[ Hermit Books ตีพิมพ์ ] Just Before Sunrise ☼ เมื่อตะวันฉายแสง ( #ซันโช )(Yaoi)(จบแล้ว)

ตอนที่ 9 : ก่อนตะวัน : 8

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,036
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 212 ครั้ง
    20 ก.พ. 63

ก่อนตะวัน : 8

   
“ผมไม่เห็นคุณที่โรงพยาบาล” ผมหันไปเลิกคิ้วมองคนข้างตัวที่เอ่ยคำถามขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย 
   
หลังจากร้องไห้เป็นเผาเต่าอยู่เกือบชั่วโมง ไอ้ตี๋ก็หยุดร้องได้สักที ด้วยความดีความชอบที่เป็นคนปลอบมันจนดีขึ้น พอผมบอกว่าดึกแล้วขี้เกียจขับรถกลับมันจึงยอมให้มานั่งเล่นในห้องได้ ผมไม่ได้บอกว่าจะค้าง แต่แน่นอนว่าผมจะเนียนค้างที่นี่เพื่อดูอาการมันอีกสักหน่อย
   
เกิดอยากร้องไห้ขึ้นมาอีก จะได้หาทางทำอะไรสักอย่าง...
   
ผมไม่เคยกอดไอ้ตี๋มาก่อน อันที่จริงน้อยครั้งมากที่จะกอดผู้ชายสักคน โดยเฉพาะการกอดปลอบตอนร้องไห้ ที่เคยทำอย่างมากก็แค่ตบบ่า บอกว่าไม่เป็นไร แต่ไม่เคยคิดจะกอดเลยสักครั้ง
   
มันแปลก... ผมเองก็เพิ่งนึกได้ 
   
แต่พอเห็นว่าอ้อมกอดของผมทำให้ไอ้ตี๋หยุดร้องไห้ได้ ความแปลกนั้นก็ถูกทดแทนด้วยความโล่งใจ และเลิกใส่ใจมันในความคิดไปโดยปริยาย
   
“กูกลับมาอ่านหนังสือ” ผมว่าพลางเบือนหน้าออกมา
   
ทีวีในห้องรับแขกฉายหนังสักเรื่องที่มั่นใจว่าเคยดู แต่ผมไม่คิดจะค้นหาคำตอบว่ามันคือเรื่องอะไร ในหัวกำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อยจนแทบจะจับใจความไม่ได้ ขณะที่ปล่อยให้หนังดำเนินไปเรื่อยๆ
   
“อ่อ ครับ” มันพึมพำเสียงเบา
   
ผมเหลือบสายตามองไอ้ตี๋ก็พบว่าดวงตาที่บวมเป่งของมันกำลังจดจ้องอยู่ที่หน้าจอ แต่สายตาดูเหม่อลอยไม่ต่างกัน 
   
“แล้วมึงเป็นไงบ้าง หายป่วยยัง” อดไม่ได้ที่จะถามออกไป
   
ถึงตอนอยู่โรงพยาบาลไข้จะลดแล้ว แถมหมอก็บอกว่ามันไม่ได้เป็นไรมาก แต่ก็ยังวางใจไม่ได้อยู่ดี ไอ้ตี๋แม่งชอบฝืนสังขารตัวเอง
   
“...” มันไม่ตอบ ผมจึงขมวดคิ้วยกมือขึ้นไปยังหน้าผากใส
   
“แล้ววันนี้มึงได้ไปทำงานป่ะเนี่ย” เลื่อนมือแตะจนทั่วใบหน้า แน่ใจแล้วว่าอุณหภูมิร่างกายมันปกติ แม้ว่าหน้าจะดูแดงๆ ชอบกล
   
“ครับ” มันตอบแค่นั้น หันหน้ามามองผมแวบหนึ่งแล้วหลบสายตาไป “แต่กลับมาก่อน”
   
คงเพราะเรื่องรูปนั่น
   
ผมคิดไว้แล้วว่ามันคงจะแคร์เรื่องนี้มาก มันพยายามหนีอดีตมาเป็นปีๆ แต่ตอนนี้ดูเหมือนทุกอย่างจะถูกขุดคุ้ยมาวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา ไม่คิดมากก็บ้าแล้ว
   
“ดีแล้ว” ผมว่า เอื้อมมือออกไปตบบ่ามันเบาๆ “จริงๆ มึงยังไม่ควรไปทำงานด้วยซ้ำ หยุดทั้งอาทิตย์ไปเลย”
   
คราวนี้ไอ้ตี๋หันกลับมาย่นคิ้วใส่ผมเหมือนพูดอะไรไม่เข้าท่า
   
“กูพูดจริงนะตี๋ สุขภาพมึงสำคัญ เรื่องร้านเดี๋ยวกูกับไอ้นายดูเองก็ได้”
   
“...”
   
“ชาวบ้านเขาเป็นห่วงมึงกันจะตายห่า มึงหัดห่วงตัวเองบ้างเหอะ” ผมบ่นอุบ ผลักหัวคนที่ยังมองมาด้วยสายตาไม่เชื่อฟัง
   
“ผมไม่เป็นไรสักหน่อย” 
   
“ยังจะมาเถียง” ผมดุ “แล้วนี่มานั่งอยู่ทำไม ทำไมไม่ไปนอน” ผมเพิ่งนึกขึ้นได้ จะตีสองเข้าไปแล้วไอ้ตี๋ยังมาตีหน้ามึนนั่งดูหนังข้างผมอยู่ได้
   
“ก็คุณยังไม่กลับ” มันขมวดคิ้ว
   
“กูบอกตอนไหนว่าจะกลับ” ผมตีหน้าตาย
   
“อ้าว”
   
“อ้าวอะไร กูบอกแล้วว่าขี้เกียจขับรถ” ผมยักไหล่ เอนตัวทำท่าจะนอนบนโซฟาหน้าตาเฉย “หลบดิ๊มึงอ่ะ กูจะนอนตรงนี้” ไล่คนที่นั่งขวางรัศมีการเอนตัวให้หลบไป ไอ้ตี๋กะพริบตามองหน้าผมงงๆ ไม่มีท่าทีว่าจะหลบสักทีผมจึงทิ้งตัวลงหนุนตักมันซะเลย
   
“คุณซัน!” มันเรียกชื่อผม สีหน้าดูตกใจจนน่าขำ
   
“ถ้ามึงไม่ถอยกูก็จะนอนอยู่งี้แหละ” ผมแกล้งหลับตากอดอก 
แล้วพลิกตัวหันหน้าเข้าหามัน กลิ่นกายที่เคยสัมผัสได้ผ่านๆ
 ชัดเจนขึ้นเมื่อจมูกซุกลงใกล้หน้าท้องบาง 

   
“...” ไอ้ตี๋เงียบไป สัมผัสได้ถึงความเกร็งอย่างเห็นได้ชัด แต่มันกลับไม่ขยับตัวหนีเหมือนทุกที
   
ผมลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง มองใบหน้าที่อยู่เหนือกว่าของไอ้ตี๋ที่กำลังก้มลงมาสบตาผมเช่นกัน
   
“...” ความเงียบอัดแน่นเต็มบรรยากาศ เมื่อทั้งผมทั้งมันต่างไม่มีใครพูดอะไร เสียงทีวีกลายเป็นเสียงประกอบที่ไม่มีใครใส่ใจ 
   
ไม่รู้ว่าผมกำลังสงสัยอะไรบางอย่างที่อยู่ในแววตาของไอ้ตี๋ หรือเพราะอยากเห็นหน้ามันให้ชัดกว่านี้ รู้ตัวอีกที ผมก็ชะโงกหน้าขึ้นมาจากตักมัน ยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้ใบหน้าเรียวที่ยังคงมองมาด้วยสายตาอ่านยากจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจแผ่วเบา...
   
กริ๊งงง
   
ชิบหาย!
   
โครม!
   
ผมตกใจจนเสียหลักตกโซฟา ในขณะที่ไอ้ตี๋ก็สะดุ้งสุดแรง กะพริบตาปริบๆ มองมาด้วยสีหน้างุนงง
   
โทรศัพท์ใครวะ!
   
เออ ของกูเอง
   
“ฮัลโหล” ผมควักโทรศัพท์มือถือที่กำลังส่งเสียงอยู่ในกระเป๋า พร้อมกับลุกขึ้นมานั่งพิงโซฟา มือข้างหนึ่งยกขึ้นมาเกาหลังคอตัวเองเก้อๆ 
   
เมื่อกี้นี้มัน... เชี่ยอะไรวะ
   
[ พี่ซัน พี่โชเป็นไงบ้างพี่ ]
   
ไอ้นาย
   
พอรู้ว่าใครโทรมา สายตาผมก็เหลือบไปมองคนที่ยังนั่งนิ่งอยู่บนโซฟ้าโดยอัตโนมัติ ไอ้ตี๋หันมาสบตาผมแวบหนึ่ง ก่อนที่มันจะลุกออกไป พร้อมๆ กับผมที่ลุกขึ้น ปลีกตัวเดินออกมาคุยโทรศัพท์ที่ระเบียง
   
“ไม่เป็นไรแล้ว” กว่าจะหาคำตอบเจอก็ใช้เวลาพักใหญ่ ผมลอบถอนหายใจกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะสูดเอาอากาศเย็นๆ นอกระเบียงเข้าไป
   
เผื่อมันจะทำให้อะไรที่กำลังวิ่งวุ่นอยู่ในใจผมสงบลงได้บ้าง
   
[ จริงเหรอพี่ ] ไอ้นายทำน้ำเสียงเหมือนไม่เชื่อ
   
“เออ” ผมตอบห้วนๆ ยกมือขึ้นมายีผมจนยุ่งโดยไม่รู้ตัว “ถ้าเป็นห่วงนักมึงก็มาหามันดิ แต่มันจะนอนแล้วนะ” ไม่เข้าใจสักนิดว่าผมจะพูดจาย้อนแย้งแบบนั้นออกไปทำไม
   
[ ไปไม่ได้หรอกพี่ ร้านยังไม่ปิดเลย ] ไอ้นายทำเสียงหงอย [ แล้วอีกอย่างพี่โชคงไม่อยากเจอหน้าผมแล้ว ] และยิ่งหงอยกว่าเดิมในประโยคต่อมา
   
“เฮ้ย อย่าคิดมากดิ ไม่ใช่ความผิดมึง” 
   
[ แต่ผมน่าจะบอกให้เพื่อนลบรูปนั้นไปตั้งนานแล้ว ] 
   
ผมเงียบไปพักหนึ่ง เพื่อหาคำพูดที่จะทำให้มันสบายใจ อันที่จริงมันก็ไม่ใช่ความผิดใครทั้งนั้น รวมถึงเพื่อนไอ้นายด้วย คนพวกนั้นไม่ได้รู้จักไอ้ตี๋เหมือนที่ผมรู้ และพวกเขาคงคาดไม่ถึงว่าเรื่องแบบนี้มันจะเซ้นซิทีฟสำหรับมัน
   
“เดี๋ยวเรื่องมันก็เงียบแหละ” ผมว่า เดี๋ยวนี้กระแสอะไรก็อยู่ได้ไม่นานทั้งนั้น มาแค่ให้พอได้วิจารณ์ แล้วก็หายไปกับสายลม
   
ที่ทำได้ก็คงเป็นการดูแลจิตใจของคนที่โดนกระทำ 
   
ผมหันกลับเข้าไปมองในห้องรับแขกอีกครั้ง เห็นไอ้ตี๋กำลังง่วนอยู่กับการจัดหมอน และวางผ้าห่มผืนหนาไว้บนโซฟา พอรู้ตัวว่าผมกำลังมองอยู่มันก็หันมาสบตากันด้วยสีหน้าอ่านยากอีกครั้ง แต่เพียงแวบเดียวก็หายไป กลับกลายเป็นรอยยิ้มบางๆ เหมือนกำลังขอบคุณ
   
รอยยิ้มที่ไม่ได้รับบ่อยนักคงทำให้ผมตกใจจนหัวใจมันเต้นแรงขึ้นมา
   
“แต่ถ้ามึงอยากไถ่โทษเดี๋ยวกูช่วยเอง”
   
รอยยิ้มที่ทำให้รู้ว่าผมควรทำอะไรสักอย่าง...
   
[ อะไรวะพี่ ]
   
“เออน่า เชื่อใจพ่อสื่ออย่างกูเถอะ”
   
เพื่อไม่ให้มันกวนใจผมเกินจำเป็น

   




วันต่อมา
   
โครม!
   
เชี่ยเอ๊ยย ทำไมมันลำบากยากเย็นขนาดนี้วะ
   
เป็นแค่ข้าวต้ม จำเป็นต้องทำยากเย็นขนาดนี้เลยเหรอวะ ถึงจะเป็นข้าวต้มกุ้งทรงเครื่องสูตรชาววังก็เหอะ
   
วังไหนไม่รู้ด้วย กูเสิร์ชอินเตอร์เนตเอา
   
แต่แค่ล้างกุ้งก็ไม่รอดแล้วไง
   
“ทำอะไรครับ” ผมสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงคนดังมาจากด้านหลัง
   
หันกลับไปก็เจอไอ้ตี๋ยืนกอดอกอยู่ตรงเคาน์เตอร์บาร์ ใบหน้ายู่ยี่ใต้กรอบแว่นหน้ากำลังมองมาเหมือนไม่สบอารมณ์ที่ต้องตื่นนอนก่อนเวลาอันควรเพราะเสียงโครมครามที่ผมเป็นคนทำ

ตาบวมหมดเลยว่ะ เมื่อคืนน่าจะหาอะไรให้มันประคบก่อนนอนสักหน่อย
   
“ข้าวต้ม” ผมตอบ ยกมือขึ้นเกาคางตัวเองแก้เก้อ
   
ไอ้ตี๋ขมวดคิ้ว แล้วขยับเข้ามาใกล้ ชะโงกหน้ามองซากกุ้งที่หล่นกระจายอยู่เต็มอ่างล้างจานเกือบครึ่งแล้วส่ายหน้าเบาๆ
   
“ทำไปทำไมครับ” 
   
อ้าว ถามอะไรโง่ๆ วะตี๋
   
“ทำให้มึงกินไง” ผมโพล่งเสียงดัง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าแม่งขวานผ่าซากเกินไป เลยเบาเสียงลง “อาหารคนป่วย”
   
มันเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะถอนหายใจ “ซื้อเอาก็ได้นี่ครับ”
   
เออก็จริง
   
ผมเบ้หน้า มองมันอย่างคาดโทษที่ไม่เข้าใจความใส่ใจ “ก็กูอยากทำเองไม่ได้หรือไง”
   
คราวนี้มันเลยเดินมายืนข้างผม หยิบกะละมังใส่กุ้งที่ล้างแล้วออกมาจากอ่างล้างจาน 
   
“ทำเองน่ะได้ครับ... ถ้าทำเป็น” ไม่วายทำหน้าเอือมใส่กันเหมือนเคย
   
"กูก็เสิร์ชกูเกิ้ลอยู่นี่ไง มึงแม่ง อย่ามาขัดความพยายามกูดิ๊” พว่าพลางดันหลังมันให้หลบไป “คนป่วยไปนั่งรอไกลๆ เลยไป เดี๋ยวกูจัดการเอง”
   
“จะรอดเหรอครับ” มันขืนตัวไว้เมื่อผมไล่ให้ไปนั่งรอที่เคาน์เตอร์บาร์
   
“รอดดิ ระดับกูนะตี๋” ได้ทีก็คุยโว ทั้งที่เคยเข้าครัวกับชาวบ้านเขาที่ไหน ครัวที่ห้องตัวเองยังมีไว้ประดับบารมีเพิ่มค่าเช่าไปงั้นๆ 
   
“ห้ามเผาครัวนะครับ” ถึงจะยอมให้ผมดันหลังจนไปนั่งบนเก้าอี้ได้สำเร็จแต่ก็ไม่วายหันมาทำหน้าไม่ไว้ใจกัน
   
“เออ”
   
เห็นกูกากระดับนั้นเชียว
   
“เปลี่ยนใจแล้ว ออกไปกินข้างนอกดีกว่า” ทำท่าจะกระโดดลงจากเก้าอี้มาอีกรอบ
   
“ตี๋!” ผมโวยวาย “ถ้าลุกกูงอนนะ” กอดอกเบ้หน้าเหมือนเด็กสามขวบทั้งที่รู้ว่าเป็นคำขู่ที่ปัญญาอ่อนสิ้นดี
   
ไอ้ตี๋มันเคยแคร์ผมที่ไหน โกรธให้ตายก็ต้องหายเองตลอดป่ะวะ
   
“ก็ได้ครับ” แต่ผิดคาด คราวนี้ไอ้ตี๋กลับถอนหายใจเบาๆ แต่ยอมกลับไปนั่งรอแต่โดยดี “แต่อย่าเผาครัวนะครับ”
   
“รู้แล้ว” ผมรับคำขำๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปขยี้หัวฟูๆ ของคนตัวเล็กกว่าเร็วๆ ไม่เปิดโอกาสให้มันได้ด่าก็เดินกลับมายืนหน้าเตาอีกครั้ง
   
โอเค ข้าวต้มกุ้งสูตรชาววัง เริ่ม!
   
ผมให้สัญญาณตัวเองในการทำมื้อเช้าอีกครั้งในใจ ก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาเปิดอ่านสูตรคร่าวๆ อันที่จริงมันก็ไม่ได้ยากเท่าไหร่นี่หว่า ต้มน้ำซุปให้เดือดแล้วใส่กุ้ง... ชิบหายไม่มีน้ำซุป
   
น้ำเปล่าได้ป่ะวะ
   
ผมเหลือบมองไอ้ตี๋ที่นั่งมองมาไม่วางตา กูเกร็งนะเนี่ย แต่สกิลการทำอาหารมันไม่ต่างจากผมนักหรอก เพราะงั้นใส่น้ำเปล่าแทนน้ำซุปแม่งคงไม่เอะใจ
   
“ไหวแน่เหรอครับ” 
   
“ตี๋ อย่าเพิ่งขัดดิ” ผมโวยวาย แล้วหันกลับมาจดจ่อกับการทำข้ามต้มอีกครั้ง
   
อ่านหนังสือสอบกูยังไม่ตั้งใจขนาดนี้ ให้ตายเหอะ คิดถูกหรือคิดผิดวะเนี่ยที่ดันอวดดีจะทำอาหารเอง
   
ผีเข้ากูแน่ๆ ถึงได้ทำอะไรสิ้นคิดแบบนี้
   
ผมคิดไปบ่นไปรอจนเนื้อกุ้งเริ่มสุกก็ใส่ข้าวสวยทที่เตรียมไว้ลงไปตามสูตร คนให้เข้ากัน แล้วปรุงรสตามใจชอบ... ตามใจชอบ? 
   
ไอ้สัส สูตรเชี่ยไรเนี่ย มึงจบแค่ตรงนี้ได้ยังไง!
   
ผมเหลือบมองไอ้ตี๋อีกครั้ง พยายามไม่ส่งสายตาให้มันจับได้ว่ากำลังอยู่ในความชิบหาย เห็นไอ้ตี๋ส่งสายตาไม่ไว้ใจกลับมาก็รีบฉีกยิ้มกว้างเอาตัวรอดไว้ก่อน มันถอนหายใจแล้วส่ายหน้าเอือมให้ผมนิดหน่อย แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความขบขัน
   
จะหัวเราะกันมันยังเร็วไปนะเว้ยตี๋!
   
ผมรีบหันกลับมาจัดการกับข้ามต้มในหม้อที่กำลังเดือดปุดๆ อีกครั้ง ปิดหน้าจอโทรศัพท์ ช่างแม่งมันแล้วสูตร หันไปลังเลกับเครื่องปรุงที่กวาดซื้อมาแบบลวกๆ พร้อมกับวัตถุดิบอื่นๆ เมื่อเช้าแล้วสูดหายใจลึก
   
ปรุงรสตามใจชอบ... งั้นเอาตามที่กูชอบแล้วกันนะตี๋
   
ใช้เวลาเป็นสิบนาทีกว่าข้าวต้มเวรนี่จะเสร็จ ผมจัดการปิดเตา แล้วตักข้าวต้มใส่ถ้วยอย่างอารมณ์ดี เลือกกุ้งตัวใหญ่ๆ ให้ไอ้ตี๋ที่มองตามเหมือนทึ่งนิดๆ ที่ในที่สุดมันก็ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง
   
เละไปหน่อยแต่แดกได้แน่นอน
   
“บอกแล้วครัวไม่ไหม้” ผมฉีกยิ้มอย่างภูมิใจ แต่ไอ้ตี๋กลับยักไหล่ไม่ใส่ใจ
   
ผมวางข้าวต้มของตัวเองลงฝั่งตรงข้ามมัน แล้วเดินไปรินน้ำกลับมาสองแก้วอย่างเต็มในบริการ นั่งลงตรงข้ามไอ้ตี๋ที่รออยู่แล้วส่งสัญญาณให้เริ่มกิน
   
“...”
   
“...”
   
หวาน... สัส! นี่ข้าวต้มหรือทับทิมกรอบ
   
ผมว่าตอนอยู่ในหมอมันไม่ได้รสชาตินี้นะ พอลงถ้วยแล้วทำปฏิกิริยาอะไรกับเซรามิกป่ะวะ
   
“อร่อยดีนะครับ” ปล่อยเวลาไปสักพัก ไอ้ตี๋ก็เอ่ยออกมา พลางตักข้าวต้มอีกคำเข้าปาก
   
ผมนี่อยากจะกรี๊ดออกมาดังๆ อร่อยพ่อง มันแดกไม่ได้เว้ยตี๋ ไม่ต้องปลอบใจกู
   
แต่เพราะเห็นไอ้ตี๋ยังคงตักเข้าปากเหมือนอร่อยอย่างที่ปากว่าจริงๆ ผมก็อดไม่ได้ที่จะตักข้าวต้มขึ้นชิมอีกครั้ง...
   
ซึ่งผลแม่งก็เหมือนเดิม
   
ขนาดกุ้งยังหวานเลยสัส!
   
ผมวางช้อนลงทันที เอื้อมมือไปแย่งช้อนไอ้ตี๋ที่กำลังจะกระเดือกข้าวต้มเวรนี่เข้าปากอีกคำแล้วเลื่อนชามหนี ไอ้ตี๋มองหน้าผมที่ถือข้าวต้มทั้งสองถ้วยไปวางไว้ที่อ่างล้างจานงงๆ ขณะที่ผมเดินกลับมานั่งที่เดิมแล้วถอนหายใจ
   
“ตี๋ มึงว่า คนป่วยนี่แดกพิซซ่าได้มะ” 
   
มันมองผม ส่ายหน้าเอือมเหมือนเคย  

แต่สุดท้ายกลับหลุดขำออกมา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 212 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

574 ความคิดเห็น

  1. #555 snk_onge (@ongnielisreal) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2562 / 06:55
    ซันน่ารัก
    #555
    0
  2. #523 Jibangrin (@Jibangrin) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 / 17:41
    ว้อยยยย ข้าวต้มใครเค้าใส่น้ำตาลกันอะะ5555555555
    #523
    0
  3. #488 liarguy (@liarguy) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 กันยายน 2561 / 06:14
    ทำข้าวต้มกุ้งยังไงให้หวาน ฮ่าๆ นี่ถ้าคู่กันแล้วจะหวานกว่าข้าวต้มกุ้งถ้วยนี้ไหม
    #488
    0
  4. #477 mamamoon4869 (@natcharissa) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 / 16:16
    โอ้ยยยน่ารักกกกกก
    #477
    0
  5. #454 Nuuwan Wan (@entry111) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2561 / 10:09
    ซันน่ารัก เป็นห่วงเขาแต่กลับไม่รู้ตัว
    #454
    0
  6. #413 Yesmyboy (@jxperyah) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 9 มกราคม 2561 / 02:46
    ตามใจชอบนี่ซันชอบกินรสหวาน หรือตอนนี้ชีวิตหวานดี
    #413
    0
  7. #389 $iviα✻ (@rosetea) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 / 10:12
    ฮืออออ ขำซันอ่ะ5555555555555
    #389
    0
  8. #254 Sket-D (@day-life) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2560 / 06:03
    โอ๊ยชอบบบบบ มันไม่เอื่อยเลยค่า เราว่ามันดีแล้ว ไม่เร็วไป ไม่ช้าไป ค่อยๆพัฒนาจนชัดเจนแบบนี้ ภาวนาให้ซันรู้ใจตัวเองเร็วๆ ขนาดไม่รู้ใจยังขนาดนี้ ถ้ารู้ใจตัวเองแล้วจะขนาดไหน55555
    #254
    0
  9. #82 ♡ aunjai ♡ (@aumten) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2560 / 01:34
    โอ้ย ซัน -บ้า-บออออ
    #82
    0
  10. #52 Sparklevegetable (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2560 / 22:12
    ตามอ่านมาจากในเล้า คอมเม้นไม่ได้ ไปส่องแท็กในทวิตเตอร์เพิ่งรู้ว่าอัพลงเด็กดีด้วยคะ แง้!

    ชอบมากๆเลยค่า ฮือออ ความไม่รู้ใจของสองคนนี้ แต่เราชอบความค่อยเป็นค่อยไปอย่างนี้นะคะ ไม่เอื่อยเฉื่อยหรอกค่า สปีดอย่างนี้จะได้เห็นความกากซันชัดๆหน่อย 5555555 #ได้เหรอ ชอบบบมากเลยค่ะ มีนิยายให้ติดอีกแล้ว!

    ปล. โชกุนน่ารักมากกก อยากจับปั้นแล้วกิน
    #52
    0
  11. #49 chachap (@chachap_) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2560 / 17:13
    ตลกข้าวต้มทำปฏิกิริยากับเซรามิค55555
    #49
    0
  12. #18 Raccool (@xyxear) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 เมษายน 2560 / 17:31
    ที่กุ้งหวานเพราะใส่น้ำตาลหรือเพราะมีคนนั่งกินด้วยข้างๆคะ >_<
    #18
    0
  13. #17 Eickiwsang2543 (@Eickiwsang2543) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 เมษายน 2560 / 07:22
    กุ้งยังหวาน5555555
    #17
    0