[ Hermit Books ตีพิมพ์ ] Just Before Sunrise ☼ เมื่อตะวันฉายแสง ( #ซันโช )(Yaoi)(จบแล้ว)

ตอนที่ 3 : ก่อนตะวัน : 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,689
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 233 ครั้ง
    20 ก.พ. 63

ก่อนตะวัน : 2

               

                หลังจากอาบน้ำเสร็จผมก็นั่งๆ นอนๆ เล่นอยู่ที่หอไอ้ตี๋ ตอนแรกมันไม่ยอมหรอก จะไล่กลับท่าเดียว แต่พออ้างว่าเดี๋ยวก็ต้องไปทำงานพร้อมกัน มันเลยทำหน้าขัดใจ แต่ก็เลิกไล่แล้วปล่อยให้ผมนอนเปื่อยอยู่บนโซฟารับแขกส่วนตัวเองก็หายเข้าห้องนอนไป 

               อาการแฮงค์ที่เล่นงานทำให้ผมไม่อยากโงหัวขึ้นมาเลยตลอดบ่าย หลับเป็นตาย ตื่นมาอีกทีก็สองทุ่มกว่าแล้ว ผมไม่รู้เลยว่าระหว่างนั้นมันเอาเสื้อผ้าที่ผมใส่เมื่อคืนไปซักแห้งให้ เพราะเห็นใจที่ต้องใส่เสื้อผ้าของมันที่ตัวเล็กกว่าผมไซส์นึง พอเห็นผมตื่นก็รีบเร่งให้ผมแต่งตัวแล้วรีบออกมาทั้งที่เหลือเวลาอีกเกือบสองชั่วโมง ผมกับไอ้ตี๋ทำงานกะสี่ทุ่มถึงตีสาม ก่อนร้านปิดและเปิดใหม่อีกทีตอนแปดโมงเช้า

                ก่อนหน้านี้ร้านเปิดยี่สิบสี่ชั่วโมง แต่เพราะพนักงานมีน้อย ลำพังพี่โมที่เป็นเจ้าของร้านคนเดียวก็ดูแลทั้งวันไม่ไหว ยังดีที่มีไอ้ตี๋ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องที่ไว้ใจได้มาช่วยงาน พี่โมเลยช่วยเด็กอีกสองคนดูแค่กะกลางวัน ปล่อยหน้าที่ดูแลร้านให้ไอ้ตี๋ตั้งแต่สี่ทุ่มเป็นต้นไป มีแวะมาตรวจความเรียบร้อยบ้าง แต่ก็ไม่ได้เข้ามายุ่มย่าม ให้ไอ้ตี๋ดูแลร้านเหมือนเป็นเจ้าของอีกคน

                เพราะตอนนี้ยังอยู่ในช่วงปิดเทอมด้วยแหละที่ร้านเลยไม่ยุ่งเท่าไหร่ แต่ขึ้นเทอมใหม่เมื่อไหร่ก็คงจะวุ่นวายไม่น้อย ยิ่งเทอมหน้าตารางเรียนผมแน่นมากจนทำทั้งอาทิตย์ไม่ได้ น่าเป็นห่วงว่าไอ้ตี๋ทำงานคนเดียวคงได้หัวหมุนกันไปข้างทั้งที่ตัวเองก็เรียนหนัก แต่ได้ยินพี่โมเปรยๆ เหมือนกันว่าจะจ้างคนเพิ่ม ซึ่งผมก็ว่าดี เพราะถึงไอ้ตี๋มันจะไม่ได้บ่นอะไร แต่บางครั้งความเหนื่อยของมันก็แสดงออกมาทางสายตาชัดเจน

                “ตี๋ กินข้าวก่อนป่ะ” ผมถามหลังจากเดินมาได้ครึ่งทาง และเห็นร้านอาหารออแกนิคเจ้าประจำของไอ้ตี๋ยังไม่ปิดพอดี

                หอไอ้ตี๋ไม่ไกลจากร้านพี่โมเท่าไหร่ ใช้เวลาเดินสิบนาทีได้ ผมเลยจอดรถไว้หอมันแล้วเดินมาด้วยกัน ขากลับจะได้หาเรื่องเดินกลับมาส่งมันด้วย ถึงจะใกล้แค่ไหนก็เถอะ แต่เดินกลับคนเดียวดึกๆ มันน่ากลัวจะตาย แล้วไอ้ตัวเล็กนี่ก็ดันเรื่องมากไม่ค่อยให้ผมไปส่งด้วย ชอบไล่ผมกลับก่อนอยู่นั่น ไม่รู้จะเล่นตัวอะไรนักหนา

                “ครับ” มันรับคำสั้นๆ หลังจากมองนาฬิกา คงเพิ่งนึกขึ้นได้เหมือนกันว่าตัวเองไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่กลางวัน

                ผมกับไอ้ตี๋เดินเข้ามาในร้านที่คนบางตาเพราะอีกครึ่งชั่วโมงร้านจะปิดแล้ว ไอ้ตี๋สั่งสลัดออแกนิคซึ่งเป็นเมนูแนะนำของร้าน ในขณะที่ผมสั่งสปาเกตตี้หอยลายซึ่งจำได้ว่าอร่อย ผมใช้เวลากินไม่นานด้วยปริมาณเท่าหยิบมือ ในขณะที่อีกคนยังละเลียดสลัดในจานไม่ถึงครึ่ง ไม่รู้เคี้ยวเอื้องหรือไง ผมเลยสั่งของหวานเป็นไอติมสตรอเบอร์รี่ชีสมาตอบท้าย

                “ยังกินไหวอยู่เหรอครับ” พอไอติมมาวางตรงหน้า คนฝั่งตรงข้ามก็ขมวดคิ้วถามทันที

                “โหตี๋ นี่ยังไม่ถึงครึ่งท้องกูเลยเหอะ” ผมบ่นพลางตักไอติมเข้าปาก แล้วพยักหน้ากับรสชาติที่ถูกปาก

“กินป่ะ” ยื่นไปให้คนที่ขมวดคิ้วมองอยู่พอดี

                “กินของหวานตอนนี้เดี๋ยวก็อ้วนกันพอดี” บ่นพึมพำ ทั้งที่กว่าจะละสายตาจากไอติมผมได้ก็เล่นเอาตาตี่ๆ นั่นแทบจะเหล่

                “ไม่อ้วนหรอก ไอติมผลไม้” ผมคะยั้นคะยอ

                “ของหวานก็คือของหวานครับ”

                “เค้าบอกว่าไม่ใส่น้ำตาลนะ” ...แต่ชีสนี่เป็นก้อนๆ เลยครับ

                “...”

                “กูกินหมดอย่ามาเสียดายที่หลังนะ”

                “...” เงียบ

                “คำเดียวก็ได้อ่ะ อร่อยจริงๆ แล้วมึงจะติดใจ” ว่าพลางตักไอติมแบบพอดีคำยื่นไปจ่อปากคนที่ทำเป็นเมินตักสลัดเข้าปากทั้งที่สายตาบอกว่าอยากกิน

                “คำเดียวนะครับ” สุดท้ายไอ้ตี๋ก็ทนลูกตื๊อผมไม่ไหว ถอนหายใจเบาๆ

                “อ้า...” พอผมทำท้าจะป้อน คนตรงหน้าก็ขมวดคิ้ว มองผมสลับกับไอติม ก่อนจะยกมือขึ้นมาจับปลายช้อนจากมือผมไปเอาใส่ปากเอง

                แหม เล่นตัวจังครับคุณ

                ผมมองคนที่ลืมตัวตักไอติมคำที่สองกินก็ได้แต่อมยิ้ม สังเกตมาสักพักว่าแล้วว่าต่อให้พยายามคุมอาหารแค่ไหน แต่แต่ละอาทิตย์ก็จะมีวันที่มันปล่อยให้ตัวเองได้กินของหวาน อ้างว่าต้องชิมขนมในร้านทั้งที่หน้าตาดูมีความสุขออกนอกหน้าทุกที

                ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ถึงหน้าจะนิ่งแต่สายตาที่เป็นประกายออกมาก็บ่งบอกว่ารสชาติไอติมคงถูกปากเจ้าตัว

                “ถ้าพรุ่งนี้กลับไปอ้วนอีกทำไงอ่ะ” ยกมือขึ้นมาเท้าคางถามยิ้มๆ ผมอดไม่ได้ที่จะแซว

                พอได้ยินแบบนั้นไอ้ตี๋ก็หยุดกิน ตาชั้นเดียวคู่เดิมมองมาอย่างเอือมๆ เหมือนเคย

                “เฮ้ย ล้อเล่น กินต่อเหอะ” ผมพยายามจะเลื่อนถ้วยไปให้ใกล้มันกว่าเดิม แต่ไอ้ตี๋กลับวางช้อนแล้วกลับไปจัดการกับสลัดของตัวเอง เมินทั้งผมทั้งไอ้ติม

                งอนเฉย

                “โห่ ซีเรียสขนาดนั้นเลย?”

                คราวนี้ไอ้ตี๋เงยหน้าขึ้นมา ถอนหายใจมองผมเหมือนพูดอะไรไม่เข้าท่าอีกแล้ว “กับบางคน บางเรื่องก็ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะครับ”

                “ดุอีกละ” ผมเบ้หน้า

                “ก็คุณปากหมาอ่ะ”

                ถ้าจะด่าขนาดนั้นก็ไม่ต้องขึ้นต้นสุภาพก็ได้ครับตี๋

                “ขอโทษคร้าบบบ คราวหน้าจะระวังคำพูด โอเคป่ะ”

                ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องยอม แต่ก็จริงอย่างไอ้ตี๋ว่าแหละ บางทีผมก็ปากหมา พูดหรือทำอะไรไม่ค่อยคิด แถมไม่ค่อยใส่ใจความรู้สึกคนรอบข้างเท่าไหร่ หลายครั้งถึงได้ทำร้ายความรู้สึกใครต่อใครไปโดยไม่รู้ตัว

                “ละลายหมดแล้วเนี่ยตี๋ช่วยกินหน่อย” ผมว่าพลางตักไอติมขึ้นมากินคำหนึ่งแล้วยื่นช้อนส่งให้มัน

                “...”

                “ไม่อ้วนหรอก ผอมขนาดนี้ขุนอีกสิบปีก็ไม่อ้วน”

“...”

“ถึงอ้วนก็ไม่เห็นเป็นไร ตัวกลมๆ ก็น่ารักดีออก”

“ถ้ากินแล้วจะหุบปากใช่มั้ยครับ” ยิ่งพูดก็ยิ่งถูกทำหน้าเหม็นเบื่อใส่ แต่สุดท้ายก็ถอนหายใจแล้วยอมรับช้อนไป

แต่โดยดี

                ผมทำท่ารูดซิปปาก แล้วปล่อยให้คนตรงหน้าตักไอติมกิน ท่าทางมีความสุขขึ้นทุกทีที่ได้รับรสชาติหวานอมเปรี้ยวเข้าปาก

                “อร่อยดิ”

                “ก็งั้นๆ” แต่พอผมถามดันทำเป็นยักไหล่ เลื่อนไอติมกลับคืนมาให้เหมือนมันไม่ได้อร่อยขนาดนั้น

                “น่ะ เมื่อกี้ยังสอนให้คนอื่นระวังคำพูดอยู่เลย” ผมแกล้งเบ้หน้า

“...”

“เจ้าของร้านมาได้ยินคงเสียใจแย่” คราวนี้ไอ้ตี๋เงยหน้าขึ้นมาขมวดคิ้ว ถอนหายใจใส่ผมอีกรอบ แล้วเปลี่ยนคำตอบตัวเอง

                “อร่อยครับ อร่อยมาก”

                เล่นเอาผมหลุดยิ้มกว้าง อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือออกไปขยี้หัวคนขี้เก๊กอย่างหมั่นไส้ จนถูกฟาดกลับมาแรงๆ ให้ร้องโอดโอยเหมือนทุกที

                ปากหนักขนาดนี้ เอาหินถ่วงไว้ป่ะเนี่ยตี๋

 

พอกินมื้อเย็นเสร็จ พวกผมก็มาถึงร้านก่อนเวลาครึ่งชั่วโมงได้ ไอ้ตี๋เลยให้พี่โมกับพนักงานอีกคนกลับไปพัก แล้วจัดการที่เหลือต่ออย่างไม่มีขาดตกบกพร่องใดๆ ในขณะที่ผมนั่งแกร่วไม่มีอะไรทำมาหลายชั่วโมง

ยิ่งช่วงหลังเที่ยงคืนนี่เป็นอะไรที่เงียบเหงาจนผมแทบจะเอาเวลาไปนั่งนับยุง นั่งไถโทรศัพท์จนไม่รู้จะดูอะไรก็วาง ปล่อยให้สมองคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยทั้งเรื่องไร้สาระ ไปยันเรื่องใหญ่ระดับจักรวาล

แต่ส่วนใหญ่ก็วนเวียนอยู่กับเรื่องของไอ้เพื่อร่วมกะ ที่แย่งหน้าที่ผมไปจนหมดนี่แหละ  

ตั้งแต่เรื่องที่ผมโคตรเหม็นหน้ามันตอนมาทำงาน แล้วไม่รู้อีท่าไหนถึงจับพลัดจับผลูมาญาติดีกันผมก็ไม่แน่ใจ อาจเป็นเพราะพอรู้ว่ามันเคยเป็นเพื่อนสมัยมัธยมก็รู้สึกคุ้นเคยขึ้นมา ถึงจะคุยกันนับครั้งได้ก็เถอะ

โลกนี้มันกลมอย่างที่เขาว่ากันจริงๆ ใครจะไปคิดว่าคนที่มีความสัมพันธ์ซับซ้อนอย่างผม ไอ้ตี๋ แล้วก็ไอ้ตรีจะโคจรมาเจอกันอีก อันที่จริงพอนึกไปนึกมาผมเพิ่งจำได้ว่าเคยเจอมันมาก่อนหน้านี้ด้วยซ้ำ ถึงจะไม่ได้เจอกันเป็นการส่วนตัว แต่ก็ได้ยินชื่อเลื่องลือในวงการเชียร์ลีดเดอร์ในมหาลัย 

คืองี้ครับ ตอนปีหนึ่งไอ้ตี๋กับผม เคยเป็นเชียร์ลีดเดอร์คณะเหมือนกัน ถึงมันจะเรียนบริหาร ส่วนผมเรียนวิศวะ แต่ถึงอย่างนั้นก็มีกิจกรรมรวมหลีดให้สองคณะได้มาเจอกันอยู่หลายครั้ง แต่ช่วงนั้นผมไม่ได้สนใจคนรอบข้างเท่าไหร่... เรียกว่าไม่ค่อยสนใจผู้ชายรอบข้างมากกว่า ด้วยความที่เป็นคนหน้าตาดี แถมอัธยาศัยดีมาตั้งแต่เด็ก พอเข้ามหาลัยจึงไม่น่าแปลกใจที่รอบกายผมจะห้อมล้อมไปด้วยสาวๆ มากมาย เสียดาย ตอนนั้นผมมีแฟนแล้ว... เออ ผมว่าควรข้ามเรื่องนี้ไป เพราะมันไม่ใช่ประเด็น

                แล้วประเด็นคืออะไรวะ?

                อ่อ พอนึกไปนึกมาผมว่าผมจำได้ตี๋ได้นะ ผู้ชายตาตี่ๆ ตัวเล็กๆ ขาวๆ ที่อยู่ในดงสาวๆ ไม่แพ้กัน ตอนนั้นใครๆ ก็บอกว่าน้องโชบริหารแสนน่ารัก นิสัยดี เฟรนด์ลี่กับทุกคน

                แล้วดูตอนนี้ดิ... ผมว่าแม่งคนละคนชัดๆ เลย

                ไอ้ตี๋ที่ผมรู้จักแม่งโคตรหยิ่ง ยิ้มยาก ขี้รำคาญ แถมชอบทำหน้าเหม็นเบื่อตลอดเวลาอีกต่างหาก

                “เอ็มไปรอที่โต๊ะก่อนนะ เดี๋ยวผมไปเสิร์ฟให้”

แล้วเสือกเลือกปฏิบัติกับกูคนเดียวด้วยนะ กับคนอื่นนี่ยิ้มหวานเชียว

                “มองอะไรครับ” นั่นไง ไม่ทันไรก็หันมาทำตาเขียวใส่อีกแล้ว

                ก็อย่างว่า คนเคยเป็นศัตรูหัวใจกันมาก่อน จะให้เลิกอคติไปเลยก็คงยากอ่ะเนอะ

                “ถ้าจะยืนมองเฉยๆ ก็มาชงกาแฟดีกว่า” ว่าพลางยื่นกาแฟที่ตวงแล้วมาให้

                “แค่สงสัยว่าทำไมมึงไม่ค่อยยิ้มให้กูเลย” ผมยักไหล่ แล้วลุกขึ้นเดินไปอยู่หลังเครื่องทำกาแฟคว้าตัวกรองกาแฟในมือไอ้ตี๋มาอัด

                “เฮ้อ” ระหว่างแพคกาแฟ ผมก็ได้ยินคนข้างๆ ถอนหายใจ มองหน้าผมเหมือนพูดอะไรไร้สาระเหมือนเคย

                 “อยากเห็นยิ้มหวานๆ แบบที่ยิ้มให้คนอื่นอ่ะ ได้มะ” ผมยัดกาแฟเข้าเครื่องชงแล้วหันมาแกล้งฉีกยิ้มพร้อมกับทำตาปิ๊งๆ อย่างน่ารัก

                “ไม่ได้ครับ”

                “โห่ ทีกับคนอื่นยังยิ้มได้เลย”  

                “ก็คุณไม่เหมือนคนอื่นนี่ครับ”

                “...” ผมชะงัก

                “...”

ไอ้ตี๋แม่งก็เสือกชะงักด้วยอีกต่างหาก

“ถ้าจะกวนก็ถอยไปเลยครับ” สตั๊นท์กันไปสักพักไอ้ตี๋ก็เป็นคนเปลี่ยนเรื่อง เบียดตัวมายืนแทนผม หยิบกาแฟช็อตที่กลั่นเสร็จพอดีไปใส่ส่วนผสมตามที่ลูกค้าสั่งอย่างชำนาญ

ผมมองมันแล้วก็เผลอหลุดยิ้มออกมาอีกครั้ง ถึงจะเฉไฉไม่อธิบาย แต่ผมก็พอจะเข้าใจหรอกว่าคำว่าไม่เหมือนคนอื่นของมันคืออะไร

                เพราะรู้จักกันมาสักพัก ถึงได้รู้ว่านี่คือตัวตนที่แท้จริงของมัน ไอ้ตี๋โชหน้าบูด ขี้รำคาญ แถมไว้ตัวยิ่งกว่าอะไร ไม่ใช่คนเฟรนด์ลี่ น่ารักน่าชังเหมือนที่มันแสดงให้ใครๆ เห็น เพราะแบบนั้นแหละผมถึงสบายใจที่จะอยู่กับมันในแบบนี้ ดีกว่าต้องมานั่งมองมันปั้นหน้ายิ้มหวาน ซ่อนความรู้สึกไว้หลังตาตี่ๆ ที่พอยิ้มก็หยีจนมองไม่เห็นแววตา

                ที่ว่าไม่เหมือนคนอื่น คงเป็นเพราะความสนิทใจ ที่มันสามารถแสดงตัวตนอีกด้านต่อหน้าผมได้ โดยไม่ต้องพยายามปั้นแต่งอะไร 

               ยกเว้นเรื่องหนึ่งที่ผมไม่ค่อยแน่ใจ ว่าภายใต้ใบหน้าปกติของมันกำลังรู้สึกยังไง...

                “ตี๋ ถามอะไรหน่อยได้มั้ย” ตกใจตัวเองเหมือนกัน ที่อยู่ๆ ก็ทำน้ำเสียงจริงจัง

                “ครับ?”

                “เรื่องไอ้ตรีน่ะ...” มึงตัดใจได้หรือยัง

                “อะไรนะครับ”

                “เปล่า ไม่มีอะไร”

                สุดท้ายก็ไม่กล้าถาม เพราะกลัวว่าจะไปตอกย้ำความรู้สึกบางอย่างของมันขึ้นมา และในใจผมก็พอจะรู้อยู่แล้วว่าคำตอบคืออะไร

                เพราะเมื่อคืน ถึงจะเมาจนจำไม่ได้ว่าความเมาของผมทำให้ไอ้ตี๋หายเศร้าได้จริงหรือเปล่า  

แต่ผมแน่ใจ ว่าในความทรงจำสุดท้าย... ผมเห็นมันร้องไห้ออกมา



#ซันโช

-Martian-

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 233 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

574 ความคิดเห็น

  1. #517 Jibangrin (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 / 15:58
    โชลูกกกกกกกกก
    #517
    0
  2. #368 aumten (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2560 / 08:33
    ซันโคตรวอแวเลย โอ๊ย ตี๋รำคาญมั้ยลูก
    #368
    0
  3. #248 day-life (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2560 / 04:59
    น่อวววว มีความบอกว่าซันไม่เหมือนคนอื่น55555 ชอบซันอ่ะ วอแวโชตลอดๆเลย5555
    #248
    0
  4. #4 natamonING (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 เมษายน 2560 / 01:10
    อกหักก็มารักกะผม ซันพูดๆๆๆ
    #4
    0
  5. #3 K-1607G (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 เมษายน 2560 / 20:20
    เรื่องนี้น่ารักดีนะคะ ตามอ่านจากคู่ก่อน รีบกลับมาอัพนะคะ เรารอ 555 ????
    #3
    0