[ Hermit Books ตีพิมพ์ ] Just Before Sunrise ☼ เมื่อตะวันฉายแสง ( #ซันโช )(Yaoi)(จบแล้ว)

ตอนที่ 4 : ก่อนตะวัน : 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,385
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 241 ครั้ง
    20 ก.พ. 63

ก่อนตะวัน : 3

                
ผมตั้งใจกับตัวเองไว้ว่าจะไถ่โทษกับไอ้ตี๋ด้วยการทำให้มันสมหวัง
                
ทำให้มันได้มีความรักอีกครั้ง โดยที่ไม่ต้องเผชิญความเจ็บปวด

ตั้งแต่รู้เรื่องในอดีต ผมก็เชื่อมาตลอดว่าตัวเองมีส่วนที่ต้องรับผิดชอบในความเจ็บปวดของมัน ถึงจะไม่ใช่สาเหตุโดยตรง แต่การอยู่ผิดที่ผิดทางของผมก็ส่งผลร้ายแรงต่อความรู้สึกมันอยู่ดี แต่ผมย้อนกลับไปเลิกเป็นเพื่อนกับไอ้ตรีไม่ได้ ถึงย้อนได้ ผมก็ไม่อยากเลิกคบกับมันอยู่ดี เพราะงั้นผมเลยคิดว่าบางทีถ้ามีโอกาสผมจะยื่นมือออกไปช่วยอะไรมันบ้าง อย่างน้อยได้หาทางช่วยให้มันตัดใจจากไอ้ตรี ให้มันได้มีความสุขสักที หลังจากที่ผิดหวังซ้ำซากมานาน
                
ผมเอาแต่คิดแบบนั้น จนไม่ทันได้ฉุกคิดเลยว่า ผมยังไม่เคยถามไอ้ตี๋สักคำ ว่านั่นใช่สิ่งที่มันต้องการหรือเปล่า
               
                
“พี่โม หวัดดีครับ” ผมเอ่ยทักทายเจ้าของร้านที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์
                
“หวัดดีจ้าซัน” พี่โมยิ้มรับก่อนจะหันกลับไปเช็ดเครื่องชงกาแฟต่อ
                
เปิดเทอมมาได้เดือนกว่า ชีวิตผมวุ่นวายอย่างที่คาดไว้ไม่มีผิด เรียนหนักอย่างกับไปรบ ไหนจะกิจกรรมที่เยอะยิ่งกว่าวิบากกรรม บางทีหมดสภาพจนต้องกลับหอไปนอนตาย โชคดีที่พี่โมลดกะให้เหลือแค่อาทิตย์ละสามวันคืออังคาร ศุกร์ เสาร์ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็แวะมานอกเวลาบ่อยๆ เผื่อว่าที่ร้านมีอะไรให้ทำ ยิ่งช่วงนี้บางคณะแม่งมีสอบ มีส่งงานกันแล้ว ไม่รู้ว่าอาจารย์รีบหรือกลัวนักศึกษาไม่ได้เรียนหนักตาย
                
โดยเฉพาะคณะของไอ้เพื่อนรักผมนี่ ตัวดีเลย
                
“ไงไอ้ตรี” เดินไปทักทายซอมบี้ประจำร้านที่นั่งรัวเม้าส์เสียงดังอยู่บนโต๊ะในสุดติดเคาน์เตอร์เหมือนเดิม
                
“เออ” มันตอบแค่นั้น ไม่เงยหน้ามองผมด้วยซ้ำ
                
แหม นับวันจะยิ่งพูดห้วนสั้นเหมือนพี่เชนเข้าไปทุกที
                
พอเห็นมันยุ่งๆ ผมก็ไม่อยากจะกวนวางกระเป๋าไว้บนเก้าอี้ตรงข้ามมันแล้วเดินกลับไปที่เคาน์เตอร์แล้วเอ่ยถาม “ไอ้ตี๋อ่ะพี่” 
                
“อยู่หลังร้านอ่ะ ช่วยเด็กใหม่เช็กกาแฟ”
                
“เด็กใหม่?” มิน่าพี่โมถึงยังอยู่ร้าน ทั้งที่มันจะเที่ยงคืนเข้าไปแล้ว
                
ปกติพี่โมไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่มีบ้านหลังเล็กๆ ไกลจากมหาลัยไปอีก ทุกวันก็จะขับรถมาเปิดร้าน พอถึงเวลาเปลี่ยนมือให้ไอ้ตี๋ก็จะกลับบ้านไปอยู่กับครอบครัว
                
“เออใช่ ลืมบอกเลย พี่จ้างเด็กใหม่มาแล้วนะ เป็นรุ่นน้องที่คณะโชพอดี ต่อไปนี้ไม่ต้องห่วงไอ้ตี๋ของซันแล้วนะ” พี่โมพูดกลั้วหัวเราะ
                
“อะไรพี่ ผมไม่ได้เป็นห่วงมันสักหน่อย”
                
“อ้าว เห็นไม่มีงานก็ยังมาถามหาแทบทุกวัน พี่ก็คิดว่าซันเป็นห่วงโช” พี่โมทำหน้าตกใจ แต่แววตาดูมีเลศนัยยังไงชอบกล ผมเลยเบ้หน้าก่อนจะส่งเสียงโห่ออกมาเบาๆ
                
“ก็แวะมารอสมน้ำหน้าไง ตัวก็นิดเดียวข้าวก็ไม่ค่อยแดก ยังจะเสือกทำงานเกินตัวอีก ถ้าเป็นลมคาร้านเมื่อไหร่ผมจะหัวเราะให้”
                
“จ้าๆ งั้นฝากหัวเราะเผื่อพี่ด้วยนะ มานู่นแล้ว” พี่โมหัวเราะเบาๆ ก่อนจะพยักเพยิดหน้าไปทางประตูเชื่อมหลังร้านที่คนถูกนินทาเดินออกมาพอดี
                
ข้างหลังไอ้ตี๋มีอีกคนเดินตามมาด้วย เป็นเด็กหน้าใส เครื่องหน้าแบบนิปปอนสไตล์ ตัวใหญ่กว่าไอ้ตี๋นิดหน่อย แต่น่าจะน้อยกว่าผม เดินคุยกันกระหนุงกระหนิงยิงฟันครบสามสิบสองซี่ตามมาหยุดอยู่ตรงหน้าผมกับพี่โมพร้อมกัน
                
“วันนี้ไม่มีกะนี่ครับ” เห็นหน้าผมที่ไรแม่งก็ถามแบบนี้ทุกครั้ง ไม่รู้ว่ามันความจำสั้นหรือไล่กันทางอ้อม
                
แต่ดูจากการที่หุบยิ้มเปลี่ยนเป็นหน้าเหม็นเบื่อใส่ก็ค่อนข้างแน่ใจว่าเป็นอย่างหลัง
                
“แวะมาดูหน้าพนักงานใหม่ไง เนอะพี่โมเนอะ” ผมหันไปกระแซะถามี่โม ซึ่งก็ให้ความร่วมมืออย่างดี
                
“อ่ะ แนะนำตัวเลยละกัน นี่พี่ซันนะปีสามรุ่นเดียวกับโช ทำงานกะเดียวกันแต่สลับวันกับเรา”
                
ไอ้เด็กใหม่หน้าใสหันมายกมือไหว้ผมด้วยรอยยิ้มเห็นฟันครบสามสิบสองซี่ “หวัดดีครับพี่ซัน ผมชื่อนายครับอยู่ปีหนึ่งคณะบริหาร มาทำงานวันนี้วันแรก” แนะนำตัวเป็นทางการจังวะ
                
ผมรับไหว้ แต่ไม่ได้พูดอะไร แล้วหันไปวอแวใสอีกคน “ตี๋ อยากกินลาเต้อ่ะ”
                
แล้วก็ไม่วายโดนทำหน้าเอือมกลับมา “เดี๋ยวพี่โมกลับเลยก็ได้นะครับ ผมกับนายดูร้านต่อเอง”
                
ลืมไปแล้วหรือเปล่าว่ามีผมด้วยอีกคน
                
แหม เจอเด็กใหม่หน้าใสกิ๊งเข้าไปหน่อยนี่ เมินของเก่าอย่างกูเลยนะตี๋
                
“โอเค งั้นพี่ฝากด้วยนะ” พี่โมยิ้ม ก่อนจะวางผ้า หันไปล้างมือแล้วกลับไปเอาของหลังร้านแล้วเดินออกมาโบกมือลาอีกรอบ พวกเรายกมือไหว้โบกมือส่งพี่โมจนออกจากร้าน ก่อนผมจะหันมาย้ำความต้องการของตัวเองอีกที
                
“ตี๋~ ลาเต้” วันนี้มีเรียนตั้งแต่เช้าลากยาวถึงสองทุ่ม ร่างกายต้องการกาแฟนมมาก
                
“พี่ซันให้ผมชงให้มั้ยครับ ผมเคยทำมาบ้าง แล้วเมื่อเย็นพี่โมก็สอนทำสูตรของที่ร้านแล้วด้วย” แต่คนที่ตอบดันเป็นไอ้เด็กนายที่เสนอตัวด้วยรอยยิ้มกว้างเกินจำเป็นเหมือนเดิม
                
เขาจ้างมึงมาโฆษณายาสีฟันป่ะเนี่ย จะยิ้มอะไรขนาดนั้น
                
“ไม่เอา” ผมเบ้หน้า
                
ไม่ไว้ใจอ่ะ กลัวชงแล้วไม่ถูกปากเหมือนไอ้ตี๋ ปกติถ้าเป็นพี่โมก็พออนุโลมให้อยู่หรอก แต่นี่เด็กใหม่ไง ยังไม่มั่นใจในฝีมือ
                
“ไม่เป็นไร นายไปทำอย่างอื่นก่อนเถอะ เดี๋ยวพี่จัดการเอง” พอเห็นไอ้เด็กนายนี่หน้าจ๋อยไป ไอ้ตี๋ก็ยื่นมือมาตบบ่าปลอบใจด้วยรอยยิ้มใจดีแบบที่ผมไม่เคยได้รับ
                
“ครับ งั้นเดี๋ยวผมล้างแก้วให้นะ” ว่าจบก็ส่งยิ้มประจบหนึ่งทีแล้วหันไปจัดการแก้วกับจานของหวานที่วางอยู่ในซิ้งค์
                
“เฮ้อ” พอไอ้เด็กนายละสายตา ไอ้ตี๋ก็หันมาถอนใจใส่ผมทันที “เมื่อไหร่จะเลิกทำตัวน่ารำคาญสักทีครับ” ปากบ่นพลางมือก็หันกดเครื่องบดกาแฟใส่ที่ตวง
                
“แล้วเมื่อไหร่จะเลิกด่าอ่ะ” ผมเบ้หน้า ลากเก้าอี้มานั่งฟุบหน้ามองไอ้ตี๋ชงกาแฟพร้อมโอดครวญ “เหนื่อยอ่ะ วันนี้เรียนโคตรเยอะ”
                
ไม่รู้ลูกค้าคนอื่นเป็นหรือเปล่า แต่ผมชอบนะเวลาที่ได้มองบาริสต้าชงกาแฟ ตั้งแต่ตอนบด ตอนตวงกาแฟ เกลี่ยให้หน้าเรียบ แล้วมาอัดช้าๆ ก่อนเข้าเครื่องชงรอให้กาแฟจนกลั่นออกมาเป็นกาแฟช็อต เพื่อใส่ส่วนผสมอื่นลงไปจนได้เป็นกาเฟลาเต้รสชาติกลมกล่อม แต่ละขั้นตอนดูใส่ใจพิถีพิถันไปหมด โดยเฉพาะตอนเทโฟมนมลงไปให้กลายเป็นลวดลายลาเต้อาร์ตบนหน้ากาแฟ มองแล้วเพลินดี
                
“เหนื่อยก็ไม่ต้องมาสิครับ ไม่มีงานสักหน่อย” ทิ้งระยะจนชงกาแฟเสร็จไอ้ตี๋ก็หันมาออกปากไล่
                
“ก็มากินลาเต้ฝีมือตี๋ไง ไม่ดีใจเหรอ” ผมแกล้งทำหน้าล้อเลียน จนไอ้ตี๋ทำหน้าเหม็นเบื่อ แทบจะกระแทกแก้วกาแฟใส่หน้า
                
“ลายลิงอีกละ” ผมบ่นทันทีเมื่อเห็นว่าลาเต้อาร์ตคราวนี้เป็นหน้าลิงตลกๆ ที่ถึงจะไม่บูดเบี้ยวเหมือนตอนที่มันฝึกทำแรกๆ แต่มันก็ตลกอยู่ดี
                
“นี่ลายพิเศษเลยนะครับ ไม่เคยทำให้ลูกค้าคนไหนเลย” ทำมาเป็นแกล้งยิ้มอวดอ้างสรรพคุณ
                
“ไม่ดีใจหรอกนะตี๋”
                
พิเศษห่าอะไรล่ะ มันด่าผมทางอ้อมชัดๆ ไอ้ตี๋มันชอบหาว่าผมเหมือนลิงที่ชอบทำเสียงจ๊อกแจ๊กจอแจ วอแวใส่หูมัน แถมไม่ด่าตรงๆ แต่สวมวิญญาณบาริสต้าทำลาเต้อาร์ตมาด่ากันแบบเก๋ๆ นี่ถ้าไม่ติดว่ารสชาตินุ่มถูกปากแถมยังขอให้ทำยากเย็นขนาดนี้นะ ผมแกล้งเททิ้งข้อหาหมั่นไส้ไปแล้ว
                
เพล้ง!
                
ยกกาแฟขึ้นมาละเลียดรสชาติได้ไม่ทันไร ก็แทบจะสำลักตายเมื่อได้ยินเสียงโครมครามดังขึ้นมาจากด้านหลัง
                
“เฮ้ย! นาย” คนที่โวยวายขึ้นมาคนแรกคือไอ้ตี๋ที่รีบปรี่เข้าไปหาไอ้เด็กใหม่หน้าใสทันที
                
ส่วนผมก็หันไปผงกหัวขอโทษลูกค้าที่ตกใจหันมามองเป็นตาเดียว จนทุกคนละความสนใจก็หันกลับไปมองว่าเกิดอะไรขึ้น
                
“ทำไรเนี่ย เจ็บตรงไหนมั้ย” ไอ้ตี๋ทำหน้าตาตื่นจับคนตัวโตกว่าหันซ้ายหันขวาสำรวจความปลอดภัยยกใหญ่

“ขอโทษพี่ แก้วมันหลุดมือ” ไอ้เด็กนายละล่ำละลักขอโทษพลางก้มลงหยิบเศษแก้วบนพื้น แต่ดูท่าว่าจะรีบเกินไป เศษแก้วคมๆ เลยบาดมือเข้าให้

“โอ๊ย!”

“เฮ้ย เป็นไรมั้ย” ไอ้ตี๋รีบนั่งตาม ยกมือเด็กนายขึ้นมาดู จากตรงนี้ผมเห็นเลือดสีแดงไหลซึมออกมาจากนิ้วชี้ของ
มัน แต่เด็กนั่นก็ยังยิ้มกว้างพลางส่ายหน้า

“ไม่เป็นไรครับพี่ แผลเล็กนิดเดียว”  

“ไม่เป็นไรอะไรเนี่ย เลือดออกขนาดนี้ มานี่ พี่พาไปล้างแผลใส่ยา” ไอ้ตี๋ลุกขึ้นในขณะที่มือยังจับนิ้วเด็กนั่นอยู่ก่อน
หันมาหาผม
                
“ซันกวาดเศษแก้วให้ด้วยนะ” ยังไม่ทันจะรับปากก็ลากคนเจ็บไปปฐมพยาบาลหลังร้าน
                
ถึงกับรีบจนลืมพูดสุภาพเลยนะตี๋ เป็นห่วงอะไรขนาดนั้น นิ้วชี้มันอยู่ไกลหัวใจนะเว้ย รู้ยัง

ได้แต่บนในใจ ขณะที่ลุกขึ้นไปหยิบไม้กวาดกับที่ตักผงขึ้นมาเก็บเศษแก้วตามคำไหว้วาน ผมอยู่มาตั้งนานยังไม่เคยทำแก้วแตกสักใบ แล้วไอ้เด็กนั่นทำอีท่าไหนวะเนี่ย มาวันแรกก็จัดซะแล้วหนึ่งใบ กระจอกอะไรเบอร์นั้น

ผมกวาดไปบ่นไปจนพื้นสะอาดก็เอาเศษแก้วทิ้งลงถังขยะก่อนจะกลับมานั่งหน้าเคาน์เตอร์เหมือนเดิม แล้วนั่นไปทำแผลกันที่เนปาลเหรอวะ ทำไมนานขนาดนี้ นี่ถ้าไม่มีกูเฝ้าเคาน์เตอร์ให้ไม่โดนยกเค้าไปหมดแคชเชียร์แล้วเรอะ

“ไอ้ซัน กระเป๋ามึง” ขณะที่ผมชะโงกหน้ามองดูว่าเมื่อไหร่ประตูหลังร้านจะเปิดออกมา เสียงยานๆ ง่วงๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นมาให้สะดุ้งหันไปมอง

ไอ้ตรีวางกระเป๋าที่ผมฝากไว้ลงบนเคาน์เตอร์ สภาพมันคือกำลังหอบข้าวของกลับทั้งที่ตอนนี้เพิ่งจะเที่ยงคืนกว่า

“ทำไมวันนี้กลับเร็ววะ” ปกติอยู่ยันเช้านู่นกว่าจะกลับที่วางกระเป๋าไว้ที่โต๊ะเพราะกะว่าจะไปนั่งคุยเล่นกับมันซะหน่อย

“ไม่ไหวแล้วว่ะ เบลอ”

เออ มึงดูใกล้ตายจริงแหละ ขนาดพูดยังดีเลย์เลย

“เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้นวะ” แต่ยังไม่วายถามด้วยความเป็นห่วงคนอื่นตามนิสัย

ผมยักไหล่ “เด็กใหม่ไอ้ตี๋ทำแก้วแตก”

“อ้าว แล้วเป็นไรป่ะ”

มึงนั่งใกล้เคาน์เตอร์ขนาดนี้ทำไมไม่รู้เรื่องเลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ไม่ขี้เสือกเลยว่ะ เพื่อนใครวะ

“แก้วบาด ไอ้ตี๋พาไปปฐมพยาบาลที่เนปาลแล้ว”

“ฮะ?” นอกจากจะไม่ขี้เสือกยังไม่เกตมุกอีก

“เออช่างแม่ง ละนี่มึงกลับไง ขับรถไหวเหรอ ตามึงยังจะลืมไม่ขึ้นเลย” ผมเลิกสนใจสีหน้างุนงงของมันแล้วเปลี่ยนเรื่องถาม

“เดี๋ยวพี่เชนมารับ ใกล้ถึงแล้ว”

“อ่อ” มีสามีเป็นสารถีนี่มันดีแบบนี้เอง “แล้วมึงกับพี่เชนเป็นไงบ้างวะช่วงนี้ ยุ่งทั้งคู่อ่ะดิ”

“อืม” มันพยักหน้าเนือยๆ

“ต่างคนต่างยุ่งระวังความเหินห่างจะทำให้ความรักขึ้นรานะจ๊ะเพื่อน”

“ขึ้นราพ่อง!”

ผมหัวเราะ ไม่ได้แซวอะไรต่อเพราะดูท่าว่าไอ้ตรีจะรับมุกอะไรไม่ไหว และแซวไปก็ไม่มีผลอะไร รู้ว่ากว่าจะมาถึงวันนี้ทั้งมันกับพี่เชนฝ่าฟันอะไรกันมามากมาย เพราะฉะนั้นต่อให้ไม่ได้เจอกันยังไง ความรักของสองคนนี้ก็ไม่มีวันขึ้นรา

จะว่าไปความโลกกลมอีกอย่าง ก็คงต้องยกให้เรื่องของไอ้ตรีกับพี่เชนนี่แหละ ใครจะไปคิดว่าหลังจากอกหักจากผมแล้ว วันหนึ่งคนที่ไอ้ตรีลงเอยด้วยจะเป็นพี่รหัสผมเอง ใกล้ตัวเกินคาด

แต่ก็ต้องขอบคุณความโลกกลมนี่แหละ ที่ช่วยคลี่คลายความสัมพันธ์ของผมกับไอ้ตรีให้กลับมาดีเหมือนเดิมได้ ไม่เหมือนก่อนหน้านั้นที่มองหน้ากันไม่ติดเป็นปีๆ แล้วก็ต้องกราบขอบพระคุณพี่เชนด้วยที่เข้ามาในชีวิตไอ้ตรี ช่วยเยียวยาแผลให้ให้มัน กลับมามีความสุขได้อย่างทุกวันนี้...

เดี๋ยวนะ... เยียวยาแผลใจเหรอ

เออว่ะ ทำไมผมลืมคิดเรื่องนี้ไปเลยวะ

“ไอ้ตรี” ผมรีบเรียกชื่อเพื่อนรักอย่างนึกอะไรขึ้นได้ “ตอนนี้มึงมีความสุขมากมั้ยวะ”

“ฮะ? อะไรของมึง”

“ก็ที่มึงคบกับพี่เชน มึงมีความสุขมากมั้ย”

“อะ...เออ” ถึงจะยังทำหน้าไม่ค่อยเข้าใจ แต่สุดท้ายมันก็ตอบพึมพำ พร้อมกับหน้าที่ขึ้นสีแดงไปยันหู

“แล้วมึง... ตัดใจจากกูได้เด็ดขาดแล้วใช่ป่ะวะ” กระดากปากเหมือนกันที่ต้องมาถามอะไรที่ฟังดูหลงตัวเองแบบนี้ แต่อยากรู้ เลยต้องถาม

“เออดิ มึงถามเชี่ยไรเนี่ย ถ้าพี่เชนมาได้ยินนี่ชะตาขาดเลยนะ”

เออจริง พี่เชนขี้หึงชิบหาย พูดเรื่องที่ไอ้ตรีเคยชอบผมขึ้นมาให้ได้ยินไม่ได้เลย เตรียมตัวหัวขาดอย่างเดียว

“กูแค่กำลังคิด...”

“คิดว่า?”

“ถ้าเราอกหัก ทางเดียวที่จะหายได้ก็คือการหาคนใหม่ป่ะวะ”

“เหรอวะ” มันทำหน้าเหมือนไม่แน่ใจ

“ต้องใช่ดิ อย่างตอนกู...” ผมชะงักไป เพราะนึกขึ้นได้ว่ามันไม่ใช่กรณีศึกษาที่ดี “กูหมายถึง อย่างตอนมึงอ่ะ ที่ตัดใจจากกูได้ ก็เพราะมีพี่เชนหรือเปล่า”

“...”

“ถ้างั้น... มึงว่า ไอ้ตี๋มันจะตัดใจจากมึงได้ ถ้ามีใครเข้ามาป่ะวะ” ผมเปลี่ยนเสียงให้เบาลง ไม่ลืมที่จะหันไปมองข้างหลังให้แน่ใจว่าไอ้ตี๋ยังไม่มา

แม่งไปเนปาลกันจริงๆ เปล่าวะ นินทาไปหน้านึงแล้วแม่งยังไม่โผล่หัวเลย

“...”

ไอ้ตรีนิ่งไป ผมเดาว่ามันคงอึดอัดใจที่จะพูดเรื่องนี้ เพราะมันเองก็รู้สึกไม่ดีเหมือนกันที่ทำให้ไอ้ตี๋อกหัก แล้วทั้งสองคนก็ยังอยู่ในช่วงพยายามรักษาระยะห่างกัน เพื่อคงความสัมพันธ์ไว้แค่ความเป็นเพื่อนเท่านั้น

“กูว่า... กูจะช่วยไอ้ตี๋ว่ะ”

“...”

“กูจะทำให้มันตัดใจได้ กลับมามีความสุขอีกครั้งได้ สมหวังเรื่องความรักกับใครๆ เขาสักที”

“มึง...” ไอ้ตรีขมวดคิ้วเหมือนจะพูดอะไรสักอย่างจนผมลุ้น

“กูไม่เข้าใจที่มึงพูดอ่ะ”

อ้าวไอ้สัส ที่แม่งนิ่งคือแม่งประมวลผลไม่ทันถูกมะ?

“เออช่างแม่ง” ผมแทบจะคว่ำโต๊ะ

แต่เห็นหน้ามันก็เข้าใจ เบลอขนาดนี้กูท่องก.ไก่ถึงฮ.นกฮูกให้ฟังตอนนี้แม่งก็ไม่น่าจะเข้าใจ

“มึงไปหาผัวมึงไป พี่เชนมาโน่นแล้ว” ผมออกปากไล่ เมื่อเห็นร่างสูงๆ ของใครอีกคนกำลังจะเดินเข้าร้านมา

“งั้นกูไปนะ” บอกลา ทำท่าจะเดินออกไป แต่ยังไม่ทันจะพ้นสามก้าว ก็หันกลับมาใหม่ขมวดคิ้วมองผมอีกรอบ
ด้วยสีหน้ามึนๆ เหมือนเคย

“ไอ้ซัน” แต่มันก็ยังพูดออกมา ทั้งที่ท่าทางเหมือนไม่ค่อยเข้าใจ

“ว่า?”

“กูไม่รู้หรอกว่ามึงจะทำอะไร แต่พี่เชนไม่ใช่ตัวแทนมึงนะ”

“...”

“ตอนเขาเข้ามา เขาไม่ได้เข้ามาเพื่อเป็นตัวแทนใคร มึงเข้าใจใช่มั้ย”

“...”

“แล้วกูว่า การที่คนคนหนึ่งจะตัดใจจากคนหนึ่งได้ ทางที่ดีที่สุดมันอาจเป็นการใช้เวลา มากกว่าการลากใครเข้า
มาเจ็บเพิ่มหรือเปล่าวะ”   
                
“...”
                
“มึงลองคิดดูดีๆ ก่อนจะทำอะไรละกัน” พูดจบก็บอกลาอีกครั้งก่อนจะเดินออกจากร้านไป ทิ้งให้ผมนิ่งค้าง ทบทวนความคิดตัวเองใหม่อีกครั้ง
                
ผมว่าผมเข้าใจที่ไอ้ตรีพูดนะ การหาคนใหม่มาเยียวยาอาจจะไม่ใช่หนทางแก้ไข
                
แต่ถึงอย่างนั้น ในทางกลับกัน ตัวผมเองรู้ดีไม่แพ้ใคร...

ว่าเวลาก็ไม่ใช่ทางออกเหมือนกัน 



#ซันโช
-Martian-
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 241 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

574 ความคิดเห็น

  1. #568 narayapaul (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2563 / 21:23
    ซันต้องคิดเยอะๆน่ะ
    #568
    0
  2. #554 ongnielisreal (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2562 / 04:18
    รักน้องตรี แต่เรื่องน้องซัน พี่ขอโทษ ^^
    #554
    0
  3. #518 Jibangrin (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 / 16:18
    ซันนนนนนนนน
    #518
    0
  4. #432 Theaeaeee (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 มีนาคม 2561 / 15:48
    งุ้ยๆติดตามนะคะะะ
    #432
    0
  5. #369 aumten (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2560 / 09:19
    ซันอยากเป็นคนดีจริงหลอ' '
    #369
    0
  6. #303 kazy (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2560 / 14:35
    หรือนายจะชอบโช แล้วที่ทำแก้วแตกคือเรียกร้องความสนใจงี้อ่อ
    #303
    0
  7. #276 Pandan_s (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2560 / 11:05
    ไม่เอานายยยย นี่ทำแก้วตกแกล้งอ่อยปะเนี่ยยยย ยกโชให้ซันเหอะ เค้าเต๊าะกันเนียนๆมาตั้งนานนนน
    #276
    0
  8. #249 day-life (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2560 / 05:09
    จะหาคนใหม่ให้เขาจริงๆเหรอซันนน5555 เราพึ่งมาตามอ่านเรื่องนี้ ยังไงก็เป็นกำลังใจให้ไรท์น้า สู้ๆค่า
    #249
    0
  9. #12 PLOY_MB (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 เมษายน 2560 / 08:09
    อ่านทอล์กไรท์แล้วแบบ... น้ำตาจะไหล 555 คือเข้าใจฟีลเพราะเคยแต่งอยู่เหมือนกัน ยังไงก็สู้ๆนะคะ ถึงไม่มีใครอ่านแต่เราอ่านค่ะ! 555(?)
    #12
    0