[ Hermit Books ตีพิมพ์ ] Just Before Sunrise ☼ เมื่อตะวันฉายแสง ( #ซันโช )(Yaoi)(จบแล้ว)

ตอนที่ 10 : ก่อนตะวัน : 9

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,241
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 193 ครั้ง
    20 ก.พ. 63

ก่อนตะวัน : 9

   
ผ่านมาหนึ่งอาทิตย์ที่ผมกับไอ้นายต้องทำงานกะดึกที่ร้านกันสองคน ไอ้ตี๋แวะเวียนมาดูด้วยความเป็นห่วงบ้าง แต่ผมไม่เคยให้มันอยู่เกินเที่ยงคืน พอมันดื้อผมก็ขู่ว่าจะไล่ลูกค้าแล้วปิดร้านซะ และเพราะได้รับการอนุมัติมากจากพี่โมแล้วไอ้ตี๋มันเลยยอมกลับไปแต่โดยดี 
   
อาการป่วยของมันดีขึ้นมาก การได้กลับมาพักผ่อนอย่างเพียงพอทำให้หน้าตามันกลับมาดูสดใสเป็นปกติอีกครั้ง แต่เรื่องหนึ่งที่ยังรบกวนจิตใจมัน ก็คือข่าวลือนั่น...
   
จริงอยู่ที่เวลาผ่านไปเรื่องเมาท์มอยไม่เข้าท่าก็เงียบลง เพจเจ้าปัญหาถูกปิดลง แต่ก็กลับมาเปิดใหม่ได้อีกครั้งในเวลาไม่นาน แต่คงรู้ว่าสาเหตุที่ถูกปิดคืออะไรแอดมินเลยหยุดเล่นประเด็นของไอ้ตี๋ไป ถึงอย่างนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วก็เป็นไปไม่ได้ที่จะย้อนเวลากลับไปลบล้าง
   
ทุกวันนี้ลูกค้าหลายคนที่มาที่ร้านต่างก็จ้องมองไอ้ตี๋ด้วยสายตาประหลาด บ้างก็ซุบซิบนินทาออกนอกหน้าจนผมแทบอยากจะไล่ออกจากร้านไปซะให้รู้แล้วรู้รอด ถึงไอ้ตี๋จะบอกว่าไม่เป็นอะไร ชินแล้ว หรืออะไรก็ตาม แต่ผมเชื่อว่าในใจมันก็คงยังรู้สึกแย่อยู่ดี
   
ผมแวะไปหามันที่ห้องทุกคืนหลังเลิกงาน ใช้ข้ออ้างเดิมๆ ว่าหออยู่ไกลจากร้าน ขี้เกียจขับรถกลับกลางดึกแล้วถือวิสาสะใช้กุญแจสำรองที่ยังไม่ได้คืนไขเข้าห้องไปโดยไม่คิดจะเกรงใจ แต่ความเป็นห่วงของผมผิดคาดเสียที่ไหน เพราะช่วงแรกที่โผล่เข้าไป ก็ยังเห็นไอ้ตี๋นั่งซึมไม่หลับไม่นอนในห้องรับแขกอยู่เลย มันบอกไม่ชินที่ต้องนอนเร็ว ผมก็ไม่รู้จะบังคับยังไง เลยได้แต่นั่งเป็นเพื่อน ดูหนัง หรือหาอะไรทำให้มันง่วงเร็วๆ ผมรอให้มันหลับก่อนแล้วค่อยอาศัยโซฟาตัวเดิมต่างเตียงนอนหลับจนเช้าแล้วค่อยกลับหอไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าไปเรียน
   
“วันหลังไม่หอบเสื้อผ้ามาอยู่นี่เลยเหรอครับ” เจ้าของห้องหันมาทำหน้าเอือมทันทีที่เห็นผมเปิดประตูเข้ามาตอนเกือบจะตีสี่เหมือนเคย
   
“ได้เหรอวะ” ผมแกล้งทำตาลุกวาว ไอ้ตี๋เลยทำหน้าเหม็นเบื่อไปกันใหญ่ 
   
ผมหัวเราะลั่นเดินไปนั่งข้างมันพลางยกมือขึ้นมาขยี้หัวฟูๆ แรงๆ อย่างมันเขี้ยว ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า เวลาไอ้ตี๋ถอดคอนแท็กเลนส์แล้วเปลี่ยนมาใส่แว่นทรงลุงหนาเตอะแบบนี้แล้วมันดู... น่ามันเขี้ยวกว่าปกติ
   
โดยเฉพาะทำหน้าบู้บี้หงุดหงิดใส่ผมแบบนี้เนี่ย
   
“ความจริงไม่จำเป็นต้องมาแล้วก็ได้นะครับ” มันว่า ปัดมือผมออกจากหัวตัวเองอย่างแรง “ผมสบายดีแล้ว ไม่มีไข้แล้วด้วย”
   
ได้ยินแบบนี้มาตั้งแต่วันแรก จนตอนนี้ครบอาทิตย์แล้วผมก็ยังโผล่หัวมาอยู่ดี ไม่รู้ทำไมมันไม่เลิกบ่นสักที
   
“บอกแล้วไงว่ากูขี้เกียจขับรถ” ผมยักไหล่ เอนหลังพิงพนักโซฟาทำตัวสบายเหมือนอยู่หอตัวเอง
   
“แล้วทำไมมึงยังไม่นอนอีก” จริงอยู่ที่สามสี่วันก่อนมันบอกว่านอนไม่หลับเพราะไม่ชินเวลา แต่สองสามวันที่ผ่านมาพอผมมาถึงหอมันก็หลับไปก่อนเหมือนปรับเวลาได้แล้วแท้ๆ
   
“ดูหนังอยู่ครับ” มันตอบสั้นๆ พยักหน้าไปทางหนังที่ถูกฉายอยู่บนทีวีจอยักษ์
   
“เฮ้ย กูชอบเรื่องนี้ นางเอกน่ารัก” ผมทำน้ำเสียงตื่นเต้นเมื่อเห็นหน้านักแสดงคนโปรดอยู่ในจอ จำได้ทันทีว่ามันคือหนังเรื่อง Love Rosie 
   
เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเพื่อนสนิทคู่หนึ่งที่ต่างคิดเกินเพื่อน แต่ก็มีเหตุให้คลาดกันไปมา ไม่รู้ความรู้สึกของกันและกันสักที กว่าจะลงเอยกันได้ก็เล่นเอาลุ้นจนเหนื่อย อันที่จริงผมไม่ค่อยอินกับหนังแนวนี้เท่าไหร่หรอก มันใสไปหน่อย แต่อย่างที่บอกว่าเรื่องนี้นางเอกน่ารักมาก แถมเรื่องก็ฟีลกู๊ดดี เลยจัดให้เป็นหนังโปรดเรื่องหนึ่ง
   
ไอ้ตี๋มองผมอย่างทึ่งนิดๆ ที่ชอบอะไรแบบนี้ แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร ลุกขึ้นจากโซฟาทำท่าจะเดินไปที่ครัว
   
“หิวน้ำมั้ยครับ” มันหันมาถาม ผมเลยพยักหน้ารัวๆ “มีขนมด้วย จะกินมั้ยครับ” 
   
โห ห้องไอ้ตี๋มีขนมเนี่ยนะ ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็น
   
“เอาคร้าบ” ผมแกล้งยิ้มกว้างยียวน จนใบหน้าแสนใจดีผิดปกติของไอ้ตี๋กลับมาเป็นสีหน้าเหม็นเบื่ออีกรอบ ก่อนคนตัวเล็กจะเดินเข้าครัวไป 
   
ผมหัวเราะเบาๆ แล้วหันกลับมาดูหนังอีกครั้ง จากที่ดูเหมือนเรื่องจะดำเนินมาเกินครึ่งเรื่องแล้ว เป็นช่วงที่พระเอกอยู่กินกับผู้หญิงคนอื่นและเริ่มรู้ใจตัวเองว่าคิดถึงนางเอกแค่ไหน ผมหันไปมองไอ้ตี๋ที่ตระเตรียมของกินให้อยู่ในครัว เห็นสีหน้าตั้งอกตั้งใจของมันแล้วนึกขำขึ้นมา ก่อนจะเบือนหน้ากลับมาที่จอเมื่อเห็นร่างโปร่งบางเดินหอบขนมกับน้ำกลับมา
   
“แป๊บนะ” ผมบอก ก้มลงดันโต๊ะกระจกหน้าโซฟาออกไป แล้วหยิบผ้านวมที่ไอ้ตี๋เอามาให้ผมห่มนอนลงไปปูที่พื้นต่างเบาะนั่ง หยิบหมอนอิงมาวางสองใบ ใบหนึ่งผมเอามาพิงหลัง ส่วนอีกใบเอามาให้ไอ้ตี๋ ตบที่ข้างตัวปุๆ สองทีให้มันลงมานั่งด้วยกัน
   
“จริงจังไปมั้ยครับ” มันส่ายหน้าขำๆ
   
ผมเลยขำตอบ พลางเอ่ยแซว “แล้วที่หอบเสบียงมาขนาดนี้ไม่จริงจังเลยมั้งตี๋” 
   
ไอ้ตี๋ไม่ได้ว่าอะไร แค่ยักไหล่วางขนมกับน้ำที่ถือมาวางบนโต๊ะแต่โดยดี ผมหยิบน้ำขึ้นมาดื่มแก้กระหายมองคนที่ไม่ยอมนั่งลงสักที
   
“เดี๋ยวผมเอาผลไม้มาให้กินด้วยดีกว่า” มันพึมพำเหมือนพูดกับตัวเอง ก่อนจะเดินกลับเข้าไปที่ครัวอีกครั้ง 
   
ผมมองตามขำๆ ดูก็รู้ว่าขนมขบเคี้ยวพวกนี้มันเตรียมมาให้ผมคนเดียว ปกติไอ้ตี๋ไม่ค่อยกินมื้อดึก ถึงกิน ก็ไม่ใช่พวกขนมแคลลอรี่สูงพวกนี้แน่ๆ ส่วนใหญ่ของที่แช่ในตู้เย็นมันมีแต่ผลไม้ หรือไม่ก็อาหารไขมันต่ำ ตามประสาคนควบคุมน้ำหนัก
   
ตัวแห้งขนาดนั้น ไม่รู้จะควบคุมห่าอะไรอีก
   
แต่เอาเถอะ แค่รู้ว่ามันกินอาหารครบสามมื้อ ไม่ปล่อยให้ตัวเองเป็นลมเป็นแล้งไปอีกผมก็พอใจแล้ว ผมละสายตาจากร่างโปร่งบางที่กำลังหยิบผลไม้จากตู้เย็นออกมาล้าง ก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องนอนของไอ้ตี๋แล้วถือวิสาสะหยิบผ้าห่มที่อยู่บนเตียงมันมาเพราะรู้สึกว่าอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในห้องค่อนข้างเย็น ไอ้ตี๋ใส่แค่ชุดนอนบางๆ เดี๋ยวแม่งก็ไม่สบายขึ้นมาอีก ขี้เกียจหอบไปหาหมอให้เหนื่อย ป้องกันไว้ก่อนแล้วกัน
   
พอเดินออกมาคนตัวเล็กกว่าก็เดินถือจานแอปเปิ้ลออกมาจากครัวพอดี มันเลิกคิ้วมองผมที่หอบผ้าห่มอยู่ส่งสายตาเหมือนจะด่ากันว่าไม่มีความเกรงใจหน่อยหรือไง แต่ก็ไม่พูดอะไรแล้วเดินไปนั่งบนผ้าห่มที่ผมปูไว้ 
   
“อ่ะ” ผมนั่งลงข้างๆ แล้วโยนผ้าห่มใส่ตักมัน เอื้อมมือไปหยิบซองขนมออกมาแกะกินพลางดูหนังไปพลางอย่างสบายใจ ไอ้ตี๋มองผมมึนๆ แวบหนึ่งก่อนจะสอดตัวเข้าไปในผ้าห่มผืนหนา หลังพิงโซฟา เหยียดขาออกไปไว้ใต้โต๊ะกระจกข้างๆ กับขาผมที่พาดอยู่ก่อนแล้ว เป็นท่าสบายที่ผมใช้เวลานอนแผ่ดูบอลอยู่ที่ห้อง หรือเวลาเล่นเกม แต่ไม่บ่อยนักหรอกที่จะมีคนมานั่งแผ่อยู่ข้างๆ แบบนี้
   
จะว่าไปก็นานแล้วนะที่ผมไม่ได้เข้าโรงหนัง เพราะปกติถ้าจะไปก็ต้องมีคนชวน ไม่ว่าจะเพื่อน หรือแฟน...
   
แต่ตอนนี้ไม่มีทั้งคู่อ่ะ วันๆ ติดแหง็กอยู่ที่ร้านกาแฟจนเช้าก็ไม่รู้ว่าจะหาเวลาไหนไปเหมือนกัน
   
“มึงชอบดูหนังป่ะ” ไม่รู้ทำไมอยู่ๆ ผมก็อยากถามขึ้นมา
   
ไอ้ตี๋เงียบไปสักพัก ก่อนจะพยักหน้า “ครับ”
   
“ไปกับใคร” ผมขมวดคิ้วนิดๆ พลางหยิบขนมเข้าปากไปเรื่อยๆ
   
“คนเดียวครับ”
   
“หา?” คราวนี้หันมามองคนข้างตัวอย่างตกใจ 
   
เท่าที่จำได้ ไอ้ตี๋แม่งเพื่อนเยอะจะตาย โดยเฉพาะสาวๆ คณะมันใครๆ ก็อยากสนิทกับไอ้ตี๋ทั้งนั้น ด้วยดีกรีเชียร์ลีดเดอร์มหาลัยพ่วงด้วยตำแหน่งคิ้วท์บอย แต่จะว่าไป... ผมยังไม่เคยเห็นมันสนิทกับใครจริงๆ สักคน ส่วนใหญ่เป็นพวกที่คบกันผ่านๆ เหมือนสร้างคอนเนคชั่นเพื่อความสนุกสนานไปงั้นๆ
   
“ไปคนเดียวตลอดเลยอ่ะนะ” ผมถามต่อ มันหันมาขมวดคิ้วเหมือนไม่เข้าใจว่าจะถามทำไม แต่ก็ยอมตอบน้ำเสียงเนือยๆ
   
“ไม่ทุกครั้งหรอกครับ แต่ส่วนใหญ่ก็ไปคนเดียว”
   
“ชอบไปคนเดียวเหรอ?”
   
“ก็ไม่เชิงครับ แค่ไม่รู้จะไปดูกับใคร”
   
“...”
   
“แล้วอีกอย่าง ดูคนเดียวสบายใจดีนะครับ ไม่มีใครชวนคุยให้เสียสมาธิดี” พูดโดยที่ไม่หันมามองหน้าผม
   
อ้าว เหมือนด่ากู
   
ผมหุบปากฉับ แต่ไม่วายยกมือขึ้นขยี้หัวคนที่แอบเหน็บกันอย่างหมั่นไส้ จนไอ้ตี๋เหลือบสายตามามองเคืองๆ แล้วปัดมือผมออกแรงๆ เหมือนเคย
   
ผมหัวเราะชอบใจ ก่อนจะเบือนหน้ากลับไปที่จออีกครั้ง แต่จดจ่อได้ไม่นานความคิดบางอย่างก็แวบเข้ามา ผมหยิบโทรศัพท์ตัวเองขึ้นมาเปิดหน้าจอ เข้าแอพลิเคชั่นของโรงหนังเจ้าดัง แล้วเข้าไปในหน้าสำหรับโชว์โปรแกรมหนังที่กำลังฉาย ก่อนจะยื่นโทรศัพท์ให้คนข้างตัว
   
“มึงอยากดูเรื่องไหน เลือกมา” 
   
ไอ้ตี๋หันมาเลิกคิ้ว มองโทรศัพท์สลับกับหน้าผมอย่างไม่เข้าใจ
   
“ทำไมต้องเลือกครับ”
   
เลือกไปทำขนมเบื้องมั้งตี๋ ถุย
   
“เลือกๆ มาเหอะน่า” ผมไม่ตอบ แต่เร่งเร้าให้มันจิ้มมาสักเรื่องสักที ไอ้ตี๋ทำหน้าเคลือบแคลง แต่คงเพราะรู้ว่าถ้าไม่เลือกผมก็จะตื๊อจนรำคาญ สุดท้ายเลยถอนหายใจแล้วจิ้มเลือกชื่อหนังเรื่องหนึ่งขึ้นมา
   
“พอใจยังครับ” ว่าพลางเบือนหน้ากลับไปที่จอเหมือนเดิม

ผมมองหนังที่มันเลือกแล้วได้แต่ขมวดคิ้ว

แม่งชอบหนังรักหวานแหววเหรอวะ
   
แต่ก็ดี น่าจะเข้ากับสถานการณ์ดี เผลอๆ อาจจะอินกับหนังจนอะไรๆ มันเปลี่ยนแปลงขึ้นมาได้บ้าง...
   
ไม่ต้องสงสัยหรอกว่าผมให้ไอ้ตี๋เลือกหนังที่มันอยากดูทำไม เพราะกำลังจะชวนมันไปดูหนังไง... แต่ไม่ใช่ผมหรอกนะที่เป็นคนชวน
   
ตอนที่มันบอกว่าปกติไปดูหนังคนเดียว อยู่ๆ ผมก็นึกขึ้นมาได้ว่ามันคงจะเหงาน่าดู และคงจะดีถ้ามีใครไปนั่งดูเป็นเพื่อน... ประจวบเหมาะกับที่ผมเพิ่งนึกได้พอดี ว่ายังไม่ได้ทำอย่างที่รับปากไว้กับไอ้นายเลย
   
หน้าที่พ่อสื่อที่ผมเกือบจะลืมไปแล้ว ด้วยความวุ่นวายหลายๆ อย่าง ยิ่งตอนเกิดเรื่อง ไอ้นายกับไอ้ตี๋ก็เจอกันน้อยลง ไอ้นายยังรู้สึกผิดอยู่ที่เพื่อนมันเป็นคนปล่อยรูปในอดีตของไอ้ตี๋จนกระพือไฟนินทาให้ลุกโหมไปกันใหญ่ ถึงไอ้ตี๋จะไม่ว่าอะไร แต่สีหน้าหงอยๆ ของไอ้นายก็ทำให้ผมอดสงสารไม่ได้
   
เห็นทีคงต้องหาโอกาสทำให้ความสัมพันธ์ของสองคนกลับมาสนิทชิดเชื้อเหมือนเดิม... ไม่สิ ต้องมากกว่าเดิม
   
เพราะถ้าไม่ใช่ไอ้นาย ผมก็นึกไม่ออกแล้วว่าคนที่จะเข้ามาช่วยเยียวยาจิตใจที่บอบช้ำซ้ำๆ ของไอ้ตี๋จะเป็นใคร
   
“ต่อไปไม่ต้องดูหนังคนเดียวแล้วนะตี๋” ผมเอ่ยพึมพำ มองเสี้ยวหน้าของคนที่กำลังจดจ่อดูหนังอย่างตั้งใจ
   
“อะไรนะครับ” มันหันมาเลิกคิ้วถาม 
   
“...” เล่นเอาผมผงะเพราะเพิ่งรู้ตัวว่าหน้าอยู่ใกล้กันขนาดนี้
   
“?” 
   
“อะไรล่ะ กูยังไม่ได้ว่าอะไรสักคำ วู้ ดูหนังไปตี๋” นิ่งไปพักใหญ่กว่าจะหาเสียงตัวเองเจอแกล้งพูดเฉไฉพลางผลักหัวคนที่จ้องมาให้หันกลับไปที่หน้าจอ
   
พอเห็นไอ้ตี๋เลิกสนใจ ผมจึงเบือนหน้าหนีออกมา ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่อยู่ๆ ความรู้สึกประหลาดก็เล่นขึ้นมาในอก ผมขมวดคิ้ว ปัดความรู้สึกไร้ที่มาที่ไปนั่นออก และปล่อยความคิดวนเวียนอยู่กับการวางแผนเรื่องไอ้ตี๋กับไอ้นาย คิดวนไปวนมาจนแน่ใจว่าสิ่งที่กำลังจะทำมันจะเป็นผลดีกับทุกฝ่าย จนแทบไม่ได้สนใจหนังที่กำลังฉายอยู่เลยสักนิด และอาจเป็นเพราะวันนี้ทั้งวันใช้แรงใช้สมองมากเกินไป สุดท้ายก็เลยเพลียจนพยุงหนังตาไว้ไม่ไหว เผลอหลับไปทั้งๆ อย่างนั้น จนกระทั่งเช้า
   
ก่อนจะตื่นมารับรู้ว่าไอ้ตี๋เองก็เผลอหลับพิงไหล่ผมอยู่ข้างๆ กัน
   
ใบหน้าตอนหลับปุ๋ยไร้พิษภัยของมันทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะหลุดยิ้มออกมา

   




หลายวันต่อมา
   
หลังอาทิตย์สอบมิดเทอม หลายคณะก็หาทางให้นักศึกษาปลดปล่อยด้วยการผลัดกันจัดกิจกรรมรื่นเริงอย่างต่อเนื่อง ถ้าเป็นตอนปีหนึ่งผมคงตื่นเต้นระริกระรี้พาเพื่อนยกโขยงไปทุกงาน แต่อย่างว่า สังขารมันไม่เที่ยง พอขึ้นปีแก่ก็ไม่มีความกระตือรือร้นอะไรทั้งนั้น ลำพังแค่ไปเรียน แล้วต้องไปทำงานที่ร้านกาแฟต่อร่างก็แทบพังแล้ว
   
แต่เพราะวันนี้ว่างหรอกถึงแวะมา
   
งานออกร้านของคณะบริหารที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อให้นักศึกษาได้ลองเรียนรู้วิธีการขาย การตลาด การวางแผนต่างๆ จากสถานการณ์จริง และเพราะเป็นกิจกรรมคณะที่ไอ้ตี๋ต้องรับผิดชอบด้วย พี่โมเลยอนุญาตให้ปิดร้านตั้งแต่หัวค่ำ เพราะยังไงซะช่วงนี้ลูกค้าก็น้อยอยู่แล้ว
   
ผมเดินเข้ามาในงานได้ไม่ถึงสิบก้าวก็ติดแหง็กไม่พ้นประตูทางเข้า คนเยอะชิบหายเลย อย่างกับรวมเด็กทั้งมหาลัยไว้ในงาน แต่ก็อย่างว่าแหละ สอบเสร็จทั้งทีใครๆ ก็อยากปลดปล่อย แถมใครๆ ก็รู้ว่าสาวบริหารเลื่องลือเรื่องความน่ารักยิ่งกว่าคณะไหนๆ พวกที่มาส่วนใหญ่เลยถือว่ามาเอาอาหารตามากกว่าจะสนใจกิจกรรม
   
“เชี่ย สาวบูธนั้นโคตรน่ารัก” ใครสักคนในกลุ่มพูดขึ้นมา ในขณะที่ผมยังชะเง้อคอหาบูธของเด็กปีสาม
   
มันบอกว่าขายน้ำนี่หว่า อยู่ไหนวะ
   
“ไอ้ซัน ไปป่ะ” 
   
“ฮะ?” ผมสะดุ้งสุดตัวหันมาเบิกตากว้างใส่เพื่อนทั้งกลุ่มอย่างตกใจจนพวกมันขมวดคิ้วใส่
   
“เป็นเชี่ยไรมึง เห็นชะเง้อคอมองหาอะไรมาตั้งแต่เข้างานละ”
   
“ไหนๆ มึงสนใจบูธไหนบอกกูมา” 
   
“นัดสาวไว้เหรอวะ”
   
สาวพ่อง!
   
ผมไม่ได้ตอบพวกเพื่อนเวรที่รัวคำพูดใส่ไม่หยุด ก่อนจะแกล้งหัวเราะเฉไฉอย่างแนบเนียน “ไหน เมื่อกี้มึงบอกบูธไหนเด็ดนะ” 
   
แค่นั้นแหละ ไอ้พวกหื่นนี่ก็รีบทำตาลุกวาวพยักเพยิดหน้าไปทางเดียวกัน “ร้านยำๆ” 
   
ผมมองตามเห็นบูธขายสารพัดยำที่มีแม่ค้าสาวสวยน่ารักยืนเรียกลูกค้าอยู่สองสามคนก็ยิ้มออกมา “เออ โคตรน่ารัก” 

   พอผมพยักหน้าเห็นด้วยพวกเราก็เฮโลพากันฝ่าฝูงชนตรงไปที่บูธนั้นทันที แต่ยังไม่ทันจะถึงก็มีเหตุให้ผมต้องหยุดฝีเท้าตัวเองลง
   
“ใช่คนที่มีข่าวว่ากินยาจนน็อคคาร้านกาแฟป่ะ”
   
จะมีสักกี่คนกันที่มีข่าวแบบนั้นในช่วงนี้
   
“ตัวจริงน่ารักอ่ะ”
   
“เห็นว่าศัลมาทั้งตัวป่ะ”
   
“หมอไหนวะ โคตรธรรมชาติเลย” 
   
หมับ!
   
รู้ตัวอีกที มือผมก็คว้าเข้าที่ข้อมือของเจ้าของบทสนทนาที่กำลังจะเดินผ่านไปซะแล้ว
   
ชิบหาย ลืมตัว
   
“อะ... เอ่อ มีอะไรหรือเปล่าคะ?” ทั้งสองคนหันมามองผมอย่างตกใจ ไม่รู้ว่าผมกำลังทำหน้าแบบไหนอยู่แววตาทั้งสองคู่ถึงได้เจือไปด้วยความหวาดกลัวเล็กๆ 
   
พอรู้ตัวผมจึงยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง
   
“บูธไหนครับ”
   
“คะ?”
   
“คนที่พูดถึงเมื่อกี้ อยู่บูธไหนเหรอครับ” งัดเอาความสุภาพที่ไม่ค่อยได้ใช้ออกมาเต็มคราบแล้วถามอย่างใจเย็น
   
ถึงข้างในจะไม่ค่อยเย็นเท่าไหร่ก็เหอะ
   
รู้จักหรือไงถึงมานินทาเขาอยู่แบบนี้
   
“ตะ... ตรงนู้นค่ะ ร้านขายน้ำปั่น” เธออึกอัก ยกมือขึ้นชี้เข้าไปด้านในอย่างเก้ๆ กังๆ 
   
“อ่อ ขอบคุณครับ” ผมยิ้มกว้าง แล้วปล่อยมือที่เพิ่งรู้ว่าตัวเองเผลอออกแรงบีบจนแขนขาวๆ ขึ้นสี ต้องเอ่ยขอโทษอีกทีก่อนจะปล่อยให้พวกเธอเดินไป 
   
“อะไรวะไอ้ซัน” หันกลับมามองเพื่อนกลุ่มใหญ่ของตัวเองที่มองมาด้วยความงุนงงแล้วได้แต่หัวเราะตอบไป
   
“กูหิวน้ำว่ะ เดี๋ยวมา” 
   
ใช้เวลาพักใหญ่กว่าผมจะเดินฝ่าคนมาจนถึงบูธขายน้ำของไอ้ตี๋ แต่ก็ช้ากว่าอีกคนอยู่ดี
   
“อ้าวพี่ซัน มาด้วยเหรอพี่” 
   
“เออ” ผมพยักหน้าตอบไอ้นาย ก่อนจะหันไปมองอีกคนที่ง่วนอยู่กับการทำน้ำปั่นให้ลูกค้าอยู่ 
   
ไอ้ตี๋เหลือบสายตากลับมามองผมอย่างประหลาดใจนิดหน่อย แต่ไม่ได้ทักทายอะไร พอเห็นมันเมินผมก็ยิ่งอยากแกล้ง เลยเดินเข้าไปยักคิ้วทักทายด้วยประโยคที่พูดจนติดปาก

“ตี๋ ลาเต้” 

รู้แหละว่าร้านมันไม่ได้ขาย แค่พอใจที่เห็นมันหันมาทำหน้าเอือมใส่เหมือนทุกที

“มาถึงก็กวนตีนเลยนะพี่” ไอ้นายพูดกลั้วหัวเราะขึ้นมา ในขณะที่อีกคนสัมทับด้วยน้ำเสียงติดรำคาญ

“นั่นสิ ถ้าจะมากวนก็อย่าเกะกะหน้าร้านครับ”
   
แหม นี่ก็ดุกูจังเลย
   
“นี่ลูกค้านะตี๋” ผมโวยติดตลก ก่อนจะก้มหน้าเลือกเมนูบนป้ายที่ตั้งอยู่หน้าร้าน “เอาโกโก้ปั่นแก้วนึง” เลือกพอเป็นพิธีไม่ให้ไอ้ตี๋มันออกปากไล่อีก ผมมองตามคนตัวเล็กที่หันกลับไปทำโกโก้ปั่นให้ตามออเดอร์แล้วยิ้มออกมาที่เห็นมันว่าง่ายกว่าตอนอยู่ที่ร้านเยอะเลย
   
รู้งี้ลาออกมาเป็นลูกค้าถาวรเลยดีมั้ยเนี่ย
   
“จ้องขนาดนั้นอยากกินโกโก้หรืออยากกินคนปั่นพี่” เสียงไอ้นายถามขึ้นมากลั้วหัวเราะ แต่พอผมหันไปเลิกคิ้วเป็นเชิงถามว่าพูดอะไร แม่งเสือกยักไหล่ทำหน้าตากวนตีนตอบกลับมา

“มึงมาไงเนี่ย” ผมหันไปถาม ละสายตาจากไอ้ตี๋ที่กำลังตั้งอกตั้งใจทำโกโก้ปั่น

“ผมก็เด็กบริหารนะเว้ย” มันหัวเราะ ทำหน้าเหมือนผมถามอะไรโง่ๆ 

คำพูดประชัดประชันนี่ได้มาจากไอ้ตี๋ใช่มั้ยฮะ เด็กเวร

“แล้วมึงไม่ต้องไปออกร้านกับเขาเหรอ” ผมเปลี่ยนคำถาม อันที่จริงตอนแรกก็ตั้งใจจะถามคำถามนี้แหละ แต่
อยากเกริ่นก่อนไม่ได้ไง?
   
“ปีผมจัดสอยดาวตรงหน้างานอ่ะ คนเยอะแล้วไม่มีอะไรให้ทำเลยมาช่วยพี่โชขายน้ำ” มันพูดยิ้มๆ เบือนสายตาไปทางไอ้ตี๋ที่มองมาแล้วยิ้มให้เหมือนกัน
   
เห็นแบบนั้นก็เข้าใจว่ามันสองคนคงกลับมาคุยกันได้สนิทใจเหมือนเดิมแล้ว 
   
“อ่อ” ผมพยักหน้าเออออ เป็นจังหวะเดียวกับที่ไอ้ตี๋ยื่นน้ำปั่นมาให้พอดี
   
“สี่สิบบาทครับ” 
   
“จ่ายเป็นรอยยิ้มแทนได้ป่ะ” ผมแกล้งกวนตีน ยิ้มกว้างจนตาหยี ซึ่งไอ้ตี๋ก็ไม่รับมุกเหมือนเคย
   
แต่แปลกที่อเห็นมันทำหน้าเหม็นเบื่อผมก็ยิ่งขำ ควักแบงค์ร้อยออกมาจากกระเป๋าสตางค์ให้มันแล้วบอกไม่ต้องทอน ไอ้ตี๋ไม่ได้แย้งอะไร แค่ยักไหล่แล้วยื่นแบงค์ให้ผู้หญิงอีกคนที่เป็นคนคุมกระปุกเงิน นอกจากไอ้ตี๋แล้วสีหน้าทุกคนดูยินดีมากกับทิปจำนวนหกสิบบาทของผมจนหลุดขำออกมาอีกรอบ ยกโกโก้ปั่นขึ้นดูด แล้วยกนิ้วให้คนที่ยืนมองอยู่จนมันตีหน้าตึงเบือนหน้าหนีกลับไป จึงบอกลาไอ้นาย
   
“กูไปละ”
   
“อ้าว พี่ไม่อยู่ต่ออ่ะ ช่วยกันขาย” มันเลิกคิ้วทำหน้าประหลาดใจที่คราวนี้ยอมไปง่ายๆ ทั้งที่ปกติถ้าเห็นไอ้ตี๋อยู่ผมจะวอแวจนโดนด่าให้เสียหมาก่อนค่อยเลิกกวนตีนมัน
   
แต่คราวนี้คงไม่จำเป็นแล้วมั้ง
   
“กูมากับเพื่อนว่ะ” ผมบอก ก่อนจะบอกลาอีกครั้ง “ไปละ ขอให้ขายดีๆ” ไม่ลืมที่จะหันไปมองไอ้ตี๋ที่กำลังมองกันอยู่พอดีแล้วส่งยิ้มยียวนใส่เหมือนทุกที
   
ต่างกันที่คราวนี้มันไม่ได้ทำสีหน้ารำคาญกลับมา แววตาฉายแสงประหลาดบางอย่างที่ผมอ่านไม่ออกว่าคืออะไร
   
แต่ก่อนที่จะเข้าใจผมก็ละสายตาเดินจากมาพร้อมกับทำสิ่งหนึ่งที่ตั้งใจไว้
   
เดิมทีผมกังวลนิดหน่อยว่าถ้าไอ้ตี๋มาออกร้านวันนี้มันจะเจอคนมากมายที่มองมันด้วยสายตาแปลกๆ เพราะข่าวลือนั่น แต่พอได้มาเห็นว่าสีหน้าของมันดูปกติ แถมยังมีไอ้นายอยู่เป็นเพื่อนแล้วผมก็สบายใจ 
   
ถ้าเป็นไอ้นาย ผมไว้ใจ ว่ามันจะช่วยไอ้ตี๋ได้ ไม่ว่าจะเรื่องอะไร
   
เพราะแบบนั้นผมเลยส่งรางวัลไปให้มัน

   
‘เฮ้ยพี่ซัน อะไรเนี่ย’

   
หลังจากส่งข้อความไปได้ไม่นาน ไอ้นายก็ตอบไลน์กลับมา

   
‘ตั๋วหนัง’

   
โค้ดตั๋วหนังรอบดึกสองใบ เรื่องที่ได้ตี๋เคยบอกไว้ว่าอยากดู

   
‘เออรู้ แต่พี่ส่งมาให้ผมทำไม’ 
   
‘รางวัลไง’
   
‘ฮะ?’
   
   
ผมไม่ได้อธิบาย แต่ส่งสติ๊กเกอร์ยิ้มกวนตีนตอบกลับไป

   
‘มึงรู้แหละว่าต้องทำไง : )
   
   
ไอ้นายอ่านข้อความแล้วหายไปพักใหญ่ ก่อนจะตอบกลับมา

   
‘พี่ซันแม่ง...’
   
‘แน่ใจนะว่าจะเอางี้อ่ะ’
   
‘...’
   
‘แล้วอย่ามาเสียใจทีหลังแล้วกัน’

   
บทสนทนาจบลงแค่ตรงนั้น พร้อมกับการโกหกตัวเองครั้งใหญ่ 

ว่าผมไม่เข้าใจความหมายของมัน 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 193 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

574 ความคิดเห็น

  1. #524 Jibangrin (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 / 17:52
    ว้อยยยยยย ซึนเก่งง
    #524
    0
  2. #462 ppppjih (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2561 / 11:18
    เอาจีงดิซันนนน
    #462
    0
  3. #452 ptmsrn (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2561 / 19:07
    ซันนนนนนน รู้ใจตัวเองซักทีสิ(ว้อย) แงงง การกระทำมันไปขนาดนั้นแล้ววว ไอแบบนี้ถ้าโชหวั่นไหวกับเธอแล้วจะทำยังไง คนเสียใจก่อนก็เป็นโชอ่ะ ซันนนนนนน มุงกมวหวววฟวหใใ
    #452
    0
  4. #449 Lซ็Jโลก (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 26 เมษายน 2561 / 22:09
    อืม..ขัดใจสุดๆ
    #449
    0
  5. #415 Yesmyboy (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 9 มกราคม 2561 / 02:53
    คือซันจะอยากมาเป็นพ่อสื่อตอนที่ตัวเองเปลี่ยนไปเริ่มๆเยอะแล้วอ่ะนะ โซก็ด้วย นายก็ไม่ได้คิดอะไรแล้ว
    #415
    0
  6. #414 Yesmyboy (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 9 มกราคม 2561 / 02:53
    คือซันจะอยากมาเป็นพ่อสื่อตอนที่ตัวเองเปลี่ยนไปเริ่มๆเยอะแล้วอ่ะนะ โซก็ด้วย นายก็ไม่ได้คิดอะไรแล้ว
    #414
    0
  7. #288 querypee (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2560 / 02:15
    น้องนาย เราฝากโบกหัวซันแรงๆซักที
    #288
    0
  8. #255 Sket-D (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2560 / 06:14
    ซันนนนนนน ขนาดนี้แล้วววววว รู้ใจตัวเองเถอะโว้ยยยยย ไม่งั้นฉันจะเชียร์ให้นายจีบโชต่อละนะ #หยอกๆ 555555 ยังไงก็ทีมพระเอกค่ะ ถึงพระเอกจะซึนมึนอึนขนาดนี้ก็เถอะ5555
    #255
    0
  9. #139 น้ำพัน (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2560 / 14:21
    โอยยยยย ตามมาจากเล้าค่ะ ชอบมากค่ะ เดี่ยวจะตามไปอ่านเรื่องเชนตรีนะคะ
    ปล.ชอบแนวซึนๆ แบบนี้มาก
    #139
    0
  10. #83 ♡ aunjai ♡ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2560 / 01:41
    กินโกโก้ทั้งน้ำตาแน่ๆ5555555555
    #83
    0
  11. #53 sparkleVegetable (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2560 / 22:31
    นังซันนนนนนนนนนน!!!
    โอ้ย อยากด่าอ่ะ รุ้สึกได้ถึงจดหมายจากทางบ้านส่งมาจากน้องนายว่า พี่ซันแม่งงงง โอ้ยยยยยย นี่ไม่รู้ใจตัวเองถูกมะ เดี๋ยวปรินท์หน้านี้ไปให้อ่านว่าวันๆตัวเองพูดถึงเขากี่รอบกัน ย้ากกก
    โชน่ารักเหมือนเดิมค่ะ คิลมู้ดความเฟลในความกากของอิคุณซันได้เป็นอย่างดี นี่ไม่ได้เกลียดพระเอกถูกมะ 5555 #รักก เอาใจช่วยนะพ่อหนุ่ม! 
    #53
    1
    • #53-1 sparkleVegetable(จากตอนที่ 10)
      10 มิถุนายน 2560 / 22:32
      ปล. รักพระเอกนะคะ สู้ๆ!!
      #53-1
  12. #20 สายดอง (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 / 00:08
    โอยยยยยย อิพี่ซันแม่งงงง...@/^#^*($5*))&/ มากกก 5555
    #20
    0