[ Hermit Books ตีพิมพ์ ] Just Before Sunrise ☼ เมื่อตะวันฉายแสง ( #ซันโช )(Yaoi)(จบแล้ว)

ตอนที่ 8 : ก่อนตะวัน : 7

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,414
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 204 ครั้ง
    20 ก.พ. 63

ก่อนตะวัน : 7

   
ไอ้ตี๋แม่ง... โคตรแย่
   
แย่มาก ทำไมไม่ดูแลตัวเองเลยวะ ทำงานหนักจนไข้ขึ้นเป็นลมขนาดนี้ได้ไง โคตรแย่
   
ถ้าฟื้นเมื่อไหร่ผมด่ามันแน่ จะไม่ให้แตะงานอะไรเลยเป็นเดือนๆ ด้วย คอยดู
   
“ซัน กลับไปพักผ่อนก่อนก็ได้นะ” พี่โมเดินมาแตะบ่าผมที่นั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงพยายามสะกดจิตให้คนที่ไม่ได้สติลืมตาขึ้นมาเสียที
   
“อยากให้ไอ้ตี๋ตื่นก่อนอ่ะพี่ เผื่อมันอยากกินอะไร” ผมหันไปตอบ การอดนอนมาทั้งคืนทำให้รู้สึกอ่อนเพลียจนต้องยกมือขึ้นมานวดขมับเบาๆ 
   
“เฮ้ย ไม่เป็นไร พี่ดูแลเอง” 
   
“แต่...” ผมเงียบลง ไม่แน่ใจว่าควรจะยกข้ออ้างอะไรขึ้นมาพูดต่อ รู้สึกว่าตอนนี้สมองทำงานช้าลงเต็มที
   
“โชไม่เป็นไรมากหรอก เดี๋ยวก็กลับบ้านได้แล้ว ไม่ต้องห่วงขนาดนั้น” พี่โมเอ่ยยิ้มๆ บีบบ่าผมเบาๆ ให้คลายความกังวล
   
จริงอยู่ที่ผมเองก็ได้ยินที่หมอบอกว่าอาการไอ้ตี๋ไม่หนักมาก แค่หมดสติไปเพราะพักผ่อนน้อย บวกกับมีไข้นิดหน่อย แต่ก็ไม่ถึงขั้นโคม่าอะไร มันฟื้นขึ้นมาเมื่อคืนครั้งหนึ่ง แต่หมอให้พักผ่อนรอดูอาการคืนหนึ่งก่อนก็เลยต้องนอนโรงพยาบาล ผมอยู่เฝ้ามันตลอดทั้งคืนเพราะก่อนหลับไปไอ้ตี๋ให้โทรไปบอกพี่โมว่ามันไม่ได้เป็นอะไรมาก ไม่อยากให้ขับรถมากลางดึก ผมเลยอาสาอยู่เฝ้ามันแทน
   
ผมไม่ได้หลับเลยจนกระทั่งถึงเช้า เพราะกลัวว่าไอ้ตี๋จะไข้ขึ้นขึ้นมากลางดึกอีก พยาบาลที่เข้ามาเช็คทุกสองชั่วโมงบอกว่ามันไม่เป็นอะไร ไข้ลดลงแล้วแต่ผมก็ยังข่มตาหลับไม่ได้อยู่ดี
   
“ผมรอให้มันตื่นก่อนค่อยกลับได้มั้ยพี่” พอหาข้ออ้างไม่ได้ ผมเลยเปลี่ยนเป็นขอร้องแทน
   
ไม่รู้อ่ะ ผมยังไม่อยากกลับ รอด่ามันก่อน
   
คนอะไรไม่เจียมตัวสัสเลย ไม่สบายแล้วยังเสือกจะฝืนทำงานจนดึกดื่นอีก 
   
“โอเค งั้นซันไปหาอะไรกินก่อนไป ไปพักสายตาด้วย เฝ้ามาทั้งคืนแล้ว เบื่อแย่” 
   
“ก็ได้ครับ” ผมตอบรับ แต่ไม่วายหันกลับไปมองไอ้ตี๋ที่นอนหลับไม่รู้เรื่องอยู่บนเตียง ใบหน้าขาวใสดูซีดกว่าปกติ แต่ก็ถือว่าดูดีกว่าเมื่อคืน ผมเพิ่งสังเกตเดี๋ยวนี้เองว่ามันดูผอมลงว่าอาทิตย์ก่อนมาก ไม่รู้วันๆ ได้กินข้าวกินปลาบ้างหรือเปล่า
   
กลับไปเมื่อไหร่จะขุนให้อ้วนเลย คอยดู
   
“งั้นเดี๋ยวผมซื้อข้าวมาให้ไอ้ตี๋ด้วยนะ” 
   
“โอเค” พี่โมที่หัวเราะเบาๆ พลางพยักหน้า “ถ้าโชรู้ว่าซันเป็นห่วงขนาดนี้คงดีใจแย่” 
   
ผมเบ้หน้า “ผมไม่ได้อยากเป็นห่วงสักหน่อย” 
   
ใครใช้ให้มาเป็นลมต่อหน้าต่อตากันวะ กูตกใจจนเกือบกรี๊ดแล้วอ่ะเมื่อคืน ดีนะตอนล้มหัวไม่ได้ฟาดพื้น ไม่อย่างนั้นอาจได้นอนโรงพยาบาลยาวกว่านี้ พูดแล้วก็หงุดหงิดชิบ ไล่ให้กลับไปนอนก็ไม่ยอม ดื้อนักหนา เป็นไงล่ะ แม่ง...
   
“ดีแล้วล่ะที่มีซันคอยอยู่ข้างๆ โชร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ป่วยบ่อย ยิ่งตอนอ้วนโรคประจำตัวอย่างเยอะ ถึงจะดูแลตัวเองจนดีขึ้นแล้วแต่บางโรคก็ไม่ได้หายขาด พี่ยังกังวลอยู่เลยตอนที่ให้ทำงานกะดึก บอกแล้วว่าถ้าไม่ไหวจะเลิกทำก็ได้ แต่เขาก็ไม่ยอม” 
   
“ดื้อชิบ” ผมบ่นอุบ นึกภาพออกเลยตอนที่ไอ้ตี๋ดื้อตาใสทั้งที่ร่างกายเหมือนจะไม่ไหวอยู่แล้ว
   
“นั่นสิ พ่อแม่โชเขาฝากฝังพี่ไว้ แต่พี่ก็อยู่ไกล ดูแลตลอดเวลาไม่ได้ โชคดีจริงๆ ที่มีซันคอยเป็นหูเป็นตาแทน” พี่โมเอื้อมมือมาตบหลังผมเบาๆ ส่งสายตาขอบอกขอบใจ
   
จะว่าไป ผมเพิ่งนึกได้ว่าไม่เคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวมันเลย รู้แค่ว่ามันเป็นลูกพี่ลูกน้องกับพี่โม สนิทกันมากเลยถูกชวนมาทำงานที่ร้านจนตอนนี้เลื่อนขั้นเป็นหุ้นส่วนคนสำคัญไปแล้ว แต่ผมไม่เคยเห็นมันพูดถึงพ่อกับแม่เลย ตอนมัธยมก็ไม่ได้สนิทกันถึงขั้นจะรู้ว่าพวกท่านเป็นใคร ทำงานอะไรซะด้วย... แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ผมจะไปก้าวก่ายล่ะนะ 
   
“ซันไปล้างหน้าล้างตากินข้าวก่อน เดี๋ยวพี่ดูแลต่อเอง ถ้าโชตื่นเมื่อไหร่พี่จะโทรไปบอก” 
   
“ครับ” ผมยิ้มตอบก่อนจะเดินออกจากห้องพักผู้ป่วยมา สายตามองกลับไปที่ไอ้ตี๋พลางคิดในใจอีกครั้งว่าถ้าฟื้นขึ้นมาผมจะด่ามันให้เข็ดเลย จริงๆ

   



ผมใช้เวลาในฟู้ดคอร์ดของโรงพยาบาลได้ไม่ถึงชั่วโมงด้วยซ้ำ เลือกข้าวจากร้านที่คนว่างที่สุดมากินเร็วๆ ก่อนจะเดินหาร้านอาหารที่คิดว่าไอ้ตี๋น่าจะกินได้แล้วซื้อกลับมาให้มัน ไม่ลืมที่จะหอบผลไม้กับของบำรุงร่างกายติดไม้ติดมือมาเต็มไปหมด ทั้งที่รู้ว่าเดี๋ยวมันก็ออกจากโรงพยาบาล
   
ผมเดินกลับมายังห้องพักผู้ป่วยที่ไอ้ตี๋อยู่อีกครั้ง เปิดประตูเข้าไปและหวังว่ามันจะตื่นมาสักที
   
และมันก็ตื่นอยู่อย่างที่คิดจริงๆ แถมใบหน้ายังดูสดใส ด้วยรอยยิ้มแบบที่ผมไม่เคยได้รับ
   
“พี่โชแม่ง ทำคนตกอกตกใจกันทั้งร้านเลยรู้ป่ะ” ก็แหงล่ะ ผมไม่ใช่ไอ้นายที่กำลังพูดจ้ออยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าอารมณ์ดีไม่แพ้กัน
   
“พี่ซันแทบจะร้องไห้แล้วอ่ะ ตอนที่อุ้มพี่ออกมา” ถ้าเป็นปกติ ได้ยินมันนินทาแบบนั้นผมคงเสนอหน้าออกไปด่ามันสักที
   
แต่วันนี้ผมคงเหนื่อยเกินไปแหละ ถึงได้ปล่อยให้ตัวเองยืนอยู่หน้าประตู ไม่ได้ส่งเสียงอะไร
   
“ขอโทษที” คนป่วยยิ้มเจื่อน สีหน้าดูรู้สึกผิด “ไม่คิดว่าอยู่ๆ จะเป็นลม”
   
“โห หน้าซีดขนาดนั้น ผมยังคิดอยู่เลยว่าถ้าพี่เป็นไรขึ้นมานี่ความผิดผมเลยนะที่ทำให้พี่หยุดงานไม่ได้”
   
“เฮ้ย พี่ดื้อเอง ไม่ใช่ความผิดนายเลย” 
   
“งั้นคราวหลังไม่ดื้อแบบนี้แล้วนะพี่ ไหว้เลย” ไอ้นายยกมือไหว้ปลกๆ ขอร้องอย่างติดตลก “ถ้าไม่ไหวต้องรีบบอกเลยนะ ผมจะรีบพาพี่กลับหอทันทีเลย”

“เวอร์ไปแล้ว” 

“เวอร์ตรงไหน ผมเป็นห่วงพี่มากนะ ถ้าไม่ติดว่าต้องปิดร้านนี่ผมตามมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว”
   
“ดีแล้ว ตามมาก็ไม่ได้ทำอะไรหรอก พี่หลับทั้งคืน” ไอ้ตี๋ยิ้มน้อยๆ ริมฝีปากบางที่เคยซีดดูมีสีขึ้นกว่าเมื่อกี้ตอนที่ยังหลับอยู่
   
คงดีขึ้นมากแล้วล่ะ ถึงได้คุยเล่นหยอกล้อกับได้นายได้ขนาดนั้น
   
“มีพี่ซันอยู่ผมก็หายห่วงแหละ” แวบหนึ่งผมเห็นไอ้นายเหมือนจะหันมาทางนี้ และไม่รู้ทำไมผมถึงได้ถอยออกมา รู้สึกโล่งใจเมื่อรู้ว่ามันไม่ทันสังเกตเห็นผม
   
ผมเดินออกจากห้องมาพลางปิดประตูเสียงเบาๆ ไม่อยากให้คนที่อยู่ข้างในรู้ตัว ดูเหมือนว่าการที่ไอ้นายมาเยี่ยมจะทำให้ไอ้ตี๋ดีขึ้นไม่น้อย ผมเห็นแบบนั้นแล้วก็สบายใจ จิตใต้สำนึกผมบอกว่าควรปล่อยให้ทั้งสองคนอยู่ตามลำพัง เพราะบางทีนี่อาจจะเป็นโอกาสดี ที่ผมจะได้ทำหน้าที่พ่อสื่อตามที่ตัวเองตั้งใจได้บ้าง แม้ว่าความจริงแล้วผมแทบไม่ได้มีส่วนช่วยอะไรเลย
   
แค่ถอยออกมา และหวังว่าความเป็นห่วงเป็นใยที่ไอ้นายแสดงออกมาจะทำให้ไอ้ตี๋ใจอ่อน แล้วยอมเดินหน้าความสัมพันธ์กับมันสักที
   
“อ้าวซัน กลับมาแล้วเหรอ” พี่โมที่เดินมาจากฝั่งตรงข้ามเอ่ยถามหลังจากที่ผมเดินออกจากห้องมาได้ไม่กี่ก้าว “แล้วนี่จะไปไหน ทำไมไม่เข้าไปในห้องอ่ะ” เลิกคิ้วถามเมื่อเห็นว่าทิศทางที่ผมกำลังจะไปไม่ใช่ห้องพักของไอ้ตี๋
   
“คือผมเพิ่งนึกได้ว่าพรุ่งนี้มีสอบอ่ะพี่ ยังอ่านหนังสือไม่จบด้วย เลยว่าจะกลับก่อน” ผมตอบกลั้วหัวเราะ ไม่ได้โกหกซะทีเดียว เพราะเพิ่งนึกได้ว่าตัวเองมีสอบจริงๆ
   
“อ้าว ตายแล้ว ทำไมไม่บอก เฝ้าโชทั้งคืนขนาดนี้จะมีแรงอ่านหนังสือเหรอ”
   
“ไหวพี่ สบายมาก” ผมฉีกยิ้มอวดเก่ง ทั้งที่รู้สึกเพลียจนอยากจะสลบมันเสียตรงนี้เลย 
   
“แน่ใจนะ หน้าซันดูเพลียมาก ไม่ใช่ว่าหักโหมจนเข้าโรงบาลอีกคน” พี่โมขมวดคิ้ว สีหน้าเป็นห่วงเป็นใย 
   
“แน่ใจ โห่พี่ ผมระดับไหนแล้ว ไม่ได้อ่อนแอแบบไอ้ตี๋สักหน่อย” ผมตอบกลั้วหัวเราะ ก่อนจะนึกขึ้นได้ “เออพี่ ฝากนี่ให้ไอ้ตี๋ด้วยนะ บอกมันว่าให้แดกเยอะๆ ผอมจนจะเหลือแต่กระดูกแล้ว” ผมยื่นอาหารสารพัดอย่างที่ซื้อมาให้พี่โมที่รับไปอย่างงงๆ
   
“ซันไม่เข้าไปหาโชหน่อยเหรอ อุตส่าห์รอมาตั้งนาน ป่านนี้น่าจะตื่นแล้ว”
   
ผมแกล้งเบ้หน้า “ไม่เอาอ่ะ เสียเวลา ผมหนีไปอ่านหนังสือก่อนดีกว่า” 
   
“งั้นเดี๋ยวถ้าออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่ พี่ให้โชไลน์ไปบอกนะ” พี่โมไม่ได้ขัดอะไร แค่ยิ้มให้แล้วเอ่ยขอบคุณอีกครั้ง “ขอบใจมากนะซัน ถ้าไม่ได้ซันโชคงแย่”
   
“ไม่หรอกพี่” ...ยังมีไอ้นายอีกทั้งคน
   
ผมไม่เอ่ยประโยคหลังออกไป แค่ยิ้มบางๆ พลางบอกลา “งั้นผมไปก่อนดีกว่า เดี๋ยวอ่านหนังสือไม่ทัน”

ไม่ได้แก้ความเข้าใจผิดของพี่โมว่า

ต่อให้ไม่มีผม ไอ้นายก็คงไม่ปล่อยให้ไอ้ตี๋เป็นอะไร





“ซัน”

“อืม...” ผมครางหงุดหงิดพลางพลิกตัวหนี แต่เสียงหวานก็ยังกระซิบลงมาที่ข้างหูอย่างกวนใจ

“ซัน จะเที่ยงคืนแล้วนะ ไม่ไปทำงานเหรอ” 

“...” ผมลืมตาขึ้นมา แต่ยังแน่นิ่ง ใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะตอบกลับไป “ขี้เกียจอ่ะ” ว่าพลางพลิกตัวกลับไปกอดก่ายร่างบางที่นอนเปลือยเปล่าอยู่ข้างกัน

ผมเพิ่งสอบตัวสุดท้ายเสร็จเมื่อเย็น เพื่อนที่เพิ่งสอบเสร็จเหมือนกันพยายามคะยั้นคะยอให้ไปดื่มฉลอง แต่เพราะไม่มีอารมณ์จะเมา เลยหาข้ออ้างมาขลุกอยู่ที่หอพราวแทน หลังจากทำเรื่องที่ทำเป็นประจำจนพอใจทั้งสองฝ่าย ผมก็หลับเป็นตายจนมาถึงตอนนี้อย่างที่เห็น

“แปลกจัง ปกติซันกระตือรือร้นจะตาย” พราวหัวเราะประหลาดใจ ขณะที่มือบางลูบหัวผมที่ซุกอยู่กับช่วงตัวของเธอไปมา
ผมเงยหน้าขึ้นไปยิ้มทะเล้น ก่อนจะขบริมฝีปากลงกับไหปลาร้าได้รูปเบาๆ “อยากอยู่กับพราว”

“ไม่หลงกลหรอกนะ” คราวนี้เจ้าของใบหน้าหวานหัวเราะเสียงใส พยายามเก็บอาการเขินอายไว้ แต่ใบหน้าที่ขึ้นสีแดงก็ไม่อาจปกปิดความรู้สึกได้เหมือนทุกที  

ไหนบอกไม่หลงกล?

ผมยิ้ม ไม่ได้ว่าอะไรต่อ แต่ผละออกมานั่งพิงหัวเตียง หยิบบุหรี่ที่วางอยู่บนโต๊ะข้างตัวขึ้นมาจุดสูบเงียบๆ รสชาติบุหรี่ที่ร้างลาไปนานถูกละเลียดอย่างช้าๆ อ้อยอิ่งราวกับกำลังรอเวลาบางอย่าง

“ปกติไม่เห็นซันสูบเลย” พราวเลิกคิ้ว ขยับเข้ามาในอ้อมแขนผมอีกครั้ง แนบใบหน้าลงกับแผ่นอกอย่างออดอ้อน

“ก็ไม่บ่อย” ผมตอบแค่นั้น ไม่ได้อธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้เลิกสูบไปได้ตั้งนาน หรือแม้กระทั่งสาเหตุที่เผลอหยิบมันติดมือมาด้วยอีกครั้งก็ไม่อยากจะสาวถึง

แค่รู้สึกอยากสูบขึ้นมา ก็เท่านั้น

“มีเรื่องเครียดเหรอ?” 

“...” คราวนี้ผมไม่ตอบ ปล่อยควันขุ่นออกจากร่างกายอย่างช้าๆ พลางคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย

ป่านนี้ไอ้ตี๋คงกำลังสาปแช่งผมอยู่ที่ไม่โผล่หัวไปทำงาน แถมไม่ได้ลา...

แต่พอคิดอีกทีมันอาจจะไม่ได้สนใจด้วยซ้ำ เพราะคงมีไอ้นายเป็นลูกมือคอยช่วยอย่างดีเหมือนทุกวัน 

หลังกลับจากเฝ้าไข้ไอ้ตี๋เมื่อวาน ผมก็ไม่ได้เจอหน้ามันอีกเลย อย่างที่บอกไปว่าผมมีสอบอีกหนึ่งตัว ตลอดหนึ่งวันที่ผ่านมาก็เลยเอาแต่ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือให้ทัน วันเดย์มิราเคิลที่แท้จริง ยังดีที่ตอนเรียนผมทำโจทย์ด้วยตัวเองตลอด ไม่เข้าใจก็ถามอาจารย์ หรือไม่ก็ให้เพื่อนติวเดี๋ยวนั้นเลย เรียกว่าสั่งสมบารมีมาตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อใช้ตอนลงสนามจริง

ข้อสอบที่ว่ายากยังผ่านมาได้ แต่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าไอ้ความรู้สึกประหลาดที่ติดอยู่ในใจ ทำไมไม่รู้วิธีแก้ไข

ผมว่าปัญหาคือ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความรู้สึกนั้นมันคืออะไร 

“หรือว่าเพราะเรื่องนั้น?” พราวเงยหน้าขึ้นถาม ผมขมวดคิ้ว

“เรื่องไหน?”

แต่พอเห็นผมทำหน้าไม่เข้าใจ เธอก็เปลี่ยนสีหน้าไป ก่อนจะเฉไฉ 

“เปล่าหรอก” ว่าพลางผละออกไป หยิบเสื้อผ้าที่ตกอยู่ข้างเตียงขึ้นมาสวม “หิวมั้ย ออกไปหาอะไรกินกันเถอะ” 

ผมดับบุหรี่ที่สูบจนหมดมวน แล้วยิ้มบางๆ “พราวทำให้กินหน่อยสิ”

ที่จริงคือขี้เกียจจะตาย ป่านนี้แล้วจะมีร้านอาหารที่ไหนเปิดอีก ผมไม่มีอารมณ์จะมาขับรถตระเวนหาหรอกนะ

“ก็ได้นะ มีมาม่าเหลือพอดี” พราวยักไหล่ ทำท่าจะลุกไปที่ครัว

“ไม่เอาอ่ะ” ผมเบ้หน้า กินมาม่าตอนนี้ได้ท้องอืดกันพอดี

“งั้นซันอยากกินอะไรอ่ะ” พราวหันมาเลิกคิ้ว

ผมชะงัก พยายามคิดว่าอยากกินอะไร แต่ในหัวกลับเผลอนึกภาพไปถึงว่าถ้าเป็นหอไอ้ตี๋คงได้กินโยเกิร์ต หรือไม่ก็ธัญพืชอบราดนม อาหารไขมันต่ำที่รสชาติไม่เอาอ่าวสิ้นดี

แล้วมันจะแปลกมั้ยถ้าตอนนี้ผมอยากกินไอ้อาหารรสชาติไม่เอาอ่าวพวกนั้น

“มาม่าก็ได้”

แปลกสัส... กูตอบเอง

“อะไรเนี่ย เปลี่ยนใจเร็วจัง” พราวเอ่ยกลั้วหัวเราะ แล้วลุกขึ้นยืน แต่ไม่วายหันกลับมามองผมก่อนจะก้มลงมากัดริมฝีปากกันเหมือนหมั่นไส้ “รอแป๊บนึงนะคะคุณชาย”

ผมหัวเราะเบาๆ มองร่างบางที่เดินออกจากห้องไป ก่อนจะหยิบบุหรี่มวนใหม่ออกมาจุดสูบ ตั้งใจว่าถ้าหมดมวนนี้จะตามออกไป

พอสูบบุหรี่เสร็จผมก็ลุกขึ้นมาใส่เสื้อผ้าลวกๆ บิดขี้เกียจพอให้ร่างกายหายเมื่อยล้า ก่อนจะเดินออกจากห้องนอนมา ที่ครัวเล็กๆ เชื่อมกับโซนรับแขกพราวกำลังยืนเอนหลังพิงเคาน์เตอร์หน้าเตาที่มีหม้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปวางอยู่ เธอดูไม่ได้ใส่ใจมันเท่าไหร่ ทั้งที่น้ำเดือดแล้ว ใบหน้าสวยก้มลงมองโทรศัพท์มือถือที่อยู่ในมือสีหน้าจดจ่อจนผมขำออกมาเบาๆ

“เดี๋ยวก็ไฟไหม้หรอก” ผมว่าพลางเดินเข้าไปปิดเตา เส้นมาม่าที่ถูกจับโยนลงไปกำลังอืดได้ที่ มีไข่สองฟองโปะหน้าพอเป็นพิธีไม่ให้ดูแห้งแล้งเกินไป

ผมยกอาหารมื้อดึกของเราไปวางไว้บนโต๊ะอาหารเล็กๆ สำหรับสองคน หันกลับมาก็ยังเห็นว่าพราวเล่นมือถืออยู่ไม่วางตา

“มีอะไรในนั้นนักหนา” ผมเลิกคิ้ว

พราวจึงเงยหน้าขึ้นมามองหน้าผมแปลกๆ แล้วยื่นโทรศัพท์ตัวเองมาให้ “นี่เด็กซันนี่” สีหน้าเธอฉายแววขบขัน จนผมขมวดคิ้วงุนงง พลางหยิบมือถือขึ้นมาเปิดดูหน้าจอที่ค้างไว้

มันคือหน้าเพจดังของมหาลัยที่ผมมักเห็นหน้าตัวเองถูกเอาไปโพสต์ลงบ่อยๆ ตั้งแต่เข้าปีหนึ่ง ผมไม่ได้ใส่ใจนัก เพราะคิดว่ามันเป็นเพจไร้สาระ แต่คราวนี้รูปที่โพสต์ กับแคปชั่นที่โชว์หราอยู่ทำให้ผมไม่สามารถปล่อยผ่านได้


‘ภาพจากร้านกาแฟคิ้วท์บอยอันเลื่องลือ น้องโช บริหารคนดีเป็นลมคาร้านเลยจ้า เค้าเม้าท์กันว่านางโด๊ปยาจนช็อก ยาอะไรทำให้คิ้วท์บอยของฉันสลบเหมือดขนาดนี้ ใครรู้อินบ๊อกซ์มาบอกบุญป้าที เผื่อป้ามียาดีกว่าแนะนำนะจ๊ะ คริ~’


ยาเชี่ยอะไรล่ะ!

ผมแทบจะปาโทรศัพท์ทิ้งหลังจากที่อ่านแคปชั่นจบ ภาพเหตุการณ์คืนนั้นที่ผมอุ้มไอ้ตี๋ด้วยสีหน้าตื่นตระหนกถูกโพสต์และถูกวิจารณ์ไปต่างๆ นานาไม่ต่ำกว่าร้อยคอมเม้นต์

แต่สิ่งที่ทำให้ผมขมวดคิ้วหนักกว่าเดิมคือความคิดเห็นบนสุดที่ถูกคนกดไลค์มากมาย ทั้งที่มันไร้สาระสิ้นดี


‘ยาลดความอ้วนไง เราเคยอยู่บ้านใกล้นาง จำได้ว่าเคยถูกหามส่งโรงพยาบาลเพราะกินยาลดความอ้วนเกินขนาด สงสัยจะยังไม่เข็ด’

  
แค่นั้นยังไม่พอ พอกดเข้าไปดูในข้อความที่ตอบความคิดเห็นยังเจอคนที่คอมเม้นต์แสดงตัวว่ารู้จักไอ้ตี๋อีกเต็มไปหมด แต่ที่สะดุดตาที่สุดคงเป็นคอมเม้นต์ที่มีรูปคุ้นตาถูกแนบมาด้านล่าง


‘พี่โชที่เคยเรียนที่ XXX ใช่ป่ะ ว่าแล้วเชียวหน้าคุ้นๆ แต่ไม่ชัวร์’


รูปที่ผมเคยเห็นในโทรศัพท์มือถือของไอ้นาย แต่คราวนี้ภาพถูกครอปออกจนเหลือแค่ใบหน้าของไอ้ตี๋คนเดียว


‘กรี๊ดดด นี่คนเดียวกันจริงเหรอ มาไกลอะไรเบอร์นี้’

‘มาไกลมากนะคะคนนี้’

‘ศัลยกรรมป่ะ’

‘หมอไหนคะ ทำไมเสกให้ผีกลายเป็นเทพบุตรได้ขนาดนี้’

‘ศัลย์ฯ ชัวร์’

‘เป็น...ถูกมะ?’

ศัลยกรรม...

เกย์...


และอีกสารพัดคำที่คนพวกนี้จะสรรหามาวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความคึกคะนอง

เสือกอะไรวะ!
   
ผมกด  Report เพจทันทีโดยไม่ต้องรอให้อ่านครบทุกความคิดเห็น ลืมไปซะสนิทว่านี่เป็นโทรศัพท์และแอคเคาท์ของพราว พอรู้ตัวผมก็ยื่นโทรศัพท์คืนให้เธอที่เริ่มตักมาม่าจากหม้อแบ่งใส่ถ้วย มองผมด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย
   
“ซันดูร้อนใจนะ” 
   
“เรากลับก่อนนะ” ผมลุกขึ้นหมุนตัวกลับเข้าไปในห้องนอนเพื่อเก็บข้าวของของตัวเองอย่างรีบร้อน
   
“จำเป็นต้องเป็นห่วงขนาดนั้นเลยเหรอ” พราวเดินตามมากอดอกมองหน้าประตู 
   
ผมไม่ตอบ หยิบกระเป๋ากับกุญแจรถออกมา 

“ซัน!” แต่เมื่อจะเดินผ่านร่างบางออกไป แขนของผมกลับถูกคว้าเอาไว้แน่น “พราวไม่ให้ไป”

“อย่าเพิ่งงี่เง่าได้มั้ย” ผมสะบัดแขนออก 

ห้ามยังไงผมก็ต้องไปอยู่ดี ไม่รู้ว่าไอ้ตี๋เห็นรูปกับข้อความพวกนี้หรือยัง

เชี่ยเอ๊ย! มันใช่เรื่องที่ต้องมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงคนอื่นเหรอวะ

“ถ้าซันไป พราวจะไม่ให้กลับมาอีกแล้วนะ” แต่พราวกลับรั้งแขนผมไว้อีกครั้ง ผมหันกลับไปขมวดคิ้วมองเจ้าของดวงตาที่เคยแฝงความออดอ้อน แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นแววตาเกรี้ยวกราดเอาแต่ใจ

“พราว” ผมพยายามใจเย็น

“พราวจะไม่ทนเป็นเครื่องมือให้ซันอีก” เธอเอ่ยด้วยสายตาจริงจัง

ผมขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม ก่อนจะดึงแขนตัวเองกลับมา “ก็ตามใจ”

ยังไงซะผมก็ไม่เห็นว่ามันจะมีประโยชน์อะไรมาตั้งแต่แรก มันไม่ได้ช่วยให้ใครรู้สึกอะไรเลยสักนิด

“วีกำลังจะกลับมา” 

“...” แต่แล้วผมก็ชะงัก เมื่อได้ยินชื่อที่หลีกเลี่ยงที่จะได้ยินมานาน

“พราวตั้งใจจะไปบอกตั้งแต่ที่ร้านกาแฟคืนนั้น แต่ดูเหมือนซันจะไม่ได้สนใจเลย” 

“...”

“วีกำลังจะกลับมา และถ้าซันอยากทำตามแผนเดิม ซันต้องอยู่กับพราว” ผมหันกลับไปมองใบหน้าที่ยับย่นด้วยความรู้สึกหลากหลายจนยากจะอธิบาย

คล้ายกับเธอกำลังสมเพช เสียใจ และเหมือนจะได้ใจที่ตัวเองเอ่ยข้ออ้างนี้ขึ้นมาและหวังว่ามันจะหยุดผมได้
แต่เปล่าเลย 

“เดี๋ยวค่อยคุยกัน” 

พูดจบผมก็เดินออกจากห้องมา โดยไม่สนใจแล้วว่าผู้หญิงที่อยู่ด้านหลังจะมีสีหน้ายังไง

ไม่สนใจ แม้ว่าเธอจะเอ่ยชื่อ ‘แฟนเก่า’ ของผมออกมาเพื่อรั้งผมไว้อีกหลายต่อหลายครั้ง 

บอกแล้วไง ว่าสิ่งที่เราทำ มันโคตรจะโง่เง่า และไม่มีประโยชน์อะไรมาตั้งแต่แรก 





ผมมาถึงร้านพี่โมในเวลาอันรวดเร็ว เหยียบคันเร่งจนมิดเมื่อถนนหลังเที่ยงคืนแทบจะไร้สิ่งกีดขวาง ไม่สนใจที่จะไปจอดรถในที่จอดของร้านด้วยซ้ำ แต่ขับมาเทียบฟุตบาธหน้าร้านอย่างเร่งรีบจนคนข้างในหันมามองเป็นตาเดียว

“พี่ซัน” คนแรกที่ทักผมคือไอ้นายที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ตามลำพัง สีหน้ามันดูไม่สดใสเหมือนทุกวัน บ่งบอกอะไรได้เป็นอย่างดี

“ไอ้ตี๋ไปไหน” ผมถามเสียงดัง สอดสายตาหาคนตัวเล็กที่ต้องการมาเห็นหน้าให้แน่ใจว่ามันจะไม่เป็นอะไรกับเรื่องบ้าๆ ที่ใครก็ไม่รู้กุขึ้นมา

ผมพยายามโทรหามันแล้ว แต่ดูเหมือนไอ้ตี๋จะปิดเครื่องไว้เลยโทรไม่ติด ยิ่งทำให้ผมร้อนใจแทบจะทนไม่ไหว

“กลับหอไปแล้ว” ไอ้นายตอบเสียงเบา หลบสายตาผม “ผมขอโทษแทนเพื่อนด้วยนะพี่” 

พอมันพูดแบบนี้ผมก็รู้ทันทีว่าอะไรเป็นอะไร

ไอ้ตี๋คงรู้เรื่องรูปนั่นแล้ว และรูปสมัยมัธยมที่ผมเห็นใต้โพสต์นั้นก็คงมาจากเพื่อนไอ้นาย

“บอกให้เพื่อนมึงลบรูปนั่นซะ” ผมบอก น้ำเสียงเรียบนิ่งแบบที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะใช้ 

“เดี๋ยวกูมา” ว่าจบผมก็เร่งฝีเท้าออกจากร้าน และขับรถมุ่งหน้าไปที่หอไอ้ตี๋ทันที
   
โชคดีที่ผมเคยจิ๊กกุญแจสำรองของมันเอาไว้ตอนที่ไอ้ตี๋ป่วยคราวก่อนจึงไม่ลำบากในการเข้าหอมันนัก ผมขึ้นลิฟต์มาจนถึงชั้นที่มันพัก และแทบจะวิ่งไปที่หน้าห้องด้วยความร้อนใจ
   
ไม่รู้ว่าป่านนี้มันจะเป็นยังไงบ้าง
   
ปังๆๆ
   
ผมทุบประตูเสียงดัง อยากจะถือวิสาสะไขประตูเข้าไปเลยเหมือนกัน แต่ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าความร้อนใจของผมอาจทำให้มันตกใจเกินไป และอีกใจหนึ่ง... ผมอยากได้เวลาเตรียมใจ ในการหาคำพูดที่อาจจะต้องใช้เพื่อปลอบใจมัน
   
แกรก~
   
รออยู่พักใหญ่จนเกือบจะทุบอีกหน ประตูก็ถูกเปิดออก พร้อมกับใบหน้าขาวใสที่ดูมึนงง
   
“มาทำอะไรดึกดื่นครับ” พอเห็นหน้าผมก็ขมวดคิ้วถาม สีหน้าดูไม่พอใจเหมือนอย่างเคย
   
“นี่มึง...” ไม่เป็นไรเลยเหรอ
   
หน้าตาท่าทางไอ้ตี๋ดูปกติซะจนผมเหวอไปเลย ใบหน้าติดเอาแต่ใจกับแววตาที่เคยมองผมด้วยความเอือมระอายังไงก็ยังเป็นอย่างนั้น ไม่มีวี่แววของไอ้ตี๋ที่ฟูมฟายเสียใจเพราะพิษโซเชียลอย่างที่คิดภาพไว้เลยสักนิด
   
“มีอะไรครับ” ยกมือขึ้นกอดอก ถามย้ำ
   
ผมกะพริบตาปริบๆ มองมันอย่างไม่รู้จะพูดอะไร ชิบหาย นี่กูเข้าใจผิดไปเองเป็นตุเป็นตะเลยเหรอ 
   
“กูเห็น... รูป...” ผมอึกอัก พยายามอธิบายจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าควรจะเริ่มจากตรงไหน 
   
บางทีไอ้ตี๋อาจจะยังไม่เห็นรูปนั่นก็ได้ ถึงได้มีท่าทีปกติแบบนี้ 
   
“ผมรู้แล้วครับ” ไอ้ยินเสียงถอนหายใจเบาๆ พร้อมกับสายตาที่มองมาอย่างเอือมๆ
   
อ้าว ก็เห็นแล้วนี่หว่า
   
“แล้วมึง... โอเคนะ” ผมหรี่ตามองมันอย่างไม่แน่ใจ 
   
ไอ้ตี๋เงียบไปพักหนึ่งก่อนจะถอนหายใจอีกครั้ง “ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่ครับ”
   
“...”
   
“ตอนมัธยมยังโดนมาหนักกว่านี้” 
   
แต่เพียงเสี้ยววินาทีที่มันหลบสายตาผม พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงที่เบาลง ทุกอย่างก็เฉลยออกมาว่ามันไม่ได้โอเคอย่างที่แสดงออก
   
ไอ้ตี๋กำลังพยายามปกปิดความรู้สึกของตัวเองภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยของมัน
   
กูว่าแล้วไง
   
“แล้วอีกอย่างมันเป็นเรื่องจริง” ดวงตาเรียวเล็กกลับมาสบตาผมด้วยสายตาแบบที่ไม่อาจคาดเดาได้ว่ากำลังรู้สึกยังไงอีกครั้ง “ผมเคยช็อกเข้าโรงพยาบาลเพราะกินยาลดความอ้วนจริงๆ”
   
“ตี๋...” ผมชะงักไป ไม่แน่ใจว่าตัวเองอยากจะพูดอะไร ผมไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน และตอนที่เห็นข้อความผมไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องจริง
   
แต่มันจะสำคัญอะไร 
   
“ช่วยไม่ได้นี่ครับ มันเป็นวิธีที่ได้ผลเร็ว” ว่าพลางยักไหล่ เหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
   
เชี่ยเอ๊ย อย่าทำหน้าแบบนั้นได้มั้ยตี๋
   
“งั้นมึงศัลยกรรมด้วยเหรอ” ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมปากหมาถามออกไปแบบนั้น 
   
แค่ไม่อยากเห็นมันทำหน้าแบบนี้... ใบหน้าที่เคลือบด้วยความเข้มแข็งทั้งที่ข้างในอาจจะกำลังแตกสลาย
   
“...” มันไม่ตอบ 
   
แต่ผมก็ไม่ได้สนใจอยู่แล้วว่าแม่งจะเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า สิ่งที่ผมต้องการรู้ตอนนี้ ไม่ใช่คำตอบว่าทุกอย่างคือความจริงหรือไม่เลยสักนิด
   
ที่ผมต้องการรู้ แค่อย่างเดียว... ก็คือความรู้สึกไอ้ตี๋ ไม่อย่างนั้นคงไม่ถ่อมาถึงนี่ด้วยความร้อนใจขนาดนี้
   
“มึงแดกยา ศัลยกรรม เป็นเกย์ แล้วยังมีอะไรอีก” 
   
“...”
   
“ที่มึงเป็นลมคาร้านเพราะแดกยาลดความอ้วนเกินขนาดด้วยถูกมะ”
   
“คุณซัน!” คราวนี้มันเรียกชื่อผมเสียงดังเหมือนทนไม่ไหว แหงล่ะ จะมีใครรู้ดีกว่าผมว่าอะไรเป็นอะไร
   
ผมเฝ้าไข้มันมาทั้งคืน ได้ยินมาจากหมอกับหูว่ามันเป็นลมเพราะอะไร แต่ก็อดประชดออกไปไม่ได้เมื่อเห็นใบหน้าที่ทำเหมือนไม่เป็นอะไรแบบนั้น
   
“ถ้าจะมาพูดจาไร้สาระก็กลับไปดีกว่าครับ” แต่จนแล้วจนรอด ไอ้ตี๋ก็ปรับสีหน้ากลับมาหยิ่งยโสเหมือนเดิมจนได้มือบางเอื้อมไปจับบานประตูให้ปิดลงเพื่อไล่กัน
   
“อ้อ แล้ววันหลังถ้าจะขาดงาน ช่วยโทรมาลาก่อนหนึ่งวันด้วยนะครับ” พูดจบประตูก็ปิดลง พร้อมกับเสียงของผมที่หลุดเรียกชื่อมันออกมา
   
“โชกุน...”

ปัง

แต่ก็ไม่ทัน
   
เชี่ยเอ๊ย! งี่เง่าชิบ!
   
ทำไมต้องปิดบังความรู้สึกตัวเองตอนอยู่ต่อหน้าด้วยวะตี๋
   
ที่ผ่านมาผมคิดไปเองคนเดียวหรือไงว่าผมคือคนที่มันสนิทใจด้วย จนพร้อมจะเล่า หรือแสดงออกความรู้สึกทุกอย่างออกมา 
   
 “...” ผมยืนสบถพึมพำกับตัวเองอยู่อย่างนั้น มองบานประตูที่เพิ่งปิดลงด้วยความรู้สึกที่ยากจะเข้าใจ
   
ทั้งที่ถ้าอยากคุยให้รู้เรื่อง ผมจะไขประตูเข้าไปเลยก็ได้ แต่ไม่รู้ทำไมผมกลับรอ... 
   
รอให้มันเป็นคนเปิดรับผมเข้าไป ทั้งที่ไม่แน่ใจเลยสักนิดว่ามันจะยอมเปิดออกมา
   
แกรก...
   
และไม่นาน คำเรียกร้องในใจของผมก็เป็นจริง
   
เสียงประตูเปิดออกอีกครั้ง พร้อมกับร่างของไอ้ตี๋ที่ค่อยๆ เดินออกมาเผชิญหน้ากับผมอีกครั้ง แต่คราวนี้แววตาของมันกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
   
“คุณไม่น่ามาเลย...” เงยหน้ามองผมอย่างคาดโทษ ทั้งที่ดวงตาทั้งสองข้างกำลังสั่นระริก ปฏิเสธคำพูดของตัวเองอย่างชัดเจน
   
ผมรู้ว่ามันดีใจที่เห็นผม
   
“ผมไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย” เอ่ยเสียงเบา พลางกัดริมฝีปากตัวเองราวกับกำลังข่มใจ ผมเลยยิ้มตอบกลับไป
   
“อืม มึงไม่ได้ทำอะไรผิด”
   
“ผมแค่อยากเปลี่ยนตัวเอง เป็นคนใหม่ ไม่ใช่คนที่น่าสมเพชแบบนั้น คุณเข้าใจใช่มั้ย”
   
ผมพยักหน้า “กูเข้าใจ”
   
“แต่พวกเขาไม่เข้าใจ...” 
   
“ช่างหัวพวกมัน” ผมเถียงทันที ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดเมื่อคิดได้ว่าการกระทำอันสิ้นคิดของใครหลายคน กำลังส่งผลกระทบต่อจิตใจของคนตรงหน้าอย่างร้ายแรง 

“แต่ว่า...”

“มึงจะแคร์คนพวกนั้น หรือแคร์กู เลือกมา” ผมยื่นข้อเสนอด้วยน้ำเสียงดุๆ อย่างไม่จริงจัง

และมันก็ได้ผลเมื่อไอ้ตี๋หัวเราะออกมาเบาๆ ดวงตาเรียวสวยเงยขึ้นสบตาผม ยังคงสั่นระริก และวาววับไปด้วยม่านน้ำตาที่มันพยายามข่มเอาไว้ 

“ผมร้องไห้ได้มั้ย” 

มันใช่เรื่องที่ต้องถามเหรอวะตี๋

“ทำไมจะไม่ได้” 

ไอ้ตี๋คลี่ยิ้มบางๆ ออกมา แต่เพียงเสี้ยววินาที ใบหน้าขาวใสก็เริ่มขมวดคิ้ว กัดริมฝีปากตัวเองแน่น เหมือนพยายามข่มความรู้สึกเอาไว้ แต่สุดท้ายก็เงยหน้าขึ้นมาสบตาผมคล้ายกับจะเว้าวอน 

“เคยมีคนบอกว่าผมหน้าตาน่าเกลียด... ตอนร้องไห้ก็ยิ่งน่าเกลียด...” พูดได้เท่านั้นหยดน้ำตาใสๆ ก็ไหลลงมาอาบแก้มเนียนราวกับไม่สามารถสะกดกลั้นไว้ได้อีกต่อไป

“...”  

“แต่ผมไม่อยากแอบไปร้องไห้คนเดียวอีกแล้ว... ฮึก... ไม่อยาก...” 

หมับ!

ไม่ทันพูดอะไรต่อ ผมก็คว้าร่างมันมากอดไว้ กอดแน่นๆ ไม่ให้มันพูดอะไรได้อีกนอกจากปล่อยให้น้ำตาไหล สะอึกสะอื้นกับไหล่ผมจนกว่าจะพอใจ

“อย่าคิดแบบนั้นดิตี๋” ผมลูบหัวมันเบาๆ เอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงจริงใจกว่าครั้งไหนๆ “มึงไม่ได้น่าเกลียด ไม่น่าเกลียดเลยสักนิด”

“ฮึก...” 

“มึงน่ารักจะตาย จะยิ้ม จะหน้าบึ้ง หรือจะร้องไห้จนหน้าบูดหน้าเบี้ยวยังไง มึงก็ยังน่ารัก... น่ารักมาก ได้ยินมั้ย”

ไม่รู้อะไรดลใจให้พูดแบบนั้นเหมือนกัน รู้แต่ว่ามันไม่ใช่แค่คำปลอบใจ... 

เพราะทุกสิ่งที่ผมพูดออกไป คือความจริงที่สัมผัสได้ ร้อยเปอร์เซ็นต์
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 204 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

574 ความคิดเห็น

  1. #563 Natthap1719 (@Natthap1719) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 มีนาคม 2563 / 03:09
    ซันจริงๆอ่ะเเบบคูมพระอาทิตย์;_;
    #563
    0
  2. #552 ppetchhyt (@ppetchhyt) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 7 มีนาคม 2562 / 19:23
    แง้ สงสารโชชชช
    #552
    0
  3. #522 Jibangrin (@Jibangrin) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 / 17:35
    โชลูกกกกกกกกกกกก
    #522
    0
  4. #494 mmamaexx (@metalx) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2561 / 22:32
    เอามันไปทิ้งทีไป อย่าม่าขอร้องง
    #494
    0
  5. #433 Theaeaeee (@Theaeaeee) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 มีนาคม 2561 / 16:30
    โอ๋ๆน้องโชชชช
    #433
    0
  6. #412 Yesmyboy (@jxperyah) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 มกราคม 2561 / 02:39
    เอ้้้้้้ ไหนครที่บอกว่าจะดูแลเพื่อทดแทนอะไรสักอย่าง ทำไมความรู้สึกมันแปลกๆน้าาาา แกล้งบอกว่าน่าเกลียดงู้นงี้ ที่จริงแล้วก็ดูสนใจ ดูมีใจ ดูถูกใจมากอยู่นะเลยชอบแกล้ง
    #412
    0
  7. #317 ต๊ะต๋าาาา (@Hanbinie) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2560 / 18:19
    "ผมร้องไห้ได้มั๊ย" แง้งงงงงงงงงงง นุล้องได้มั๊ยพิมั่ยรุ้วว แต่ทิรุ้วๆพิล้องแน้วววววววววววววว ฮื่อออออออ สงสารลูก
    #317
    0
  8. #253 Sket-D (@day-life) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2560 / 05:55
    สงสารโช เจอแต่คนมาพูดแย่ๆใส่อยู่ตลอดเลยอ่ะ โชคดีที่ยังมีซันอยู่ข้างๆ;___;
    #253
    0
  9. #184 Oneooe (@Oneooe) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2560 / 09:34
    สู้ๆๆนะน้องโช มีพี่ซันอยู่ข้างๆๆๆ
    #184
    0
  10. #81 ♡ aunjai ♡ (@aumten) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2560 / 01:30
    เราเข้าใจโชนะ ฮือออ
    #81
    0
  11. #19 สายดอง (@PLOY_MB) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 เมษายน 2560 / 21:06
    ฮืออออ สงสารโช
    #19
    0
  12. #16 Eickiwsang2543 (@Eickiwsang2543) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 เมษายน 2560 / 08:36
    วีกลับมาทำมายT_T
    #16
    0