปแข่งกับสีม่วง แล้วคนที่ชนะครั้งนั้นแหละถึงจะมาแข่งกับผมอีกที ความจริงได้แข่งเป็นคู่แรกก็ดีเหมือนกันนี่หว่า

“เป็นไง เชือกบาดมือบ้างไหม” ร่างสูงที่นั่งรออยู่ในซุ้มเอ่ยถามพร้อมกับยื่นขวดน้ำมาให้ ผมเองก็รับมาดื่มทันที

“ไม่นะ อิอิ”

“ยิ้มเชียวนะ”

“ชนะก็ต้องยิ้มสิ” ผมระบายยิ้มกว้างกว่าเดิมอย่างมีความสุข คิดถึงภาพตอนผ้าสีแดงที่ผูกอยู่บนเชือกเส้นใหญ่เลื่อนเข้ามาในเขตตัวเองแล้วไม่รู้จะอธิบายยังไง รู้แค่ว่าพอมันเข้าเขตมาปุ๊บ พวกผมก็ปล่อยเชือกแล้วร้องเฮลั่นเหมือนได้โล่นักกีฬาดีเด่นในโอลิมปิก ตลก

“จ้า”

“แล้วรออยู่นี่ร้อนไหม” ผมเอ่ยถามทั้งๆ ที่ยังคงยิ้มอยู่อย่างนั้น ขณะเดียวกันก็เอื้อมหลังมือที่มีผ้าพันไปเช็ดหยดเหงื่อบนแก้มคู่สนทนา เหมือนมันเป็นการกระทำที่เคยชินจนผมลืมไปซะสนิทว่าตอนนี้สถานะของเรามันเป็นอะไรที่เหมือนเดิมแต่ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น

“...หือ อารมณ์ดีแล้วทำตัวน่ารักเหรอ”

คุณนักเรียนต่างสถาบันคลี่ยิ้มรับ ฝ่ามือใหญ่สัมผัสปลายนิ้วทั้งห้าของผมเบาๆ ไม่นานก็เป็นฝ่ายดึงมือของผมออกไปด้วยตัวเอง ...มันรักษาคำพูดดีว่ะ บอกว่าจะให้เกียรติก็ทำจริง ทีอย่างนี้ล่ะทำได้เมื่อก่อนกูเห็นมึงแทบจะกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับผู้หญิงกลางโรงเรียน

“ค_ยไรไอ้สัส เดี๋ยวกูต่อย”

“โหดว่ะ คุยกับกูทำตัวน่ารักบ่อยๆ ก็ได้ เก็บไว้ให้หมาที่บ้านเห็นรึไง ฮะๆ”

“โลกนี้มีแค่พวกมึงสองคนเหรอ” ก่อนที่ผมจะได้ด่ากลับ หญิงสาวคนหนึ่งก็เดินเข้ามานั่งชันเข่าข้างๆ ผม ...ไอ้แพน มึงจะนั่งท่าไหนก็ได้แต่ไม่ใช่ท่านี้ ตอนนี้สารรูปมึงแพงมากนะ ทั้งชุด หน้า ผม ขอร้องอย่าทรยศราคาด้วยท่านั่งเลย

“สำหรับกูก็น่าจะใช่” ไอ้หยางยิ้มร้าย ไม่ลืมที่จะยักคิ้วกวนประสาทอีกฝ่ายด้วย ใครจะดูออกบ้างว่าครั้งหนึ่งเขาคนนี้เคยหยอดคำหวาน ตามมาจีบถึงโรงเรียน และเคยขี่บิ๊กไบท์เอาขนมไปให้เธอคนนี้ถึงหน้าบ้าน

“ฮาหันคิงละแกนต๋า” (แปล : กูเห็นมึงแล้วหมั่นไส้)

“กูต้องสนไหม?”

“เหอะ นี่รู้ตัวไหมว่ากูเป็นผู้ช่วยชีวิตมึงเอาไว้”

“มโนอะไรของมึง”

“กูนี่แหละเป็นพระโพธิสัตว์มาแสดงธรรมเทศนาให้ไอ้คีรินทร์ตระหนักได้ว่าสมควรให้โอกาสมึง ถ้ากูไม่ทำแบบนั้นป่านนี้มึงได้นอนซมเป็นหมาหงอยอยู่ที่บ้านเพราะโดนมันหักอกนานแล้ว” ใบหน้าที่เชิดขึ้นบ่งบอกว่าเจ้าตัวภูมิใจกับสิ่งที่ตนพูดขนาดไหน

“เหรอ?”

“เออดิ กูน่ะนะ-”

“แล้วไง”

อู้ววว ไร้เยื่อใย ไร้น้ำใจ ไร้มารยาทมากๆ

“...”

“หึๆ”

“งั้นกูจะเอามันคืน มึงไม่ต้องจีบมันแล้ว” เมื่อมีความหงุดหงิดเข้ามาในบทสนทนาของคนใจร้อน เรื่องต่อจากนี้จึงเหมือนการทะเลาะกันของเด็กๆ ที่มีผมเป็นตัวกลาง...

“ไม่ได้ มึงไม่มีสิทธิ์มาสั่ง”

“มันเป็นเพื่อนกูนะ เอามานี่เลยไอ้ห่า” ไอ้แพนเบ้ปากอย่างไม่สบอารมณ์ เอื้อมมือมาหมายจะกอดผมไว้แต่ก็ทำได้แค่หวังเพราะมีคนที่เร็วกว่า มือใหญ่คว้าตัวผมไปไว้ข้างหลัง ไม่ลืมที่จะกางแขนออกหนึ่งข้างเพื่อกันไม่ให้คุณหลีดอัญชันเข้ามาใกล้ตัว

“ไม่รู้ครับไม่รับรู้ ธันวาเป็นของกูรับรู้ด้วยครับ”

“กูเป็นของมึงตอนไหน” ผมถามขณะมองเหตุการณ์ตรงหน้าขำๆ บรรเทิงดีว่ะ

“ในฝันทุกคืน มึงทำให้กูต้องทำความสะอาดเตียงทุกเช้าเลยรู้ตัวไหม”

ไอ้...

“ไอ้ทะลึ่ง เดี๋ยวกูตบกบาลแตก”

“รู้เหรอว่ากูพูดถึงอะไร”

“จะอะไรล่ะ คนอย่างมึงก็คิดอยู่ไม่กี่เรื่องหรอก ถ้าไม่ใช่เรื่องเหี้ยๆ ก็เรื่องลามก”

“แหม ไม่ขนาดนั้นหรอก ฮะๆ” แทนที่จะสำนึก มันกลับยิ้มรับพร้อมทำท่าทางเหมือนถ่อมตัวซะงั้น อื้อหือ เห็นอย่างนี้แล้วตีนผมกระตุกเลย

“กูไม่ได้ชม!”

“อ้าวเหรอ”

“ไอ้ธัน มานี่มา กูมองผิดเองเชี่ยหยางมันไม่ดีพอสำหรับมึงหรอก” เพื่อนสาวของผมทำหน้าเหม็นเบื่อ ตามองร่างตรงหน้าอย่างเหยียดหยาม เราเล่นอะไรกันวะลิงชิงบอลเหรอ

“มันไม่ไปหามึงหรอก ...กูดีพอและดีกว่าแฟนมึงแน่นอน” น่อว

“ต๊ายมั่นหน้ามั่นโหนก ดีกว่าแฟนกูก็เทวดาแล้วค่ะ”

“กูนี่แหละเทวดา กูเกิดมาเพื่อฆ่าผัวมึงโดยเฉพาะ” ไม่พูดเปล่า มันทำมือเป็นปืนแล้วยิงไปที่ไอ้แพนหนึ่งครั้ง ไม่ลืมที่จะยิ้มร้ายเป็นการปิดท้าย สาบานได้เลยว่าถ้าคนที่ทำไม่ใช่มัน ผู้หญิงแถวนี้จะไม่ปิดปากกรี๊ดกันขนาดนี้

“อี๋อีหยาง ดีจริงเขาไม่พูดเยอะเดี๋ยวมันจะเลอะน้ำลายย่ะ”

“กูดีจริง น้ำลายน่ะเลอะอยู่แล้ว แต่น้ำอย่างอื่นก็อยากเลอะนะ”

“เอาจริงๆ ไหม ฟังไปฟังมากูว่ามึงไม่ใช่เทวดาแล้วล่ะ เหมือนปีศาจมากตัณหาที่ขึ้นมาจากนรกมากกว่า”

กูก็ว่างั้น

การฆ่าเวลาด้วยการนั่งเล่นกับไอ้สองตัวนี้ไม่เลวเลย ตลกดี พวกมันผ่อนคลายจนผมเกือบลืมไปว่าตัวเองมีแข่งรอบชิงชนะเลิศ ผมน่ะแค่เกือบ แต่ไอ้แพนน่ะลืมจริงๆ เพราะมันถอดรองเท้าส้นสูงกับถุงมือตัวเองออกไปเป็นที่เรียบร้อย เหอะๆ

(การแข่งขันรอบนี้เป็นรอบสุดท้าย สีที่ชนะจะได้เหรียญทองไปครอง เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาขอเชิญสีฟ้าและสีม่วงครับ)

อย่างที่พวกคุณได้ยิน สีที่เข้ามาชิงแชมป์คือราชาวดีของพี่เตอย่างที่ใครหลายคนคิดจริงๆ แต่พี่เขาไม่ได้ลงนะครับเพราะอยู่ม.6 แล้ว ถือว่าสีม่วงปีนี้ท็อปฟอร์มมาก ชนะไปหลายรายการ... แต่สีผมก็ไม่ต่างกัน ถึงวันแรกจะได้แค่เหรียญทองเหรียญเดียวก็เถอะแต่หลังจากนั้นนักกีฬาทุกคนก็มีแรงฮึด ในที่สุดเราก็ไต่จากที่โหล่มาอยู่อันดับต้นๆ

ครั้งนี้พวกเราก็จะคว้าเหรียญทอง

“สู้ๆ พวกมึง”

“ชนะให้ได้เว้ย”

“สู้ๆ!” เสียงให้กำลังใจดังไล่หลังมาเมื่อเราเริ่มเดินไปที่สนาม ทั้งที่เป็นสนามเดิมแต่ผมกลับรู้สึกว่าตอนนี้มันแคบมากเพราะแรงกดดันจากรอบข้างและฝ่ายตรงข้าม ต้องบอกเลยว่าสีม่วงเป็นสต๊าฟที่มีผู้ชายเยอะที่สุดในบรรดาห้าสี รวมแล้วมีถึงสิบสี่คนแถมพวกมันทั้งหมดก็เป็นนักกีฬาบาสเกตบอลของโรงเรียน แต่ผมไม่ได้บอกว่าทีมผมไม่เก่งนะ ดูเพื่อนๆ ที่เดินนำหน้าผมสิ ไอ้มิว ไอ้เกท นักกีฬาทั้งนั้น แรงดีไม่แพ้ผู้ชายเลยล่ะ

“เหมือนเดิมนะ ดึงตามจังหวะที่กูสั่ง แต่ครั้งนี้มันจะไม่ง่ายเหมือนครั้งแรกเพราะแรงฝั่งนั้นเยอะกว่าแน่นอน”

“...”

“แต่ไม่ต้องเครียด ถึงจะเยอะกว่าแต่ถ้าเรื่องกำลังใจพวกเราชนะเลิศ ถูกไหม” เพื่อนๆ เริ่มยิ้มออกมาแล้วเข้าประจำที่ตัวเอง นั่นสิ ถ้าพูดถึงเรื่องกำลังใจผมบอกได้เลยว่าสีผมไม่เป็นรองใคร หลักฐานก็คือตั้งแต่เดินมาจนถึงตอนนี้ สีฟ้ายังไม่เลิกแหกปากเชียร์พวกเราเลย ทั้งกลอง พู่ หรือแม้กระทั่งพัดพวกมันก็เอาออกมาเชียร์ ดีว่ะ รู้สึกมีแรงขึ้นเยอะเลย

(ขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบ เราจะเริ่มการแข่งขันแล้)

ฟู่ว

ปี๊ด!

“ดึง!” ครั้งนี้เป็นเช่นเดียวกับครั้งแรกที่เราออกแรงดึงพร้อมกับเสียงสั่งของมิว มันเป็นการดึงที่มีจังหวะและความพร้อมเพรียง ผ้าสีแดงที่อยู่ตรงกลางค่อยๆ ขยับมาทางเขตผม เหมือนจะง่าย... แต่มันไม่ใช่เลยเมื่อฝ่ายตรงข้ามออกแรงดึงเป็นจังหวะเช่นกัน ผ้าสีแดงผืนนั้นจึงค่อยๆ เคลื่อนไปอยู่ตรงกลางและค่อยๆ เข้าใกล้เขตของพวกเขา

ใครจะยอม

“ดึง!”

“แรงอีก!”

“จับเชือกแน่นๆ อย่าให้หลุดมือ!”

เมื่อไม่มีใครยอมใครการแข่งขันจึงดำเนินต่อไปอย่างเนิ่นนาน รอบข้างมีเสียงกลองและเสียงเชียร์ดังกระหึ่มจนหูผมอื้อ หยดเหงื่อก็หยดลงมาตามใบหน้าบ่งบอกว่าสภาพอากาศร้อนขนาดไหน ทุกๆ อย่างมันดูไม่ดีเอาซะเลยแต่ผมก็ยังเข้าข้างตัวเองต่อไปจนกระทั่ง...

พรืด

“เฮ้ย!”

อยู่ๆ แรงกระชากจากฝั่งตรงกันข้ามก็เพิ่มมากขึ้นจนพวกเราเสียการทรงตัวและเซไปข้างหน้า แน่นอนว่าฝั่งตรงข้ามไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป พวกเขาพยายามดึงเชือกแรงขึ้นกว่าเดิม แม้ว่าพวกผมจะตั้งตัวได้และดึงกลับมาทางตัวเองอย่างรวดเร็วแต่เกมก็เป็นของพวกเขาไปซะแล้ว ดวงตาของผมโฟกัสที่ผ้าพืนแดงที่ค่อยๆ เข้าไปในอาณาเขตของสีม่วงมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ไปถึงจุดที่กรรมการกำหนด

ปี๊ด!

(จบการแข่งขัน สีม่วงชนะ)

เสียงเฮดังลั่นมาจากคู่แข่งและอัฒจันทร์ราชาวดี มันแสดงถึงความดีใจที่ได้เหรียญทอง มีหลายคนที่วิ่งเข้าไปกอดกันและหลายคนที่วิ่งไปมาอย่างบ้าคลั่ง... แต่ก็อย่างที่พวกคุณคิด เนื่องจากพวกผมแพ้โดยไม่ทันตั้งตัว ทุกๆ อย่างมันก็เลยมึนๆ เหมือนเป็นความฝัน

อะไรวะ… จบแล้วเหรอ

“...เร็วจังวะ”

“กูยังเบลออยู่เลย”

“เชี่ย...”

“กลับแสตนกันมึง” ประธานสีเรียกสติของทุกคนให้กลับมา มันเดินมาตบหลังพวกผมก่อนที่เรียวขาบางจะก้าวนำไปที่อัฒจันทร์ เป็นประโยคคำสั่งที่มีไม่กี่พยางค์แต่ก็สามารถทำให้พวกผมเดินตามไปอย่างว่าง่าย ด้วยจิตใจล่องลอย ผมรู้สึกไม่โอเค...

“ไม่เป็นไรพวกมึง”

“เออ อย่าคิดมาก มันก็แค่การแข่งเดียว แพ้ก็ไม่ได้ทำให้พวกเราตายหรอก”

“ยิ้มไว้ๆ อย่าทำหน้าเศร้าโว้ย” หลีดทั้งยี่สิบคนเข้ามาปลอบพวกผมเป็นคนแรก พวกเธอลูบหลังเราและพยายามพูดให้กำลังใจหลายๆ อย่าง ไอ้แพนก็เป็นหนึ่งในคนที่เข้ามาปลอบผมแต่ไม่นานมันก็รู้ว่าพูดไปผมก็ไม่ฟัง เจ้าตัวจึงกอดทิ้งท้ายไว้ก่อนจะไปหาไอ้มิวกับไอ้ดา แต่ก่อนจะไปเธอก็ไม่ลืมที่จะพาผมไปหาเพื่อนสนิทอีกคนที่ยืนรออยู่ในซุ้ม

“โอเคไหม”

“ไม่... มันแย่ว่ะ”

“ที่สองคือแย่เหรอ” ถามพลางแกะผ้าเช็ดหน้าที่มือผมออก ผมไม่ได้อยากร้องไห้แต่มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายยาก มันหน่วง มันเจ็บ มันเสียใจ มันมีหลายๆ ความรู้สึกไม่ดีรวมกันไว้ในอก อึดอัดจนต้องยกมือขึ้นมากุมอกไว้

“มันไม่ใช่ที่หนึ่ง”

“ต่างกันมากเหรอวะ ที่หนึ่งชนะสี่สี มึงชนะสามสี ต่างกันแค่สีเดียวเอง”

“ที่หนึ่งได้เหรียญทอง...”

“อยากได้เหรอ งั้นรอแปป” ร่างสูงหันไปหยิบของออกมาจากเป้ ก้มหน้าก้มตาทำไม่นานผมก็เริ่มมองออกว่าเจ้าตัวตั้งใจจะทำอะไร “อะ เหรียญแดง”

สิ่งที่ร่างสูงยื่นมาให้คือกระดาษโน๊ตวงกลมสีแดงขนาดเท่าที่รองแก้ว ตรงขอบของสิ่งนั้นมีลายใบไม้เรียงต่อกันเหมือนในเหรียญทองโอลิมปิก ตรงกลางเขียนด้วยภาษาไทยว่า ‘เหรียญแดง’ ผมมองพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งก็เงยหน้าขึ้นมาถามอย่างสงสัย

“อะไรคือเหรียญแดง”

“ก็กูอยู่สีแดง”

“แล้ว”

“แล้วสีแดงก็เป็นสีของเลือดกับหัวใจ มันอาจจะไม่ได้มีค่าหรือดีกว่าเหรียญทองที่สีม่วงได้ แต่มันก็... มันก็ไม่มีเหี้ยอะไรจริงๆ นั่นแหละ กูแค่อยากให้มึงรู้ว่าถึงมึงจะแพ้แต่มึงก็เป็นที่หนึ่งสำหรับกูเสมอ” แม้ตาคมจะสบตากับผมเหมือนมีความกล้าแต่มือกลับยกขึ้นเกาท้ายทอยเก้อๆ มันคงอายปากตัวเองละมั้ง หึๆ... ตลก

“ไปเล่นตรงนู้นไป เป็นเบอร์ดี้เหรอที่หนึ่งในใจคุณ”

“ความจริงกูก็เหมือนกาแฟอยู่นะ”

“?”

“แซ่บนัวรัวลิ้น”

“...พ่อมึงดิ นั่นกาแฟหรือลาบเป็ด ฮะๆ”

“หายเครียดยัง”

“ก็นิดหน่อย” ผมก้มลงมองสิ่งที่อยู่ในมือ เหมือนจะเป็นไปไม่ได้ที่กระดาษธรรมดาๆ กับคนบ้าๆ จะสามารถทำให้ผมยิ้มได้ แต่สุดท้ายมันก็เป็นไปได้

“ดีแล้วสัส กูไม่ชอบพูดจาเสี่ยวๆ พูดบ่อยๆ แล้วกระดากปาก”

“ไม่ชอบเหรอ แล้วถ้ากูบอกว่ากูชอบล่ะ มึงจะทำไง” ผมแกล้งถามเมื่อเห็นว่ามันเบ้ปากกับคำพูดเมื่อกี้ของตัวเอง ถึงว่าทำไมไม่ค่อยรู้สึกว่าโดนจีบ

“เพื่อคนในหัวใจ อะไรพี่ก็จะทำ”

“เกลียดว่ะ”

“จะเกลียดก็ไม่ว่า แต่อย่าร้อง อะ อ๊า ก็แล้วกัน”

“อี๋ ไหนมึงบอกไม่ชอบไง ไอ้ตอแหล” ผมเบ้ปาก ยกนิ้วกลางให้อีกฝ่ายไปหนึ่งครั้ง เป็นอีกครั้งที่มันไม่สะทกสะท้านกับคำด่าและยิ้มรับเหมือนโดนชม เกลียดจัง

“ยิ้มได้แล้วเหรอไอ้อุ๋งๆ” ไอ้แพนเดินกลับมาพร้อมกับไอ้มิวไอ้ดา แต่ละคนมีใบหน้าที่ดีขึ้นกว่าเดิมถึงจะเศร้าๆ อยู่บ้างก็เถอะ ผมเข้าใจพวกมันดี ตอนนี้ในใจผมก็ยังแอบเสียใจอยู่เลย

“ก็นะ กูเก่ง” อะไรทำให้คุณมั่นใจในตัวเองขนาดนั้นครับคุณหัสดิน...

“เกลียดเด้อ”

“เราแสดงเป็นสีที่เท่าไหร่นะ”

“สาม”

“ตื่นเต้นไหม”

“ตื่นเต้นดิ เอามือมาจับนมเต้าซ้ายกูแล้วมึงจะรู้ว่ามันกำลังรัวกลองอยู่... ถ้ากูให้มันจับนมมึงจะหึงไหมไอ้หยาง” ประโยคแรกมันพูดกับผม แต่ประโยคหลังเจ้าตัวยิ้มเจ้าเล่ห์ ถามเพื่อนต่างโรงเรียนอย่างร้ายกาจ ถึงจะถามเหมือนขออนุญาตแต่ฝ่ามือเรียวก็จับมือผมไปวางไว้บนหน้าอกตัวเองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เฮ้ย ไอ้เหี้ย!

“ไม่”

“อะไรวะไม่สนุกเลย ทุกทีเห็นหึงออกนอกหน้าตลอด”

“เพราะเป็นมึงไงกูก็เลยไม่รู้สึกอะไร ต่อให้มึงแก้ผ้าวิ่งเข้ามากอดไอ้ธันกูก็ไม่หึงหรอก”

“แล้วถ้าเป็นเราล่ะ”

“ก็ไม่อยู่ดี ดามีแฟนแล้ว ง่ายๆ คือในสามคนเราไม่หึงใครเลย” มันไหวไหล่พูดด้วยท่าทางสบายๆ ก็สมควรแหละ ไอ้แพนกับไอ้ดามีแฟนแล้วและทุกคนบนโลกรู้ดีว่าพวกมันรักผู้ของตัวเองขนาดไหน ส่วนไอ้มิวโสดจริงแต่นอกจากเรื่องเรียนกับกีฬาแล้วไม่เห็นมันจะสนใจเรื่องอื่นเลย

“ทำไมไม่หึงวะ พวกกูคือสาวน้อยน่ารักนะ”

“ก็เป็นเพื่อนสนิทไอ้ธัน จะหึงทำไมล่ะ”

“แล้วมึงไม่ใช่เพื่อนสนิทมันเหรอ”

“...”

“อะไรมันก็เกิดขึ้นได้ ขนาดมึงเป็นเพื่อนรักมันมาตั้งสิบสามปียังรักมันได้เลย ไม่แน่นะ... บางทีไอ้มิวมันอาจจะแอบชอบธันวาอยู่ก็ได้” รอยยิ้มเลวประดับบนใบหน้าสวยตลอดเวลาที่พูด ถ้าเพิ่มหางแหลมๆ กับปีกสีดำไอ้แพนก็คงไม่ต่างอะไรจากปีศาจ

“ไม่หรอก”

“รู้ได้ไง”

“เพราะคำพูดของคนอย่างมึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือพอ อีกอย่างกูก็รู้จักมิวมาได้สักพักแล้ว ไม่เคยเห็นมิวมองธันด้วยสายตาที่กูมองมันสักครั้ง” ฉลาดว่ะ หมดยุคพระเอกยุขึ้นแล้วเหรอ

“สายตายังไง ไหนลองทำให้ดูดิ๊”

“แบบนี้...”

พอกล่าวจบริมฝีปากบางก็ยกยิ้ม ตาคมจ้องลึกเข้ามาในดวงตาผม นัยน์ตาสีดำสนิทสะท้อนภาพผมอยู่ในนั้น ดูไม่มีอะไรแต่มากไปด้วยความรู้สึก มันลึกซึ้ง มีความหมาย เพราะอย่างนั้นมันจึงไม่ใช่สายตาที่ผมจะสามารถสู้ได้นานๆ ...ผมเสหน้าไปทางอื่นเพื่อหนีการจู่โจมจากคนตรงหน้าแต่ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยอยากให้เป็นอย่างนั้น ก็เลยใช้นิ้วชี้ดันคางให้ผมกลับมาสบตาอีกครั้ง

“อย่าหลบตา”

“...”

“รู้ไหมมองแบบนี้หมายความว่าไง”

“...ไม่รู้ก็ควายแล้ว”

“กูชอบมึงตรงนี้แหละ เข้าใจอะไรง่าย”

เฮ้ย

ผมสะดุ้งเมื่อโดนอีกฝ่ายกดจูบลงมาที่ฝ่ามือ มันไม่ได้เป็นการล่วงเกินมากก็จริงแต่ผมไม่คิดว่ามันจะทำเพราะก่อนหน้านี้เจ้าตัวเป็นคนบอกผมเองว่าจะเว้นระยะห่างเอาไว้ ยังไม่ทันที่ผมจะหายตกใจนิ้วเรียวก็แตะลงมาที่กลีบปากเบาๆ ก่อนเสียงทุ้มนุ่มจะดังขึ้นบ่งบอกว่าเป็นนิ้วของใคร

“ตอนนี้ได้แค่มือ แต่เดี๋ยวจะค่อยๆ ขยับขึ้นไปหาตรงนี้นะ”

...ไอ้

“ไหนว่าจะไม่แตะ”

“เปลี่ยนใจแล้ว ถ้าไม่ถึงเนื้อถึงตัวบ้างคงไม่ได้มึงมา”

“ไหนบอกจะให้เกียรติ”

“การค่อยๆ เข้าไปใกล้ทีละนิดนี่แหละคือการให้เกียรติของกู ดีใจซะที่กูไม่ปล้ำมึงตั้งแต่ครั้งแรก ...แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่ากูจะรุกมึงหนัก”

“...”

“กูชอบอะไรที่มันค่อยเป็นค่อยไป จะใช้เวลาทั้งชาติเพื่อจีบมึงคนเดียวก็ยังได้”

“ถ้ากูแก่เป็นคุณปู่มึงก็ยังจะจีบกูเหรอ”

“จีบสิ ถึงจะเป็นคุณปู่ กูก็มั่นใจว่ามึงต้องเป็นคุณปู่ที่น่ารัก” แม่มึงเอ๊ย ยามความรักเข้าตาเห็นอะไรก็ดีไปหมด นี่สินะที่เขาบอกว่า love is blind

“น่ารักตรงไหนวะ เนื้อกูต้องยาน หน้ากูต้องย่น เวลาเดินก็ต้องตัวสั่นง้กๆ ตาก็ไม่ดีเผลอๆ อาจเป็นต้อด้วยซ้ำ”

“กูรักมึงที่วิญญาณ ไม่ใช่สังขาล”

...พอ

ครั้งนี้ผมยอม ยอมยกหลังมือขึ้นมาปิดปากเพื่อซ่อนรอยยิ้มเลย ไอ้เหี้ย ทำไมวันนี้มันขยันพูดจาแบบนี้จังวะ ก่อนหน้านี้ใครกันที่บอกว่าไม่ชอบ

“นี่คือสายตาที่มึงบอกเหรอไอ้หยาง”

“อือฮึ”

“ไอ้มิวก็มองไอ้ธันแบบนี้”

“จริง?”

“เออ จัดดิ๊มิว ทำให้มันเห็นไปเลย”

“...ไม่ไหวว่ะ ใครมันจะไปมองได้วะถ้าไม่รักจริงๆ หวานเยิ้มขนาดนี้”

(จบไปแล้วนะครับกับการแสดงของกรรณิการ์ ค่อนข้างอลังการเลยทีเดียว... ต่อไปเป็นสีอะไรนะครับ)

(เป็นสีของแดนใต้ภิภพครับ)

(อะไรครับ โรงเรียนเรามีนรกด้วยเหรอ) ครู...

(นั่นก็ใต้ไป ผมหมายถึงใต้บาดาล... ขอเชิญสีฟ้าออกมาแสดงด้วยครับ!)

เสียงปรบมือและเสียงกรี๊ดดังก้องสนาม แน่นอนว่าเสียงเกือบทั้งหมดดังมาจากที่พวกผมนั่งอยู่ ตอนนี้ใครมีอะไรก็เคาะอันนั้น มีมือปรบมือ มีไม้เคาะไม้ มีขวดเคาะขวด พยายามทำให้เสียงดังที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อให้เพื่อนๆ ที่อยู่ในสนามทุกคนมีกำลังใจ การแสดงที่จบไปแล้วสองสีไม่กินกันเลย สีเหลืองก็สวย สีส้มก็อลังการ แต่ก็อย่างที่บอกว่าคะแนนส่วนมากดูที่เสตปมือของน้องบนอัฒจันทร์ไม่ใช่การแสดงของหลีดเพราะฉะนั้นก็เลยยังไม่รู้ว่าใครนำใคร

สู้ๆ เว้ย

ตื่นเต้นว่ะ ตอนที่ไปดูแสดงสต๊าฟของไอ้หยางผมก็ไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างเลย บวกกับไม่ใช่คณะสีตัวเองด้วยละมั้งก็เลยไม่มีอารมณ์อื่นนอกจากตื่นเต้นแทนเพื่อน แต่พอมาถึงจุดๆ นี้ผมเข้าใจแล้วว่านอกจากตื่นเต้นแล้วมันก็ยังมีความกดดัน ลุ้น และความกลัวแฝงอยู่ด้วย ถึงจะบอกใครต่อใครว่า ‘ไม่ต้องเครียด ผลออกมายังไงก็ถือว่าเราทำดีที่สุดแล้ว’ แต่เอาเข้าจริงผมรู้ว่าทุกๆ คนต้องหวังว่าจะได้ที่หนึ่งทั้งนั้น

“สีมึงก็เล่นใหญ่เหมือนกันนะ”

“แน่นอน ฮะๆ”

“แล้วทำเป็นด่าสีกูว่าเวอร์ มึงก็พอๆ กันนั่นแหละ” ร่างสูงเบะปากเมื่อเห็นการจัดฉากและอุปกรณ์ที่น้องม.4 เตรียมขนไปให้คนในสนาม มันมีทั้งผ้าขาวไข่มุขผืนยาว ตรีศูล สารพัดสิ่งที่ดูแล้วแพ๊งแพง

“อิอิ”

(ขอให้นักเรียนทุกคนอยู่ในความสงบ การแสดงต่อไปจะเริ่มแล้ว)

เพียงเท่านั้นเสียงต่างๆ ก็ค่อยๆ เบาลงจนในที่สุดมันก็ไร้ซึ่งเสียงใดๆ ทุกสายตาจับจ้องไปที่ฉากกั้นรูปใต้บาดาลอย่างใจจดใจจ่อ เงียบอยู่ไม่นานนักเสียงแตรหอยสังข์ก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงคลื่น ท่วงทำนองคล้ายดนตรีของชาวเกาะทางใต้ สนุกสนาน มีชีวิตชีวาในขณะเดียวกันก็เหมือนภาพฝัน ราวกับเป็นเพียงเสียงแว่วจากทะเล

(ลึกลงไปใต้พื้นภิภพ ซึ่งเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ของหนึ่งในสามเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งเขาโอลิมปัส ณ ที่แห่งนั้นทุกสิ่งอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข...)

การบรรยายยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ โดยมีสต๊าฟส่วนหนึ่งที่แต่งตัวเป็นชาวเงือกแสดงประกอบ ทั้งหมดว่าด้วยเรื่องการอยู่ร่วมกันของชาวเงือกและสัตว์น้ำ แต่แล้ววันหนึ่งก็มีเงามืดเข้ามาปกคลุมแดนบาดาล ปีศาจร้ายวางแผนลอบเข้าไปสังหารเทพเจ้าผู้ปกครองท้องทะเลแต่ไม่สำเร็จ การต่อสู้จึงเกิดขึ้น... อลังสัส ไอ้อิมคิดเองกับหัวมันเลย ตอนแรกผมคิดว่ามันจะออกมาน่าขำซะอีก เชรดโด้

“คนที่แสดงเป็นโพไซดอนคือใครวะ ทำไมไม่เคยเห็นหน้าเลย” นักเรียนต่างสถานบันป้องปากกระซิบถาม นิ้วชี้ไปที่ร่างโปร่งที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีขาวบริสุทธิ์คล้ายชาวกรีกโบราณ ในมือกำลังถือตีศูลสู้อยู่กับหญิงสาวที่แต่งหน้าจัดโทนสีดำ เสื้อผ้าสีหม่น

“พี่ม.6 ไปขอยืมตัวมา”

“ทำไมไม่เอามึงไปเล่นเป็นโพไซดอน?”

“มันบอกว่าเบื่อขี้หน้ากู อยากเห็นอะไรเจริญตาบ้าง” นี่เป็นเพียงข้ออ้าง ความจริงพวกมันแค่ไม่อยากให้ผมเหนื่อยมากเพราะตอนที่กำลังหาว่าใครสมควรเล่นบทนี้ดี ผมกำลังยุ่งอยู่กับการวาดคัทเอาท์ เพื่อนๆ ก็เลยลงความเห็นว่าคนแสดงไม่สมควรเป็นผม น่ารักไหมล่ะเพื่อนผม

“เหรอ น่าเสียดายว่ะ”

“อะไร?”

“อดเห็นขาอ่อนมึงเลย” เจ้าของดวงตาคมเอ่ยด้วยท่าทางเฉยๆ เหมือนแกล้งเล่นแต่กระแสเสียงเจือไปด้วยความสัจจริง เลว

“ไอ้หื่น”

ตึง!

“...”

กลองที่ถูกตีแค่จังหวะเดียวแต่หนักแน่นทำให้ทุกคนหันมาสนใจการแสดงตรงหน้าอีกครั้ง เมื่อโพไซดอนสามารถเอาชนะพวกปีศาจได้สำเร็จ ฉากกั้นขนาดใหญ่ก็เปิดออกทั้งสองข้างเผยให้เห็นเชียร์ลีดเดอร์ที่ตั้งท่าเตรียมพร้อมทั้งยี่สิบคน พวกเธอทั้งหมดเดินลงมาพร้อมเสียงกรี๊ด เรียวขาขาวก้าวเดินตามผู้เป็นใหญ่ในท้องทะเลคล้ายอีหนูเดินตามเสี่ย ไม่นานนักผู้ชายคนนั้นก็เดินจากไป เหลือไว้เพียงสาวงาม

โว้ยย กูชอบ

“กรี๊ดดดดดดดด”

“มึงงงง สวยยยยยย”

“อีบ้าาา โคตรดี”

นี่คือปฏิกิริยาตอบรับจากคนที่ได้เห็น แต่ผมไม่สามารถทำแบบนั้นได้เพราะความเป็นผู้ชายแม่งค้ำคอ ฉะนั้นผมจึงทำได้แค่ยิ้มเพียงลำพัง หัวเราะเพียงลำพัง โอ้ย ชอบๆๆๆๆ ผมชอบพวกมัน ดูชุดนั่นดิเมื่อกี้ผมก็เห็นแล้วนะ ทำไมรู้สึกเหมือนไม่เคยเห็นเลยวะ

บนเรือนร่างบางสวมชุดสีขาวฟ้าสะอาดตา กระโปรงด้านหนึ่งประดับด้วยเกล็ดปลาสีมรกตประปรายไม่ต่างจากหางนางเงือก ส่วนที่เป็นถุงน่องก็มีกากเพชรสีไข่มุขโรยไว้ให้ความรู้สึกเหมือนอัญมณีล้ำค่าแห่งมหาสมุทร ถ้าสีไอ้หยางคือความดุดัน สีผมก็คงเป็นความอ่อนหวานน่าทะนุถนอม

“สีฟ้าเจ้าเอ๋ย (เอ๋ย)

ไหนเลยมาทางนี้ (ไหนเลยมาทางนี้)

ปรองดองน้องพี่ (ปรองดองน้องพี่)

อย่าให้มีร้าวราน(อย่าให้มีร้าวราน)

โลหิตสายเดียว (โลหิตสายเดียว)

กลมเกลียวกันเข้าไว้ (กลมเกลียวกันเข้าไว้)

อย่าให้แยกแตกไป (อย่าให้แยกแตกไป)

เหมือนสายธารา (เหมือนสายธารา)”

ผมมองการแสดงที่น่าขนลุกตรงหน้า จังหวะการขยับร่างกายของหลีดและเสตปมือของน้องบนอัฒจันทร์พร้อมเพียงกันซะจนอดทึ่งไม่ได้ ยังไม่รวมเสียงร้องเพลงอันทรงพลังที่ก้องกังวาลไปทั่วบริเวณ หัวใจดวงน้อยของผมเต้นไม่เป็นจังหวะด้วยความตื่นเต้น

“ไอ้ธัน กูให้ที่หนึ่งเลย ไม่ต้องดูอีกสองสีที่เหลือแล้วล่ะ...”

แล้วมันก็เป็นอย่างที่ไอ้หยางบอกจริงๆ เพราะหลังจากที่จบการแสดงเราก็ได้รับเสียงปรบมือจากทั่วสนาม เมื่อถึงเวลาประกาศผลรางวัลอัญชันก็ได้รางวัลชนะเลิศการแสดงและแสตน แต่ได้ที่สองเรื่องกีฬา แต่มันไม่ได้ทำให้พวกผมเศร้าเลยสักนิดเพราะยังไงเราก็ได้ที่หนึ่งของกีฬาสีปีนี้มาครองแล้ว

(ขอให้นักเรียนทุกคนกลับบ้านดีๆ นะครับ ส่วนใครที่ยังไม่กลับก็ดูคอนเสริ์ตจากพวกพี่ๆ ศิษย์เก่าได้ที่นี่เลย งานเลิกทุ่มครึ่งครับนักเรียน บอกพ่อแม่เลยว่าไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัยเพราะพวกครูก็อยู่นี่แหละ วู้ว!)

รองผอ.โยกตัวไปตามเสียงกีตาร์ คนที่อยู่บนเวทีใหญ่คือพี่ศิษย์เก่าที่จบไปนานแล้ว เขาจะวนมาเล่นดนตรีให้พวกเราฟังทุกปีตามงานต่างๆ อย่างงานปัจฉิมหรือวันสุดท้ายของกีฬาสี ใจดีสัส

“มึงอยู่ปะ”

“อยู่ดิ วันสุดท้ายทั้งทีต้องฉลองกันหน่อย”

“แล้วมึงอะอยู่ต่อไหม”

“อยู่สิน้อง พี่จะพลาดได้ยังไง กีฬาสีมีครั้งเดียวนะจ๊ะ”

เสียงอื้ออึงจากรอบข้างดังขึ้นไม่หยุด มันดูวุ่นวาย ขณะเดียวกันก็ดูอบอุ่นมองแล้วทำให้ผมยิ้ม ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนจากสีฟ้าเป็นสีส้มอมม่วงเนื่องจากเวลาร่วงเลยมาถึงหกโมงครึ่งแล้ว แต่พวกเราก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะกลับสักคน ทุกคนขยับไปตามจังหวะเหมือนคนบ้าอยู่กลางสนามด้วยกัน ผมก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ทำแบบนั้น แต่ทำได้ไม่นานก็ยอมแพ้เพราะต้องหยุดหัวเราะกับท่าทางตลกๆ ของเพื่อนตัวเอง ไอ้ดา ไอ้บ้า ฮะๆ

“ขำมากๆ เดี๋ยวกรามก็ค้างหรอก” คนข้างๆ ส่ายหัวมองผมขำๆ ตั้งแต่จบกีฬาสีก็เป็นเวลาเกือบชั่วโมงแล้ว มันเป็นเกือบชั่วโมงที่ร่างสูงเอาแต่ยืนมองผมหัวเราะ ไม่เบื่อรึไงวะ

“ช่างมัน ฮะๆ”

“ไอ้ธัน ถ้าขำมากกรามมึงจะค้างจริงๆ นะ”

“มึงก็ดูพวกมันดิ ฮะๆ” ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เพื่อนทั้งสีของผมไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะ พวกมันเกาะกลุ่ม จับไหล่อีกคนและส่ายหัวไปมา บางคนก็หมุนหัวเป็นนกม่วง บางคนก็เขย่าหน้าอกเป็นแมวเด้ง ไอ้ดาหนักสุด มันขึ้นไปเต้นที่ขอบเวทีแล้วครับ

“ไอ้ดาแม่งจัญไร ใครไปเอามันลงมาดิ๊ ฮ่าๆ”

“อย่าๆ ปล่อยมันไว้อย่างนั้นแหละ นานๆ ทีมันจะมีอิสระ”

“มีมากไปไหมมึง ถ้าร่วงลงมากูบอกไว้เลยนะว่ากูไม่ไปช่วยแน่นอน กูอาย”

“กูเหมือนกัน” ประโยคแรกผมบอกไอ้แพน ส่วนประโยคหลังหันไปถามคนข้างตัวที่ยืนมองอยู่นานแล้ว ถ้ามองจากมุมบนจะเห็นเลยว่ามีแค่มันที่หยุดนิ่ง เหมือนเป็นโขดหินที่ตั้งอยู่กลางฝูงน้ำวนที่เชี่ยวกราด “เบื่อเหรอ”

“เปล่า”

“แล้วทำไมนิ่ง”

“กำลังถ่ายภาพ”

“ถ่ายภาพอะไรของมึง ไม่เห็นจะมีกล้อง” ผมเลิกคิ้วสงสัยกับคำพูดแปลกๆ ของเพื่อนสนิท พอเห็นอย่างนั้นมันก็ยิ้มพร้อมกับชี้ไปที่ตาและหัวใจของตัวเอง

“ใช้ตรงนี้ถ่าย”

“...”

“กูดีใจนะที่ได้มาเห็นช่วงเวลาที่มึงมีความสุข ขอบคุณที่ให้โอกาสกู”

“เออ...”

นานพอสมควรกว่าที่ผมจะยอมแพ้สาวๆ แล้วปล่อยตัวให้หัสดินพาไปนั่งพักบนแสตน เวลานี้ท้องฟ้าได้มืดสนิทเป็นที่เรียบร้อย แสงสีจากบนเวทียังคงสว่างสดใสเช่นเดียวกับคนข้างล่างที่ยังดื่มด่ำไปกับเสียงเพลง การได้นั่งมองบรรยากาศ ผู้คน และความสนุกจากมุมสูงมันรู้สึกดีไม่หยอก มันเป็นเหมือนสิ่งยืนยันว่ากีฬาสีได้จบลงไปแล้วจริงๆ

“จบแล้วว่ะ เร็วเหี้ยๆ”

“เออ ตอนมันจบใหม่ๆ กูก็รู้สึกอย่างนี้แหละ เวลาเดินเร็วฉิบหาย” ร่างสูงข้างกายเอนหลังพิงอัฒจันทร์ขั้นบน ตามองภาพตรงหน้าเหมือนผม

“เราเตรียมตัวมาตั้งหลายเดือนแต่มันจบด้วยเวลาแค่ไม่กี่วัน”

“อือ”

“เหนื่อย”

“พักสิ”

“พรุ่งนี้ไม่หยุด” พรุ่งนี้วันศุกร์ ...และโรงเรียนประกาศให้พวกผมมาเรียนตามปกติ บางทีผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน แค่วันเดียวทำไมเขาให้พวกผมหยุดไม่ได้ อยากจบกีฬาสีแล้วปิดเทอมเลยชะมัด ถ้าไม่ติดว่าเพิ่งเปิดเทอมได้ไม่นานน่ะนะ เหอะๆ

“โดดไหมล่ะ เดี๋ยวจะโดดเป็นเพื่อน”

“นิสัยเสีย ถึงจะเหนื่อยแต่กูก็จะมาเรียนโว้ย”

“เด็กเรียนเหรอเรา”

“เออ ไม่เหมือนมึงหรอก”

“ฮะๆ” มันหัวเราะในลำคอก่อนจะเริ่มพูดต่อ “อยากข้ามไปตอนที่ได้ไปภูกระดึงกับมึงเลยว่ะ ไม่อยากรอแล้ว วันเดียวกูก็ไม่อยากรอ อยากไปตอนนี้เลย”

“นอกจากไม่เป็นเด็กเรียนแล้วยังความอดทนต่ำอีก”

“ก็ยอมรับ... มึงว่าดาวที่นั่นจะสวยเหมือนที่นี่ไหม” คนข้างๆ เงยหน้ามองดวงดาวที่เริ่มปรากฏขึ้นมาทักทายบนท้องฟ้า ผมเองก็บ้าจี้เงยหน้ามองตาม เคยได้ยินว่าถ้าได้นอนมองดาวจากที่ที่ไม่มีแสงไฟเลย เราจะเห็นดาวทุกดวงที่อยู่ข้างบน ไม่รู้เหมือนกันว่าจริงไหมแต่ผมได้มโนว่ามันจริงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ว่าแต่คนอื่น ...ความจริงผมก็อยากจะกดข้ามเวลาไปโผล่ที่ภูกระดึงเลยเหมือนกัน

“ไม่รู้ดิ น่าจะสวยกว่ามั้ง”

“เหรอ แล้วไปที่นั่นมึงจะวาดอะไร”

“คงจะเป็นวิว”

“ไม่วาดกูบ้างเหรอ สัญญาเลยว่าจะเป็นนายแบบที่ดี ไม่ขยับไปไหนสิบนาที”

“ไม่เอา ไม่ชอบวาดคน” ถึงในสมุดวาดภาพกูจะมีรูปมึงอยู่สองรูปแล้วก็เถอะ…

“อะไรวะ คนอุตส่าห์เสนอตัว” หนุ่มหล่อทำหน้าเซ็งแต่ไม่นานก็ยิ้มกว้างเหมือนนึกอะไรดีๆ ออก อะไรอีกล่ะพ่อคุณ “ครั้งนี้ถ้ามึงวาดเสร็จแล้วกูขอดูได้ไหม แค่รูปที่จะวาดบนภูก็ได้”

“คิดดูก่อน ถ้าเป็นเด็กดีอาจให้ดู”

“แบบไหนถึงจะเรียกว่าเด็กดี”

“ก็คง... ไม่โดดเรียน ขยันทำการบ้าน เชื่อฟังพ่อแม่ละมั้ง”

“มึงนี่แปลกคนนะ”

“?”

“ไม่เคยมีใครบอกให้กูทำตัวเป็นเด็กดีด้วยการทำอย่างที่มึงพูดเลย ฮะๆ” คู่สนทนาหัวเราะขำๆ เท้าคางมองมาที่ผม ตอนแรกผมกะจะถามว่า ‘ทำไมไม่เคยมีคนบอก’ เพราะคิดว่ามันพูดถึงพ่อแม่ แต่พอได้ยินประโยคถัดมาผมก็รู้เลยว่าคนที่บอกให้มันเป็นเด็กดีไม่ใช่คนในครอบครัวแน่นอน “มีแต่ ‘ต้องมารับมาส่ง’ ‘ต้องซื้อของแพงๆ ให้’ ‘ต้องพาไปกินข้าว’ อะไรทำนองนี้”

“กูไม่ต้องการของพวกนั้น เด็กดีในความหมายของกูคือคนที่ไม่ทำตัวเลว”

“อือ”

“แล้วก็ไม่ต้องมาทำอะไรแบบนั้นให้กูด้วย”

“จีบยากจัง ฮะๆ”

“กูไม่ได้ยาก แต่ครั้งที่แล้วๆ มามึงอาจจะได้มาง่ายไป”

“...”

“ถ้าอยากได้กู มึงต้องมีมากกว่าความต้องการเพราะกูไม่ต้องการคนไม่จริงจัง กูไม่เคยมีแฟน ถ้ากูตกลงคบกับมึง มึงจะกลายเป็นแฟนคนแรกของกูทันที สำหรับมึงมันอาจจะไม่ใช่เรื่องพิเศษแต่สำหรับกู… มันสำคัญ กูไม่ชอบอะไรที่มาแป๊บเดียวแล้วก็ไป มันก็เหมือนเวลาจับมือ กูไม่ต้องการคนที่จับมือบ่อย แต่ต้องการคนที่จับครั้งเดียวแล้วไม่ปล่อยอีกเลย”

“...อือ”

“นี่คือการเปิดใจครั้งแรกของกู กูต้องการคนที่ใช่จริงๆ เพราะฉะนั้นบางทีกูอาจจะยากอย่างที่มึงบอกก็ได้ ถ้าคิดว่ากูยากหรือเยอะไปมึงก็เลิกจีบกูได้นะ อย่าลืมว่ามึงเองก็มีสิทธิ์เลือกว่าจะจีบกูต่อไปรึเปล่าเหมือนกัน” ผมเสหน้ามองไปทางอื่น ผมพูดจริงนะครับที่บอกว่าต้องการคนๆ เดียวที่จับมือผมครั้งเดียวแล้วเราสามารถอยู่ด้วยกันไปตลอด ไม่รู้มันเป็นความต้องการที่มากไปไหม แต่ถ้าหาไม่ได้จริงๆ ผมก็พร้อมที่จะเป็นโสดไปตลอด บางทีไอ้หยางอาจจะไม่ใช่...

อะ

สัมผัสอุ่นๆ ที่ฝ่ามือทำให้ผมตื่นจากภวังค์ ช่องว่างระหว่างเรามีสองฝ่ามือกำลังประสานกันอยู่หลวมๆ หนึ่งคือมือใหญ่ ส่วนอีกมือเล็กกว่าเล็กน้อย แน่นอนว่ามันจะเป็นมือใครไปไม่ได้นอกจากมือไอ้หยางกับผม เมื่อก่อนเราเคยจับมือกันบ่อยมาก แต่ไม่มีครั้งไหนที่มีความรู้สึกเหมือนครั้งนี้

“อย่างที่มึงพูด เมื่อก่อนกูอาจจะได้มาง่ายเกินไป เวลาจีบใครก็ไม่จริงจังคิดแต่ว่าอยากได้... แต่สำหรับมึงมันแตกต่าง กูไม่ได้มีแค่ความต้องการครอบครองอย่างที่มึงคิด”

“...”

“มึงคือคนที่สามารถหยุดสายตาของกูไว้ที่มึงคนเดียวได้”

“...”

“มึงคือคนที่กูอยากอยู่ข้างๆ”

“...”

“มึงเหมือนโลกอีกใบของกู”

“...”

“เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องความจริงจัง กูจริงจังมาก กูพร้อมสำหรับคำว่าเราเสมอ ห่วงก็แต่มึงนั่นแหละว่าจะรับรักกูไหม” ผมจ้องใบหน้าของอีกฝ่ายผ่านความมืดสลัว มันไม่ได้มองมาที่ผมแต่ถึงอย่างนั้นฝ่ามือใหญ่ก็ยังคงกุมมือผมไว้ไม่ปล่อยเหมือนอยากจะบอกว่าไม่ได้ล้อเล่น

...หึๆ

“อือ ถ้ามึงจริงจังกูก็ไม่ได้ว่าอะไร”

“แค่นี้เหรอ ไม่บอกหน่อยเหรอว่ากูมีสิทธิ์ได้มึงเป็นแฟนรึเปล่า ...ถ้าตอนนี้ยังไม่มีมึงก็เงียบไป แต่ถ้ามีก็ช่วยบอกเป็นเปอร์เซ็นต์ให้กูมีแรงใจหน่อยเถอะ”

“...”

“...ว้า หนทางยังอีกยาวไกลเหรอ”

“เออดิ มึงเพิ่งจีบกูได้สองสามวันเอง ถ้ากูหวั่นไหวแล้วมันก็เร็วไปไหม เหอะ” ผมยกมือข้างที่มีปลาหมึกเกาะอยู่ขึ้นมาโบกไปมา เพื่อดูว่าอีกฝ่ายกุมไว้แน่นขนาดไหน เชื่อไหมว่ามันไม่หลุดเลยแม้ว่าผมจะสะบัดแรงมากก็ตามที แน่นขนาดนี้ฝังรากแก้วไว้เหรอ?

“งั้นอีกนานไหมกว่ามึงจะหวั่นไหว”

“ไม่รู้ ถ้ามึงดีจริงก็คงอีกห้าหกเดือนมั้ง หรือบางทีอาจจะอีกหนึ่งปี”

“ลดได้ไหม คนไทยเหมือนกัน”

ไอ้สัส ความรู้สึกคนครับ ไม่ใช่ทุเรียนหมอนทอง

...ให้อะไรสักหน่อยก็แล้วกัน

“อะ”

“?”

“ของขวัญขอบคุณ”

“เรื่อง?”

“ที่มาอยู่เป็นเพื่อนวันกีฬาสี… ถึงกูจะไม่ได้ขอก็เถอะ”

“หือ”

จบประโยคผมก็ยัดบางสิ่งใส่ฝ่ามือใหญ่ มันเป็นวัตถุทรงกลมขนาดเท่าแป้งพัฟ ผิวเรียบ ตรงกลางสลักตราโรงเรียนประจำจังหวัด บนสุดมีคำว่า ‘รางวัลชนะเลศ’ บอกว่าสิ่งนี้คืออะไร… ไอ้ประธานเพิ่งเอามาให้ผมเมื่อตอนเย็นครับ ตอนแรกก็ไม่ได้คิดจะเอามาให้ไอ้บ้านี่หรอก แต่เพิ่งนึกได้ไงว่าบอกมันไว้

“หึ นี่รางวัลปลอบใจรึเปล่าเนี่ย”

“ก็แล้วแต่จะคิด”

“...ขอบคุณนะ”

“เออ”

ชายหนุ่มสองคนนั่งเคียงข้างกันบนอัฒจันทร์สีฟ้า คนหนึ่งกำลังยิ้ม ก้มมองเหรียญในมืออย่างอารมณ์ดี ส่วนอีกคนนั่งขัดสมาธิดูคอนเสิร์ตด้วยใบหน้าปกติ แม้ว่าความมืดจากยามวิกาลจะบดบังทำให้มองเห็นไม่ชัดแต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา พวกเขายังสัมผัสได้ว่าข้างกายมีใคร



__________________________________________________________________________________

ขออภัยที่หายไปอีกแล้ว หัวใจและสมองค่อนข้างได้รับผลกระทบจากการสอบ

มันเสียการทรงตัว ชาไปทั้งหมดตั้งแต่ขาไปยันหัว...

//เพลงมา!

555555555

#ในเลขห้ามีน้ำตาซ่อนอยู่

แต่ช่างมัน คะแนนสอบก็แค่ตัวเลข!


เออ เมื่อไม่นานมานี้ขวดซอสมะเขือเทศตกใส่หน้าจอโทรศัพท์ฉันเว้ย

ได้ยินเสียงแตกดังโพ๊ะ ตอนแรกก็ไม่ได้เครียดอะไรเพราะมีฟิล์มกระจก

แต่พอก้มลงไปมองเท่านั้นแหละ

อีบ้า คนซวย 2017....

หน้าจอแตกละเอียด แต่ฟิล์มกระจกยังอยู่ดีแฮปปี้เหมือนเพิ่งซื้อมาใหม่




"ห้ะ..."




"What da x... บอกกูทีว่ามันไม่จริง"




"เดี๋ยว... เหี้ยไรเนี่ย"



"มัน... ต้องมีอะไรผิดพลาด เมื่อกี้ขวดมันลงท่าไหนวะสัส"


30/07/60

-Mommae-

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.215K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

30,011 ความคิดเห็น

  1. #29665 Pangrumm01 (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 20:16
    เค้าไม่ค่อยทัชกันเลยย. ฮือออ!!!
    #29,665
    0
  2. #29501 N_jkp (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 10:48
    ตอนนี้คือตอนที่กูเลิฟเอนเนอจี้ดาจนกูอยากเป็นนางเลยอ่ะ
    #29,501
    0
  3. #29424 gusigle (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 22 เมษายน 2563 / 10:30
    อุ๊บบบบ ไมโครเวฟแน่ๆ
    #29,424
    0
  4. #29277 9347 (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 8 เมษายน 2563 / 20:23
    อ่านแล้วนึกถึงวันกีฬาสีที่วิลัยเราเลย เราเป็นนักวิ่งสีฟ้า ความรู้สึกตอนได้ที่1มันเป็นแบบนี้จริงๆนะ ความรู้สึกที่มีคนยิ้มให้ข้างสนาม ความรู้สึกตอนมีคนวิ่งมารับในสนาม ถ้าถามว่าแล้วปีหน้าจะวิ่งอีกมั้ยตอบเลยว่าไม่ เพราะเหนื่อยมากจริงๆ5555

    อ่านแล้วคิดถึงมาก ยิ่งตอนหมดกีฬาสียิ่งคิดถึง แปลกมากที่อ่านแล้วร้องไห้
    #29,277
    0
  5. #29244 ponnyyyy (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 07:00
    หวานนเกิ๊นนนนนนจ้าาาา
    #29,244
    0
  6. #29168 psunrise (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 5 เมษายน 2563 / 10:13
    จริงอย่างที่ธันวาพูดว่าไม่ง่าย แต่ถ้าเป็นชั้นน่ะไปตั้งแต่มุกแรกแล้วนะ สู้ต่อไปคับพิ่หยางพิ่ต้องอย่ายอมแพ้!
    #29,168
    0
  7. #28800 angela15mastang (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2562 / 15:39
    นับถือธันวาเลยค่ะ โดนทั้งจีบ ทั้งมุขเสี่ยว ทั้งการกระทำล่อแหลม โลกภายนอกแบบนี้คือเยรสกันไปแล้วค่ะน้อง5555 ใจแข็งสุด ไม่มีหวั่นไหวไม่มีเขิน
    #28,800
    0
  8. #28715 Shipnielong (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 14 เมษายน 2562 / 18:44
    ตอนที่อบอุ่นมากเลยค่าา จะว่าไป โรงเรียนหยางกับโรงเรียนของธัน เหมือนรร.ที่เราเรียนเลยค่ะ รร.ที่เราเรียนคือรร.ที่มีผช.เยอะมาก ส่วนรร.ข้างๆเป็นรร.ที่มีผญ.เยอะมาก ทั้งสองรร.ต่างเคยเป็นรร.ชายล้วนและหญิงล้วนมาก่อนด้วยค่ะ บังเอิญจังเลยนะคะเนี่ย555
    #28,715
    0
  9. #28671 ชากุหลาบอุ่นอุ่น (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 9 เมษายน 2562 / 23:12
    😊😊😊
    #28,671
    0
  10. #28657 Kmmbs may (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 7 เมษายน 2562 / 16:29
    เราเป็นคนนึงที่ชอบเลื่อนผ่านเวลาไรท์คนอื่นๆบ่นๆหรืออะไรก็แล้วแต่ตอนท้ายๆอะ แต่ไรท์คนนี้คือไม่มีครั้งไหนที่ไม่อ่านแบบคือไรท์ฮาดีอะ คือชอบบบ อ่านทุกบรรทัดเลยนะจะบอกให้5555555
    #28,657
    0
  11. #28423 Callmeyou (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 / 01:27
    หยางงง เพื่อนอยู่เด้ออ
    #28,423
    0
  12. #28357 aommy-22 (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 28 มกราคม 2562 / 21:07
    สอบคือ
    ส=สมอง
    อ=อ่อนเเอ
    บ=บางเวลา
    55555
    #28,357
    0
  13. #28292 greentealatte ♡ (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 26 มกราคม 2562 / 15:18
    แง รุกแรกมากว้อย
    #28,292
    0
  14. #28284 tongtongaraya (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 26 มกราคม 2562 / 05:38

    ต้องโทษหน้าจอที่อ่อนแอ่ หรือต้องโทษฟิล์มกระจกที่มันไม่แคร์เราเลย แล้วจะติดฟิล์มเผื่อ? ถถถ อ่านtalkไรท์มีแต่เรื่องสนุก5555 ยอมใจ #รอหยางธันได้กัน
    #28,284
    0
  15. #27871 fushigidanett (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2561 / 14:55
    จ้าเจอรุกแบบนี้ยอมไปแล้ว 55555555
    #27,871
    0
  16. #27242 na2539 (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2561 / 12:38
    อ่านวนไปรอบที่10
    #27,242
    0
  17. #26504 TVN89778 (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2561 / 00:16
    อ่าน talk ของไรท์ สนุกกว่าอ่านนิยายอีกอ้ะ 55555 หยอกๆ 😁😁????????
    #26,504
    1
    • #26504-1 Kmmbs may(จากตอนที่ 35)
      7 เมษายน 2562 / 16:29
      แอบเห็นด้วยยย55555
      #26504-1
  18. #26111 Aisa-Mee (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2561 / 20:51
    ชอบจัง ลดได้ไหม คนไทยเหมือนกัน555
    #26,111
    0
  19. #26109 Green_pn (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2561 / 18:35
    อิจมากกกก+++
    #26,109
    0
  20. #25964 Bam is all around (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2561 / 00:47
    น่ารักมากเลนฮือออ จะซึ้งก็มาขำเอาตอนจบ555555555
    #25,964
    0
  21. #25384 WayVe❤ (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 / 10:17
    หยางทำดีๆๆๆๆๆๆ สู้ต่อไป-มดแดงV8!!!
    #25,384
    0
  22. #25354 Lillygirlblood (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 30 เมษายน 2561 / 11:18
    คือใจมันอยากจะหวีด แต่มาเจอขวดซอสไรท์เท่านั้นแหละ... ขำไม่เป็นอันหวีดเลยค่ะ 55555555555555
    #25,354
    0
  23. #25273 Mr.Hot Tea (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 28 เมษายน 2561 / 23:31
    จะขำก็สงสารอ่ะไรท์อ่ะฮื่ออออออ5555555
    #25,273
    0
  24. #24672 KritchayaDonsing (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 26 เมษายน 2561 / 00:51
    ไรท์เรามีชะตากรรมเดียวกันแค่ของเราเป็นซอสพริก555555
    #24,672
    0
  25. #22853 ปุยน้อย (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 / 19:45
    อิพี่หยางมุกเสี่ยวเยอะนะ 55555
    #22,853
    0